ไม่ว่าคนของสำนักฮั่วชิงจะนำความเดือดร้อนเช่นไรมาให้ แต่มื้อนี้เจ้าตัวเล็กกลับกินได้อย่างเอร็ดอร่อย ยกเว้นผักป่าที่เละจนไม่เหลือเค้าเดิม แต่ไม่เป็นไร เจ้าตัวเล็กไม่ชอบกินผักอยู่แล้ว
เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กเลือกกิน เฉินเหมียวเหมี่ยวก็ขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะคีบผักให้เขา
“ห้ามเลือกกินเด็ดขาด”
เจ้าตัวเล็กกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะมุ่ยปากมองไปทางม่อเสวียนหมิง “เช่นนั้นท่านพี่ม่อล่ะขอรับ เขาก็ไม่กินผักเหมือนกัน”
ม่อเสวียนหมิงก้มหน้าลง ยังคงรักษาท่าทางเคร่งขรึมเอาไว้
ด้วยตบะบารมีของเขาในตอนนี้ย่อมไม่จำเป็นต้องกินอาหาร แต่เขาอุตส่าห์ลำบากล้างผักมากมายเช่นนี้ หากไม่กินก็เท่ากับผิดต่อตัวเอง แต่เขากลับคิดไม่ถึงว่าผักสีเขียว ๆ นี่จะรสชาติย่ำแย่ถึงเพียงนี้
เฉินเหมียวเหมี่ยวขมวดคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงคีบผักให้ม่อเสวียนหมิงเช่นกัน
“เจ้าดูสิ พี่ม่อของเจ้าก็กินผักเหมือนกัน”
ม่อเสวียนหมิงมองไปทางเฉินเหมียวเหมี่ยวเงียบ ๆ ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด
เฉินเหมียวเหมี่ยวถลึงตาใส่เขาหนึ่งครั้ง “!!!”
กินซะ!
ม่อเสวียนหมิง “…”
ม่อเสวียนหมิงจะทำเช่นไรได้ เป็นเขาเองที่อยากมานั่งอยู่ตรงนี้
ท่านม่อผู้สูงส่งลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็ยอมกินผักเข้าไปด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง แต่เพราะยังสวมหน้ากากเอาไว้ จึงไม่มีใครสังเกตเห็นใบหน้าของเขาที่บิดเบี้ยวในเวลานี้
หลังจากกลืนผักลงไปแล้ว ม่อเสวียนหมิงก็คีบผักกองใหญ่ให้เจ้าตัวเล็ก พร้อมกับเอ่ย “กินให้เยอะ ๆ หน่อย จะได้โตเร็ว ๆ”
เจ้าตัวเล็ก “…”
เจ้าตัวเล็กไม่ยอมแพ้ คีบผักให้ม่อเสวียนหมิงกองใหญ่เช่นกัน พลางเอ่ยเสียงนุ่มนิ่ม “พี่ชายก็กินด้วยสิ ดีต่อร่างกายนะขอรับ”
เมื่อเห็นภาพพ่อลูกรักใคร่กันเช่นนี้ ผู้อาวุโสอิ๋งก็ประทับใจจนน้ำตาแทบจะไหลออกมา
ไม่อย่างนั้นเขาจะบอกหรือว่าครอบครัวนี้ขาดฮูหยินไม่ได้
ดูสิ พอมีฮูหยินอยู่ด้วย สองพ่อลูกก็เริ่มห่วงใยกันและกันแล้ว
เฉินเหมียวเหมี่ยวไหนเลยจะไม่รู้ความคิดของสองคนนี้ นางได้แต่แอบหัวเราะอยู่ในใจ “อืม คีบใส่ชามแล้วห้ามทิ้งนะ ต้องกินให้หมด”
ม่อเสวียนหมิง “…”
เจ้าตัวเล็ก “…”
ก็ได้...
……
หลังจากกินอิ่มแล้ว ผู้อาวุโสอิ๋งก็พาเจ้าตัวเล็กไปอาบน้ำ เฉินเหมียวเหมี่ยวไปที่ลานด้านหลังเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าของเหล่าอสูร แม้เหล่าอสูรจะเงอะงะไปบ้าง แต่ก็นับว่าทำงานได้ดี เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงพอใจอย่างมาก
เมื่อนางหันกลับมาก็พบว่าม่อเสวียนหมิงยืนอยู่ทางด้านหลังของตน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกินผักป่ามากไปหรืออย่างไร เฉินเหมียวเหมี่ยวจึงรู้สึกว่าหน้าของเขาดูเขียวคล้ำ นางจึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “เจ้ามีอะไรจะพูดอย่างนั้นหรือ?”
ม่อเสวียนหมิงพยักหน้าให้ “คนสำนักฮั่วชิงผู้นั้นแม้จะโง่เขลา แต่นางก็พูดถูก หากเรื่องในวันนี้แพร่ออกไป ทุกคนต้องคิดว่าเจ้ามีของวิเศษ ผู้ที่ต้องการแย่งชิงต้องดาหน้าเข้ามาไม่ขาดสายเป็นแน่”
ตี๋ชิงเหยาและคนของสำนักฮั่วชิงอ่อนแอ ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะอ่อนแอเหมือนพวกเขา สักวันหนึ่งเฉินเหมียวเหมี่ยวจะต้องพบกับปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้อย่างแน่นอน
“อืม เจ้าพูดถูก” เฉินเหมียวเหมี่ยวเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยราวกับไม่ใส่ใจ “แต่กังวลไปก็ไร้ประโยชน์ ทหารมาใช้ขุนพลต้านรับ น้ำมาใช้ดินต้านเอาก็แล้วกัน”
“เป็นความผิดของข้าเอง”
หากไม่ใช่เพราะเขาควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทำให้เกิดสายฟ้าขึ้น เฉินเหมียวเหมี่ยวก็คงไม่ต้องตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้
“เอาเถอะ” เฉินเหมียวเหมี่ยวปัดมือไปมาด้วยท่าทางสบาย ๆ “ไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาต้องพุ่งเป้ามาที่ข้าอยู่ดี เพราะอย่างไรซะข้าก็เป็นบุตรสาวของเฉินปู้เมี่ย”
เฉินปู้เมี่ยมอบโอสถและของวิเศษนับไม่ถ้วนให้กับบุตรสาว ไม่แน่ เฉินเหมียวเหมี่ยวยังมีซ่อนเอาไว้อีกก็เป็นได้
มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะมอบให้คนอื่นหมด
ม่อเสวียนหมิงมองท่าทางอารมณ์ดีของนางก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เฉินเหมียวเหมี่ยว เจ้าอยากบำเพ็ญเพียรหรือไม่?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวตกตะลึง ก่อนจะยกข้อมือขึ้นแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แต่ข้าไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ไม่ใช่หรือ?”
บนข้อมือมีหลุมดำเช่นนี้ ไอวิญญาณมากมายเพียงใดก็ล้วนจมหายไปหมด ต่อให้นางจะพยายามแล้วอย่างไรล่ะ สุดท้ายก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี
“ขอเสียมารยาทหน่อย”
จู่ ๆ ม่อเสวียนหมิงก็ยื่นมือมาจับที่ข้อมือของนาง ข้อมือที่เรียวบางนั้น เมื่ออยู่ในมือของเขากลับพอเหมาะพอเจาะ ราวกับว่าข้อมือนี้ควรมีเขาเป็นผู้ปกป้องเอาไว้ด้วยฝ่ามือของเขา
ใจเต้นแรงอย่างไม่อาจควบคุมได้ ม่อเสวียนหมิงหลุบตาลงพลางกระซิบ “หลับตาลง สัมผัส...”
“ฮะ?”
“...ไอวิญญาณของข้า”
“อ่อ”
เหตุใดต้องเว้นวรรคประโยคด้วยเล่า!
เฉินเหมียวเหมี่ยวรีบหลับตาลงทันที นางสามารถสัมผัสได้ถึงไอวิญญาณของม่อเสวียนหมิงที่ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่เส้นลมปราณของนาง จากนั้นก็ถูกลายเปลวไฟดูดเข้าไป
แต่ไอวิญญาณของม่อเสวียนหมิงรุนแรงมาก ต่อให้ลายนั้นจะดูดกลืนเข้าไปเพียงใด ก็ยังคงมีไอวิญญาณหนึ่งหรือสองในสิบส่วนหลงเหลืออยู่ แค่ส่วนที่เหลือนี้ก็เพียงพอแล้ว
ไอวิญญาณแล่นไปทั่วร่างของเฉินเหมียวเหมี่ยว ชีพจรวิญญาณ ตันเถียน สมอง...
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด ม่อเสวียนหมิงกลัวว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวจะถูกลายเปลวไฟดูดไอวิญญาณไปจนหมด ในที่สุดก็ยอมปล่อยมือนาง “สัมผัสได้หรือไม่?”
เฉินเหมียวเหมี่ยว “อ๊ะ?”
ม่อเสวียนหมิงยกมือขึ้นแตะที่ตำแหน่งท้องของนางเบา ๆ “ชีพจรวิญญาณและตันเถียนของเจ้าไม่กักเก็บไอวิญญาณก็จริง แต่ร่างกายของเจ้าสามารถดูดซับมันได้ ดังนั้นแม้ว่าเจ้าจะไม่สามารถกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปได้ แต่เจ้าสามารถเป็น...ผู้บำเพ็ญเพียรกายเนื้อได้”
ผู้บำเพ็ญเพียรกายเนื้อ!
เรื่องนี้เฉินเหมียวเหมี่ยวเข้าใจได้!
ผู้บำเพ็ญเพียรกายเนื้อ แม้จะเรียกว่าผู้บำเพ็ญเพียร แต่กลับไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรที่แท้จริง ผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มนี้เป็นคนที่ไม่ได้บำเพ็ญเพียรตามวิถีปกติ กล่าวตรง ๆ ก็คือ ผู้บำเพ็ญเพียรกายเนื้อเปรียบเหมือนกับผู้ที่ฝึกศิลปะการต่อสู้เสียมากกว่า
“ข้าสามารถเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกายเนื้อได้จริงหรือ?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น ชาติก่อนนางเป็นผู้แข็งแกร่ง ชาตินี้แม้นางจะอยากอยู่ไปวัน ๆ แต่ก็ไม่อยากเป็นหมูในอวยที่ใครจะฆ่าจะแกงเช่นไรก็ได้
นางอยากแข็งแกร่ง!
สามารถปกป้องตัวเอง ปกป้องเจ้าตัวเล็กได้!
ม่อเสวียนหมิงพยักหน้าให้ ก่อนจะเอ่ยเรียบ ๆ “แต่การบำเพ็ญเพียรกายเนื้อเป็นการบำเพ็ญเพียรที่โดดเดี่ยว”
เขามองมาที่นาง พลังจิตวิญญาณของเขาห่อหุ้มพลังจิตวิญญาณของเฉินเหมียวเหมี่ยวเอาไว้ด้วยความอ่อนโยน เสียงของเขาทุ้มต่ำและเย็นชา ทว่ากลับนุ่มนวลยิ่งนักในความรู้สึก พร้อมกับพานางดำดิ่งลงสู่มหาสมุทรที่กว้างใหญ่และว่างเปล่า
ดวงดาวนับไม่ถ้วนเคลื่อนคล้อยผ่านหน้าของเฉินเหมียวเหมี่ยว มีภาพของผู้แข็งแกร่งที่บำเพ็ญเพียรกายเนื้อนับไม่ถ้วนกำลังต่อสู้กับฟ้าดินปรากฏขึ้น!
การต่อสู้อันโหดร้าย!
แน่วแน่มั่นคง!
“การบำเพ็ญเพียรกายเนื้อมีวิถีที่โหดร้ายกว่า น่ากลัวกว่า เพื่อตอบรับวิถีฟ้า รับมือกับความทุกข์ยาก เอาชนะความเป็นและความตาย เพื่อหลุดพ้นพันธนาการ
การผ่านแต่ละอุปสรรคของผู้บำเพ็ญเพียรกายเนื้อ ความยากลำบากจะหนักหนากว่าผู้บำเพ็ญเพียรทางจิตวิญญาณร้อยเท่าพันเท่า พวกเขาไม่มีใครให้พึ่งพิง ไม่สามารถยืมพลังของวิถีฟ้าได้ แต่ผู้บำเพ็ญเพียรกายเนื้อที่แข็งแกร่งแล้ว กายของพวกเขาจะเปรียบเสมือนกระบี่เล่มหนึ่ง
พวกเขาใช้กายบำเพ็ญเพียร
เปิดฟ้าผ่าดิน
บุกป่าฝ่าดง
ฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนาม
พวกเขาก้าวสู่สวรรค์ชั้นฟ้า ตกลงสู่หุบเหวลึก ทำลายล้างทุกสิ่งให้ย่อยยับได้โดยง่าย แน่นอนว่านี่คือผู้บำเพ็ญเพียรกายเนื้อที่แข็งแกร่งที่สุด ที่ฝึกฝนร่างกายจนถึงขีดสุด ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรกายเนื้อที่อ่อนแอก็จะกลายเป็นคลื่นและสลายหายไปในกระแสน้ำ ดังนั้น...เฉินเหมียวเหมี่ยว เจ้าแน่ใจหรือไม่?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวที่ได้สติจากความตื่นตระหนก พลันต้องสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเป็นฝ่ายกุมมือม่อเสวียนหมิงเสียเอง “แน่ ข้าแน่ใจ!”
คำกล่าวหนักแน่น นัยน์ตาเป็นประกาย ร่างของนางในเวลานี้เปล่งประกายร้อนแรงที่สุด เท่าที่ม่อเสวียนหมิงเคยเห็นมา
สดใส ระยิบระยับ
งดงามยิ่งนัก
ม่อเสวียนหมิงถึงกับลำคอแห้งผาก ก่อนจะเอ่ยออกมา “การบำเพ็ญเพียรกายเนื้อไม่ใช่เส้นทางที่ง่าย เจ้าน่าจะรู้ดี ดังนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกายเนื้อก็ได้”
เพราะเขาจะอยู่เคียงข้างนางเอง
มีเขาอยู่ ไม่ใช่แค่สำนักฮั่วชิง ต่อให้เฉินเหมียวเหมี่ยวกลายเป็นศัตรูของคนทั่วทั้งดินแดนตงโจว หรือเป็นศัตรูกับโลกทุกใบ เขาก็จะปกป้องนางไปตลอดชีวิต
เฉินเหมียวเหมี่ยวรีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว “ไม่ได้ โลกกว้างเพียงนี้ ข้ายังอยากออกไปดูด้วยตาตัวเอง”
มีเพียงชีวิตที่ลุกขึ้นยืนหยัดและก้าวเดินด้วยขาของตัวเองเท่านั้น ถึงจะเป็นชีวิตของนางที่แท้จริง ไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางแสงสว่างหรือตกอยู่ในความมืดมิด นั่นล้วนเป็นสิ่งที่นางเลือก!
นางต้องก้าวไปข้างหน้า!
ลุยไปเลย!