มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 101 หนึ่งมรสุมอันตธาน หลากมรสุมย่างกราย (เล่ม 3)

    เล่ม3

     

     

    บทที่101 หนึ่งมรสุมอันตธาน หลากมรสุมย่างกราย

             

            ม่านอนธการที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการแย่งชิงกลิ่นอายที่ปกคลุมบึงลี้ลับมาอย่างยาวนาน ตอนนี้ล้วนอันตธานหายไป คงเหลือแต่ม่านหมอกยามที่แสงอรุณอาบไล้ที่ดูงดงามไร้ที่ติเท่านั้นบึงลี้ลับแม้จะเต็มไปด้วยความเสียหายจากการก่อสงครามภายใน จากการต่อสู้ที่มิคาดฝันและการปลดปล่อยของค่ายกลพลังสืบทอดในตำนานตอนนี้ต่างได้รับการร่วมแรงร่วมใจกันในการฟื้นฟูและแก้ไข บึงลี้ลับในเวลานี้เต็มไปด้วยความสามัคคีเพราะเหล่าตัวตนที่มักสร้างความแตกแยกแลมีแผนชั่ว หากพวกมันไม่ตกตายก็กลับกลายเป็นผู้ไร้พลังญาณแลเสียสติสัมปชัญญะทั้งสิ้น

             

            ชุนซวี่ฉีผลกรรมที่มันทำกับครอบครัวของผู้อื่นคล้ายติดตามอย่างทันตามันนอกจากจะเสียพลังฝีมือ เสียสติ มันก็ยังเสียบุตรีที่พลาดท่าเพราะแผนชั่วและพิษร้ายของตนเองที่หวังใช้ทำร้ายผู้อื่นไปด้วยประการสำคัญยังสูญเสียบิดาบังเกิดเกล้าของมันอย่างหวังสื่อเซี่ย ที่กลับกลายเป็นคนสติเลื่อนลอยไม่รู้ความเช่นเดียวกันสิ่งที่มันประสบ ผลจากการกระทำที่มันเคยก่อยังน่ากลัวกว่าความตายเสียอีก

             

            ประมุขพรรคม่านมายาหลิวฟางอิ่งที่เป็นภรรยาของซุนซวี่ฉีอย่างลับๆซึ่งร่วมกันวางแผนร้ายหมายยึดครองบึงลี้ลับแห่งนี้ นางรวมถึงบุตรีคนรองและบุตรชายคนเล็กต่างถูกแผดผลาญด้วยบัวอัคคีไร้จีรังจนกลับกลายเป็นคนเลอะเลือนส่วนหลิวเฟิงบุตรชายคนโต เพราะมันอำมหิตมากไป มีจิตใจที่ดำมืดจนกู่มิกลับ พลังการแผดผลาญของบัวอัคคีไร้จีรังจึงรุนแรงถึงขั้นสุดพลังจากการแผดเผากัดกินไปถึงจิตวิญญาณ เมื่อวิญญาณมอดม้วยแตกดับ คนก็ได้ตกตายในทันที

             

            ส่วนประมุขพรรคบุปผาพิษม่วงหูจื้อเหว่ยมันที่ถูกธาตุไฟเข้าแทรกไปแล้ว พอถูกบัวอัคคีแผดผลาญย่อมมิอาจทานทน จึงดวงจิตแตกดับตกตายไปอีกผู้เช่นเดียวกับหูเหวินซูบุตรชายมันที่ทนพิษบาดแผลจากการทรมานของหลิวเฟิงไม่ไหว ตกตายไปตั้งแต่ที่ยังไม่ถูกบัวอัคคีชำระล้าง

             

            ประมุขพรรคอสรพิษวารีรวมถึงผู้สืบทอดและเหล่าตัวตนสำคัญล้วนตกตายเพราะน้ำมือของซุนซวี่ฉีและหลิวเฟิงตั้งแต่ต้น!

             

            หมออี้หางเองเพราะทรยศต่อพรรคจึงมีผู้คนไม่น้อยหมายหัวลอบกลั่นแกล้งเล่นงานและไม่รู้ว่าเป็นเพราะผลกรรมที่เคยก่อไว้กับจางเยี่ยนจือหรือไม่นับแต่สติเลอะเลือน มันก็มักหาสมุนไพรป่าปรุงยาที่ผิดเพี้ยนขึ้นมาดื่มกินซึ่งยานั้นนอกจะไม่ได้เป็นยาบำรุงแล้ว มันก็ยังเป็นพิษสะสมที่กัดกินชีวิตไปอย่างช้าๆส่งผลให้มันได้รับความทรมานจวบจนลมหายใจสุดท้าย

             

            ทว่าก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่ถูกชำระล้างให้ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นเหล่าบริวารมากมายของแต่ละพรรคที่เพียงทำตามคำสั่ง ที่มิได้มีพื้นฐานจิตใจที่ชั่วร้ายพวกมันเพียงถูกชำระล้างเล็กน้อยไม่รุนแรง ยังมีโอกาสให้พวกมันได้กลับตัวกลับใจ และใช้ชีวิตเป็นปกติในบึงลี้ลับต่อไป

             

            ด้านเหล่าประมุขจากภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ตอนมาวางแผนยืมมือคนอื่นให้เป็นตัวล่อแลตัวตายตัวแทนอย่างแยบยล รวมถึงวางแผนร่วมกับซุนซวี่ฉีเพื่อยึดครองบึงลี้ลับแห่งนี้อย่างได้ใจหลังจากเข้าสู่สถานที่แห่งนี้ได้ไม่นาน เห็นสถานการณ์กำชัยถึงขีดสุดก็นึกกระหยิ่มยิ้มย่องทว่าหลังจากประสบพลังค่ายกลอันเหนือปาฏิหาริย์ สิ่งที่พวกมันสูญเสียก่อนที่จะมายังที่นี่จึงนับว่าน้อยนิดนักเพราะในตอนนี้ สภาพที่ไร้พลังฝีมือและกลายเป็นคนสติเลอะเลือนของพวกมัน ทำให้พวกมันมิอาจหวนคืนสู่อำนาจภายในพรรคบนแผ่นดินใหญ่ได้อีกต่อไปทำให้พวกมันได้สูญเสียสิ่งสำคัญไปตลอดกาล นับเป็นผลกรรมที่คล้ายกับพวกมันเคยก่อแลทรยศต่อเพื่อนร่วมวิถีในตอนนั้น!

             

            ไม่มีใครต่อต้านค่ายกลอัคคีไร้จีรังไม่มีใครสามารถหลบลี้แลปัดป้องบัวอัคคีที่แผดผลาญ สิ่งที่จะหลุดรอดจากค่ายกลปาฏิหาริย์นี้มีเพียงจิตใจที่บริสุทธิ์เท่านั้นจึงไม่เพียงแต่ฝ่ายผู้คิดสร้างความวุ่นวายในบึงลี้ลับที่ได้รับผลกระทบ เพราะคนทุกคนย่อมมีจิตใจที่เห็นแก่ตัวแลดำมืดติดตัวทุกผู้ขึ้นอยู่กับว่าจะมากจะน้อยแตกต่างกันออกไป ซึ่งคนของพรรคปธุมอัคคีและฝ่ายพันธมิตรบางผู้เองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันเพียงแต่ไม่รุนแรงถึงขนาดทำลายพลังฝึกปรือแลสติสัมปชัญญะเหมือนกับฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นนี่ก็คือความน่ากลัวและความพิศวงที่ฮุ่ยจวินยากจะหาคำตอบได้ว่าบรรพชนตระกูลจางของตนสร้างสิ่งที่เหนือปาฏิหาริย์ชิ้นนี้ขึ้นมาได้อย่างไร

             

            ฮุ่ยจวินยื่นนิ้วแตะปลายคางก้มมองบัวต้นหนึ่งที่ชูช่อเบ่งบานเหนือผิวน้ำพลางกล่าวว่า

            “เป็นเส้นสายแห่งพลังธรรมชาติที่ดูยุ่งเหยิงแต่ลงตัวตำราที่มีทั่วบึงลี้ลับก็ยังมิอาจหากฎเกณฑ์หรือวิถีใดมาสอดแทรกได้ นับเป็นค่ายกลพลังญาณที่เหนือปาฏิหาริย์เกินกว่ามนุษย์ผู้หนึ่งจะสรรสร้างขึ้นมาไม่รู้ว่าท่านบรรพชนคิดค้นค่ายกลพลังญาณนี้ได้อย่างไร"

             

            ชิงหวงและชิงถงสองบิดาบุตรที่ติดตามอยู่ข้างกายของฮุ่ยจวินแรกเริ่มที่รู้จักกัน พวกมันสองบิดาบุตรก็เลื่อมใสในจิตใจแลตัวตนของฮุ่ยจวินมากแล้วนับแต่ที่พวกมันรู้ความจริงว่าฮุ่ยจวินกลับเป็นสายเลือดสืบทอดคนสุดท้ายของนายของตนทั้งสองมันก็ยิ่งเคารพรักแลเทิดทูนฮุ่ยจวินขึ้นไปอีก มันมองบุรุษหนุ่มราวกับองค์เทพแห่งบึงลี้ลับก็ปาน

            “นายน้อยนับแต่เรื่องวุ่นวายจบลง นี่ก็สองสัปดาห์กว่าแล้วที่ท่านเอาแต่ศึกษาตำรามากมายเพื่อหาแนวทางซ่อมแซมค่ายกลทั้งยังต้องคอยรักษาพิษให้ทุกผู้จนมิได้พักผ่อน ข้าน้อยว่าท่านควรรีบไปพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายซักหน่อยเถิด”

             

            ฮุ่ยจวินหันกลับมามองสองพ่อลูก

            “ข้าอยากให้พวกท่านทำตัวเช่นเดิมพวกท่านไม่ต้องมีท่าทีนอบน้อมแลมากพิธีกับข้าถึงเพียงนั้น”

             

            สองบิดาบุตรเพียงกำลังจะเปิดปากฮุ่ยจวินก็รู้ว่าพวกมันจะกล่าวปฏิเสธและคงกล่าวรบเร้าให้มันกลับไปพัก เช่นนั้นฮุ่ยจวินจึงรีบกล่าวเปลี่ยนประเด็นสำคัญ

            “ช่วยคนถูกพิษย่อมมิอาจชักช้าการซ่อมค่ายกลมิอาจชักช้ายิ่งกว่า พวกท่านก็เห็นว่าค่ายกลปาฏิหาริย์นี้สามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้สุดหยั่งคาดเพียงไหน"

             

            ชิงหวงผงกศีรษะไม่เห็นต่างแต่มันก็กล่าวว่า

            “ตอนนี้เหล่าคนที่ชั่วร้ายแลคิดสร้างความวุ่นวายก็ล้วนได้รับผลกรรมมิอาจหวนคืนสู่สภาพเดิมแล้วความวุ่นวายดังเดิมคงยากจะเกิดขึ้นได้อีก พักซักเล็กน้อยก็มิเห็นจะเป็นไร"

             

            ฮุ่ยจวินหันกลับไปมองพลังธรรมชาติที่มาบรรจบอยู่ที่บัวต้นนั้นเช่นเคย

            “สถานการณ์มิคาดฝันมักเกิดขึ้นได้ทุกเวลาเสมอบึงลี้ลับที่เคยลี้ลับยังมีคนนอกเข้ามาได้บ้างแล้ว เช่นนั้นจึงมีโอกาสที่จะมีคนนอกเข้ามาได้อีกหากพวกมันเป็นคนดีก็ดีไป แต่หากพวกมันนำเจตจำนงแห่งเทวะวจนะมาด้วยเล่า”

             

            ชิงหวงจึงเงียบไป

            “นายน้อยกล่าวมีเหตุผลหากเป็นคนของนิกายเทวะวจนะรู้ถึงที่ตั้งของบึงลี้ลับ เรื่องราวคงหนักหน่วงบานปลายกว่านี้แน่"

            กล่าวจบมันก็หันไปมองบุตรชาย

            “ลูกข้าตำราฝึกญาณ ตำราลมปราณ หรือตำราค่ายกลพลังญาณใดที่สามารถมีประโยชน์ จงค้นหาและนำมาให้นายน้อยทั้งหมด”

             

            แม้ชิงถงจะรู้สึกว่าคัมภีร์และตำรามากมายที่มันรวบรวมมาจะเป็นที่สุดของบึงแล้วแต่เมื่อเป็นความต้องการของนายน้อยตน มันก็ไม่คิดขัดความประสงค์

            “ทราบแล้วท่านพ่อ”

             

            ฮุ่ยจวินกลางคืนช่วยเหลือผู้คนรักษาอาการบาดเจ็บและขับพิษร้ายที่ซุนเล่อเหยียนวางไว้ ส่วนกลางวันมันก็ศึกษาตำรา อ่านคัมภีร์มากมายเพื่อหาทางซ่อมแซมค่ายกลบัวอัคคีไร้จีรังเนื่องจากค่ายกลดังกล่าวเป็นค่ายกลพลังญาณ ทำให้ใช้หนุ่มจำต้องฝึกพลังญาณไปโดยปริยายเพื่อให้เข้าถึงในแก่นของพลังญาณที่สร้างค่ายกลแต่การฝึกพลังญาณของมันกลับมิได้มีกฎเกณฑ์เหมือนผู้ฝึกญาณคนอื่นๆ

             

            ผู้อื่นฝึกญาณสร้างแก่นญาณชีพจรฟ้า มีระดับการใฝ่หาวิถีพลังญาณเจ็ดระดับประกอบด้วย ด่านแรกสัมผัส ด่านก่อเกิด ด่านหลอมรวม ด่านสู่สมดุล ด่านเบิกนภา ด่านทลายนภา และด่านเซียน ซึ่งรูปแบบนี้จะทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งพลังญาณจากตัวของผู้ฝึกทันที

             

            แต่ฮุ่ยจวินได้ฝึกพลังญาณแล้วผสานกฎเกณฑ์ในมหาวิถีเจ็ดาราหลอมรวมกฎเกณฑ์แลพลังลงดวงดาราทั้งเจ็ดของมหาวิถี การฝึกญาณของมันจึงมีความพิเศษจำเพาะไม่มีแก่นญาณชีพจรฟ้า ไม่มีระดับขั้นทั้งเจ็ด ไม่มีกลิ่นอายของพลังญาณรอบกาย สามารถเลือกที่จะใช้ออกหรือปกปิดภายใต้ดวงดาราทั้งเจ็ดได้มันกลับกลายเป็นผู้ฝึกญาณที่ไม่เหมือนผู้ฝึกญาณแม้เพียงนิด ชิงหวงหรือแม้แต่ท่านย่าของมันอย่างจางเยี่ยนจือที่เป็นผู้ถ่ายทอดแลชี้แนะวิถีการฝึกญาณก็ยังไม่เข้าใจและไม่เข้าถึงในมหาวิถีอันแปลกพิสดารของฮุ่ยจวินได้รู้เพียงแต่ว่าการที่ชายหนุ่มคิดค้นรูปแบบมหาวิถีใหม่ขึ้นมาเองได้ นับได้ว่ามันเป็นยิ่งกว่าอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะหลายขั้นแล้ว

             

            หลายผู้อาจนึกไปถึงพรสวรรค์ฟ้าประทานของมันแต่ใครจะรู้บ้างว่ากว่าที่มันจะคิดค้น ดัดแปลง แลบัญญัติมหาวิถีนี้ขึ้นมาได้ มันได้อ่านมาแล้วกี่ตำรามันได้ศึกษามากี่คัมภีร์ มันได้ฝึกฝน ลองผิดลองถูกมากี่หลายวิถี และผ่านความเป็นตายมาแล้วกี่ครั้งจึงจะขัดเกลามหาวิถีให้มีความเด่นชัดแจ่มแจ้ง แลเข้าถึงได้เช่นนี้ มันได้ผ่านการใช้ความเพียรพยายาม รวมถึงความมุ่งมานะที่อยากจะเอาชนะลิขิตฟ้าที่มิเคยส่งเสริมมันเลยต่างหาก!

             

            กองคัมภีร์และมหาวิถีต่างๆมากมายถูกฮุ่ยจวินอ่านจนหมดสิ้น โดยมีปู้ชิงเถาที่รวมศึกษาและถกปัญหาที่ติดขัดไปพลางด้วยส่งเสริมพวกมันไปสู่หนทางที่ทอดไปอีกระดับขั้นของพลังฝีมือ อีกทั้งยังเพิ่มพูนความรู้รอบตัววิชาค่ายกล หมากล้อม ดนตรี แลสรรพวิถีอีกหลายอย่างจนแทบจะครอบคลุม ช่วงเวลาชีวิตภายในบึงลี้ลับผ่านไปอีกหนึ่งเดือนฮุ่ยจวินก็ราวกับเป็นจอมบัณฑิตระดับดุษฎีบัณฑิตในมหาวิถีวจนะปัญญาไปแล้ว

             

            “ที่บึงลี้ลับกลับสะสมคัมภีร์ล้ำเลิศและตำราชั้นดีไว้มากมายถึงเพียงนี้ น่าเลื่อมใสจริงๆ"

            ผู้กล่าวคือปู้ชิงเถามันวางคัมภีร์ที่เริ่มศึกษาเข้าใจแล้วในมือลง ก่อนบิดขี้เกียจรอบหนึ่งแล้วมองไปที่ฮุ่ยจวิน

            “แต่เจ้าที่อ่านแลทำความเข้าใจมันได้ทั้งหมดภายในเวลาหนึ่งเดือนนับว่าน่าเลื่อมใสมากกว่า…ข้าศึกษาเพียงไม่กี่เล่มก็ปวดศีรษะ คงต้องขอตัวไปร่ำสุราที่เมืองศูนย์กลางแล้วสนใจไปด้วยกันหรือไม่"

             

            ฮุ่ยจวินเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าว

            “พี่ใหญ่ท่านไปเถิด"

             

            ปู้ชิงเถาผงกศีรษะ

            “เจ้าเองก็ควรพักผ่อนบ้างนะ"

            กล่าวจบชายหนุ่มก็ลุกเดินออกไป

             

            ปู้ชิงเถาไปแล้วจางเยี่ยนจือก็เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มที่เป็นสุขพร้อมกับถ้วยน้ำโสมชั้นเลิศในมือ ฮุ่ยจวินเห็นก็รีบเข้าไปรับจากมือของนางทันที

            “ลำบากท่านย่าแล้ว"

             

            จางเยี่ยนจือเกาะกุมมือของชายหนุ่มแล้วนั่งลงที่เตียงมองหน้าหลานรักที่มิเคยคิดเคยฝันว่าจะได้พบด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข นับแต่รู้ว่าฮุ่ยจวินเป็นหลายที่แท้จริงของตนนางก็ดูมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ร่างกายก็แข็งแรงอย่างผิดหูผิดตา ยิ่งได้รับการดูแลรักษาจากวิชาแพทย์ของฮุ่ยจวินด้วยแล้วนางคล้ายกับมีพลังชีวิตที่ราวกับย้อนไปในช่วงวัยสามสิบเลยก็ปาน

            “ไม่เลยซักนิดเจ้าต่างหากที่ลำบากเพื่อพวกเรามานานแล้ว ทานบำรุงซักหน่อยเถิด"

             

            ฮุ่ยจวินรับถ้วยโสมแลดื่มรวดเดียวหมดจางเยี่ยนจือก็จ้องมองหลานที่กำลังดื่มกินด้วยแววตาแห่งความรักแลความปลาบปลื้มยินดีจนมิอาจปิดมิดความขมขื่นในใจที่สูญเสียสามีและบุตรชายไป ตอนนี้ราวกับว่าได้ถูกปัดเป่าแทบหมดสิ้น

             “หากตาแก่ยังอยู่ และได้เห็นหลานสืบทอดเจตจำนงสุดท้ายที่มันทิ้งไว้ได้สำเร็จมันคงตื้นตันแลดีใจเป็นอย่างยิ่ง"

             

            ฮุ่ยจวินจดจำภาพรอยยิ้มก่อนตายอันเป็นรอยยิ้มจากก้นบึ้งในจิตใจของจางจวิ้นปู่ของตนได้ชายหนุ่มจึงตอบว่า

            “ตอนนั้นปู่ก็ได้ดีใจเป็นที่สุดแล้ว"

             

            พอกล่าววาจา มันก็วางถ้วยโสมในมือลงมองความสุขที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของย่าตน นึกคิดอยู่ครู่หนึ่งค่อยกล่าวถามในเรื่องราวที่มันอยากรู้มากที่สุดในชีวิตขึ้นมา

            “ท่านย่าบิดาและมารดาข้าเป็นเช่นไรหรือ ท่านช่วยเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”

             

            เห็นสตรีชรายิ้มออกมาความสุขก็คล้ายเอ่อล้นอยู่ที่จิตใจของชายหนุ่ม ความรู้สึกเช่นนี้คือความรู้สึกที่มันเคยถวิลหาตั้งแต่เด็กและเป็นความรู้สึกที่มันขาดไป ความอบอุ่นเช่นนี้นับเป็นความอบอุ่นที่ส่งผ่านทางสายเลือดให้มันสัมผัสได้อย่างชัดเจนมันจึงเอนกายนอนหนุนตักของสตรีชราเพื่อรอฟังเรื่องราวของบิดาและมารดาที่มันไม่มีโอกาสได้พานพบตัวจริงอีกต่อไปแล้ว

            .

            .

            .

             

            บึงลี้ลับคืนกลับสู่ความสงบสมดั่งเจตจำนงที่สืบทอดของบรรพชนตระกูลจางรวมถึงผู้ร่วมกันก่อสร้างสถานที่อันเป็นปริศนาแห่งนี้ มีหลายผู้ที่อยากครอบครองมันมีหลายผู้ที่อยากจะมาค้นหาปริศนาความลี้ลับเกี่ยวกับมัน แต่ทุกผู้ก็ยังต้องผิดหวังแลไม่ประสบกับความต้องการที่คาดไว้เช่นเดียวกับประมุขพรรคเอกยาจกเจิ้งกวนและผู้อาวุโสจื่อจิ้งผู้ติดตามคนสนิทของมัน

             

            ทั้งสองพากองกำลังคนจากพรรคเอกยาจกจำนวนหนึ่งมุ่งขึ้นเหนือของแม่น้ำร้อยลี้เพื่อตามหาคัมภีร์ลมปราณในตำนานตามแผนที่ของคนจากนิกายเทวะวจนะมอบให้มาแต่พวกมันเดินเรืออยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำร้อยลี้ได้ไม่นานก็ประสบพานพบกับความอันตรายที่หลากหลายยากรับมือสุดท้ายเรืออับปาง ลูกสมุนแลเหล่าบริวารสิ้นชีพ เหลือเพียงพวกมันทั้งสองที่เอาชีวิตรอดจากปรากฏการณ์ยากหยั่งถึงอย่างหวุดหวิดติดอยู่ที่แผ่นดินลอยน้ำที่ซับซ้อนมากมายกลางบึง

             

            พวกมันที่รอดชีวิตก็ยังไม่คิดกลับยังคงวนเวียนค้นหาคัมภีร์ในที่แห่งนี้ พานพบอุปสรรคและความอันตรายมากมาย ทว่ามีช่วงหนึ่งแม่น้ำร้อยลี้เกิดการสั่นไหวผิดธรรมชาติ ม่านหมอกที่เคยมากมายแลบังตาก็เลือนหาย ผิวน้ำที่ใสกระจางซึ่งมองเห็นมัจฉาแหวกว่ายกลับคล้ายเป็นคันฉ่องเงาสะท้อนซึ่งในเสี้ยวพริบตาหนึ่งพวกมันได้บังเอิญเห็นว่า ใต้ผิวน้ำที่ราวกับคันฉ่องสะท้อนเงาได้ปรากฏภาพเมืองขนาดใหญ่ขึ้นราวกับปาฏิหาริย์!

             

            ทั้งสองต่างพากันยืนยันมิตาฝาดแต่พวกมันได้ลองดำดิ่งสู่ใต้มหาธารธาราแต่ก็ไม่พบเมืองที่ราวกับภาพความฝันนั่น พบเพียงความว่างเปล่าไร้สิ่งใดเมื่อยืนยันในสิ่งที่เห็นไม่ได้ เจิ้งกวนมันจึงได้ทอดสายตาผ่านบึงน้ำแล้วกล่าวกับจื่อจิ้งว่า

            “เรื่องนี้ต้องมีลับลมคมนัยบางอย่างมิแน่พวกเราอาจสร้างผลงานและได้สิ่งตอบแทนที่มากกว่าคัมภีร์ในตำนานเล่มนั้น"

             

            จื่อจิ้งมองผู้เป็นประมุขของตน

            “ท่านจะหมายความว่า"

             

            เจิ้งกวนผงกศีรษะ

            “รีบหาทางออกจากที่นี่เพื่อแจ้งข่าวไปยังนิกายเทวะวจนะ!”

             

             

             

             

     

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน