โหรหลวงหนานเมืองอินทร์ หมออาคมผู้เข้มขลังแห่งยุคสมัยนึกสนุกอยากลองวิชาจากสาวน้อยปริศนาผู้มาจากอนาคตเพราะหนานเมืองอินทร์เคยได้ยินแต่คำลือคำเล่าอ้างจากปากผู้อื่น แต่ไม่เคยได้สัมผัสตัวจริงเสียงจริงมาก่อนเอาเป็นว่าขอทัศนาฝีมือก่อนก็แล้วกัน ว่าแล้วหนานเมืองอินทร์ก็ควักกลุ่มด้ายขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋า
กลุ่มด้ายนั้นพันกันเป็นกระจุกเป็นด้ายสีน้ำเงินมีลักษณะคล้ายกับตาข่ายคุ้มครองสีน้ำเงินของอลินตาเมื่อหยิบกลุ่มด้ายออกมาแล้ว หนานเมืองอินทร์ก็เป่าพรวดไปที่ด้ายกลุ่มนั้น จากนั้นก็โยนลงไปบนพื้นโล่งๆภายในโรงเก็บศพ พลัน... ด้ายกลุ่มนั้นก็แปรสภาพจากเส้นด้ายกลายเป็นตุ๊กแกยักษ์ถึงสามตัวด้วยกันโอ้.. แม่.. เจ้า.. ชัยยันตร์มองไปที่ตุ๊กแกก็แอบคิดในว่าไม่โหดไปใช่ไหมนั่นกับการลองวิชาผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งซึ่งรอนแรมมาจากโลกอนาคต
ตุ๊กแกทั้งสามตาแดงวาวราวสีเลือด ดูลักษณะแล้วพวกมันค่อนข้างจะหิวกระหายมากเสียด้วยและไม่รอช้าตุ๊กแกผีอาคมทั้ง 3 ตัวก็วิ่งปรู๊ดไปที่โลงศพที่มีเสียงลั่นเปรี๊ยะๆอยู่เมื่อสักครู่นี้ เมื่อไปถึงยังไม่ทันที่เหล่าตุ๊กแกน้อยหอยสังข์จะไต่เข้าไปในโลงศพจังหวะเดียวกันฝาโลงด้านข้างก็พังครืนลงมาทับตุ๊กแกทั้งสามตัวมีเพียงเสียงเดียวที่ได้ยินมาจากใต้ฝาโลงที่ล้มทับตุ๊กแกทั้งสามอยู่นั้น
“แอ้บ...!” จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงร้องแม่งหู
“แอ๊บ.. แอ้..”เสียงสั่นสะท้าน เครือสะอื้นสุดพลัง และฉับพลันร่างเด็กน้อยสองคนมัดจุก แก้มยุ้ยก็โผนออกมาจากโลงศพ พลางต่อยตีกันอุตลุด และเด็กน้อยสองคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นสินเธาว์กับสมุทร กุมารทอง กุมารเงินที่อลินตาพกติดตัวมาด้วย ผีกุมารสองตนต่อยกันไปก็พูดด่าทอกันไป
“ไอ้สมุทรแกเหยียบหัวฉันแล้วไม่ขอโทษอย่างนั้นเหรอ” กุมารสินเธาว์ไม่พูดเปล่าต่อยพลั่กเข้าไปที่เบ้าตาของกุมารน้อยนามว่าสมุทรเต็มกำลัง ฝ่ายสมุทรก็ไม่ยอมแพ้ตวาดกลับกุมารสินเธาว์อย่างมีโมโห
“แกจะบ้าเหรอไม่มองให้ดีๆ แล้วมาโทษว่าเป็นเท้าของฉัน เท้ากับผีน่ะสิ นั่นมันแก้มแม่อลินเค้านะ”แต่ทว่าทั้งสองยอดกุมารก็ไม่มีใครยอมใครต่างพากันเหาะขึ้นบนหลังคาโกดังเก็บศพแล้วไปต่อยกันบนอากาศ ชนิดกระบวนท่าต่อเนื่องราวกับมวยมืออาชีพที่ห้ำหั่นเข้าสู่คู่ต่อสู้อย่างหมายจะเอาชีวิตกันและเมื่อสองกุมารเหาะขึ้นไปบนหลังคา เสียงที่ตามมาก็มีแต่เสียง ผัวะ! ผลั้ก! ตุ้บ! อ๊าก..!! ทำเอาสี่หนุ่มต่างวัย ต่างฐานะ งงเป็นไก่ตาแตกไปตามๆ กันไหนว่าหลานสาวสวย ออร่า แล้วที่เห็นคือ... แต่ในจังหวะนั้นเอง เสียง หวานใสก็ทักขึ้นทางด้านหลังของทั้งสี่คน
“สวัสดีค่ะ หนุ่มๆ”โหรหลวงหนานเมืองอินทร์ เจ้าภูแสน อวยชัย ชัยยันต์ แทบจะผงะเพราะตกใจที่อยู่ๆ เสียงของผู้หญิงก็ดังขึ้นแทรกความเงียบ ทุกคนเอี้ยวมองไปทางด้านหลังจนหลังแทบจะหักกันเป็นหมู่คณะ ชายทั้งสี่คนซึ่งอลินตาแอบนึกไปถึง สโลแกนชายสี่หมี่เกี๊ยวมีทีท่าประหลาดใจไม่น้อย ไหนจะมีกุมารน้อยโผล่ออกมาแล้วยังจะแม่สาวโลงศพนี่อีกหนานเมืองอินทร์เห็นหน้าอลินตาครั้งแรกก็ถึงกับอุทานอย่างรวดเร็ว และน้ำเสียงก็ดูสับสนไม่เบา
“แพงอร...!”ชัยยันต์องครักษ์สนิทของเจ้าภูแสนรีบค้านขึ้น สายตายังคงจับจ้องไปที่อลินตาซึ่งตอนนี้เจ้าหล่อนหย่อนก้นนั่งบนฝากโลงศพโลงหนึ่งโดยนั่งไขว่ห้าง พร้อมกับยกเล็บมือขึ้นมาดูด้วยอารมณ์สุนทรีประหนึ่งกำลังดื่มด่ำในธรรมชาติอันสวยงามราวกับว่ากำลังนั่งอยู่ริมบ่อน้ำแร่กระนั้น
“ไม่ใช่ นั่นแม่หญิงอลินตาเจ้า”หนานเมืองอินทร์เพ่งพิจารณาไปที่อลินตาด้วยสมาธิและสติที่มั่นคง ส่วนเจ้าภูแสนยืนนิ่งมองดูท่าทางของอลินตาเงียบๆก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงหนัก
“จะนั่งอยู่บนโลงศพนั่นอีกนานไหม?”อลินตายักไหล่เปลี่ยนมืออีกข้างขึ้นมาดูเล็บที่เจ้าหล่อนแอบชื่นชมว่ามันช่างเป็นเล็บที่เรียวงามมากเวอร์ซึ่งถ้าเล็บเรียวงามอมชมพูเช่นนี้นั่นแสดงว่าสุขภาพจากภายในของเธอดีมากๆ เมื่อคิดได้ดังนั้นเจ้าตัวก็ยิ้มอย่างร่าเริงแต่... มันใช่เวลาที่แม่คุณจะมาเฮลล์ตี้ไหมคะ หนานเมืองอินทร์ถามหญิงสาวผู้มาจากอนาคตด้วยน้ำเสียงแปลกใจและกระหายที่อยากจะรู้จักอย่างแท้จริง
“ทำไมมาโผล่ที่โลงศพนี้นึกว่าจะมาที่โลงเดิมตามคำบอกเล่าของตาอุ่นพรหม” คราวนี้ได้ผลอลินตาหยุดพิจารณาเล็บของตัวเองก่อนจะมองหน้าโหรหลวงหนานเมืองอินทร์นัยย์ตาของเธอเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม ฉับพลัน..นั้น หนานเมืองอินทร์ก็ต้องสะดุ้งเมื่อเพียงแค่กระพริบตา อลินตาที่เมื่อกี้ยังนั่งอยู่บนโลงศพก็โผล่พรวดมายืนอยู่ทางด้านหลังของคนทั้งสี่ก่อนจะพูดแทรกความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงชัดเจน
“ไปมาโลงเดิมก็จำเจแย่น่ะสิคะ”อลินตาพูดขึ้นก่อนจะน้อมไหว้ด้วยท่วงท่านอบน้อมหากสง่างามเป็นการทำความเคารพโหรหลวงหนานเมืองอินทร์อย่างเป็นทางการ
“สวัสดีค่ะโหรหลวงหนานเมืองอินทร์โหรตระกูล เคยเห็นแต่ในรูป ตัวจริงดูดีกว่าเยอะเลยนะคะ..”ไม่วายแซวเล่นกับหนานเมืองอินทร์ผู้ที่มั่นใจว่าเป็นต้นตระกูลของเธอซึ่งอาการเช่นนั้นแม้แต่เจ้าภูแสนยังแอบอึ้งเพราะไม่คิดว่าเจ้าหล่อนจะมีท่าทีดูราวผู้ดิบผู้ดีเช่นนี้ได้หนานเมืองอินทร์สบตาอลินตาแววตาพินิจเต็มกำลังฝีมือฉกาจสมคำร่ำลือเสียด้วยสิแม่คนนี้ ดวงตานั่นเล่า ถ้าไม่ใช่ผู้มีพลังวิญญาณแห่งเทพสีน้ำเงินจะไม่สามารถมีดวงตาเปล่งประกายสีน้ำเงินได้แน่เมื่ออลินตาไหว้ทำความเคารพโหรหลวงหนานเมืองอินทร์แล้วก็หันไปทักทายเจ้าภูแสน
“ยินดีที่ได้เจอกันอีกรอบไม่คิดว่าจะมาเจอกันที่นี่ โลกกลมจริงๆ” อลินตาทักทายเสียงใสเจ้าภูแสนมองอลินตานิ่งก่อนบอกสั้นๆ
“ที่นี่บ้านฉัน..!”อลินตาหรี่ตามองเจ้าภูแสนประมวลสิ่งที่เขาพูด ที่แท้แล้วเจ้าภูแสนเป็นคนจากยุคอดีตอย่างนั้นเหรอแสดงว่าแหวนที่นิ้วนั่นก็หาใช่แหวนธรรมดาไม่!ยศศักดิ์ไม่ธรรมดาสามัญอย่างที่คิดไว้จริงๆ ส่วนเจ้าภูแสนก็มองอลินตาอย่างประเมินผู้หญิงคนนี้เก่งกาจน่าศึกษาอย่างมากการที่จะเดินทางย้อนอดีตหรือไปยังอนาคตได้พลังวิญญาณต้องแข็งแกร่งพอสมควร และที่สำคัญอลินตาไม่สนใจหรือว่าหลงใหลในตัวเขาเฉกเช่นสตรีคนอื่นอลินตาหันไปทางหนานเมืองอินทร์ ก่อนถามเข้าเรื่องที่เธอมาที่นี่
“ลุงอุ่นพรหมไปไหนเหรอคะ?”ขณะที่อลินตาถามถึงสัปเหร่ออุ่นพรหม ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ในถ้ำลึกลับก็ได้หอบเอากุมารเงินทองของอลินตา ลงมายืนอยู่ข้างหลังด้วยความขุ่นเคือง เพราะเป็นถึงปู่โสมแต่ต้องมาดูแลกุมารเด็กสองคนนี้ยังกับเจ้าหน้าที่เนอสเซอรี่
“ดูเจ้ารีบร้อนจะไปหาตาอุ่นพรหม...”อลินตาพยักหน้า ตอบกลับทันที
“ใช่ค่ะ ถ้าช้าจะไม่ทันการณ์...”หนานเมืองอินทร์มองอลินตานิ่ง ก่อนจะพูดขึ้นเรียบๆ
“ที่บอกว่าช้าไม่ทันการณ์คงจะกลัวเสียเวลาในการปราบผี จนทำให้ไม่ได้ขนสมบัติที่ถูกว่าจ้างกลับบ้านเมืองตัวเองสินะ..”คราวนี้อลินตาถึงกับสะดุดกึกชะงักเท้าทันทีนึกในใจว่าจะไปเอาเรื่องลุงอุ่นพรหมให้ได้ บังอาจเล่าความลับนี้ให้คนอื่นฟังแต่ทว่า.. อลินตากลับต้องชะงักแล้วหันมามองหน้าโหรหลวงหนานเมืองอินทร์เต็มสองตา
“เรื่องนี้ตาอุ่นพรหมไม่ได้เล่าให้ข้าฟัง!!” ไม่มีใครสามารถอ่านใจเธอออกไม่ว่าจะเก่งกาจมาจากโลกไหน มีเพียงข้อยกเว้นเดียว นั่นก็คือสายเลือดที่สืบทอดกันมาอย่างบริสุทธิ์จะสามารถรับรู้ความรู้สึกต่อกันได้และนี่คืออีกข้อพิสูจน์ที่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโหรหลวงหนานเมืองอินทร์คนนี้คือต้นตระกูลของเธออย่างแน่นอน...