ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 198 สถาบันวิญญาณอันลึกลับ

        หลังจากที่โดนพ่อบ้านหวังออกปากไล่แม้เว่ยหลงจะไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าทำอะไร

        “เรื่องนี้ยังไม่จบ”

        เว่ยหลงปรายตามองเริ่นเสี้ยวเทียนเล็กน้อยหลังจากกล่าวทิ้งท้ายไว้ เขาก็พาคนติดตามทั้งหมดเดินไปทางประตูของสวน

        พ่อบ้านหวังส่งพวกเว่ยหลงออกไปถึงด้านนอกประตู

        “ท่านชายเดินทางปลอดภัย”

        “พ่อบ้านหวังเรื่องนี้จวนเจิ้นกั๋วกงของข้าจะจดจำเอาไว้ เรื่องนี้ยังไม่จบรู้ไหมว่าข้ารับคำสั่งมาจากใคร”

        เว่ยหลงยืนข้างๆพ่อบ้านหวังพลางกล่าว

        “เรื่องใหญ่ของท่านชายข้ามิอาจทราบได้” พ่อบ้านหวังทำท่าทางไม่ใส่ใจ พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มเช่นเคยข้อมูลจากเว่ยหลงไม่ได้น่าสนใจสักเท่าไรสำหรับเขา

        “ข้าได้รับคำสั่งมาจากจักรพรรดิองค์ปัจจุบันระวังตัวเอาไว้เถอะ!”

        เว่ยหลงกล่าวเสียงเย็นแล้วเขาก็เดินจากไป

        คนอื่นๆเดินตามเว่ยหลงออกไปเช่นเดียวกันผีซานคนนั้นมองซ้ายมองขวาเล็กน้อยแล้วตัดสินใจเดินตามเว่ยหลงไปเขาล่วงเกินตระกูลเฝิงไปแล้ว หากอยู่ที่นี่ต่อคงไม่ต่างอะไรกับเดินเข้าหาความตายเมื่อเป็นเช่นนี้ การติดตามเว่ยหลงไปอาจทำให้เขาก้าวหน้าได้ยิ่งกว่านี้อีกก็ได้

        พ่อบ้านหวังมองทุกคนเดินจากไปแล้วพลันมีแววตาเปลี่ยนไปจากนั้นจึงเดินกลับเข้าไปในสวน

        “ท่านลุงหวัง”

        เฝิงเป่าเป่าเดินเข้าไปหาทันทีที่เห็นพ่อบ้านหวังเดินกลับเข้ามา

        “คุณชายใหญ่ข้าไม่รู้หรอกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับพวกท่าน แต่มีบางอย่างที่ต้องให้ความสำคัญเว่ยหลงคนนี้ไม่มีทางรามือง่ายๆ ท่านต้องระวังตัวให้มาก หากมีส่วนเกี่ยวข้องจริงๆรีบออกจากที่นี่ หลีกเลี่ยงเป็นจุดสนใจไปสักพัก”

        พ่อบ้านหวังกำชับเฝิงเป่าเป่าอย่างจริงจังกลัวว่าเฝิงเป่าเป่าจะไม่ใส่ใจ

        พวกของเริ่นเสี้ยวเทียนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักได้ยินพ่อบ้านหวังกล่าวเช่นนี้จึงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

        เรื่องที่ทำให้ผู้แข็งแกร่งอย่างพ่อบ้านหวังให้ความสำคัญขนาดนี้แสดงว่าต้องไม่ธรรมดา เริ่นเสี้ยวเทียนอดสงสัยไม่ได้ว่าเสิ่นเสวียนไปล่วงเกินใครมาแม้แต่ผู้แข็งแกร่งอย่างพ่อบ้านหวังคนนี้ยังให้ความสำคัญถึงขนาดนี้

        แต่ไม่ว่าจะเป็นใครเขาก็ไม่กังวลตั้งแต่ที่ได้เห็นไม้ตายของเสิ่นเสวียนครั้งก่อนเขาไม่คิดว่าในทวีปนี้จะมียอดฝีมือคนไหนเป็นภัยคุกคามต่อเสิ่นเสวียนได้อย่างแท้จริง

        เพียงแค่สะบัดมือก็คร่าชีวิตของผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงไปแล้วพลังระดับนี้แม้แต่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังทำไม่ได้

        “อืมท่านลุงหวังวางใจได้ ข้ารู้ตัวดี”

        เฝิงเป่าเป่าพยักหน้าให้พ่อบ้านหวังพลางกล่าว

        “เอาล่ะในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าต้องขอตัวก่อน”

        พ่อบ้านหวังรู้ดีว่าเฝิงเป่าเป่าเป็นคนสุขุมเขายิ้มให้เฝิงเป่าเป่าเล็กน้อยแล้วจึงเดินออกไปจากสวน

        เฝิงเป่าเป่าออกไปส่งพ่อบ้านหวังในทันทีเขามองพ่อบ้านหวังเดินห่างออกไปแล้วจึงกลับเข้ามาในสวนอีกครั้ง

        “พ่อบ้านหวังคนนี้กับคนที่อยู่ที่นี่ใครเก่งกาจกว่ากัน”

        เริ่นเสี้ยวเทียนเห็นเฝิงเป่าเป่าเดินกลับมาแล้วจึงเอ่ยถามขึ้นก่อนหน้านี้อู๋หมิงมาที่นี่ คนที่อาศัยอยู่ที่นี่เคยแสดงฝีมือมาก่อน ทำให้รู้ว่าคนผู้นั้นไม่ธรรมดาเลย

        “ไม่รู้เหมือนกันพวกเขาไม่เคยสู้กันมาก่อน”

        เฝิงเป่าเป่าส่ายหัวแสดงให้เห็นว่าไม่รู้จริงๆ

        “เป็นทายาทแห่งเจิ้นกั๋วกงนี่เองไม่น่าแปลกใจเลย”

        เสิ่นเสวียนเดินออกมาจากด้านข้างพลางยิ้มแล้วกล่าว

        “สหายเสิ่นทักษะยอดเยี่ยมยิ่งนักไม่อย่างนั้นพวกข้าคงไม่รู้จะรับมืออย่างไรจริงๆ”

        เมื่อเห็นเสิ่นเสวียนเดินมาเฝิงเป่าเป่าถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่พ่อบ้านหวังตามมาด้วยไม่อย่างนั้นหากโดนอีกฝ่ายกดดันมากๆ อาจต้องเชิญคนผู้นั้นออกมาอีกอย่างแน่นอน

        “ไม่เกี่ยวกับข้าเลยทายาทเจิ้นกั๋วกงคนนั้นมิอาจทำให้ตระกูลเฝิงของเจ้าขุ่นเคืองได้คนที่ต้องกล่าวขอบคุณคือข้าต่างหาก”

        เสิ่นเสวียนกล่าวได้ถูกต้องแล้วหากไม่ใช่เพราะตระกูลเฝิงอาจเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นกว่านี้ก็ได้เขาคิดไม่ถึงเลยว่าอำนาจของตระกูลเฝิงจะแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้ แค่พลังยุทธ์เพียงอย่างเดียวก็เรียกได้ว่าเป็นอำนาจระดับสูงในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแล้วหากภายในสำนักมียอดฝีมือขั้นมหายานอยู่ด้วย จะกลายเป็นสำนักขั้นสูงสุดในทันที

        และเมื่อพลังเช่นนี้อยู่ในโลกมนุษย์ธรรมดาแน่นอนว่าเหนือกว่านั้นขึ้นไปอีก

        “นานแล้วที่สหายเสิ่นไม่ได้กลับมาข้าเตรียมสุราเอาไว้ให้ วันนี้พวกเรามาดื่มให้เพลิดเพลินกันไปเลย”

        เฝิงเป่าเป่าสั่งให้คนไปจัดเตรียมงานเลี้ยงฉลองไว้มากมายก่อนที่เสิ่นเสวียนจะกลับมาแม้จะออกไปข้างนอกไม่ได้ แต่ในสวนของเขาเต็มไปด้วยอาหารรสเลิศและสุราชั้นดีอยากกินอยากดื่มอะไรก็กินดื่มได้ทุกเมื่อ

        “ได้เลยไปกันเถอะ”

        เสิ่นเสวียนหัวเราะเสียงดังแล้วพวกเขาก็เดินไปยังเรือนที่จัดเตรียมสุราอาหารเอาไว้แล้ว

        งานเลี้ยงฉลองครั้งนี้หรูหรามากเทียบกับที่โรงเตี๊ยมแล้ว อาหารการกินที่นี่ยิ่งใหญ่กว่ามากอาหารหลากหลายอย่างไม่ซ้ำกันเลย โดยเฉพาะสุราชั้นดีที่จัดวางไว้ทำให้เริ่นเสี้ยวเทียนตื่นตกใจ

        จากเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็ดูออกแล้วว่าเฝิงเป่าเป่าผูกมิตรกับพวกเสิ่นเสวียนจากใจจริง

        บนเรือเสวียนอู่ตนเองตกอยู่ในอันตราย อีกฝ่ายยังให้ความช่วยเหลือตั้งแต่นั้นมาเขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะตอบแทนน้ำใจครั้งนี้จากนั้นยังได้ร่วมมือกันเรื่องกระดานหมากอีกและยิ่งได้เห็นพรสวรรค์ด้านพลังยุทธ์ของพวกเสิ่นเสวียนยากจะจินตนาการได้เลยว่าหลังจากนี้พวกเขาจะแข็งแกร่งมากเพียงใด

        หากเขาได้ผูกมิตรกับผู้ศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งนับว่าตระกูลเฝิงเป็นต้นแบบ และจะทำให้ตระกูลเฝิงยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีก

         

        หลังจากดื่มสุราและกินอาหารไปมากมายแล้ว

        ทุกคนนั่งพักอยู่บนเก้าอี้เพราะความอิ่ม

        เสิ่นเสวียนกล่าวถามเฝิงเป่าเป่า“เจ้ารู้จักสถาบันวิญญาณไหม”

        เขามาถึงที่นี่เพราะสถาบันวิญญาณเดิมทีสถาบันวิญญาณตั้งอยู่ที่เขตตะวันตก น่าจะอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลมาก เฝิงเป่าเป่าอาจรู้จักก็ได้เสิ่นเสวียนอยากรู้เกี่ยวกับสถาบันวิญญาณจากเฝิงเป่าเป่า

        “รู้จักสิว่าแต่สหายเสิ่นถามถึงสถาบันวิญญาณทำไมหรือ” เฝิงเป่าเป่าถามอย่างไม่ใส่ใจนัก

        “เป้าหมายของพวกข้าที่มาถึงที่นี่ก็คือไปยังสถาบันวิญญาณดังนั้นจึงอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับสถาบันวิญญาณจากเจ้าก่อน”

        “ฮะ! พวกเจ้าจะไปที่สถาบันวิญญาณอย่างนั้นหรือ”

        เมื่อได้ยินชื่อสถาบันวิญญาณเฝิงเป่าเป่าผุดลุกขึ้นยืนทันทีด้วยสีหน้าตื่นตกใจ

        “ทำไมหรือ”

        เริ่นเสี้ยวเทียนมองเฝิงเป่าเป่าพลางถามแค่สถาบันวิญญาณเองไม่ใช่หรือ เหตุใดต้องทำท่าทางแบบนี้ด้วย

        “เปล่าหรอกพวกเจ้าจะไปสถาบันวิญญาณจริงๆ หรือ”

        เฝิงเป่าเป่าถามอีกครั้ง

        “อืมดูเหมือนเจ้าจะรู้อะไรนะ”

        “รู้เพียงแต่ว่านั่นไม่ใช่สถานที่ที่คนทั่วไปควรเข้าไป”

        เฝิงเป่าเป่าสูดลมหายใจเข้าเขาเรียบเรียงคำพูดก่อนจะกล่าวต่อ “พวกเจ้ารู้จักสถาบันวิญญาณมากน้อยแค่ไหน”

        “ไม่รู้จักอะไรเลยได้ยินว่าลึกลับมาก และเต็มไปด้วยผู้แข็งแกร่ง คนที่มาจากสถาบันวิญญาณล้วนมีอำนาจยิ่งใหญ่ทั้งนั้น”

        เริ่นเสี้ยวเทียนที่นั่งอยู่ข้างๆกล่าวขึ้น สิ่งนี้น่าดึงดูดใจเป็นอย่างมาก แม้เขาจะมาจากสำนักบุปผาแต่ยังคงสนใจสถาบันวิญญาณอย่างเต็มเปี่ยม

        อาจารย์ของเขาเคยบอกไว้หากว่ามีโอกาสให้ไปยังสถาบันวิญญาณสักครั้งความรู้จากที่นั่นหาใช่สิ่งที่โลกภายนอกจะเทียบเคียงได้

        เนื่องจากประโยคนี้ทำให้ตอนที่เขาได้ยินว่าเสิ่นเสวียนจะเดินทางไปยังสถาบันวิญญาณเขาจึงอยากไปด้วยอย่างไม่ลังเล

        “หากข้าขอเสนอว่าไม่ให้ไปล่ะ”

        เฝิงเป่าเป่าโพล่งออกมาตรงๆ

        “หมายความว่าอย่างไร” เสิ่นเสวียนถาม

        “เพราะคนที่ออกมาจากสถาบันวิญญาณแต่ละคนไม่ปกติกันเลย”

        เฝิงเป่าเป่าสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วกล่าวกับเสิ่นเสวียน เขาไม่อยากให้พวกเสิ่นเสวียนกลายเป็นคนแบบนั้นไปจริงๆ

        เขาเคยเจอคนจากสถาบันวิญญาณครั้งหนึ่งโดยบังเอิญในเมืองชางฉงเป็นความรู้สึกไม่พึงประสงค์สักเท่าไร

        เหมือนว่าพวกเขาไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไปแล้ว

        “ค่อนข้างน่าสนใจ”

        เสิ่นเสวียนที่นั่งอยู่ข้างๆแววตาเปี่ยมไปด้วยความสงสัย สถานที่เช่นนี้มีแรงดึงดูดต่อเขาอย่างมหาศาลเลยทีเดียว

        “แล้วข้ายังรู้อีกด้วยว่าสถาบันวิญญาณเป็นสถานที่ที่มุ่งสู่โลกวิญญาณได้อย่างแท้จริง”

        ตอนที่เฝิงเป่าเป่ากล่าวประโยคนี้ออกมาทำให้เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน