ภายในอารีน่า ใจกลางเขตสลัมที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อ ควัน และสุราราคาถูก ผู้คนนับร้อยเบียดเสียดกันราวฝูงมด ไฟจากคบเพลิงบนกำแพงหินส่องสว่างพื้นทรายที่เปื้อนคราบเลือดเก่า เสียงโห่ร้องของฝูงชนดังก้องเมื่อนักสู้ในสนามประลองฟาดฟันกัน โลหะกระทบโลหะดังแหลม เสียงหัวเราะและคำด่าทอผสมปนเปราวพายุ บรรยากาศคึกคักราวงานเทศกาล แต่แฝงด้วยความดิบเถื่อน
ที่โต๊ะมุมหนึ่ง นักบวชจากซิลเวรัสในชุดคลุมบริสุทธิ์นั่งราวกลุ่มนกกระยางท่ามกลางฝูงอีกา ดารุน นักบวชหนุ่ม หน้าตึงเครียด มองฝูงชนที่เมามายด้วยสายตารังเกียจ “ช่างเป็นสถานที่ที่น่ารังเกียจเสียจริงๆ พระเจ้าโปรดให้อภัยลูกด้วย” เขาบ่นพึมพำ มือกำแน่น
“เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์” ฟาริม นักบวชชราที่นั่งข้างๆ กล่าว น้ำเสียงนุ่มราวลมยามเช้า “พวกเขาแค่กำลังหลบซ่อน หนีความทุกข์จากโลกแห่งความเป็นจริง” ใบหน้าชราของเขายิ้มจาง ดวงตาวาววับด้วยความเข้าใจ
“แต่สิ่งที่พวกเขาทำมันก็แค่ความสุขชั่วคราวเท่านั้น!” ดารุนโต้
นักบวชชราส่ายหัว “เจ้าต้องออกไปพบโลกกว้างให้มากกว่านี้ ดารุน โลกใบนี้มันไม่ได้มีแค่สีขาวกับดำหรอกนะ” เขาตบไหล่ดารุนเบาๆ ราวพ่อสอนลูก
ดารุนอ้าปากจะเถียง แต่สุดท้ายพูดเพียง “ขอรับ ท่านฟาริม” น้ำเสียงเคารพแต่แฝงความไม่เต็มใจ
ฟาริมยิ้มพอใจ หันกลับไปมองฝูงชนที่กำลังสนุกสนาน ความคิดในหัวของเขาวนเวียนไม่หยุด ชื่อของเขาคือฟาริม หัวหน้านักบวชจากซิลเวรัส ถูกส่งมาเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ทารอนในช่วงเวลาที่เปราะบางนี้ ภารกิจของเขาคือยื่นมือเข้าช่วยเหลือเมื่อทารอนร้องขอ และแพร่ศาสนาของซิลเวรัสให้หยั่งรากในดินแดนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งนี่ เขารู้มาว่างานนี้จะมีการเปิดตลาดมืด สถานที่ที่ทุกอย่างซื้อขายได้ รวมถึงความลับและชีวิต แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือการเห็นขุนนางจากซาราทิสนั่งอยู่ไม่ไกล รวมถึงสองคนที่ข่าวลือหนาหูในช่วงนี้ อาเธอร์และเดวิด
“พวกเขาจะเป็นมิตรหรือศัตรูกัน…?” ฟาริมพึมพำเงียบ ดวงตาจับจ้องไปยังโต๊ะของอาเธอร์
อีกด้านหนึ่ง โต๊ะของขุนนางจากซาราทิสเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ซ่อนไว้ใต้หน้ากากแห่งความสง่างาม เรกัส ชายหนุ่มวัยกลางคน หน้าตาหล่อเหลาแต่หยิ่งยโส จ้องฟาริมจากระยะไกลด้วยสายตาดูถูก “พวกนักบวชคลั่งศาสนานั่นมาทำอะไรกัน?”
ชายชราที่มีแววตาเฉียบคมราวนักปราชญ์ ตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง “พวกเขาน่าจะได้ข่าวเรื่องตลาดมืดมาเหมือนกัน แต่ที่นี่ พวกนั้นทำอะไรได้ไม่มาก บทบาทของซิลเวรัสในทารอนถูกจำกัดแค่ให้เฝ้าระวังเท่านั้น” เขาจิบไวน์ช้าๆ มองฝูงชนราวกำลังอ่านกระดานหมากรุก
“หึ! ขอให้มันเป็นอย่างที่เจ้าพูดเถอะ เซอราฟ” เรกัสพูดเสียงเยือกเย็น “ข้าไม่ต้องการให้แผนการผิดพลาดเด็ดขาด!” เขาหยิบแก้วไวน์ขึ้น มองสีแดงเข้มในแก้วครู่หนึ่งก่อนกลั้นใจดื่มรวดเดียว รสชาติขมปร่าราวกับน้ำล้างเท้าทำให้เขาคิ้วขมวด แต่เขาก็ต้องดื่มมันเพื่อระงับความหงุดหงิดที่เดือดอยู่ในอก
ไอเซนที่นั่งข้างๆ เงียบ มองทุกอย่างด้วยสายตาระวังตัว เขาคือคนที่รู้ดีว่าการขัดใจเรกัสในตอนนี้อาจนำภัยมา
ชายหนุ่มกลางคนนั้น ชื่อของเขาคือ ‘เรกัส’ เขาคือบุตรของตระกูล “เทซานัส” ชนชั้นสูงจากซาราทิส ที่ถูกส่งมาเพื่อดูแลภารกิจที่ทารอน โดยที่มี ‘เซอราฟ’ ชายชราที่มีแววตาของนักปราชญ์ให้บรรยากาศของผู้รอบรู้และมีประสบการณ์ เป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์
รวมทั้ง ‘โอเลีย’ หญิงสาววัยยี่สิบปลายที่สง่างามแต่แฝงความอันตรายและเสน่ห์อันเย้ายวน เธอเป็นหญิงรับใช้ที่ถูกฝึกมาโดยตระกูล เทซานัส ในทุกๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นการรับใช้ การคุ้มกันหรือแม้แต่การฆ่า
และสุดท้าย ‘ฮัซเซม’ ชายร่างสูงใหญ่ใส่ชุดเกราะที่หรูหราแข็งแกร่ง ฮัซเซม เป็นหนึ่งในนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งของตระกูลเทซานัส พลังกำลังของเขานับได้ว่าไม่น้อยหน้าใครในซาราทิสเลย
“แล้วมันอีกนานแค่ไหนกว่างานจะเริ่มเนี่ย?” เรกัสถาม สีหน้าบูดบึ้ง
“รออีกไม่นานขอรับ” ไอเซนตอบนอบน้อม หัวก้มเล็กน้อย
ที่โต๊ะของอาเธอร์ เดวิด และวาอิน บรรยากาศผ่อนคลายกว่ามาก อาเธอร์หัวเราะลั่นเมื่อวาอินเล่าเรื่องตลกเกี่ยวกับพ่อค้าที่เคยถูกเขาหลอก ส่วนเดวิดนั่งเงียบ วาอินยกแก้วสุราขึ้น “มา เพื่อมิตรภาพที่เริ่มจากความเข้าใจผิด!” เขากล่าว อาเธอร์ยกแก้วชน สายตาเป็นประกายด้วยความสนุก
เวลาผ่านไป สนามประลองว่างลง นักสู้ถูกพาตัวออกไป เสียงฝูงชนค่อยๆ เบาลงราวคลื่นซัดฝั่งที่สงบ กลิ่นเลือดจางๆ ยังลอยในอากาศ อาเธอร์มองรอบตัว สังเกตว่าฝูงชนเริ่มกระจัดกระจาย บางกลุ่มมุ่งไปยังประตูด้านนอกของอารีน่า
ในเวลานั้นเองบริกรหนุ่มใเดินมาที่โต๊ะ มองวาอินด้วยสายตานอบน้อม “นายท่าน ถึงเวลาแล้วขอรับ” เขากล่าวเสียงเบา
วาอินพยักหน้า ส่งสัญญาณให้อาเธอร์และเดวิดลุกขึ้น ทั้งสามเดินตามบริกรไป อาเธอร์เหลือบมองรอบตัว พบว่าโต๊ะของซาราทิสและซิลเวรัสว่างเปล่าแล้ว
ประตูไม้หนานำไปสู่บันไดหินที่ทอดยาวขึ้นด้านบน อากาศเย็นลงเมื่อพวกเขาก้าวสูงขึ้น เสียงฝูงชนจากชั้นล่างค่อยๆ จางหาย กลิ่นหินชื้นและควันคบเพลิงแทนที่กลิ่นสุรา
เมื่อถึงปลายบันได ยามสองคนในชุดเกราะหนังยืนเฝ้าประตูเหล็ก ยามตรวจตัวทั้งสามอย่างละเอียด อาเธอร์รู้สึกถึงสายตาจับจ้องจากยามราวพยายามอ่านเจตนาของเขา เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ประตูถูกเปิดออก เผยให้เห็นด้านฟ้าเปิดโล่งของอารีน่า
ด้านฟ้าขนาดใหญ่ราวสนามฟุตบอลสว่างไสวด้วยตะเกียงน้ำมัน แสงจันทร์สาดลงบนโต๊ะยาวที่จัดวางอาหารเลิศรส ถาดผลไม้จากทวีปตะวันตก และเหยือกไวน์จากซาราทิส ฝูงชนที่นี่แตกต่างจากชั้นล่าง ชุดหรูหรา บ้างใส่หน้ากากปิดบังใบหน้า และสายตาที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม เวทีที่ปลายด้านฟ้ามีโต๊ะแสดงสินค้าวางเรียงราย เครื่องประดับหายาก อาวุธโบราณ และที่ชายขอบสุดคือกลุ่มคนที่ถูกล่ามโซ่ด้วยเหล็กหนา เงาของโซ่ทอดยาวบนพื้นหินราวเครื่องเตือนใจถึงความโหดร้ายของโลกนี้
อาเธอร์ เดวิด และวาอินเดินตรงไปที่หน้าเวที อาเธอร์กวาดสายตามองสินค้า ใบหน้าฉายแววผิดหวังเมื่อไม่พบร่องรอยของอัญมณีเวทที่หวังไว้ เดวิดยืนนิ่ง ดวงตาสีเงินสแกนทุกมุมราวเครื่องจักรที่ไม่เคยหยุดทำงาน
“พวกนั้นคือ?” อาเธอร์หันมองกลุ่มคนที่ถูกล่ามโซ่ บางคนมีรอยแผลเต็มตัว บางคนมีแววตาว่างเปล่าราวสูญเสียทุกอย่าง
“พวกนั้นคือเหล่าทาสขอรับ” วาอินตอบ “ส่วนใหญ่เป็นทาสที่มีทักษะการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ไม่ก็มีพลังในการชักนำเวท หรือ…แค่มีหน้าตางดงาม” เขาหยุดครู่หนึ่ง สายตาลดลงเล็กน้อย
“ในโลกที่การค้าทาสยังเป็นเรื่องธรรมดานี้มันน่าเศร้าจริงๆ” อาเธอร์ถอนหายใจ เขานึกถึงสหพันธรัฐที่แม้จะโหดร้ายด้วยสงคราม แต่การค้าทาสอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้หายไปนานแล้ว “แล้วมีร่องรอยของอัญมณีเวทบ้างไหม?”
“เท่าที่เห็น ก็ยังไม่มีเลยนะขอรับ” วาอินส่ายหัว
“เท่าที่สแกนดู ก็ไม่เจอเหมือนกัน” เดวิดกล่าว น้ำเสียงเย็นชา
“งั้นพวกเราจะมาเสียเปล่างั้นหรือ?” อาเธอร์พูด สีหน้าผิดหวัง
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา อาเธอร์หันมองเห็นกลุ่มคนในชุดนักบวชเดินตรงมาหา ผ้าคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายศักดิ์สิทธิ์สะท้อนแสงจันทร์ นำโดยชายชราที่ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มใจดี ฟาริม หัวหน้านักบวชจากซิลเวรัส ข้างหลังเขาคือดารุน นักบวชหนุ่มที่มองฝูงชนด้วยสายตาไม่สบายใจ และไคเรน อัศวินในชุดเกราะศักดิ์สิทธิ์ที่นิ่งราวรูปปั้น
“สายัณห์สวัสดิ์เหล่าสหายจากต่างแดน” ฟาริมกล่าวทักทาย น้ำเสียงอบอุ่นราวผู้อาวุโสที่ต้อนรับแขก เขายิ้มให้อาเธอร์และเดวิด ดวงตาวาววับด้วยความอยากรู้
อาเธอร์กำลังจะตอบ แต่เสียงฝีเท้าอีกกลุ่มดังขึ้นจากด้านหลัง กลุ่มขุนนางจากซาราทิสเดินเข้ามา ชุดคลุมหรูหราแต่เรียบง่ายของเรกัสสะดุดตาท่ามกลางฝูงชน โอเลียเดินเคียงข้าง สายตาเย้ายวนแต่แฝงความอันตราย เซอราฟตามหลังด้วยท่าทางสงบ ส่วนฮัซเซมในชุดเกราะหรูหราเดินปิดท้าย ฝีเท้าหนักแน่นราวแผ่นดินสั่น ไอเซนเดินข้างเรกัส สายตากวาดมองอย่างระวัง
“แมะๆ ไม่ยักรู้ว่าเหล่านักบวชซิลเวรัสก็มาในที่อโคจรเช่นนี้ด้วย” เรกัสกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะ
ฟาริมหันมองเรกัส รอยยิ้มใจดีไม่จางหาย “ข้าไม่คาดคิดเลย ว่าจะได้พบตระกูลเทซานัส ถูกส่งตัวมาทารอนด้วยตนเองเช่นนี้… หรือว่าซาราทิสเองก็เริ่มมองหาแสงสว่างของพระองค์แล้วกระมัง?” น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงนัย
เรกัสยกแก้วไวน์ในมือขึ้นจิบเล็กน้อย ใบหน้าเหยเก “ก็จริงที่แสงสว่างจากเทียนเล่มเล็กอาจดูจ้ากลางความมืด… แต่ท่านคงลืมไป ว่าซาราทิสสร้างเตาเพลิงไว้ทั่วทั้งเมืองแล้ว” เขาตอบเสียงราบ สายตาท้าทาย
ดารุนก้าวขึ้นมาครึ่งก้าว ยิ้มอย่างมั่นใจ “แต่เพลิงจากน้ำมันย่อมดับมอดด้วยสายลมเพียงระลอก… ไม่เหมือนแสงศรัทธาของผู้คนที่จะคงอยู่ตลอดไป”
โอเลียหัวเราะเบาๆ เสียงพริ้วราวสายลมยามค่ำ “ข้าเคยเห็นคนจำนวนมากที่ ‘ศรัทธา’ อย่างสุดใจ… แต่สุดท้ายเลือดของพวกเขาก็ไหลอาบใต้แท่นบูชาที่พวกเขาสร้างเอง” เธอเอียงศีรษะ สายตาจับจ้องดารุนราวนักล่ามองเหยื่อ
ดารุนยิ้มตอบ ไม่เสียศูนย์ “เลือดโลหิตทุกหยดที่หลั่งออกมาสุดท้ายก็หวนคืนสู่แผ่นดิน แต่จิตวิญญาณของผู้ศรัทธาจะหวนคืนสู่อาณาจักรของพระองค์”
ฮัซเซมทุบหมัดขวาลงบนฝ่ามือซ้าย เสียงดังเปรี้ยงราวฟ้าผ่า “ข้าชักอยากดูว่า ศรัทธาของพวกท่านจะยืนยงแค่ไหนเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าหมัดของข้า” กล้ามเนื้อใต้ชุดเกราะขยับ นัยน์ตาวาววับด้วยความกระหายการต่อสู้
ไคเรนยืนนิ่ง แต่แววตาหลังหมวกเกราะเริ่มฉายแสงคุกคามจางๆ มือขวาค่อยๆ กำหมัดแน่น
เซอราฟที่เงียบมาตลอดพูดขึ้น เสียงเบาแต่ชัดเจนราวตัดผ่านความตึงเครียด “มหาสงคราม… ไม่ได้เกิดจากศรัทธา หรืออำนาจ… แต่มักเริ่มจากบทสนทนาไร้สาระระหว่างผู้ที่คิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนอื่น” สายตาของเขากวาดมองทุกคนในวง รวมถึงอาเธอร์และเดวิด
ฟาริมยิ้มกว้าง หัวเราะเบาๆ “ข้าเห็นด้วยกับท่านเซอราฟ” เสียงเขาดังก้องด้วยความจริงใจ ราวพยายามคลายความตึงเครียด
อาเธอร์และเดวิดยืนงงอยู่ท่ามกลางบทสนทนานี้ ราวกับหลงทางในป่า คำพูดที่เต็มไปด้วยเลศนัยและการประชดประชัน ‘พวกนี้มันพูดบ้าอะไรกัน? แข่งแต่งบทร้อยแก้ว บทร้อยกรองหรือต่อบทกวีอยู่รึไง?’ อาเธอร์คิดในใจ สายตาหันไปมองเดวิด ซึ่งยืนนิ่งแต่แววตาเหมือนกำลังประมวลผลทุกคำพูด
เพื่อทำลายความเงียบที่เริ่มอึดอัด อาเธอร์ก้าวขึ้นหน้า “สวัสดี ข้าอาเธอร์” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร พยายามเปลี่ยนบรรยากาศ
แต่เรกัสหันขวับ มองอาเธอร์ด้วยสายตาดูถูก “ใครอนุญาตให้เจ้าเปิดปากพูดกัน?” น้ำเสียงหยิ่งยโสราวเจ้าชายที่ถูกรบกวน
อาเธอร์ขมวดคิ้ว “แล้วข้าต้องขออนุญาตใครล่ะ?” เขาหันไปชี้ฟาริม “พระเจ้า?” แล้วหันกลับมามองเรกัส “หรือเจ้าอย่างงั้นหรือ?” เขาหัวเราะกลบเกลื่อน แต่แววตาเริ่มฉายแววท้าทาย
“มีอะไรน่าขันรึไง?” เรกัสขมวดคิ้ว
“เปล่าๆ” อาเธอร์ยังหัวเราะ มือยกขึ้นทำท่าปัด “เจ้าแค่ทำให้ข้านึกถึงพวกคนที่บ้านเกิดข้า พวกนั้นเกิดมาในตระกูลร่ำรวยและมีอำนาจ แต่ไม่มีดีอะไรเลยสักอย่าง ได้แต่อวดเก่ง วางอำนาจไปวันๆ” เขายิ้มล้อเลียน มุมปากยกขึ้นราวจงใจยั่วโมโห
“เจ้ากำลังล้อเลียนข้างั้นรึ!” เรกัสตะโกน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน มือกำแก้วไวน์แน่นจนแก้วสั่น
“เฮ้ๆ อย่าเหมารวม คิดไปเองสิ” อาเธอร์เน้นเสียง ดวงตาวาววับด้วยความสนุก “ข้าว่าไอ้พวกลูกหมาจากบ้านเกิดข้าต่างหาก ถ้าเจ้าไม่ใช่พวกชาติชั่ว สารเลว ใจกากแต่ปากเก่ง เด็กกระโปกไม่รู้จักโต พวกนั้นเจ้าจะโมโหไปทำไม?” เขายักไหล่ ท่าทางผ่อนคลายแต่จงใจยั่ว
“ฮ่าๆ ดีๆ เดี๋ยวเจ้าจะได้รู้ว่าตระกูลจากบ้านเกิดเจ้ามันเทียบไม่ได้กับตระกูลจากซาราทิส!” เรกัสหัวเราะด้วยความโกรธ ดวงตาแดงก่ำราวพร้อมระเบิด
“ฮัซเซม!” เรกัสตะโกนขึ้น
ทันทีนั้น ฮัซเซมก้าวออกมา ราวพายุหมุน ร่างใหญ่ในชุดเกราะหรูหราขยับด้วยความเร็วเกินตัว หมัดขวากำแน่นพุ่งตรงไปที่ใบหน้าของอาเธอร์ เสียงลมจากการต่อยดังวูบ!
ตูม! เสียงดังสนั่นก้องไปทั่วทั้งด้านฟ้า โต๊ะไม้สั่นสะเทือน แก้วไวน์บางใบร่วงแตกกระจายลงพื้น ฝุ่นควันฟุ้งจากแรงกระแทก!
แต่ภาพที่ปรากฏทำให้ทุกคนชะงัก หมัดของฮัซเซมถูกหยุดไว้กลางอากาศ มือขวาของเดวิดจับขอบหมัดของเขาแน่นราวคีมเหล็ก เดวิดที่ตอนนี้ยืนขวางหน้าอาเธอร์ ไม่มีใครเห็นเขาว่าเคลื่อนไหวมาได้อย่างไร เขายืนนิ่งราวหินผา ผ้าคลุมสีเทาของเขายังคงนิ่ง แม้ลมจากแรงหมัดจะพัดผ่าน ฮัซเซมออกแรงดันหมัดสุดกำลัง กล้ามเนื้อสั่น ชุดเกราะส่งเสียกรี๊ดจากแรงเสียดสี แต่เดวิดไม่ขยับเลยสักนิด ดวงตาสีเงินของเขาจ้องฮัซเซม ไร้อารมณ์แต่เต็มไปด้วยพลังที่ไม่อาจต้าน
ทั่วทั้งด้านฟ้าเงียบสนิท ฝูงชนที่เคยโห่ร้องหยุดชะงัก สายตาทุกคู่จับจ้องที่เดวิดและฮัซเซม ฟาริมยกยิ้มเล็กน้อย ดวงตาวาววับด้วยความสนใจ ดารุนเบิกตากว้าง เซอราฟ เงยหน้าขึ้นจากแก้วไวน์ มองเดวิดด้วยความสงสัย ไอเซน หน้าเสียราวเห็นผี
สีหน้าของเรกัสเปลี่ยนจากโกรธเป็นตื่นตระหนก ปากขยับแต่ไม่มีเสียง เขาก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
อาเธอร์ยิ้มกว้าง เดินออกจากด้านหลังเดวิด มือตบไหล่เบาๆ “คิดว่ามีแต่พวกเจ้ารึไง ที่มี ‘อัศวินส่วนตัว’ ?” เขากล่าวเสียงดัง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจปนเยาะหยัน