ฝีก้าวของม้ามังกรโลหิตเร็วจนน่าตกใจ ไม่นานก็พาหลินอวิ๋นหายลับไปจากสายตาของทุกคนราวกับสายฟ้าสีแดง
ผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลอวิ๋นที่นอนอยู่บนถนนโดนวิชาแยกเงาสะท้อนกลับบาดเจ็บสาหัสก่อนจะถูกกีบเท้าม้าเหยียบไปอีกรอบ
เรียกได้ว่าอนาถาจนทนมองดูมิได้
ฟิ้ว!
ถงหู่ค่อย ๆ ลงมาจากบนชายคาหอข้าง ๆ ก่อนมองผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลอวิ๋นบนพื้นด้วยสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย
“สุดยอด ข้าว่าข้ามาเร็วแล้วนะ แต่เจ้าหนูนี่เร็วกว่าข้าอีก”
เมื่อถงหู่ได้ยินข่าวว่ามีผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลอวิ๋นปองร้ายหลินอวิ๋นแล้วก็รีบมาทันที คิดว่าจะช่วยเขาออกจากเมือง แต่ไม่นึกเลยว่าตอนที่มาถึงจะไม่เห็นแม้แต่แผ่นหลังของหลินอวิ๋น
เขาเผยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยเสียงเบา “ไม่เสียแรงที่ข้าทำลายกฎขายยาลูกกลอนแก่นสวรรค์ให้เจ้า มีฝีมือจริง ๆ”
ทันใดนั้นเองมีพลุสีแดงปรากฏขึ้นเหนือฟ้าเมืองไป๋สุ่ย ก่อนดอกไม้ไฟจะกระจายออกรวมเป็นสัญลักษณ์ตระกูลอวิ๋น เมื่อปรากฏดอกไม้ไฟแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์แห่งขุมอำนาจตระกูลอวิ๋นในเมืองไป๋สุ่ยก็เคลื่อนทัพมาจากทั่วทุกสารทิศ
ถงหู่มองดอกไม้ไฟพลางพูดเสียงต่ำ “เจ้าพวกนี้เคลื่อนไหวกันเร็วจริง ๆ หวังว่าเจ้าหนูนั่นจะกลับสำนักได้อย่างปลอดภัยนะ”
แต่ความจริงคือเขาไม่รู้ว่าหลินอวิ๋นแย่งม้ามังกรโลหิตไปได้แล้ว
ม้ามังกรโลหิตเป็นสัตว์อสูรนิสัยฉุนเฉียวยิ่งมีพลังเทียบเท่าวิถียุทธ์ขั้นเจ็ดห้อทะยานอย่างเร็วรี่เหมือนอยู่บนที่ราบ จนเมื่อยิงดอกไม้ไฟ มันก็ออกจากเมืองไปนานแล้ว
ขี่ม้ามังกรโลหิตห้อวิ่งมาสองวันสองคืนก็เห็นสำนักอยู่ไกล ๆ ทำให้หลินอวิ๋นถอนหายใจโล่งอกเล็กน้อย
“พักหน่อยดีกว่า”
หลินอวิ๋นรู้สึกว่าขี่จนก้นจะเปื่อยอยู่แล้ว ทว่าม้ามังกรโลหิตยังคงมีกำลังวังชาเปี่ยมล้น ท่าทางองอาจห้าวหาญ ดูไม่เหนื่อยเลยแม้สักนิด
เป็นม้าชั้นดีจริง ๆ!
มันไม่ต้องพัก แต่หลินอวิ๋นต้องพักสักหน่อย
‘คำนวณเวลาแล้ว การประลองรอบต่อไปจะเริ่มวันมะรืน’
หลินอวิ๋นครุ่นคิด ซึ่งเขาเองไม่ได้ใส่ใจเรื่องวุ่นที่เกิดขึ้นในเมืองไป๋สุ่ยมากนัก เขายังคงคิดถึงเรื่องใหญ่ในการรับมือกับโจวอวิ๋นในการทดสอบกลางปี
ถ้าเกิดพ่ายแพ้ขึ้นมา…
ด้วยนิสัยของโจวอวิ๋นก็อาจจะถูกอีกฝ่ายทำให้พิการบนเวทีประลอง
ใครจะช่วยตนได้ ซูจื่อเหยาหรือ?
ไม่ได้!
วันนั้นในโถงค่ายกล ท่าทีสูงส่งและสบาย ๆ ของซูจื่อเหยาทำให้หลินอวิ๋นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ถ้าอีกฝ่ายช่วยเขาไว้อีกครั้ง หากถึงตอนนั้นจินตนาการไม่ออกเลยว่าทั้งสำนักจะเยาะเย้ยเขาขนาดไหน
หลินอวิ่นไม่สนใจสายตาของคนอื่น แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด หากเกี่ยวกับซูจื่อเหยามันจะทำให้เขายอมรับไม่ได้เลย
นั่นคือความโอหังตรงส่วนลึกในใจเขาที่จะรับทานสูงส่งจากคนอื่นมิได้
‘ต้องกุมชะตาชีวิตด้วยมือตัวเอง’
ยามค่ำคืน ดวงตาหลินอวิ๋นเหมือนมีแสงสว่างวูบวาบ แน่วแน่อย่างยิ่ง
ก่อนจะหยิบศิลาวิญญาณระดับกลางออกมาสิบก้อนอย่างไม่คิดอะไรมาก
ศิลาวิญญาณระดับกลางหนึ่งก้อนต้องใช้ศิลาวิญญาณระดับล่างพันก้อนถึงจะแลกได้ พลังวิญญาณที่แฝงอยู่นั้นบริสุทธิ์และหนาแน่น
หลินอวิ๋นกำสองก้อนไว้ในมือก่อนนั่งขัดสมาธิหลับตาลง วิชาตะวันบริสุทธิ์ขั้นสามโคจรช้า ๆ พลังภายในดุดันเคลื่อนตาม
ตูม!
พลังวิญญาณจำนวนมากจากศิลาวิญญาณระดับกลางไหลทะลักเข้าไปในร่างเขาราวกับแม่น้ำ น้ำไหลไปที่ใดก็แทบจะกลายเป็นทางน้ำ ไม่มีระลอกคลื่นใด ๆ เลย
วิชาตะวันบริสุทธิ์ที่ถึงคอขวดตั้งนานแล้วก็ทะลวงสู่ขั้นสี่ในเวลาเพียงชั่วครู่ และยังโคจรพลังหมุนเวียนต่อจากนั้นไม่หยุด
หลินอวิ๋นใช้ศิลาวิญญาณระดับล่างหมื่นก้อนแลกกับศิลาวิญญาณระดับกลาง เขาย่อมไม่ได้ต้องการเพียงเท่านี้ เขาจะทะลวงต่อไปขั้นห้า จะฝึกวิชาตะวันบริสุทธิ์ให้ถึงจุดสูงสุดขั้นสมบูรณ์
การฝึกวิชาตะวันบริสุทธิ์ไม่มีเคล็ดลับหรือการตระหนักรู้อะไร แต่มีแค่สองคำคือทรัพยากร!
ยิ่งทรัพยากรกองรวมมากเท่าไร ก็ยิ่งฝึกฝนวิชาตะวันบริสุทธิ์ที่บ้าอำนาจและดุดันนี่เร็วขึ้นเท่านั้น
ตลอดเวลาที่ผ่านมา วิชาตะวันบริสุทธิ์ของเขาอาศัยการถือกำเนิดของสมบัติล้ำค่าฟ้าดินทะลวงขั้นสอง ก่อนจะใช้โอสถละลายโลหิตทะลวงมาไม่หยุด
ตอนนี้ใช้ศิลาวิญญาณระดับกลางสิบก้อนที่สะสมเอาไว้ ครึ่งชั่วยามต่อมา ศิลาวิญญาณระดับกลางสองก้อนก็หายเกลี้ยง
หลินอวิ๋นกางมือดูดศิลาวิญญาณระดับกลางอีกสองก้อนไว้กลางฝ่ามือ
วิชาตะวันบริสุทธิ์ที่บรรลุถึงขั้นห้าแล้วเหมือนกับสัตว์ร้ายกระหาย สูบกินพลังวิญญาณมหาศาลที่แฝงอยู่ในศิลาวิญญาณระดับกลางด้วยความละโมบยิ่ง
พลังภายในดุดันหมุนวนในกายไม่หยุด
ขณะเดียวกับที่พลังวิญญาณบ่มเพาะกายหยาบแล้ว หลินอวิ๋นยังควบคุมให้มันหล่อหลอมอวัยวะภายในด้วย เขาอาศัยโอกาสอันดีงามนี้กินยาลูกกลอนรักษาใจเข้าไปอย่างไม่ลังเล
ฤทธิ์ยาแรงผสานรวมกับพลังวิญญาณจากศิลาวิญญาณระดับกลางแล้วละลายตรงเข้าสู่หัวใจทันที
ตึก ๆ ๆ!
หัวใจเขาพลันเต้นระรัวอย่างรุนแรง เกิดพลังชีวิตเจริญงอกงามขึ้น
ภายใต้การบำรุงด้วยฤทธิ์ยาลูกกลอนรักษาใจ ทำให้ระดับความแข็งแรงของหัวใจสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้แต่อวัยวะภายในนอกเหนือจากนั้นยังได้รับการบำรุงไม่หยุด ทั่วร่างแผ่กระจายพลังแก่กล้าออกมา
เส้นผมดำปลิวไสวทั้งศีรษะ
ขอบเขตพลังวิถียุทธ์ขั้นหกรุดหน้าไปด้วยความเร็วน่าเหลือเชื่อ
สรรพคุณของยาลูกกลอนรักษาใจเหนือจินตนาการของหลินอวิ๋น มันเกื้อกูลกับวิชาตะวันบริสุทธิ์ ที่น่าแปลกใจคือเกิดการเชื่อมโยงเสริมสร้างกันและกันอย่างหนึ่ง ขอบเขตพลังกับวิชาจึงก้าวหน้าไปพร้อม ๆ กัน
เมื่อศิลาวิญญาณระดับกลางถูกสูบกินไปจนหมดนั้น
หลินอวิ๋นที่นั่งขัดสมาธิอยู่เปล่งแสงสีแดงอ่อน ๆ ประหนึ่งเปลวไฟกลางค่ำคืน
หลินอวิ๋นลืมตาขึ้น ประกายในแววตาวูบไหวเปี่ยมไปด้วยพลัง
วิชาตะวันบริสุทธิ์กินศิลาวิญญาณระดับกลางไปทั้งหมดสิบก้อน ซ้ำยังได้ยาลูกกลอนรักษาใจชักนำด้วย จนในที่สุดก็บรรลุจุดสูงสุดขั้นสมบูรณ์
เขาหยัดกายขึ้นโคจรพลังเล็กน้อย พลังภายในไหลเวียนอย่างบ้าคลั่ง
ออกแรงที่ห้านิ้วมือเบา ๆ ภายใต้พลังภายในไหลเชี่ยว ทำให้ทั้งมือเปล่งแสงสีแดงอ่อน ๆ มองแวบแรกเหมือนเปลวไฟกำลังแผดเผาอยู่จริง ๆ
หลินอวิ๋นไม่ได้แปลกใจกับเรื่องนี้ เพราะเมื่อวิชาระดับสูงถึงจุดสูงสุดสมบูรณ์แล้วจะเกิดปรากฏการณ์พิลึกบางอย่าง
อย่างเช่นตอนนั้นในการประลองของคุณชายน้อยสำนักกับหลิ่วสุยเฟิง
เคล็ดวิชาเมฆาม่วงของหลิ่วสุยเฟิงนั่น พอเขากดนิ้วออกไป ทั้งนิ้วมือก็กลายเป็นสีหยกมรกตราวกับแก้ว
ในสำนักชิงอวิ๋นมีคนฝึกฝนวิชาตะวันบริสุทธิ์น้อย ที่พัฒนาช้าเพียงเพราะทรัพยากรไม่มากพอ ซึ่งอานุภาพของวิชาไม่ได้ด้อยไปกว่าเคล็ดวิชาเมฆาม่วงสักเท่าไรเลย
ชิ้ง!
หลินอวิ๋นชักกระบี่ออกจากฝัก พลังภายในหลั่งทะลักเข้าไปในตัวกระบี่ ตัวกระบี่เย็นเยียบพลันเปล่งแสงกระบี่อ่อน ๆ
เด่นตายิ่งนักกลางค่ำคืน
“กระบี่ดี พลังภายในหลั่งไหลเข้าไปแล้วยังไม่มีติดขัดเลย”
หลินอวิ๋นเอ่ยชม
ในอาวุธปกติ ขณะที่พลังภายในหลั่งไหลเข้าไป จะเสียพลังไม่น้อยเนื่องจากคนกับกระบี่ต่างกัน
ทว่ากระบี่บุปผามรณะในมือไม่ใช่แค่ไม่ติดขัดเลย กระทั่งยังเสริมความแกร่งให้พลังภายในของหลินอวิ๋นอีกเล็กน้อยด้วย
วิชาตะวันบริสุทธิ์จุดสูงสุดขั้นสมบูรณ์นี่น่าจะทำให้ข้าสูสีในด้านพลังภายในกับโจวอวิ๋นที่บรรลุจุดสูงสุดวิถียุทธ์ขั้นเจ็ด
น่าเสียดาย…
การบรรลุวิถียุทธ์ขั้นเจ็ดยังขาดอีกเฮือกเดียว การบรรลุวิชาตะวันบริสุทธิ์จุดสูงสุดขั้นสมบูรณ์ไม่ได้ทำให้เขาทะลวงเขตแดนพลัง
เขตแดนพลังตอนนี้หยุดอยู่ที่จุดสูงสุดวิถียุทธ์ขั้นหก
“ช่างเถอะ ชีวิตคนเราจะมีใครสมบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง”
หลินอวิ๋นเก็บกระบี่เข้าฝักก่อนถอนหายใจ
หันไปมองไม่เห็นเงาม้ามังกรโลหิต เขาจึงออกตามหา จนเมื่อเจอเจ้านี่ มันกำลังฉีกกินสัตว์อสูรตัวหนึ่งอยู่!
หลินอวิ๋นเห็นสีหน้าดุร้ายและพลังอสูรที่แผ่ออกมาจากตัวมันแล้วยังอึ้งไปเล็กน้อย
เจ้าม้านี่โหดเหี้ยมยิ่งนัก!
สัตว์อสูรก็โหดร้ายมากพออยู่แล้ว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าม้ามังกรโลหิตนี่กลับกลายเป็นแค่อาหารเท่านั้น
เกรงว่าปกติตอนเลี้ยงในตระกูลอวิ๋นคงจะทำร้ายคนมานับไม่ถ้วน ทำให้ลบกลิ่นอายชั่วร้ายทั้งตัวได้ยาก
ม้ามังกรโลหิตที่กำลังกินสัตว์อสูรมองหลินอวิ๋นด้วยนัยน์ตาเป็นประกายดุร้าย
“ไปเถอะ”
หลินอวิ๋นขี้เกียจจะเกรงใจมันเหมือนกัน จึงกระโดดขึ้นมาขี่ตัวมันเลย
อำนาจแห่งราชาพยัคฆ์ในกายกดลงมาเบา ๆ ม้ามังกรโลหิตถึงกับเย็นลงโดยพลัน
ตึก ๆ ๆ
ม้าแข็งแรงห้อวิ่งไป มองไกล ๆ เหมือนเส้นสีแดงยาวสายหนึ่ง
จนมาถึงตีนเขา หลินอวิ๋นพลิกตัวลงจากหลังม้า
“ศิษย์พี่หลิน เหตุใดท่านเพิ่งกลับมา นี่จะเริ่มการทดสอบกลางปีรอบที่สองแล้ว!”
ศิษย์ที่เฝ้าประตูสำนักเห็นหลินอวิ๋นมาก็พูดด้วยความแปลกใจเล็กน้อย
“อะไรนะ!”
หลินอวิ๋นหน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง ตกใจไปหมด
หรือว่าเขาคำนวณเวลาพลาด?
หลังทะลวงขั้นวิชาและขี่ม้ามังกรโลหิตกลับมาใช้เวลาแค่ครึ่งวัน ตามหลักรอบที่สองควรจะเริ่มวันพรุ่งนี้ ยังพอมีเวลาเหลือเฟือ
“รีบไปเถอะ ไปช้าอาจจะโดนตัดสิทธิ์ก็ได้”
ทว่าดูจากสีหน้าศิษย์เฝ้าประตูแล้ว ไม่ใช่เรื่องโกหกเลย
บัดซบ!
หลินอวิ๋นตบหน้าผาก นึกออกแล้ว
จะต้องเป็นคืนนั้นที่ฝึกฝนอย่างหนัก เสียเวลาไปหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ๆ ทว่าพอเขาลืมตาขึ้นมาก็ฟ้าสางแล้ว
ก็คิดว่าผ่านไปแค่คืนเดียว
“ขอบใจศิษย์น้องทั้งสองท่านมาก ย่าห์!”
ยังไม่ทันอธิบายอะไร หลินอวิ๋นก็กระโดดพลิกตัวควบม้าห้อวิ่งไป
ศิษย์เฝ้าประตูสำนักสองคนหันกลับมามอง เห็นเพียงแผ่นหลังหายลับไปสุดสายตา
“บ้า นั่นมันม้าอะไร เร็วอะไรเช่นนี้!”
ศิษย์เฝ้าประตูสำนักร้องตกใจด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
-โปรดติดตามตอนต่อไป-