ตอนที่ 189 จะละทิ้งโอกาสเติมเต็มความปรารถนาได้อย่างไร ปล่อยให้ต้นหญ้าเก็บเกี่ยวกันเองเถิด
“กู้ฉางเกอน่ารังเกียจนัก...”
“สักวันหนึ่ง ข้าจะกดเจ้าให้จมอยู่ในส้วม แล้วปล่อยให้เจ้าติดอยู่ในนั้นชั่วชีวิต!”
ฟิ้ว!
เงาร่างหนึ่งพุ่งผ่านตีนเขาของยอดเขาไร้พ่าย คนผู้นั้นคือกู้เซียนเอ๋อร์ที่มุ่งหน้ามายังตำหนักบนยอดเขา นางแค่นเสียงเย็นชาออกมาเบาๆ ก่อนจะหันหลังกลับไปยังสถานที่สำหรับฝึกบำเพ็ญของตน
ภาพนี้ทำให้เหล่าผู้ติดตามที่ติดตามนางอยู่ด้านหลังอดมิได้ที่จะเผยรอยยิ้มเจื่อนๆ พร้อมกับส่ายหน้าออกมาอย่างสิ้นหวัง เพราะทุกครั้งที่กู้เซียนเอ๋อร์กลับมาจากภายนอก นางก็มิเคยพลาดที่จะมายืนอยู่ใต้ยอดภูผาไร้พ่ายเพื่อด่าทอกู้ฉางเกอ
ในช่วงแรกๆ กู้ฉางเกอจะปรากฏตัวออกมาด้วยใบหน้าอันเคร่งขรึมพร้อมกับขมวดคิ้ว ก่อนจะฟาดกู้เซียนเอ๋อร์ลงกับพื้นด้วยฝ่ามือเดียว เพื่อให้นางได้เรียนรู้ถึงผลลัพธ์ของความใจกล้าบ้าบิ่น
ทว่าต่อมา กู้เซียนเอ๋อร์ก็กลับดูเหมือนจะเริ่มชินชากับการถูกเขาฟาดลงกับพื้นทุกครั้งราวกับเป็นกิจวัตรประจำวัน และยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่นางถูกจัดการ นางก็จะรู้สึกว่าระดับพลังฝึกบำเพ็ญของนางนั้นใกล้จะทะลุขอบเขต
ความแข็งแกร่งของกู้ฉางเกอยังคงลึกลับไร้ที่สิ้นสุดเหมือนดั่งในอดีต เพียงพริบตาเดียวก็สามารถกดข่มนางได้อย่างง่ายดาย ทว่ากู้เซียนเอ๋อร์กลับพบว่า การต่อสู้กับเขานั้นมีประสิทธิภาพกว่าการฝึกฝนด้วยตนเอง
เมื่อได้ค้นพบความจริงข้อนี้ หัวใจของกู้เซียนเอ๋อร์ก็พลันเปี่ยมไปด้วยความยินดี ดังนั้นนางจึงตั้งใจจะนำเอากู้ฉางเกอมาเป็นเป้าหมาย แม้ว่าทุกครั้งที่ถูกเขาจัดการ นางจะต้องเดินจากไปพร้อมกับความเจ็บปวด ทว่าช่วงหลังๆ นั้น กู้ฉางเกอกลับดูเหมือนจะเบื่อหน่ายกับการยั่วยุของนาง มิว่านางจะทำอย่างไร เขาก็มิใส่ใจนางอีกต่อไป และมิแม้แต่จะปรากฏตัวให้เห็น
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้กู้เซียนเอ๋อร์รู้สึกขัดใจอย่างยิ่ง ยิ่งเขาเย็นชามากเท่าไร นางก็ยิ่งอยากจะหาทางยั่วยุเขามากขึ้นเท่านั้น
ถึงแม้ว่าช่วงนี้ ฐานะของนางจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าตกตะลึง จนเหล่ายอดฝีมือรุ่นเยาว์จากทั่วหล้าต่างมุ่งหน้าเข้ามาขอเป็นผู้ติดตามของนาง
กู้เซียนเอ๋อร์ซึ่งเคยชินกับการฝึกบำเพ็ญตามลำพังมาโดยตลอด ก็กลับต้องประหลาดใจและมิทันได้ปรับตัวเมื่อจู่ๆ ก็มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นมา
ในกลุ่มผู้ติดตามเหล่านี้ บางคนมาก็มาเพราะต้องการอาศัยฐานะของนาง เพื่อเข้าใกล้และพยายามขอพบกับบุรุษผู้สูงศักดิ์อย่างกู้ฉางเกอ อีกทั้งยังมีบรรดาสตรีผู้เปี่ยมล้นด้วยพรสวรรค์จากฟากฟ้าที่แสร้งตีสนิทมาเพื่อสืบหาข่าวคราวของเขา
การกระทำที่ดูโง่เขลาเช่นนี้ ทำให้กู้เซียนเอ๋อร์รู้สึกโกรธเคืองใจอย่างยิ่ง แม้นางจะมิได้เอ่ยวาจาออกมา ทว่าแววตาเหยียดหยันของนางนั้นก็ได้บ่งบอกอย่างชัดเจน
“พวกเจ้าคิดอันใดกันอยู่ ด้วยรูปลักษณ์อย่างนั้น กล้าดีอย่างไรถึงเอ่ยถามถึงเรื่องราวของกู้ฉางเกอ”
นางรู้ดีว่าทุกสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากวันที่กู้ฉางเกอประกาศถึงเรื่องราวต่อหน้าผู้คนทั้งใต้หล้าที่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ก่อนจะยอมรับนางในฐานะหนึ่งในสายโลหิตแห่งตระกูลกู้ หากมิใช่เพราะเหตุการณ์นั้น นางก็คงจะยังเป็นเพียงหญิงสาวที่ไร้ซึ่งชื่อเสียง ผู้คนต่างเอ่ยถึงนางเพียงเพื่อเชื่อมโยงไปถึงความเจิดจรัสของกู้ฉางเกอ
กระนั้น กู้เซียนเอ๋อร์เองก็มิได้อ่อนด้อยไปกว่ากู้ฉางเกอเลยแม้แต่น้อย ระยะทางที่นางเคยก้าวผ่านในเส้นทางแห่งมรรคานั้นก็หาได้ไกลกันนัก ที่สำคัญแล้ว พรสวรรค์ของนางก็มิได้ด้อยไปกว่าเขา
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่นางได้รับมานั้นก็เกิดขึ้นหลังจากที่นางได้สูญเสียกระดูกแห่งมรรคาไปในวันวาน ก่อนจะทะยานกลับมาฝึกฝนจนแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง นี่คือความกล้าหาญและความมุ่งมั่นที่ควรค่าต่อการยกย่องจากเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญ
ทว่า ภายใต้เงาอันเจิดจรัสของกู้ฉางเกอ นามของกู้เซียนเอ๋อร์กลับถูกลบเลือนไปอีกครั้ง ถึงแม้ว่ากู้ฉางเกอซึ่งครั้งหนึ่งจะเคยสารภาพถึงความผิดพลาดในอดีตอย่างกล้าหาญ เขาก็กลับกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ผู้คนยังคงยกย่อง เขาได้แผ่สง่าราศีอันเจิดจ้าขึ้นอีกครั้ง หากกู้เซียนเอ๋อร์รู้จักคำว่าปั่นกระแส นางก็คงจะสบถด่ากู้ฉางเกอว่าใช้มันเพื่อยกระดับตนเอง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียว เวลาครึ่งเดือนก็ล่วงเลยผ่านไป
"เรื่องราวของวังสมุทรและดินแดนเซียนโบราณ คงจะถึงเวลาที่จะต้องปิดฉากลงเสียที..."
"ช่างเป็นช่วงเวลาที่บังเอิญเสียจริง"
ในตำหนักอันเงียบสงบ กู้ฉางเกอที่กำลังเขียนจดหมายอยู่ก็หยุดชะงัก ก่อนจะเผยรอยยิ้มอันแปลกประหลาดออกมา ดวงตาของเขาทอประกายสีเงินจางๆ ที่ปรากฏภาพเหตุการณ์ต่างๆ บนดินแดนเซียนโบราณขึ้นมา
ภายใต้ดินแดนอันกว้างใหญ่ของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ความรุ่งเรืองยังคงดำเนินไปอย่างไร้จุดสิ้นสุด ราวกับว่าการมาเยือนของกู้ฉางเกอในวันนั้นเป็นเพียงความฝันอันเลือนราง มิมีสิ่งใดที่ได้เปลี่ยนแปลงพวกเขาไปแม้แต่น้อย
ในช่วงแรก ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลเคยคิดว่ากู้ฉางเกอจะส่งพวกเขาไปทำศึกกับเผ่าพันธุ์อื่นๆ บนแผ่นดินเซียนโบราณ เพื่อแย่งชิงทรัพยากรและขยายอำนาจของเขา ทว่ากลับกลายเป็นว่า กู้ฉางเกอมิได้กระทำสิ่งใดเช่นนั้น เขาเลือกที่จะปกปิดตัวตนและยังคงเฝ้ามองอยู่เบื้องหลัง
การกระทำเช่นนี้ทำให้ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลสับสน ทว่าในขณะเดียวกันก็โล่งใจ เพราะตราประทับที่พวกเขาถูกจองจำเอาไว้ในร่างนั้น ทำให้พวกเขายินยอมอยู่ภายใต้บังคับบัญชา แม้จะไร้ซึ่งการควบคุมโดยตรงจากผู้เป็นนาย
"คิดได้ดีนัก ข้าจะปล่อยพวกเจ้าเอาไว้เฉยๆ แบบนี้ไปเพื่ออันใดกันเล่า"
กู้ฉางเกอหัวเราะเยาะในใจ เขามองเห็นทุกความคิดของพวกเขา และรู้ดีว่าช่วงเวลาในการใช้งานพวกเขานั้นยังมามิถึง
ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินแดนเซียนโบราณ ถูกเขาสยบให้เป็นดั่งเงาลับที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดของดินแดน โดยที่มิมีผู้ใดล่วงรู้ถึงความผิดปกติแม้แต่น้อย
ในฐานะตระกูลที่มีชื่อเสียงและแข็งแกร่งที่สุดสายหนึ่งในดินแดนเซียนโบราณ ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลยังคงมีพลังอันเร้นลับที่น่าสะพรึงกลัว แม้แต่ตระกูลอันเกรียงไกรอย่างตระกูลมนุษย์ปักษาที่ถูกทำลายล้างไป ก็ยังมิอาจเทียบเคียงได้
หากมิมีเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศ กู้ฉางเกอก็คงมิอาจจะควบคุมพวกเขาได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้
ในเวลามินาน เครือข่ายอันน่าหวาดหวั่นที่เขาได้วางเอาไว้ก็ได้แผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาเพียงครึ่งเดือน เครือข่ายนี้ก็ได้ครอบคลุมสิ่งมีชีวิตนับมิถ้วน พื้นที่ที่กวาดล้างไปนั้นช่างกว้างใหญ่จนมิอาจจะจินตนาการได้ และหัวใจสำคัญที่ทำให้แผนการนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่นก็คือเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศที่ยังมิถูกเปิดเผยออกมาแม้แต่น้อย
พลังของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังชัดเจนจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และก้าวล้ำหน้าตระกูลอื่นๆ ไปไกลนัก
ความเปลี่ยนแปลงนี้อยู่ในสายตาของตระกูลอสรพิษโบราณและตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพวกเขาอดมิได้ที่จะรู้สึกอิจฉาในความคิดของพวกเขา ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลย่อมจะต้องได้ครอบครองบางสิ่งที่ล้ำค่าเอาไว้อย่างแน่นอน
ทว่าตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลหารู้ไม่ว่า วิธีการควบคุมที่กู้ฉางเกอใช้กับพวกเขานั้น แท้จริงแล้วก็คือเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศซึ่งพวกเขายกย่องมาโดยตลอดว่าคือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์
ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลยังเข้าใจผิดว่าเป็นผลของตราทาสเพียงเท่านั้น เช่นเดียวกับที่ตระกูลอสรพิษโบราณและตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเคยตกอยู่ภายใต้ตราทาสของมหาเทพวัฏสงสารในอดีต พวกเขามิอาจจะหลุดพ้นจากการควบคุมของกู้ฉางเกอไปได้
ดังนั้นในสายตาของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ทั้งสองตระกูลนี้ก็มิต่างอันใดไปจากปลาในเขียงของตน พวกเขาจึงมิมีความระแวดระวังใดๆ ต่อกัน
ในระหว่างนี้ เฮยหมิงซึ่งเป็นตัวหมากสำคัญเบื้องหลังในเงามืด ก็ยังคงหวังดีถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้กับเพื่อนฝูงที่สนิทสนมของเขาอย่างลับๆ ด้วยความตั้งใจที่จะเผยแพร่เคล็ดวิชานี้ออกไปให้ไกลยิ่งขึ้น
การกระทำเช่นนี้ ยิ่งช่วยกระจายเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศที่กู้ฉางเกอได้วางเอาไว้ไปในวงกว้าง กู้ฉางเกอเองก็มิเคยคาดคิดว่า หมากตัวเล็กที่เขาได้วางเอาไว้โดยที่มิได้ใส่ใจนัก จะสร้างผลลัพธ์อันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ในท้ายที่สุด
ร่างของกู้ฉางเกอพลันเคลื่อนผ่านห้วงอากาศอย่างไร้สุ้มเสียง เขามุ่งหน้าไปยังดินแดนเซียนโบราณ เพื่อนำพาเรื่องราวทั้งหมดไปสู่บทสรุป
เมื่อตระกูลอสรพิษโบราณและตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์กำลังจับจ้อง เคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศ บางส่วนของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล กู้ฉางเกอก็ย่อมจะมิพลาดโอกาสจะช่วยส่งเสริมความงดงามให้พวกเขาได้รับสิ่งที่ปรารถนา
การดำเนินการและวางแผนเหล่านี้ สำหรับกู้ฉางเกอแล้วนั้น เป็นเรื่องง่ายดายที่เพียงแค่อาศัยจังหวะและการจัดวางที่เหมาะสม จากนั้นก็เฝ้ารอคอยเวลาอย่างใจเย็น
บัดนี้ เขาได้รอคอยอยู่ที่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์มาครึ่งเดือนแล้ว ทุกอย่างได้ถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างสมบูรณ์
แล้วเขาจะลงมือเช่นไรน่ะหรือ
เรื่องนี้ง่ายดายนัก
ยกตัวอย่างเช่น มีสมาชิกในตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลคนหนึ่ง ที่ในขณะร่ำสุราและพูดคุยกับสหายก็ได้เคราะห์ร้ายเมามายจนสติหลุดลอย จนเผยความลับออกมาโดยที่มิได้ตั้งใจ
ความลับนั้นคือสิ่งที่พวกเขาได้เก็บงำเอาไว้อย่างลึกล้ำที่สุด นั่นคือ เคล็ดวิชาอันลึกลับที่ดูคล้ายคลึงกับเคล็ดวิชาเซียน!
ความบังเอิญที่ราวกับชะตาลิขิต ได้ดลบันดาลให้ยอดฝีมือจากตระกูลอสรพิษโบราณและตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ผ่านมาได้ยินถ้อยคำเหล่านี้โดยที่มิได้ตั้งใจ เมื่อความบังเอิญเช่นนี้บรรจบครบถ้วน ทุกอย่างจึงได้กลายมาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้…
ในที่สุดความลับของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลก็ถูกค้นพบโดยทั้งสองตระกูล คัมภีร์เซียนที่พวกเขาปรารถนามิรู้จบ อาจจะสามารถเค้นออกมาจากปากของคนผู้นั้นได้!
ด้วยความโลภและความทะเยอทะยาน ตระกูลอสรพิษโบราณและตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์จึงเลือกที่จะยอมเสี่ยง เข้าจับกุมสมาชิกของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลผู้นั้นไป และใช้วิธีการต่างๆ ในที่ลับเพื่อบีบบังคับให้เขายอมเปิดเผยความจริง ภายใต้การทรมานอย่างแสนสาหัส ในที่สุด สมาชิกของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลผู้นั้นก็ได้เปิดเผยความลับของคัมภีร์เซียนออกมา
เนื่องจากคัมภีร์เซียนนั้นล้ำค่านัก ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลย่อมจะต้องวางกลไกป้องกันเอาไว้ในดวงจิตของสมาชิกในตระกูลทุกคนเพื่อปกปิดมัน ทว่าด้วยความบังเอิญอีกครั้ง กลไกเหล่านั้นก็กลับมิถูกกระตุ้นขึ้นมา
แม้จะดูราวกับเป็นข้อสันนิษฐานที่อ่อนแอ ทว่าก็กลับเพียงพอที่จะทำให้ทั้งสองตระกูลคลายความกังวลได้ พวกเขาเชื่อว่า โชคชะตาได้นำพาให้พวกเขาได้มาพบกับคัมภีร์เซียนนี้โดยที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้
คัมภีร์เซียนได้วางเอาไว้อยู่ตรงหน้า เช่นนี้แล้ว พวกเขาจะเลือกปล่อยผ่านไปได้อย่างไร
แผนการที่กู้ฉางเกอได้วางเอาไว้ในเงามืดอย่างแยบยล ก็ได้เปิดโอกาสให้เคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศแผ่ขยายสู่ทั้งสองตระกูลนั้นได้โดยง่ายดาย ชีวิตและความเป็นความตายของพวกเขาจึงได้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเขา
ตลอดระยะเวลานี้ กู้ฉางเกอมิได้แม้แต่จะก้าวเท้าออกจากตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ทว่ากลับสามารถควบคุมสถานการณ์ที่อยู่ห่างออกไปนับล้านลี้ได้โดยสิ้นเชิง และสิ่งที่เขาทำทั้งหมดนั้น ก็เป็นเพียงการควบคุมสมาชิกของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลผู้หนึ่งเท่านั้นเอง
เคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศเปรียบเสมือนกับพิษร้าย ผู้ใดก็ตามที่ได้สัมผัส มิว่าจะเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญหรือสิ่งมีชีวิตใด ล้วนแล้วแต่จะต้องถูกมันกัดกร่อน พลังอันลึกลับของมันช่วยเพิ่มพูนความรวดเร็วในการฝึกบำเพ็ญหลายเท่าตัว อีกทั้งยังทำให้การบรรลุวิชาด้วยความแจ่มแจ้งนั้นมิใช่สิ่งทำได้ยากอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ จึงมิมีผู้ใดที่จะสามารถละทิ้งมันไปได้ และในยามนี้ ก็ถึงเวลาที่กู้ฉางเกอจะหยิบยกเบี้ยเหล่านี้ขึ้นมาใช้ตามเจตจำนงของเขาแล้ว
“ผู้อาวุโสใหญ่ได้เดินทางไปยังตระกูลมังกรแห่งดินแดนเซียนโบราณ เกรงว่าตระกูลมังกรนั้นจะมิยอมสงบลงโดยง่าย และยิ่งมิอาจจะยอมจำนนได้โดยมิขัดขืน อีกทั้งพวกเขาก็อาจจะรวบรวมกำลังกับเผ่าพันธ์ุอื่นๆ เพื่อกำจัดทุกสำนักที่ปรากฏตัวขึ้นบนดินแดนเซียนโบราณ”
“การตอบโต้ในครั้งนี้ ช่างเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของการทุ่มเทอย่างสุดกำลัง...”
ร่างของกู้ฉางเกอเลือนหายไปในห้วงอากาศ ก่อนจะวางแผนการณ์ที่เกี่ยวพันกับเหล่าชนเผ่าแห่งดินแดนเซียนโบราณ การปรากฏตัวของผู้อาวุโสใหญ่นั้นเป็นเพียงแค่ก้าวแรก และเป็นชนวนสำคัญของแผนการทั้งหมด
ในระยะเวลานี้ แผ่นดินเซียนโบราณนั้นมิได้สงบสุขเลยแม้แต่น้อย เหล่าผู้อาวุโสแห่งยุคบรรพกาลได้มุ่งหน้าสู่เส้นทางแห่งมรรคาเซียนเพื่อค้นหาโชควาสนา การต่อสู้ที่สะท้านสะเทือนโลกาได้ปะทุขึ้น ก่อนจะกวาดล้างไปทุกทิศทาง
ในสถานการณ์เช่นนี้ ชนเผ่าแห่งดินแดนเซียนโบราณทั้งหลายต่างต้องเผชิญกับการถูกกดขี่ หากปราศจากการนำทางของตระกูลมังกร พวกเขาย่อมจะมิกล้าลุกขึ้นมาต่อต้าน นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกู้ฉางเกอในการฉวยโอกาสที่กำลังจะเกิดเปลวเพลิงแห่งความระส่ำระสาย
ภายในท้องพระโรงแห่งเขตแดนตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลซึ่งโอ่อ่าเรืองรอง เฮยหมิงกำลังตั้งสมาธิฝึกตน ปีกสีดำสนิทของเขาแผ่ขยายจนดูราวกับสามารถบดบังฟากฟ้าได้
เพียงมองดูปีกคู่นั้น ก็สามารถสัมผัสได้ถึงพลังและฐานะที่เขาได้ครอบครองในเวลานี้ ความรุ่งโรจน์ของเขาในยามนี้ช่างหาที่เปรียบมิได้
แต่แล้วจู่ๆ ความรู้สึกสั่นสะท้านลึกในใจก็ได้ก่อตัวขึ้น ราวกับว่ากลิ่นอายของอำนาจอันไร้เทียมทานซึ่งห่างหายไปอย่างเนิ่นนานได้หวนคืนกลับมา ความปิติยินดีพลันพวยพุ่งขึ้นในจิตใจของเฮยหมิง เขาตื่นเต้นจนแทบจะระงับมิอยู่
"หรือว่ามหาผู้สูงสุดจะเสด็จมาปรากฏอีกครั้ง"
"สมกับเป็นคัมภีร์เซียนไร้เทียมทาน! แม้แต่คอขวดที่ปิดกั้นความก้าวหน้าที่ข้าได้เผชิญมาอย่างเนิ่นนานก็ยังเริ่มสั่นคลอน..."
ในดินแดนของตระกูลอสรพิษโบราณ ผู้อาวุโสผู้หนึ่งได้เปล่งเสียงหัวเราะขึ้นมาอย่างยินดี ความตื่นเต้นและความยินดีแผ่ออกจากแววตาของเขา และขณะเดียวกัน เหตุการณ์เช่นนี้ก็ได้บังเกิดขึ้นในตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน
ทุกสิ่งนั้นเกิดขึ้นโดยบังเอิญ พวกเขาได้บีบเค้นเอาความลับของคัมภีร์เซียนมาจากสมาชิกของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลผู้หนึ่ง หลังจากที่ทดลองเคล็ดวิชานี้ในหมู่ผู้คนในตระกูลของพวกเขาเอง พวกเขาจึงได้ตระหนักถึงคุณประโยชน์อันมหาศาลของมัน
มิแปลกใจเลยที่พลังของตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลได้พุ่งทะยานขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ และทิ้งระยะห่างจากพวกเขาไปไกลนัก
ทว่าบัดนี้ คัมภีร์เซียนนั้นก็ได้ตกมาอยู่ในเงื้อมมือของพวกเขาแล้ว เช่นนั้นการจะก้าวให้ทันความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย จะยังมีสิ่งใดให้ต้องกังวลอีกเล่า
…
ลึกเข้าไปในแผ่นดินเซียนโบราณ
แสงอันศักดิ์สิทธิ์พลุ่งพล่าน พลังเซียนพวยพุ่งทะลุฟากฟ้า
บนเกาะมังกรที่ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม ผู้คนในตระกูลมังกรนับมิถ้วนต่างหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความศรัทธาอันแรงกล้า เสียงสวดภาวนาอื้ออึงดังก้อง ดวงตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปยังเงาร่างอันทรงพลานุภาพที่เลือนรางในอากาศในที่สูงสุด น้อมเคารพบูชาด้วยหัวใจ
เบื้องหน้าของพวกเขามีรูปสลักโบราณอันยิ่งใหญ่กำลังเปล่งประกายเจิดจ้าราวกับตื่นขึ้นจากการหลับใหล อักขระแห่งมรรคาล่องลอยในห้วงอากาศ สว่างเรืองรอง บังเกิดขึ้นและหายไปในความว่างเปล่า
เงาร่างมหึมาอันเลือนรางปรากฏขึ้น เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น กฎเกณฑ์แห่งสวรรค์และปฐพีก็ดูเหมือนจะแปรเปลี่ยนไป กาลเวลาย้อนกลับ และมิติเวลาแตกกระจาย
คนผู้นั้นคือบุคคลที่มิอาจจะพรรณนาได้ถึงความยิ่งใหญ่ เพียงรัศมีรอบกายก็บังเกิดอำนาจเหนือพิภพ ครองจักรวาล และไร้ผู้ต้านทาน
บนศีรษะนั้นมีเขามังกร ดวงตาทอประกายสีทองเจิดจ้า แขนทั้งสองปกคลุมไปด้วยเกล็ดมังกร คนผู้นั้นราวกับเพิ่งฟื้นคืนชีพ แผ่กลิ่นอายพลังซึ่งเปี่ยมไปด้วยความเย็นชาและเกรี้ยวกราด
“สหาย... เจ้าคิดจะทำลายพันธสัญญาที่พวกเราเคยให้ไว้ในวันวานอย่างนั้นหรือ”
เสียงแห่งเงาร่างอันทรงพลังนั้นดังก้องไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี ร่างของเขาถูกปกคลุมไปด้วยหมอกอันหนาทึบ ทว่าเพียงแค่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็สะท้านสะเทือนไปทั้งโลกา
รอบเกาะมังกร บรรดายอดฝีมือจากเผ่าพันธุ์ต่างๆ และสำนักมรรคาสูงสุดที่ได้หลั่งไหลมารวมตัวกันอย่างหลากหลาย บางคนแลกเปลี่ยนสายตากันด้วยความหวาดระแวง บ้างก็คอยแสวงหาโอกาสที่จะฉกฉวยผลประโยชน์ในยามที่สถานการณ์ยังมิชัดเจน
“วันนี้ เห็นทีคงจะหลีกเลี่ยงมิได้แล้ว”
ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง ร่างของเขาดูมิได้แผ่กลิ่นอายอันน่าหวาดหวั่น ทว่าก็กลับให้ความรู้สึกว่า เขาเพียงผู้เดียวก็สามารถกดข่มสวรรค์และปฐพีเอาไว้ได้ทั้งหมด
“ในวันวาน เจ้าได้สัญญาเอาไว้ว่าจะคุ้มครองเผ่าพันธ์ุของข้า ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป คำมั่นนั้นกลับดูไร้ซึ่งความหมาย”
เงาร่างที่เลือนรางนั้นแฝงไปด้วยความเดือดดาล พร้อมกับจ้องมองมายังอีกฝ่ายด้วยสายตาอันเย็นชา
เขามิใช่มังกรแท้ หากแต่เป็นหนึ่งในบุตรหลานอันน้อยนิดของมังกรแท้ ยิ่งไปกว่านั้น ร่างนี้ก็ยังเป็นเพียงเงาแห่งจิตวิญญาณของบุตรหลานมังกร ซึ่งหาได้ใช่ร่างกายที่แท้จริงไม่
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงยังมีความหวาดกลัวอยู่ลึกๆ เพราะรู้ดีว่าตนนั้นมิอาจจะเอาชนะผู้อาวุโสใหญ่ได้
“มิอาจจะหาทางประนีประนอมได้เลยหรือ” เงาร่างอันเลือนรางเปล่งเสียงถามขึ้นด้วยความขุ่นเคือง แม้ในตอนนี้ เขาก็ยังมิกล้าประมือกับผู้อาวุโสใหญ่ เพราะรู้ซึ้งถึงความน่าสะพรึงกลัวของอีกฝ่าย
“มิมีทาง” ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ “ข้าได้ให้คำมั่นแก่ผู้เยาว์ผู้หนึ่งแล้ว นับตั้งแต่บัดนี้ ตระกูลมังกรแห่งดินแดนเซียนโบราณจำต้องยอมสยบต่อเขาและทำตามคำบัญชา”
วาจาของผู้อาวุโสใหญ่ทำให้สิ่งมีชีวิตและเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญรอบข้างต่างตกตะลึงดั่งสายฟ้าฟาด ความมิเชื่อและความสั่นสะท้านแผ่ซ่านไปทั่ว
ในช่วงแรก พวกเขาต่างสงสัยในเหตุผลที่ผู้อาวุโสใหญ่ปรากฏตัวขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเขาได้แสดงถึงเจตนาที่จะบีบบังคับให้เผ่าพันธุ์แห่งดินแดนเซียนโบราณยอมจำนน ความคิดเช่นนี้ได้สร้างความสะท้านสะเทือนในใจของเหล่ายอดฝีมือผู้สืบสายโลหิตจากยุคโบราณ
บัดนี้ เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ ทุกคนก็เข้าใจได้อย่างแจ่มชัด
ชัดเจนยิ่งนักว่าผู้เยาว์ในคำพูดของผู้อาวุโสใหญ่นั้นก็คือกู้ฉางเกอ!
การที่กู้ฉางเกอสามารถบีบบังคับให้ผู้อาวุโสใหญ่ผู้ที่เคยปกปักษ์รักษาเผ่าพันธุ์แห่งดินแดนเซียนโบราณต้องดำเนินมาถึงจุดนี้นั้น เป็นสิ่งที่เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญทั้งหลายมิอาจจะทำใจเชื่อได้
ตระกูลมังกรแห่งดินแดนเซียนโบราณผู้ทรงอำนาจและเก่าแก่ ในบัดนี้กลับถูกผลักให้จนมุมถึงเพียงนี้
หากมิใช่เพราะผู้อาวุโสใหญ่เป็นผู้เอ่ยขึ้นด้วยตนเอง ผู้ใดบ้างเล่าที่จะทำใจกล้าเชื่อถือได้
กู้ฉางเกอทำเช่นนี้ได้อย่างไร
ความน่าสะพรึงกลัวของเขาเกินกว่าที่จะเป็นคนหนุ่มธรรมดาได้!
หลายคนมิอาจจะห้ามร่างกายที่สั่นสะท้านด้วยเพราะความหวาดกลัวที่แผ่ซ่านมาจากส่วนลึกของจิตใจได้
“หนุ่มน้อยผู้นั้นที่เคยสังหารยอดฝีมือของเผ่าข้าอย่างนั้นหรือ” เงาร่างอันเลือนรางแค่นเสียงเย็นชา คำกล่าวนั้นเผยให้เห็นว่าเขารับรู้ถึงเรื่องราวนี้ดี
“มิสำคัญ” ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยขึ้นอย่างมิไยดี
ร่างของเขาเริ่มขยับขึ้น มือขวานั้นยกขึ้นประทับฝ่ามือไปยังเบื้องหน้า
แรกเริ่ม ฝ่ามือนั้นดูราวกับมีขนาดเพียงเท่าหินโม่ ทว่าในเพียงชั่วพริบตา มันก็กลับแผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต รัศมีเทพเรืองรองดั่งสายน้ำแห่งดาราจักรที่ร่วงหล่น พลังนั้นบดบังไปทั้งฟ้าดิน ก่อนจะกดข่มทุกสิ่งราวกับจักรวาลทั้งปวงถล่มลงมา
โครม!
“มาประลองกันเถิด!”
“แม้ข้าจะบรรลุถึงมรรคาช้ากว่าเจ้า ทว่าในฐานะผู้ไร้เทียมทานในระดับเดียวกันนี้ ข้าย่อมจะมิเกรงกลัวสิ่งใด!”
เงาร่างอันเลือนรางนั้นเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงดังกึกก้อง กลิ่นอายรอบกายนั้นช่างน่าสะพรึงกลัว ทว่าก็กลับพุ่งทะลุขึ้นสู่สวรรค์ ประกายแสงสีแดงฉานแผ่ขยายกลืนกินฟ้าดินราวกับเปลวเพลิงแห่งสุริยัน
เขาก้าวออกไปเพียงก้าวเดียว แบกหมื่นมรรคาเอาไว้บนบ่า รัศมีของเขานั้นยิ่งใหญ่ดั่งจ้าวแห่งสวรรค์และปฐพี ผู้ปกครองเหนือทุกทิศ เขามิได้ลังเลที่จะใช้วิชาไม้ตายที่ร้ายกาจที่สุดในทันที
เหล่าสิ่งมีชีวิตและผู้ฝึกบำเพ็ญทั้งหลายที่อยู่รอบด้านต่างเผยสีหน้าหวาดกลัว รีบถอยหนีออกไปไกล ทว่าก็ยังมีอีกหลายชีวิตที่ถูกพลังทำลายล้างจากฝ่ามือนั้นจนกลายเป็นผุยผง ร่างกายและจิตวิญญาณมลายเสียสิ้น
ศึกอันสะท้านฟ้าสะเทือนดินแผ่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรนั้นหาได้สำคัญไม่ เพราะในวันนี้ ดินแดนเซียนโบราณล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในกลียุคอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้!
…
ระหว่างทางที่มุ่งหน้าสู่ดินแดนเซียนโบราณ กู้ฉางเกอก็กำลังครุ่นคิดถึงแผนการที่จะตามมาอย่างเงียบเชียบ
เย่หลิงผู้ซึ่งเป็นผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตได้ถูกกำจัดลงแล้ว หากพิจารณาตามรูปแบบที่ผ่านมานั้น ก็ย่อมจะมีผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตคนใหม่ปรากฏตัวขึ้น เพื่อนำมาสู่การเก็บเกี่ยวของเขาอีกครั้ง
“ผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตนั้นเป็นดั่งสายน้ำที่พัดผ่าน ส่วนข้านั้นเป็นดั่งขุนเขาที่มั่นคงมิเปลี่ยนแปลง”
ทว่าจวบจนบัดนี้ ระบบก็ยังมิได้ส่งสัญญาณใดๆ นั่นหมายความว่าเขาจะยังมิได้เผชิญหน้ากับผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตคนใหม่ ดังนั้น กู้ฉางเกอจึงจำต้องเริ่มต้นการตามหาด้วยตนเอง
ในดินแดนอันกว้างใหญ่ซึ่งไร้ขอบเขตของแดนสวรรค์ ยังมิรู้ว่าจะมีผู้มากด้วยวาสนาจำนวนเท่าใด และในจำนวนนั้น จะมีผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตอยู่มากมายเพียงใดกัน
จำนวนเหล่านี้นับว่ามากเกินกว่าที่จะนับได้ สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว ทุกคนที่รอคอยอยู่คือต้นหญ้าอันหอมหวนซึ่งงดงาม และพร้อมที่จะให้เขาเก็บเกี่ยว
หากต้องนับรวมถึงโลกเบื้องล่างนับอนันต์ ผู้เปี่ยมล้มด้วยวาสนาก็คงจะเพิ่มขึ้นอีกนับมิถ้วน
ทว่าเขาจะได้พบกับพวกเขามากน้อยเพียงใดกันเล่า
“บางทีข้าอาจจะใช้แต้มชะตาสวรรค์ที่ไร้ขีดจำกัดนี้ สร้างดินแดนลี้ลับแห่งหนึ่งขึ้นมา ซึ่งคล้ายคลึงกับวิหารจอมเทพที่ข้าได้เคยรับรู้ในชาติก่อน หากมิใช่เช่นนั้น การที่ข้าจะเก็บเกี่ยวต้นหญ้าเหล่านั้นด้วยตนเอง ก็คงมิรู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานสักเพียงใด” กู้ฉางเกอครุ่นคิดอย่างจริงจัง
พลังของเขาเพียงลำพังย่อมมีขีดจำกัด ทว่าเหล่าต้นหญ้าที่รอคอยการเก็บเกี่ยวนั้นกลับมีอยู่อย่างมิมีที่สิ้นสุด การจะต้องพึ่งพาตนเองเดินทางลงไปยังโลกต่างๆ เพื่อค้นหาผู้เปี่ยมล้มด้วยวาสนาเหล่านั้นย่อมจะลำบากเกินไป ทั้งยังเป็นภารกิจที่สิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากรอย่างมหาศาล
การกระทำของเฮยหมิงจากตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลนั้นกลับเป็นแรงบันดาลใจที่ยอดเยี่ยม เขาสามารถเสแสร้งเป็นผู้สูงส่งผู้ไร้เทียมทานได้ เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเขาจึงมิสามารถจะยกระดับแผนการนี้ โดยเสแสร้งทำตนเป็นจอมเทพผู้รอบรู้ถึงทุกสิ่งแทนเล่า
ผู้สูงส่งไร้เทียมทานและจอมเทพที่ไร้ซึ่งข้อจำกัด ก็ต่างมิได้ขัดแย้งกันอยู่แล้ว
“คำว่าผู้เวียนว่ายตายเกิดนั้นเก่าแก่จนเกินไป นับจากนี้ไป เหล่าต้นหญ้าของข้าควรจะมีนามที่สง่างามว่าผู้ลิขิตแห่งชะตาสวรรค์สิ!”
“เหล่าผู้ลิขิตแห่งชะตาสวรรค์ ที่ถูกเลือกมาเพื่อรับภารกิจจากข้า โค่นล้มและแย่งชิงโชควาสนาจากโลกเบื้องล่าง เพื่อมอบแต้มแห่งชะตาสวรรค์ให้แก่ข้า” กู้ฉางเกอพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ในเมื่อเขามีเมล็ดพันธุ์แห่งโลกสูงสุดอยู่ในมือ ซึ่งผ่านการหล่อหลอมจนกลายมาเป็นดินแดนอันยิ่งใหญ่ซึ่งวิจิตรและสมบูรณ์แบบ ภาพลักษณ์ของมันย่อมคู่ควรกับจอมเทพ
ประตูสวรรค์ทั้งสี่ทิศตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่อันไร้ขอบเขต ประตูแต่ละบานช่างสูงตระหง่านและโอ่อ่าจนดูราวกับสามารถรองรับน้ำหนักของสวรรค์และปฐพีได้ทั้งมวล
ความยิ่งใหญ่จำต้องสมบูรณ์แบบ หากมิเช่นนั้น จะดึงดูดต้นหญ้าอันหอมหวนให้เข้ามาหาได้อย่างไร
แผนการของกู้ฉางเกอนั้นเรียบง่ายนัก การดึงดูดเหล่าผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิตมารับใช้งานตน และส่งพวกเขาไปเก็บเกี่ยวแต้มวาสนาจากผู้เปี่ยมวาสนากลุ่มอื่น
พวกเขาจะแลกเปลี่ยนแต้มชะตาสวรรค์เพื่อสิ่งที่ต้องการ และกู้ฉางเกอก็จะเก็บเกี่ยวส่วนต่างอันมหาศาลจากการทำธุรกรรมนี้
หากคัมภีร์สักเล่มมีราคาขายในระบบอยู่ที่ห้าพันแต้มชะตาสวรรค์ เขาก็สามารถปรับราคาขึ้นเป็นห้าหมื่นหรือห้าแสนแต้มได้อย่างมิมีปัญหา ผลกำไรก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างไร้ขอบเขต
อย่างไรก็ตาม ด้วยแต้มชะตาสวรรค์ในปัจจุบันของเขานั้น แผนการเช่นนี้ก็ยังคงอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น
ทว่าเป้าหมายของกู้ฉางเกอนั้นมิได้หยุดอยู่เพียงแค่ดินแดนอนันต์สวรรค์หรือแดนสวรรค์ เป้าหมายของเขานั้นคือจักรวาลทั้งปวง และเพื่อจะให้บรรลุเป้าหมายนั้น สิ่งที่เขาต้องการอย่างเร่งด่วนที่สุดในยามนี้ก็คือ แต้มชะตาสวรรค์อีกมหาศาล
“บางทีข้าควรจะจับตามองความเคลื่อนไหวของเยวี่ยหมิงคงเอาไว้ให้ดี”
“ข้าทุ่มเทไปมากมาย ลงแรงทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อนางจนถึงตอนนี้ มิมีทางที่นางจะมิรับรู้ได้...”
กู้ฉางเกอมองภาพเหตุการณ์โดยรวมอย่างทะลุปรุโปร่ง หากเยวี่ยหมิงคงยังคงมีจิตใจคิดมุ่งร้ายต่อเขาอยู่ในเวลานี้ เช่นนั้นก็คงจะผิดปกติจนเกินไป
ในทางกลับกันนั้น มีความเป็นไปได้สูงที่ต่อจากนี้ เยวี่ยหมิงคงจะเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อตน และหากพิจารณาถึงความเคลื่อนไหวของเยวี่ยหมิงคงให้ถี่ถ้วน บางทีอาจจะนำพาให้เขาค้นพบกับผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตคนถัดไป
กู้ฉางเกอปรารถนาให้ผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตผู้นี้มอบแต้มวาสนาและแต้มชะตาสวรรค์ในปริมาณมหาศาล
หากมิมีสิ่งเหล่านี้ แผนการนับมิถ้วนที่เขาวางเอาไว้ในยามนี้ก็คงยากที่จะดำเนินต่อไปได้