"อั่ก! ชะ ช่วย ช่วยข้า......"
หลังจากที่ต้องพิษร้ายเพียงเสี้ยวพริบตา โยว่ไป๋ก็พยายามกล่าวออกมาอย่างยากลำบาก นัยน์ตาแฝงเร้นไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีดราวกับว่ามีเทพเจ้าแห่งความตายมายืนอยู่ตรงหน้า
"บัดซบ! นังสารเลว เจ้าต้องชดใช้ชีวิตให้สหายข้า" เห็นว่าไร้หนทางเยียวยา โย่วหมิงจึงหันไปหาฮั่นผิงแล้วคำรามอย่างเดือดดาล ส่วนทางด้านของสองแม่ทัพเผ่ามาร บัดนี้พวกมันต่างเตรียมพร้อมสู้รบเต็มกำลังเช่นกัน เพราะพวกมันรู้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดาอย่างที่คิดไว้
"เข้ามา ข้าไม่กลัว" ดวงตาของฮั่นผิงฉายแววดุร้าย ไม่เหลือเค้าลางของสตรีที่เรียบร้อยราวกับผ้าพักไว้้เฉกเช่นในอดีตเลยสักนิด เนื่องจากนางต้องการจะพิสูจน์ความแข็งแกร่งของตนเองให้ผู้เป็นป้าและเย่หยุนซีได้ประจักษ์
"บุกพร้อมกัน อย่าประมาท!!" แม่ทัพมาร กงซุนหยาง เอ่ยปากเตือนสหาย ก่อนจะระเบิดพลังออกมาอย่างเต็มที่ ส่งผลให้สภาพแวดล้อมกลับกลายเป็นนรกเปลวเพลิงคำสาปสีทมิฬซึ่งกัดกล่อนทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งยังลุกลามประดุจว่าจะไม่มีใครหยุดมันได้
"ลงมือ!!" ดวงตาของสองแม่ทัพมาร หนึ่งแม่ทัพยักษาฉายแววชั่วร้าย หลังจากนั้นเพียงไม่ถึง 3 ลมหายใจ พวกมันก็ต่างพุ่งเข้าหาฮั่นผิงจากคนละทิศละทาง
โดยสองแม่ทัพมารเลือกที่จะใช้ออกด้้วยทักษะเดียวกัน จนกระทั่งในที่สุดก็ก่อเกิดเป็นดวงตะวันสีดำขนาดย่อมแผ่กลิ่นอายความร้อนและอำนาจกัดกร่อนพลังชีวิตตามแบบฉบับของพลังคำสาป
ส่วนทางฝั่งแม่ทัพเผ่ายักษาก็ไม่ได้น้อยหน้า หมัดทั้งสี่ถูกห่อหุ้้มด้วยหินผากลายเป็นกำปั้นหินขนาดยักษ์ แต่ทว่ากลับสามารถยืดโจมตีรอบด้านได้อย่างทรงพลังและอิสระ
"มอบชีวิตมาให้พวกข้าซะ!" พวกมันโจมตีพลางเผยรอยยิ้มเหี้ยมหาญ
องค์หญิงฮั่นผิงคนงามเมื่อเห็นภาพนี้ก็พลันระเบิดพลังกายาศักดิ์สิทธิ์พิษสวรรค์อย่างสุดขีด ส่งผลให้หมอกพิษกลับกลายเป็นกรงขังโอบล้อมทั้งตัวนางและแม่ทัพทั้งสามเอาไว้ แถมยังทำให้ดวงตะวันเพลิงสีดำของอีกฝ่ายถูกแช่แข็งภายในพริบตา
"ยะ แย่แล้ว!! ทะ ที่แท้ พิษที่แช่แข็งอวัยวะของสหายพวกข้าก็คือพิษหยินซึ่งผสมอยู่ในพิษสวรรค์!!" โหย่วหมิง กงซุนหยาง และกงซุนหลงรู้สึกหนาวสั่นไปทั่วทั้งร่าง ราวกับว่าพวกมันกำลังอยู่ในดินแดนที่อุณภูมิติดลบอย่างสุดขีดและอาจกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งได้ตลอดเวลา ถึงแม้พวกมันจะมีตบะเหนือกว่าอีกฝ่าย 1 ขั้นก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เนื่องจากความห่างชั้นนั้นถูกทดแทนแล้วด้วยความสามารถของกายาพิษสวรรค์ และเมื่อบวกพลังพิษหยินที่เย่หยุนซีเป็นคนถ่ายทอดให้กับนาง ท้ายที่สุดมันจึงทำให้คนงามสามารถสะกดข่มพลังคำสาปธาตุเปลวเพลิงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งหนทางให้ฝั่งตรงข้ามโต้กลับ
"จบสิ้นเพียงเท่านี้ หมื่นพิษมายาสวรรค์เร้นลับ!!" องค์หญิงฮั่นผิงเผยทักษะ
จิตวิญญาณของสองแม่ทัพมาร หนึ่งแม่ทัพยักษา จู่ๆก็พลันถูกชักนำเข้าไปในภาพลวงตาที่มีแต่ความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานไม่รู้จบ ในขณะที่ร่างจริงของพวกมันกำลังถูกพิษหยินกัดกล่อนและแช่แข็งช้าๆ
"ไม่! ไม่นะ ไม่เอาแล้ว ได้โปรดอย่าทรมานข้า!!" ภายในภาพลวงตา เสียงกรีดร้องโหยหวนของพวกมันดังขึ้นไม่ขาดสาย เนื่องจากร่างจิตถูกเงาปริศนาฟันเป็นชิ้นๆแล้วก่อร่างขึ้นมาใหม่ สุดท้ายก็ถูกฟันซ้ำๆอยู่เช่นนั้นไม่รู้จบ
ความเจ็บปวดเช่นนี้! เรียกได้ว่าเลวร้ายยิ่งกว่าตกนรกเสียอีก เพราะมันไม่มีท่าทีว่าจะไปสิ้นสุดลงตรงที่จุดไหน
"ถะ ถึงกับสยบเซียนสวรรค์ขั้้นต้น 4 คนด้วยตัวคนเดียวได้" ณ บริเวณจุดหนึ่งบนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ แม่ทัพเกาถึงขั้นลอบกลืนน้ำลายลงคอเมื่อมองเห็นภาพนี้กับตา
นี่คือองค์หญิงฮั่นผิงที่ปลุกกายาศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างสมบูรณ์แล้วอย่างนั้นหรือ? มันช่างเป็นพลังที่น่ามหัศจรรย์จริงๆสำหรับแม่ทัพที่ผ่านศึกสมรภูมิมามากมายเช่นเขา
"ผสานพิษสวรรค์เข้ากับพลังจิตวิญญาณรัตติกาล เรื่องนี้เจ้าก็สอนนางงั้นหรือ?" องค์จักรพรรดินีฮั่นเหมยหลินเอ่ยปากกล่าว
เย่หยุนซีเผยรอยยิ้มพลางส่ายศีรษะอย่างแผ่วเบา "ข้าก็แค่บอกกับนางว่าพลังทั้งสองอย่างมันเข้ากันได้ดี..........ใครจะคิดกันล่ะ ว่านางจะถึงกับสร้างทักษะที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้ออกมาได้ในเวลาอันสั้น"
"แต่ว่าก็ว่าเถอะ แม่ทัพเผ่ามารกับเผ่ายักษา 4 คนนี้ มันจะดูอ่อนเกินไปหรือเปล่า...........ถึงแม้พลังขององค์หญิงจะเป็นดาวข่มพวกมันก็ไม่น่าจะจัดการง่ายเช่นนี้?"
ฮั่นเหม่ยหลินเผยรอยยิ้มตอบกลับในทันที "นั่นเป็นเพราะพวกมันอ่อนแอที่สุดในบรรดาเผ่าแยกย่อยของเผ่ามารกับเผ่ายักษา.......ความจริง! ถ้าหากข้าต้องการ ข้าก็สามารถสังหารพวกมันได้ตั้งนานแล้ว เพียงแต่ว่าหากทำเช่นนั้น แม่ทัพที่แข็งแกร่งกว่าก็จะมาที่นี่"
"โอ่ว ถือว่าท่านตัดสินใจได้ดี แต่นับจากนี้ก็คงไม่ต้องทำเช่นนั้น เพราะด้วยพิษสวรรค์ขององค์หญิงฮั่นผิงและตบะระดับเทพสวรรค์ของท่าน ในดินแดนแห่งนี้คงไม่มีใครคิดอาจหาญต่อกรพวกท่านอีกต่อไป" พูดจบ! บุรุษหนุ่มก็ไม่รอช้า เก็บธงค่ายกลหยินหยางกลับมาในทันที
ส่วนทางด้านผู้เป็นจักรพรรดินีเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พลันเผยสีหน้าจริงจัง "พอกลับไปถึงพระราชวัง ข้ามีเรื่องที่ต้องพูดคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัวสะดวกหรือเปล่า?"
"หือ? ได้สิขอรับ" เย่หยุนซีกล่าวตอบกลับ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเช่นเคยราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดา