หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

    พาภรรยาท่องเที่ยว

    เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นลั่วอู่หลินใช้พลังปราณห่อหุ่มภรรยาของเขาเอาไว้และพาบินไปด้วยควาเร็วที่เหนือชั้น จนกระทั้งเพียงไม่กี่ลมหายใจเขาก็มาหยุดลงที่กลางป่าใหญ่ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งขุมกำลัง

     

    หญิงงามทั้งสองที่ลอยอยู่ด้านหลังของสามีของตนเองพากันตื่นตะลึง นี่มันความเร็วอะไรกัน พวกนางยังไม่ทันได้ตื่นเต้นกับการบินครั้งแรกเลยด้วยซ้ำ ลั่วอู่หลินก็พาพวกนางมาถึงยังจุดหมายเสียแล้ว

     

    "ถึงแล้วลงไปกันเถอะ"เขากล่าวและค่อยๆลอยลงไป เมื่อฝ่าม่านพลังเข้ามายังมิติด้านใน เหล่าคนในขุมกำลังที่เห็นว่านายท่านของพวกเขามาก็พากันทำความเคารพในทันที ก่อนที่พวกเขาจะหันกลับไปฝึกฝนกันต่อตามชีวิตประจำวัน

     

    "ว้าว นี่คือขุมกำลังของหอการค้าเฮยเสวียหรือ"ลู่ฟางหนิงและลู่ฟางเยว่กล่าวอย่างตื่นเต้น ในที่นี้มีระดับนักรบต่ำกว่าหนึ่งร้อยคนอีกทั้งยังมีระดับจอมพลเกือบยี่สิบคนเรียกได้ว่า แม้แต่ขุมกำลังองค์รักษ์ยังแทบไม่ได้ เมื่อมาเห็นเช่นนี้พวกนางจะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร หากจะให้พูดจริงๆขุมกำลังนี้สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเลยว่าเป็นมหาอำนาจในดินแดนสี่ทิศนี้ไปแล้ว

     

    "ใช่ เมื่อก่อนคนทั้งหมดที่ท่านเห็นล้วนแต่เป็นเด็กกำพร้ายากไร้ ข้าเห็นว่าคนพวกนี้แต่ลำบากและไร้ที่พึงพาจึงได้ชักชวนพวกเขาเข้าขุมกำลังมาโดยเริ่มจากสองคนที่ท่านเห็นที่มิติลึกลับจนในที่สุดก็กลายเป็นขุมกำลังใหญ่เช่นนี้"

     

    "อีกอย่างที่ท่านควรรู้เมื่อเป็นนายหญิงของพวกเขา ขุมกำลังนี้แท้จริงชื่อว่าหิมะสวรรค์ส่วนหอการค้าเฮยเสวียนั้นเป็นเพียงฉากบังหน้าเท่านั้น ส่วนหน้าที่แท้จริงของขุมกำลังคือรวบรวมข่าวสารจากทุกสารทิศและทำตามคำสั่งของข้า แต่นับจากนี้พวกท่านเองก็สามารถสั่งการขุมกำลังนี้ได้เช่นกัน หน้ากากยักษาสามเขานั้นในขุมกำลังนี้เป็นรองเพียงข้า"ชายหนุ่มกล่าวอธิบายขณะที่พาหญิงงามเดินตรวจตราพวกนางที่ได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะอึ้งงันไป เพราะไม่คิดมาก่อนว่าชายหนุ่มที่ตนรักอยู่ดีๆจะกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่เพียงนี้

     

    ขุมกำลังหิมะสวรรค์ตอนนี้กินพื้นที่ทั่วบริเวณป่าหรืออาจเรียกได้ว่าป่านี้คือถิ่นของพวกเขาก็ว่าได้ เมื่อลั่วอู่หลินพาภรรยาของเขาเดินจนทั่วแล้วนั้น ในขณะที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังวัง หลันฮ่าวผู้เป็นมือขวาได้ปรากฏตัวขึ้นมาและคาราวะทั้งลั่วอู่หลินและหญิงงามทั้งสองในทันที

     

    "มีอะไรเร่งด่วนหรือเปล่าเหตุใดถึงได้เร่งร้อนขนาดนี้"ลั่วอู่หลินกล่าวถามทันทีโดยไม่รั้งรอ

     

    "เรียนนายท่าน ตอนนี้เราได้ข่าวสารของขุมกำลังที่ลอบสังหารพวกนายท่านในคืนนั้นแล้วขอรับ"หลันฮ่าวกล่าวขึ้นทำให้ลั่วอู่หลินถึงกับมีสีหน้าจริงจังในทันที หลังจากที่ตามหามานานก็พบเบาะแสเสียที เขาจึงรีบให้หลันฮ่าวกล่าวต่อไป

     

    "คนของเราหนึ่งคนต้องยอมสละชีวิตเพื่อส่งข่าวสารนี้มาขอรับ ขุมกำลังที่โจมตีนายท่านชื่อว่าเซิงหุน มันคือการรวมตัวกันของขุมกำลังเผ่าพันธุ์ต่างๆที่กดขี่มนุษย์ในอดีตก่อนที่ราชวงศ์ทั้งสี่กำราบลงไป ตอนนี้ขุมกำลังเซิงหุนมันได้ขยายไปแอบแฝงในเงามืดของทุกอาณาจักรพร้อมจะลงมือทุกครั้งเมื่อราชวงศ์ประมาทและยังคอยรวบรวมพวกเห็นต่างเข้ามาในขุมกำลังอยู่เรื่อยๆ นี่คือข้อความสุดท้ายที่คนของเราใช้เลือดเขียนมาในกระดาษแล้วส่งมาก่อนตายขอรับ"เมื่อกล่าวมาถึงจุดนี้หลันฮ่าวก็กำหมัดแน่น

     

    แม้จะเข้าใจว่างานเหล่านี้มันเสี่ยงอันตรายเพียงใด แต่ทุกคนในขุมกำลังนี้ต่างเรียกขานเขาว่าเป็นอาจารย์ ดังนั้นสมาชิกทุกคนจึงถือว่าเป็นลูกศิษย์ของเขาโดยปริยาย การที่ลูกศิษย์ของเขาตายเช่นนี้สำหรับอาจารย์แล้วจะไม่ให้เสียใจได้อย่างไร

     

    "ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้า รู้ที่อยู่และตำแหน่งที่เขาตายหรือไม่ หากรู้เจ้าจงพากองกำลังออกไปและกำจัดพวกมันให้สิ้นซาก และอย่าลืมส่งข่าวสารให้ขุมกำลังของเราหาที่อยู่ของพวกมันในทุกอาณาจักร เมื่อพบแล้วข้าจะไปกำจัดพวกมันด้วยตัวเอง"

     

    "รับทราบขอรับ ข้าและเหม่ยอิงจะนำกำลังพลหลักไปและจะไม่ทำให้นายท่านต้องผิดหวัง"หลันฮ่าวกล่าวจบก็ทะยานร่างหายไป สำหรับลั่วอู่หลินนั้น หากหลันฮ่าวและหลันเหม่ยอิงลงมือพร้อมกันชายหนุ่มก็สบายใจได้ แม้ระดับของพวกเขาตอนนี้จะอยู่ในระดับจอมพลขั้นเจ็ดแต่ด้วยทักษะสังหารและการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของพวกเขา ชายหนุ่มมั่นใจว่าแม้แต่ระดับกษัตริย์ขั้นต้นก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลใจเลยสักนิดที่สั่งให้คนสนิททั้งสองลงมือ

     

    "ที่รักเหตุใดท่านจึงไม่ไปด้วยตนเองหรือ?"ลู่ฟางเยว่กล่าวถามด้วยความสงสัย นางมั่นใจว่าหากลั่วอู่หลินไปเพียงไม่นานก็จะจบศึกได้อย่างไม่ยากเย็น

     

    "หากข้าไปด้วยตัวเอง พวกมันจะรู้ในทันทีว่าขุมกำลังที่หมายตาพวกมันอยู่คือหอการค้าเฮยเสวียและเมื่อถึงตอนนั้นพวกมันที่เหลือก็จะระมัดระวังพวกเรามากขึ้นทำให้ทำงานต่อไปลำบาก แต่หากให้หลันฮ่าวและเหม่ยอิงลงมือพวกมันจะไม่สงสัยพวกเราแต่อย่างใด เพราะขุมกำลังที่พวกหลันฮ่าวนำไปนั้นคือขุมกำลังแท้จริงของหิมะสวรรค์ ไม่ใช่หอการค้าเฮยเสวีย"ลั่วอู่หลินอธิบาย ลู่ฟางเยว่ที่ได้ยินก็กระจ่างขึ้นมาในทันที ส่วนทางด้านลู่ฟางหนิงนั้นในตอนนี้นางภูมิใจในตัวของสามียิ่งที่คิดได้รอบคอบไม่เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง

     

    หลังจากที่จัดการทุกอย่างแล้วนั้นลั่วอู่หลินพาภรรยากลับมายังตำหนักในทันที ก่อนที่จะพาพวกนางไปหาท่านยายที่ตอนนี้รอเสวยอาหารเที่ยงกับพวกเขา

     

    แน่นอนว่าตลอดทั้งการร่วมโต๊ะอาหาร บทสนทนาส่วนใหญ่ของหลินอี้เฟยที่พยายามพูดกับลั่วอู่หลินและสองภรรยาคือการมีเหลนให้นางได้เลี้ยงดูสักคน

     

    เมื่อได้ยินเช่นนี้ลั่วอู่หลินพลันยกยิ้มเจื่อน แน่นอนว่าเขาเองก็อยากมีแต่ทว่าในใจกลับคิดว่าอีกไม่นานก็ต้องออกจากดินแดนนี้ไปจึงได้แต่เก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน เพราะเขาไม่อยากทิ้งลูกเอาไว้หรือพาไปตกระกำลำบาก หากเขาจะมีลูกจะต้องพร้อมที่จะเลี้ยงดูอย่างแท้จริงมิใช่ทิ้งขว้างหรือให้คนอื่นเลี้ยงดูแทน

     

    'เจ้าเด็กโง่ ไม่เห็นต้องกังวลใจอะไรมากมายเช่นนั้น'เมื่อกลับมายังตำหนัก ไฉ่เยว่เอ๋อร์อยู่ดีๆก้กล่าวขึ้นมาทำให้ลั่วอู่หลินต้องชะงักไป

     

    'พี่สาวเรื่องมีลูกไม่ใช่เรื่องเล็กๆนะขอรับ ท่านก็รู้ว่าข้าตอนนี้ไร้บิดามารดาแม้จะได้อยู่อย่างสุขสบายแต่ลึกๆข้างในก็รู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยเช่นเดียวกัน ข้าไม่อยากให้ลูกที่เกิดขึ้นมานั้นมีปมด้อยเช่นข้า'ลั่วอู่หลินกล่าวตอบ ในความคิดของเขานั้นหากมีแล้วเลี้ยงดูไม่ได้หรือเลี้ยงดูไม่ดีก็ไม่มีจะดีกว่า รอให้พร้อมแล้วค่อยมีก็ไม่เสียหายแต่อย่างใด

     

    'เหอะ เจ้านี่มีของดีอยู่กับตัวแล้วไม่รู้จักใช้จริงๆ หอคอยมหาสมบัตินั่นไงทางออกของเจ้า ระหว่างที่เดินทางแค่ให้พวกนางและลูกอาศัยอยู่ด้านในนั้นก็สิ้นเรื่องหากเจ้าคิดถึงพวกนางหรืออยากจะเล่นกับลูกๆก็แค่เข้าไป อีกทั้งด้านในก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกขนาดนั้น หากเจ้าไม่ใช่มันข้าก็ว่าเจ้าเป็นคนที่โง่งมเกินไปแล้วละ'เมื่อได้ยินที่ไฉ่เยว่เอ๋อกล่าว ลั่วอู่หลินเอามือเคาะศีรษะตนเองในทันที นี่เขาลืมเจ้าสมบัติเทพชิ้นนี้ไปได้อย่างไรทั้งๆที่มันมีประโยชน์และสะดวกสบายขนาดนั้น

     

    'ขอบคุณพี่สาวที่ย้ำเตือนไม่เช่นนั้นข้าก็ยังคงลังเลใจ'

     

    'เหอะ ไม่นับว่าเป็นอะไรได้ ข้าขอบอกเจ้าเอาไว้ก่อน หากพ้นจากขอบเขตมนุษย์ไปโอกาสมีบุตรของเจ้าก็จะยิ่งน้อยลงเพราะระดับเซียนขึ้นไปมีอายุไขที่เรียกได้ว่าเกือบไร้ขีดจำกัดหากไม่ถูกฆ่าตาย ดังนั้นกฏของสวรรค์เพื่อที่จะรักษาสมดุลจึงได้ทำให้ระดับเซียนขึ้นไปนั้นมีบุตรยากมากจนเรียกได้ว่าหนึ่งในร้อยเท่านั้นกว่าจะมีได้ ไม่ต้องพูดถึงระดับเทพโอกาสมีคือหนึ่งในพัน ดังนั้นจงคิดไตร่ตรองให้ดีว่าสมควรจะมีหรือไม่'นางกล่าวเชิงชี้นำ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริงที่มิอาจหลีกเหลี่ยงได้

     

    หากลั่วอู่หลินไม่พยายามมีบุตรตอนนี้เมื่อเขาแข็งแกร่งยิ่งๆขึ้นไปเขาจะต้องวัดดวงตัวเองว่าจะมีอีกทีเมื่อไร ซึ่งมันไม่ง่ายเลยเพราะยิ่งแข็งแกร่งและยิ่งมีพรสวรรค์มากก็คล้ายว่าอัตราการมีลูกจะต่ำลงไปด้วย

     

    'ข้าจะลองไปคิดดูอีกทีนะขอรับ กว่าจะออกจากขอบเขตมนุษย์ข้ายังเหลืออีกสามขั้นใหญ่ ดังนั้นตอนนี้ยังไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้น'ชายหนุ่มกล่าวขณะที่เดินมาหาภรรยาของเขาที่นั่งอยู่ที่ประจำริมสระน้ำ

     

    "ที่รักข้าจะพาท่านไปอีกสถานที่หนึ่งรับรองได้ว่าท่านต้องชอบมันแน่ๆ"ชายหนุ่มกล่าวใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ซุกซนจนลู่ฟางหนิงและลู่ฟางเยว่ต้องหันมองด้วยความแปลกใจ สถานที่ใดกันที่สามีตัวดีของพวกนางจะพาไป เมื่อเห็นรอยยิ้มของเขาพวกนางอดไม่ได้ที่จะคาดหวัง สถานที่แห่งนั้นจะต้องวิเศษมากแน่ๆ

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน