บทที่ 1 ร่างอันอ่อนแอ
ภายในเที่ยวบินจากสนามบินเซี่ยงไฮ้ไปสนามบินสุวรรณภูมิ หญิงสาวใบหน้างดงามแต่เ็าดวงตาคมโตกำลังมองทิวทัศน์เบื้องล่างหลังจากเครื่องบินกำลังไต่ระดับขึ้นสู่ท้องฟ้ารอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า มืออีกข้างลูบคลำกำไลหยกเก่าคร่ำคร่าที่เพิ่งซื้อติดมือมาจากถนน ช้อปปิ้งในเมืองเซี่ยงไฮ้
พญ.อัจฉราแพทย์ทหารหญิงผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยแพทย์จากประเทศไทยคือชื่อของเธอหลังจากเพิ่งสิ้นสุดภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเทือกเขาหิมาลัยหญิงสาวก็ถือโอกาสลาพักผ่อนและเดินทางท่องเที่ยวเพียงลำพังไปที่เซี่ยงไฮ้มหานครของประเทศจีน
อัจฉราเป็ลูกกำพร้าที่เติบโตมาในสถานสงเคราะห์เมื่อเติบโตขึ้นก็สอบเข้าเป็แพทย์ทหาร ภายหลังจากเรียนจบและเข้าทำงานในกองทัพชีวิตส่วนใหญ่ของเธอก็วนเวียนอยู่ในโรงพยาบาล และสถานสงเคราะห์เพื่อเยี่ยมบ้านเดิม
เนื่องจากอัจฉรามีพร์สามารถพูดเขียนอ่านได้ทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษจึงได้รับภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในต่างประเทศเป็หลักชีวิตส่วนตัวของเธอที่ต้องเดินทางเสี่ยงภัยอันตรายบ่อยครั้งจึงไม่ค่อยมีเพื่อนและใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวตามลำพัง
หญิงสาวยกยิ้มในใบหน้า เมื่อหวนคิดถึงตอนที่เธอกำลังเดินช้อปปิ้งเพียงลำพังในนครเซี่ยงไฮ้ก็มีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งไม้แบบเตี้ย ด้านหน้าของเขามีโต๊ะเล็ก และวางขายเครื่องประดับเก่าแก่ไม่ถึงสิบชิ้นเมื่อเธอกำลังจะเดินผ่านเขาก็เรียก
“ยายหนู กำไลหยกนี่เป็ของเ้า”
อัจฉราหันมามองพลางคิดว่าคงเป็กลยุทธ์การขายที่เหมือนกันทั่วโลกแต่เมื่อเห็นว่าเป็ชายชราท่าทางยากไร้ จึงเกิดความสงสารและหยุดมองกำไลในมือของเขา
“เท่าไหร่คะ”
ชายชราไม่ตอบแต่ยื่นกำไลให้หญิงสาวตรงหน้า
เมื่อคิดว่าเขาคงเจตนาอยากขายอัจฉราจึงรับมาแล้วสวมเข้ากับข้อมืออันกลมกลึง ซึ่งก็สวมได้อย่างพอดี
หญิงสาวยิ้มที่มุมปากก่อนจะเอ่ยถามราคาอีกครั้ง
“ราคาเท่าไหร่คะ”
ชายชรามองด้วยดวงตาสดใสผิดแผกจากคนชราทั่วไปก่อนจะบอกด้วยน้ำเสียงกังวานในลำคอ
“เป็ของเ้า ให้ฟรี”
อัจฉราฟังแล้วก็คิดว่าชายชราคงป่วยโรคจิตเนื่องจากคำพูดของเขาใช้สำนวนจีนโบราณจึงเกิดความเวทนาและหยิบเงินจำนวนหนึ่งแล้ววางไว้ที่โต๊ะเล็กแล้วเดินจากไป
เมื่อกลับถึงโรงแรมที่พักแพทย์หญิงก็เก็บสัมภาระใส่กระเป๋า เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับเมืองไทยในเที่ยวบินเช้ามืด
ในขณะที่กำลังจะเตรียมตัวอาบน้ำก็มองเห็นกำไลหยกที่ข้อมือของตัวเองจึงพยายามดึงออกจากข้อมือ แต่ ก็ไม่สามารถถอดได้หญิงสาวจึงปล่อยทิ้งไว้ แล้วเดินเข้าห้องน้ำโดยไม่ได้สนใจอีก
ในขณะที่หญิงสาวนั่งอยู่บนเครื่องแต่ใจกลับล่องลอยไปไกลกำไลหยกที่อยู่บนแขนเรียวงามก็เรืองแสงขึ้นมาโดยที่อัจฉราไม่ทันได้สังเกตุจากนั้นเครื่องบินที่โดยสารมาก็สั่นะเือย่างรุนแรง
เสียงแจ้งเตือนให้รัดเข็มขัดดังขึ้นอัจฉรารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของความเร็วและระดับความสูงของเครื่องบินอย่างฉับพลันก่อนที่เครื่องบินจะดิ่งลงสู่พื้นดินท่ามกลางเสียงหวีดร้องอย่างหวาดกลัวของผู้โดยสารบนเครื่อง
ความมืดมิดเข้าปกคลุมความเ็ปแสนสาหัสแล่นเข้าสู่ร่างกาย ภาพสุดท้ายที่อัจฉราเห็นคือแสงไฟส่องสว่างจากเครื่องบินที่กำลังแตกเป็เสี่ยงๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง
เมื่อสติกลับคืนมาอัจฉราพบว่าตัวเองอยู่ในร่างเล็กบอบบาง เนื้อตัวเย็นเฉียบเธอไม่ใช่อัจฉราแพทย์ทหารผู้แข็งแกร่งอีกต่อไป แต่เป็เด็กสาวชาวจีนอายุ 14 ปี นามว่า กู้หลินที่ป่วยตายจากความหนาวเย็นและร่างกายที่อ่อนแอจากการขาดสารอาหาร
หญิงสาวลืมตาขึ้นก็พบว่าร่างเล็กถูกปกคลุมด้วยผ้าห่มผืนเก่าปะแล้วปะอีก จากนั้นความทรงจำจากร่างเดิมก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของหญิงสาวราวกับสายน้ำ
ครอบครัวของกู้หลินอยู่ในหมู่บ้านขนาดเล็กท่ามกลางเทือกเขาสูงตระหง่านครอบครัวของเด็กสาวประกอบด้วย
“กู้เยี่ย”แม่ผู้อ่อนแอหลังจากคลอดบุตรชายหญิง “กู้หยาง”ตาที่เป็หมอสมุนไพร
“กู้เซิน” ยาย
และพี่ชายชื่อกู่เฉิน ซึ่งมีอายุ 16 ปี
ั้แ่เกิดมาเธอไม่เคยเห็นหน้าพ่อ และไม่ได้ยินใครกล่าวถึงเขาราวกับว่าเื่ของพ่อเป็สิ่งต้องห้ามที่ไม่ให้พูดถึงของครอบครัว
จากความทรงจำของร่างก่อนหน้านี้ครอบครัวไม่ได้ลำบากแร้นแค้นขนาดนี้เพราะกู้หยางเป็หมอสมุนไพรประจำหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้จึงพอมีรายได้จุนเจือครอบครัว แต่ปีนี้เกิดภัยหนาวต่อเนื่องข้าวและพืชผักไม่สามารถเพาะปลูกได้อีกชาวบ้านจึงได้แต่ช่วยเหลือตนเองด้วยการขึ้นเขาไปหาอาหารมาประทังชีวิตบางครอบครัวต้องละทิ้งบ้านไปตายเอาดาบหน้า
กู้หยางเป็หมอที่มีจิตใจดีและเมตตาต่อผู้ป่วยเมื่อมีคนมารับการรักษาก็ไม่อาจเรียกเงินทองเหมือนเดิมอีกจึงทำให้ครอบครัวที่พึ่งพาเขาเพียงคนเดียวมีความเป็อยู่อย่างแร้นแค้นใน่ปีที่ผ่านมา
กู้เฉินกับกู้หลิน สองพี่น้องจึงต้องพากันไปขึ้นเขาหาผักและล่าสัตว์เล็กๆ มาเป็อาหารของครอบครัว
หลังลงจากเขาในสองวันก่อนกู้หลินมีไข้เพราะอากาศเย็นจัดและความอ่อนเพลียจากการเดินขึ้นเขา อีกทั้งเมื่อคืนนี้หิมะตกหนักบ้านหลังน้อยที่เป็เพียงกระท่อมไม้ จึงไม่อาจต้านทานความหนาวได้จึงทำให้เด็กสาวเสียชีวิต แล้วิญญาของอัจฉราก็มาสวมร่างนี้แทน
ดวงตาของอัจฉรามองดูภายในบ้านเต็มไปด้วยกลิ่นสมุนไพรและยาจีนผนังไม้ผุกร่อน หลังคาแตกร้าว ข้าวของเครื่องใช้เก่าแต่ดูสะอาดสะอ้านและจัดเป็ระเบียบบ่งบอกถึงพื้นเพของครอบครัว
“หลินเอ๋อร์ตื่นหรือยังลูก เมื่อคืนหิมะตกหนัก เสียงเ้าครางทั้งคืน แม่ใจคอไม่ดีเลย”
หญิงในวัย 30ที่ยังมีเค้าความงามอยู่ไม่น้อยเดินเข้ามาปลุกลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนเพลีย
กู้หลินพลิกตัวกลับมามองอีกฝ่ายอย่างสำรวจก่อนจะเอ่ยตอบเป็ภาษาเดียวกัน
“ข้าตื่นนานแล้วท่านแม่แต่ยังรู้สึกอ่อนเพลียก็เลยยังไม่ลุก”
อัจฉราฟังเข้าใจในทุกประโยคจึงตอบกลับให้แม่เ้าของร่างคลายความกังวล
“หลินเอ๋อร์ตื่นแล้วใช่ไหมท่านแม่ ข้าทำข้าวต้มเสร็จแล้ว ออกมากินกันเถอะ”
เสียง กู้เฉิน พี่ชายเ้าของร่างดังมาจากด้านนอกห้องนอนน้ำเสียงของเขาแม้จะฟังดูเหนื่อยล้า แต่ก็เต็มไปด้วยความห่วงใย
กู้หลินยิ้มบาง ๆก่อนจะพยุงร่างของตัวเองให้ลุกขึ้นแล้วรีบเดินออกไปช่วยพี่ชายยกถ้วยข้าวต้ม
“เ้าทำอะไร นั่งอยู่ตรงนั้นแหล่ะเ้าเพิ่งหายจากเป็ไข้ อย่าเพิ่งออกมาถูกลมข้างนอก เดี๋ยวไข้จะกลับ”
เสียงพี่ชายจัดแจงทำตัวราวกับเป็พ่อทำให้ กู้หลินถอยกลับไปนั่งลงที่โต๊ะ
“ท่านตา ท่านยาย ข้าวต้มเสร็จแล้ว”
เสียงของพี่ชายที่เดินไปเรียกอีกห้องดังแว่วเข้ามา
ไม่กี่อึดใจอัจฉราก็มองเห็นหญิงชายชราคู่หนึ่งเดินพยุงกันเข้ามาในห้องกลางด้วยท่าทางรักใคร่ห่วงใยซึ่งกันและกัน
“หลินเอ๋อร์ดีขึ้นแล้วใช่ไหม เดี๋ยววันนี้ตาจะต้มสมุนไพรแก้ไข้ให้กินอีกสักวันยังดีที่บ้านเรายังพอมีสมุนไพรแก้ไข้เก็บไว้ไม่อย่างนั้นในคืนที่หิมะตกหนักแบบเมื่อคืนนี้ หลานคงได้ไปปรโลกแล้ว”
น้ำเสียงของชายชราบอกถึงอารมณ์สดใส เมื่อเห็นหลานสาวหายดีและลุกนั่งเตรียมพร้อมกินข้าวด้วยกัน
“เพราะสมุนไพรของท่านตาทำให้หลินเอ๋อร์รอดมาได้บุญคุณนี้ข้าจะจดจำไว้”
อัจฉราเอ่ยตามสำนวนของหนังจีนโบราณที่เคยดูทำเอาทุกคนมองอย่างแปลกใจ เพราะปกติกู้หลินเป็ เด็กขี้อายไม่ค่อยพูด แต่เมื่อเธอพูดออกมาก็ทำให้ทุกคนน้ำตารื้นขึ้นมา
“เ้าเติบโตแล้วจริง ๆ”
แม่เ้าของร่างพึมพำ
ทุกคนยกถ้วยข้าวต้มที่กำลังร้อนซดเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยแต่อัจฉรามองน้ำใสที่มีปลายข้าวบนอยู่นิดหน่อยก็ได้แต่คิดเวทนาเ้าของร่างและครอบครัวอยู่ในใจพลางรู้สึกหนักใจขึ้นมา
“กินเยอะ ๆ นะลูกถ้าไม่อิ่มเดี๋ยวแม่จะแบ่งให้อีก”
แม่ของกู้หลินมองลูกสาวอย่างรักใคร่ทำให้อัจฉราที่ไม่เคยพบกับความรักของแม่มาก่อนก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในใจ
“ความรักของแม่เป็อย่างนี้เองหรอกหรือช่างงดงามและอบอุ่นนัก”
เมื่อทุกคนกินอิ่มพี่ชายก็ยกถ้วยชามออกไปล้างที่ครัวข้างนอกโดยที่ไม่ปล่อยให้แม่และน้องสาวที่กำลังป่วยทำหน้าที่ในครัว
“หลินเอ๋อร์เพิ่งอาการดีขึ้นนอนพักต่ออีกสักหน่อยนะ”
ยายเ้าของร่างบอกหลานสาวด้วยเสียงอ่อนโยนก่อนจะลุกขึ้นจูงแขนตากลับเข้าห้อง
อัจฉราในร่างของเด็กหญิงเดินกลับเข้าห้องนอนแล้วก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง ภายในใจคิดกังวลกับโชคชะตาของตนเองจากเด็กกำพร้าพ่อแม่ทอดทิ้งในชาติปัจจุบัน พอประสบความสำเร็จก็ต้องมาตายอย่างอนาถแถมยังข้ามภพมาอยู่ในร่างที่มีครอบครัวแร้นแค้นอีกแต่เมื่อคิดถึงบรรยากาศแห่งความรักของครอบครัวที่ตัวเองไม่เคยได้ััจากชีวิตก่อนอัจฉราก็ฮึดสู้อีกครั้ง ก่อนหลับตาลงและผล็อยหลับไป
“ยายหนู”
เสียงที่เคยได้ยินมาครั้งหนึ่งเรียกขานอัจฉราดังขึ้นในความฝัน
****
จากบทที่ 2จะเรียก อัจฉรา ว่า กู้หลิน เพื่อไม่ให้รี้ดสับสนนะคะ