ตอนที่ 49 สิ่งที่ต้องการคือบ้าน
“ต้าหย่ง สะใภ้ใหญ่ อย่าเกรงใจพวกเราขนาดนั้นเลยฉันเองก็ถูกชะตากับต้าอันเหมือนกัน แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะถามหลังจากที่ทั้งคู่ได้แต่งงานกันแล้ว เรื่องที่อยู่อาศัยของพวกเขา เราจะจัดการอย่างไรดี? ”
“ที่จริงแล้วที่บ้านของพวกเรามีห้องว่างให้อยู่อาศัยอยู่หรอกแต่ฉันแค่กลัวว่าพวกเขาจะไม่ชินเท่านั้นเอง”ไฉเฉี่ยวเหอนั้นอยากให้ทั้งคู่ได้ออกไปใช้ชีวิตด้วยกันตามลำพัง
แต่ทว่าฟู่ต้าอันยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเองที่จริงแล้วไฉเฉี่ยวเหอไม่ได้มีปัญหาเลยกับการที่ลูกสาวของเธอจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวใหญ่แต่เธอแค่กังวลว่าลูกสาวของเธอจะไม่ชินกับมันเท่านั้น
ใช่แล้ว ตระกูลหลี่ไม่ได้ต้องการอะไรมากเลยพวกเขาแค่อยากรู้ว่าตระกูลฟู่จะทำอย่างไรกับสถานการณ์แบบนี้เท่านั้นดังนั้นพวกเขาจึงได้พูดลองใจตระกูลฟู่ออกไป !
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของฟู่ต้าอันก็ดูแย่ลงไปอย่างเห็นได้ชัดซึ่งเหล่าพี่ชายและพี่สะใภ้ของเขาก็คิดเรื่องนี้เอาไว้แล้วเช่นกัน
“ลุงหลี่ครับ หากลุงหลี่กับป้าไฉไม่พูดถึงเรื่องนี้ผมก็ตั้งใจที่จะทำแบบนั้นเหมือนกัน อย่างที่รู้กันนั่นแหละครับแม่ของผมได้เสียชีวิตไปนานมากแล้วเราจึงไม่ได้คิดถึงเรื่องที่จะย้ายถิ่นฐานมาก่อนเลยแต่มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรหรอกครับ เราสองคนพี่น้องพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง !พวกเราจะเอาเงินมารวมกัน และจัดการเรื่องนี้ให้กับต้าอันเองครับ”
“เราจะให้ต้าอันหาที่อยู่ใกล้ ๆ บ้านของพวกคุณก่อนหากใครต้องการที่จะขายบ้าน เราก็พร้อมจะซื้อครับ เรื่องเงินนั้นไม่ใช่ปัญหาอย่ากังวลเรื่องนี้ไปเลยครับ ผมคงต้องไหว้วานให้พวกคุณช่วยหาบ้านให้แล้ว ! ”ฟู่ต้าหย่งพูดออกมาด้วยท่าทีที่ไม่ได้ตื่นตระหนกใด ๆ เลยซึ่งก่อนหน้านี้เขาและหวังซู่เหมยได้ปรึกษากันถึงเรื่องนี้แล้ว
“คุณป้าคะ หากสร้างบ้านในหมู่บ้านของพวกเราต้าอันและโม่ลี่ก็ยังคงต้องไปทำงานในเมืองอยู่ดีหนูจึงคิดว่าการที่ทั้งคู่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านของพวกเรานั้นคงจะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นัก”
อีกอย่าง แม่สามีของเราก็เสียชีวิตไปนานแล้วถ้าเกิดว่าพวกเขามีลูก คงจะเป็นเรื่องยากที่พวกเราจะช่วยดูแลได้ฉันจึงอยากจะขอรบกวนคุณป้าช่วยดูแลพวกเขาทั้งสองในอนาคตด้วยนะคะ !และหากต้าอันทำอะไรผิดไป คุณป้าก็ตีเขาเพื่อสั่งสอนได้เลย ! ”
หวังซู่เหมยยังพูดต่ออีกว่า “คุณป้าคะเราจะให้สิทธิ์ตระกูลหลี่เลือกบ้านตามแต่เห็นสมควรเลยค่ะดังนั้นอย่ากังวลไปเลยนะคะ ! ”
ใช่แล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดเอาไว้หลี่ซุ่นลี่และไฉเฉี่ยวเหอนั้นไม่ใช่คนที่เรื่องมากอะไรอยู่แล้วดังนั้นพวกเขาจึงยอมตกลงโดยที่ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆในเมื่อลูกสาวของพวกเขาจะได้อาศัยอยู่ใกล้ ๆ พวกเขาก็รู้สึกสบายใจมากแล้ว
มีเพียงแค่ฟู่ต้าอันเท่านั้นที่ตอนนี้กำลังรู้สึกหดหู่และหลี่โม่ลี่เองก็สังเกตสีหน้าของเขาออกเช่นกัน เมื่อเห็นเช่นนั้นเธอก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อยซึ่งเธอกำลังสงสัยว่าที่ต้าอันไม่มีความสุขนั้นเพราะแม่ของเธออยากมีบ้านหรือเปล่า ?
ฟู่เยี่ยนเองก็สังเกตเห็นถึงท่าทีของอาสามที่กำลังไม่มีความสุขได้เช่นกันเธอจึงกลอกตามองไปที่เขาด้วยความระอานี่คือสีหน้าของอาสามที่กำลังจะแต่งงานอย่างนั้นหรือ ? ! เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ ?หรือว่าเขาจะไม่อยากแต่งงานแล้ว !
เมื่อเห็นหลี่โม่ลี่เอาแต่ชำเลืองมองไปยังน้องชายสามีของเธอครั้งแล้วครั้งเล่าหวังซู่เหมยก็อดที่จะรู้สึกขบขันขึ้นมาไม่ได้ผู้หญิงคนนี้ช่างเป็นคนที่จริงใจมากจริง ๆ ! หากไฉเฉี่ยวเหอเห็นท่าทางแบบนี้เข้าหญิงชราจะต้องแอบด่าลูกสาวของตัวเองในใจอย่างแน่นอน
“โม่ลี่ มาหาฉันหน่อยสิ” หวังซู่เหมยโบกมือให้กับหลี่โม่ลี่จากนั้นหลี่โม่ลี่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆจึงได้เดินเข้าไปหาหวังซู่เหมยด้วยท่าทีที่เขินอาย
ทันใดนั้นเองหวังซู่เหมยก็ได้หยิบห่อผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าของเธอ ก่อนจะค่อย ๆคลี่มันออกมาจนเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างในซึ่งมันคือกำไลเงินคู่หนึ่งที่ถูกประดับด้วยทับทิมเม็ดใหญ่พร้อมกับต่างหูเงินอีกหนึ่งคู่
“โม่ลี่ รับสิ่งนี้เอาไว้นะ นี่คือกำไลข้อมือที่แม่สามีของฉันทิ้งเอาไว้ให้และพวกเราก็มีมันเหมือนกัน ส่วนต่างหูเงินคู่นี้เป็นของขวัญจากฉันเอง รับมันไปสิ !” การกระทำของหวังซู่เหมยนั้นทำให้ตระกูลหลี่ตกใจเป็นอย่างมาก !
แม้ว่าในยุคสมัยนี้เครื่องเงินจะไม่ค่อยมีค่ามากเท่าไหร่ก็ตาม แต่กำไลข้อมือนี้กลับดูมีค่ามาก ๆทั้งยังดูเก่าแก่อีกด้วยซึ่งดูจากฝีมือการฝังทับทิมและฉลุลายนั้นดูประณีตงดงามเป็นอย่างมากดูแล้วมันมีค่ามากกว่าเงินเสียด้วยซ้ำ
ซึ่งหลี่ซุ่นลี่เป็นคนที่มีความรู้ในด้านนี้อยู่บ้างเขาจึงรู้ได้ทันทีว่าตระกูลฟู่นั้นมาด้วยความจริงใจอย่างแท้จริง
“โม่ลี่ ส่วนนี่เป็นของขวัญจากฉันนะ”ฉือหมิ่นหยิบแหวนเงินออกมาจากกระเป๋าวงหนึ่งแม้ว่าครั้งนี้เธอจะไม่ได้เตรียมตัวมารับน้องสะใภ้สามก็ตามแต่โชคยังดีที่เธอได้พกของมีค่าติดตัวมาด้วย
หลี่โม่ลี่จึงรับมันมาด้วยท่าทีที่เขินอายก่อนจะพูดออกไปว่า “ขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่ และพี่สะใภ้รองมากเลยนะคะ ! ”
แม้แต่ฟู่ต้านีเองก็ได้เตรียมของขวัญเอาไว้ด้วยเช่นกันเธอไม่ได้มีสิ่งของที่มีค่ามากมายอะไรให้กับหลี่โม่ลี่เหมือนกับคนอื่น ๆเธอทำได้เพียงแค่นำวัสดุต่าง ๆที่ฉือหมิ่นเอากลับมาด้วยทำของขวัญให้กับฟู่ต้านีเทนโดยเธอได้ตัดชุดที่ดูทันสมัยและยังเลือกใช้ผ้าสีแดงอีกด้วย
เดิมทีฟู่ต้านีตั้งใจที่จะเย็บมันขึ้นมาให้กับฟู่เหมี่ยวแต่เนื่องจากเธอไม่มีของขวัญดังนั้นเธอจึงได้นำมันมาเป็นของขวัญในการมาเยี่ยมตระกูลหลี่ครั้งนี้ก่อน
แม้ว่ามันจะเป็นชุดที่ดูธรรมดา ๆแต่สิ่งที่มีค่าที่สุดนั้นก็คือฝีมือมากกว่า !ซึ่งฝีมือของฟู่ต้านีนั้นเรียกได้ว่าไม่มีที่ติเลยทีเดียว
“ขอบคุณค่ะพี่ ! ” หลี่โม่ลี่ชอบมันมากเช่นกัน
“ดูสิ ทุกคนต่างก็ให้ของขวัญกับโม่ลี่กันหมดเลย ฉันต้องขอบคุณทุกคนมากจริงๆ ที่เมตตาลูกสาวของเราถ้าอย่างนั้นถือเสียว่าอาหารมื้อนี้เป็นการฉลองงานหมั้นก็แล้วกัน ! มาดื่มกันเถอะ !”
ด้วยความที่ไฉเฉี่ยวเหอนั้นไม่ได้เป็นคนที่เข้มงวดอะไรอยู่แล้วเมื่อเธอเห็นว่าตระกูลฟู่นั้นได้เตรียมการมาเป็นอย่างดีดังนั้นการหารือจึงผ่านไปได้อย่างราบรื่นและเธอเองก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความจริงใจออกไปเช่นกัน
“คุณป้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะคะ ในวันแต่งงาน เราจะซื้อของใช้ต่าง ๆภายในบ้านพร้อมกับจักรยานอีกหนึ่งคันด้วยค่ะ ! ”
หวังซู่เหมยไม่ได้พูดเกินจริงแต่อย่างใดเพราะก่อนหน้านี้ฟู่ต้าอันได้มอบตั๋วจักรยานให้กับเธอเอาไว้แล้วซึ่งมันก็ช่วยแก้ไขปัญหาได้ดีเลยทีเดียว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามเธอต้องจัดงานแต่งงานของเขาให้ดีที่สุดมิเช่นนั้นเธอคงจะรู้สึกเสียใจต่อแม่สามีที่ได้จากเธอไปแล้วอย่างแน่นอน !
ส่วนฟู่เหล่าชวนพ่อสามีของเธอนั้นหากเขามายุ่งวุ่นวายกับลูกชายแล้วล่ะก็ ถ้าเธอไม่ถลกหนังของเขาออกเธอคงจะไม่กล้าใช้แซ่หวังอีกต่อไปแล้ว !
ในตอนนี้ทั้งแขกผู้มาเยือนและเจ้าภาพอย่างตระกูลหลี่ต่างก็กำลังสนุกสนานกันอยู่พักใหญ่ก่อนที่พวกเขาจะขอตัวกลับ โดยฟู่ต้าหย่งและฟู่ต้าจวงดื่มไปหนักมาก ๆและขณะที่กำลังจะกลับนั้นฟู่ต้าหย่งก็ยังไม่ลืมที่จะถือกระถางกล้วยไม้กลับไปตามที่เสี่ยวฮั่วบอกอีกด้วย
หลังจากที่กลับมาถึงบ้านทุกคนต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกในที่สุดการหารือเรื่องงานแต่งงานของฟู่ต้าอันก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น !
ในตอนนี้ใบหน้าของฟู่ต้าอันก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อและยังคงยืนตัวแข็งทื่ออยู่อย่างนั้นเมื่อเห็นว่าเขาดูคล้ายกับแม่ไก่ที่ไม่สามารถวางไข่ได้ฟู่เยี่ยนจึงหัวเราะออกมาทันที !
“อาสาม เมื่อกี้นี้อาสามไม่ได้ดื่มไม่ใช่เหรอคะแล้วทำไมหน้าของอาสามถึงได้แดงขนาดนั้นกันล่ะ ! ”ฟู่เยี่ยนพูดออกไปด้วยท่าทีที่ดูไร้เดียงสาทั้งที่เธอเองก็รู้ถึงเหตุผลทั้งหมดอยู่แล้ว มันก็แค่บ้านหลังหนึ่งเองไม่ใช่หรือ ?
“ต้าอัน นายอย่าคิดว่าตัวนายเป็นภาระของพี่น้องเลยตอนนี้แม่ก็ได้จากเราไปตั้งนานแล้ว และพวกเราต่างก็เป็นพี่น้องกัน ถึงอย่างไรเลือดย่อมข้นกว่าน้ำอยู่แล้ว ! อย่าทำเหมือนว่านายกำลังเผชิญสิ่งต่าง ๆอยู่เพียงลำพังสิ นายเป็นผู้ชายนะ ควรจะหนักแน่นให้มากกว่านี้หน่อย ! ”
ฟู่ต้าจวงที่ดื่มไปอย่างหนักก็ได้พูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับตบไปที่ไหล่ของฟู่ต้าอันด้วยฝ่ามือที่ผ่านการฝึกมาอย่างหนัก
ไอ้หยา……ฟู่เยี่ยนที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเจ็บแทนอาสามของเธอขึ้นมาทันที !หากจะพูดกันตามตรงแล้ว อารองของเธอเป็นคนที่แข็งแรงมากเขาสามารถล้มต้นไม้ที่มีขนาดเท่าชามข้าวได้อย่างสบาย ๆ เลยก็ว่าได้ !
“พี่รอง ฉันได้ถามราคาที่ดินที่อยู่ใกล้ ๆ กับบ้านตระกูลหลี่แล้วแค่พื้นที่เล็ก ๆ มันก็มีราคา 700-800 หยวนเลยทีเดียวแล้วฉันจะไปหาเงินมากขนาดนั้นได้จากที่ไหนกันล่ะ ? ” ฟู่ต้าอันพูดขึ้นมาพร้อมกับกัดฟันแน่น
“ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ฉันทำงานมา ฉันยังเก็บเงินได้ไม่ถึง 100 หยวนเลยด้วยซ้ำ แม้ว่าพี่จะให้ฉันก็ตามแต่ฉันก็ยังคงต้องใช้คืนพี่ภายในหนึ่งปีอยู่ดี ! ”ฟู่ต้าอันรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก แม้ว่าแม่ยายของเขาจะเป็นคนที่คุยง่ายก็จริงแต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะขอสิ่งที่ใหญ่โตขนาดนี้ !
“อาสาม แม้ว่าตอนนี้อาสามจะมีเงินอยู่แค่ 100หยวนก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูจะให้เงินค่าบ้านกับอาสาม 1,000หยวน ! อาสามเอามันไปซื้อบ้านหลังใหญ่ได้เลยค่ะ”ฟู่เยี่ยนที่กำลังทำความสะอาดรากของกล้วยไม้อยู่ก็ได้โบกมือพร้อมกับพูดออกไปตามตรง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาของฟู่ต้าอันก็เบิกกว้างขึ้นมาทันทีเขาไม่รู้ว่าเสี่ยวฮั่วพูดเกินจริงไปหรือเปล่า ? เพราะเงินจำนวนนั้นมันเยอะมาก !และว่านาทีต่อมา ทุกคนในครอบครัวก็รู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาเสี่ยวฮั่วจะไปเอาเงินตั้ง 1,000 หยวนมาจากที่ไหนกัน !
ฟู่เยี่ยนไม่ได้พูดโกหกเลยแต่ทว่าฟู่ต้าอันนั้นไม่รู้เลยว่าหลานสาวของเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่
จางเหว่ยได้มาที่บ้านของพวกเขาเมื่อไม่กี่วันก่อนและได้นำเอายันต์แคล้วคลาดที่นายกเทศมนตรีจางได้สั่งจองเอาไว้ออกไปโดยที่ไม่รู้เลยว่านายกเทศมนฑลจางต้องจ่ายเงินถึง 400หยวนเพื่อที่จะซื้อยันต์แคล้วคลาดสี่แผ่นนั้นมาทั้งยังรวมถึงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตระกูลจางอีกด้วยจึงทำให้ตระกูลจางต้องจ่ายเงินในส่วนนี้ถึง 800 หยวน
และไม่กี่วันต่อมา จางเหว่ยก็ได้กลับมาอีกครั้งก่อนจะถามกับอาจารย์ฟู่ด้วยท่าทีที่ลังเลว่าหากเขาต้องการยันต์แคล้วคลาดเพิ่มอีกจะได้หรือเปล่าซึ่งฟู่เยี่ยนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้กังวลอะไรเลยในเมื่อมีโอกาสหาเงินได้อย่างง่ายดายแบบนี้ เธอจะปฏิเสธได้อย่างไรกันซึ่งสิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือจางเหว่ยไม่ได้เป็นแค่ชายหนุ่มที่หน้าตาดีเท่านั้นแต่เขายังเป็นผู้มีหัวทางการค้าอีกด้วย
จางเหว่ยสามารถขายยันต์แคล้วคลาดธรรมดา ๆไปในราคาแผ่นละ 220 หยวน ซึ่งในตอนนั้นฟู่เยี่ยนได้ให้ยันต์กับเขาไปห้าแผ่นจึงทำให้เขาทำเงินได้ถึง 1,100 หยวนเธอจึงได้ให้เงินกับเขาไป 100 หยวนเพื่อเป็นค่าดำเนินการ
นี่เป็นธุรกิจระยะยาว และจางเหว่ยก็ได้บอกกับคนอื่นไปว่านี่เป็นยันต์ที่ถูกย่อส่วนให้มีขนาดเล็กลงกว่าเดิมดังนั้นอาจารย์จึงต้องใช้เวลาถึงสามวันกว่าที่จะวาดยันต์หนึ่งแผนออกมาได้ !
นอกจากนี้จางเหว่ยยังต้องการที่จะช่วยขายเหล้าผลไม้อีกด้วยเพราะเนื่องจากการแต่งงานของจางถานที่ถูกยกเลิกอย่างกะทันหันตระกูลจางที่ได้ซื้อเหล้าเตรียมเอาไว้แล้วจึงต้องดื่มมันเองทั้งหมดซึ่งหลังจากที่ดื่มมันเข้าไปแล้ว นายกจางกลับมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์และแม่ของจางเหว่ยเองก็รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้นอีกด้วยนายกจางจึงได้มอบมันให้พ่อของเขาที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงด้วยเช่นกัน !
ซึ่งปู่ของจางเหว่ยก็เป็นนักดื่มเช่นกันเมื่อเขาได้ดื่มเหล้านี้เข้าไปแล้วเขาก็ตกใจจนต้องเขียนจดหมายเพื่อบอกให้ลูกชายของเขาสั่งซื้อมันเพิ่มทั้งยังสั่งเหล้าถังใหญ่กว่าเดิมเสียอีก
จางเหว่ยเป็นคนที่ฉลาดมากในเมื่อปู่ของเขาบอกว่าเหล้าของฟู่เยี่ยนเป็นเหล้าดีแล้วแบบนี้เขาจะไม่สนใจมันได้อย่างไรกัน ? อีกอย่างชายชราทั้งสองก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทองอีกด้วยดังนั้นเขาจึงสนใจที่จะขายมันในฐานะพ่อค้าคนกลาง
ฟู่เยี่ยนที่รู้ถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก! เขาฉลาดถึงขั้นที่จะขายเหล้าให้กับเมืองหลวงเลยอย่างนั้นหรือช่างเป็นหุ้นส่วนที่ดีมากจริง ๆ
ดังนั้นเธอจึงได้ทำข้อตกลงกับจางเหว่ยทันทีโดยข้อตกลงนั้นมีอยู่ว่า ทุกครั้งที่เขาขายเหล้า ไม่ว่าจะได้เงินเท่าไหร่ก็ตามตระกูลฟู่จะรับเงินส่วนแบ่ง 60% ส่วนจางเหว่ยจะได้รับ 40% เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจางเหว่ยจึงได้นำเหล้าขาวและเหล้านานาชนิดที่ฟู่ต้าหย่งได้มอบมันให้เขาอย่างมีความสุขก่อนจะกลับไปหาช่องทางการขายต่อ !
เรียกได้ว่าตอนนี้ฟู่เยี่ยนเป็นคนที่รวยที่สุดในครอบครัวเลยก็ว่าได้!