ชั่วอึดใจร่างกายพร้อมพลังลมปราณของกังหลงค่อยเลือนหายไปหมดสิ้น จนไม่สามารถจับสัมผัส แม้จะเป็นจอมยุทธระดับปราณราชันย์ ระดับครึ่งก้าวจักรพรรดิ์สงครามขั้นสุด หากอยู่บริเวณนี้ก็ยากจะจับสัมผัสถึงการคงอยู่ของกังหลงได้
กังหลงแผ่พลังจิตวิญญาณสำรวจในรัศมีหนึ่งลี้เมื่อมิพบใครซุกซ่อนหรือสิ่งผิดปกติใด ๆ ก็โฉบวูบทั้งขณะอำพรางกายไปยังเรือนรับรองอาคันตุกะในทันที
ผลักหน้าต่างวูบเข้าห้อง รีบปิดหน้าต่างลงกลอนเรียบร้อย ถอดชุดคลุมพร้อมหมวกฟางสำดำเก็บไว้ในถุงมิติทองคำ สำรวจในถุงมิติทองคำรอบหนึ่ง มีหลายอย่างในนี้ที่ไม่สามารถสำรวจและใช้งานได้ หลายอย่างล้วนถูกผนึกด้วยพลังระดับปราณราชันย์
นี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้กังหลงเพียรพยายามรีบยกระดับปราณขึ้นสู่ระดับปราณราชันย์ให้ได้โดยเร็ววัน เพราะหากเมื่อใดที่สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับปราณราชันย์ ย่อมสามารถไขว่คว้าความสามารถที่มากมายให้มาอยู่ในมือตนเองได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งระดับพลังจิตวิญญาณที่ย่อมกล้าแข็งขึ้น และระดับปราณยุทธที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งสามารถจะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ก่อนหน้านี้มิอาจเรียนรู้ได้เนื่องจากระดับพลังไม่ถึงจึงไม่สามารถปลดผนึกสิ่งล้ำค่าต่าง ๆ ได้ แต่ก็จนปัญญาเนื่องจากในขณะนี้ตนติดอยู่ที่ระดับปราณยุทธขุนพลระดับครึ่งก้าวสู่ราชันย์ขั้นสุด แม้จะเพียรพยายามมาหลายปีในห้องกาลเวลาก็มิอาจเป็นผล
หากแม้นตนสามารถปลดผนึกสิ่งต่าง ๆ ได้หมดสิ้นขณะฝึกฝนที่ตำหนักนิลกาลจน์แล้ว มิทราบตอนนี้ความก้าวหน้าของตนจะก้าวหน้าไปถึงระดับใด แต่ต้องมาจนใจกับคอขวดที่ติดอยู่ขณะนี้
เหมือนจุดตันเถียน จุดจักระและจุดชีพจรต่าง ๆ จะไม่เคยอิ่มกับพลังปราณ ทุกครามันกลืนกินอย่างตะกละตะกรามตลอดเวลา แม้จะใช้สรรพคุณโอสถอันบุคคลอื่นยากจะหาได้ มากมายมาช่วยเสริมก็ไม่บังเกิดผล จนต้องถอยออกมาจากห้องกาลเวลาก่อน
และด้วยตนมีเหตุสำคัญหลายประการที่ต้องกระทำ แต่ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้กังหลงกลับรู้สึกว่า คอขวดที่ไม่เคยเติมเต็มกลับเริ่มมีพลังปราณกดดันจนแน่นขึ้นคล้ายจะทะลวงขึ้นไปให้ได้อยู่ตลอดเวลา
เมื่อเป็นเช่นนี้คงต้องทดลองใช้ โอสถปราณเมฆินทร์ โอสถยกระดับปราณระดับสี่ ระดับสูง ที่สามารถช่วยยกระดับปราณตั้งแต่ช่วงปราณยุทธขุนพลระดับครึ่งก้าวสู่ราชันย์ขั้นสุด ไปสู่ปราณราชันย์ระดับแปดขั้นสุดได้ แต่มิทราบว่าจะใช้ได้ผลกับจุดตันเถียน จุดจักระและจุดเส้นชีพจรลมปราณต่าง ๆ แบบของตนที่ประหลาดล้ำไม่เหมือนของผู้อื่นได้หรือไม่
กังหลงรำพึงขึ้น
"ก่อนหน้านี้ข้ามีส่วนผสมสำหรับปรุงโอสถปราณเมฆินทร์ โอสถยกระดับปราณระดับสี่ เพียงแค่ชุดเดียว เลยยังไม่คิดจะปรุงโอสถชนิดนี้และไม่มีอาการส่อแววว่าจะมีการเลื่อนระดับ จึงไม่คิดจะปรุงโอสถ "
" แต่บัดนี้อาการที่ส่อแววว่าจะมีการเลื่อนระดับได้บังเกิดขึ้นแล้ว คงต้องลองเสี่ยงปรุงโอสถปราณเมฆินทร์ดูสักครา เพราะหากปล่อยโอกาสนี้ให้เลยไปจนพ้นระยะที่ดีแบบนี้ ไม่รู้ว่าโอกาสเช่นนี้จะมีขึ้นอีกเมื่อไร งั้นต้องดำเนินการปรุงโอสถปราณเมฆินทร์ซะคืนนี้เลย ส่วนผลจะออกมาเช่นไรก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย..!!"
หลังจากเตรียมทุกอย่างพร้อมกังหลงก็เข้าไปยังห้องปรุงโอสถพร้อมสิ่งของต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ทันที ห้องปรุงโอสถของสถานที่นี่ ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีพอสมควร นับว่าคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายไป
ในห้องมีการชักนำพลังวิญญาณธรรมชาติจากหุบเขาด้านหลังเข้ามาสู่ห้องโดยใช้ท่อนำส่งขนาดท่อนแขน ผู้คิดค้นช่างเป็นอัจฉริยะโดยแท้
ภายในห้องยังมีเตากลั่นโอสถระดับสองขั้นเงินให้บริการด้วย ที่สามารถรองรับการปรุงโอสถระดับหกระดับสูงได้ ถือว่าไม่ธรรมดา
......................................................................................................................................................................
ตามตำราบอกไว้ เตากลั่นโอสถมีสองอย่างที่ใช้แบ่งคุณสมบัติความสามารถของเตากลั่น คุณสมบัติแรกคือระดับของเตากลั่นกับขั้นของเตากลั่น
เตากลั่นมีเจ็ดระดับโดยยึดจำนวนท่อส่งไฟในการจัดระดับ มีท่อส่งไฟหนึ่งท่อถือเป็นเตากลั่นระดับหนึ่ง เตากลั่นมีท่อได้สูงสุดเจ็ดท่อจึงมีระดับสูงสุดคือระดับเจ็ด ระดับท่อมีผลต่ออัตราความสำเร็จและคุณภาพของโอสถและจำนวนโอสถที่สามารถปรุงออกมาได้ในคราเดียว
คุณสมบัติที่สองคือ ขั้นของเตากลั่น...เตากลั่นแต่ละระดับมีสามขั้นคือ ขั้นทองแดง ขั้นเงิน และขั้นทอง
ขั้นทองแดงสามารถปรุงโอสถได้แค่ระดับสามเท่านั้นหากปรุงโอสถที่มีระดับสูงกว่านี้โอกาสที่เตาจะรับแรงกดดันโอสถไม่ไหว จะทำให้เตาแตกและระเบิดถึงเก้าส่วน
จึงมักไม่มีนักปรุงโอสถคนใดเสี่ยงกับการระเบิดของเตากลั่นซึ่งผลที่ตามมาจากเตาระเบิด แม้แต่ยอดยุทธระดับปราณราชันย์ขั้นครึ่งก้าวสู่จักรพรรดิ์สงครามขั้นสุดก็มิอาจทนทานได้
ขั้นเงินสามารถปรุงโอสถได้แค่ระดับหกเท่านั้น...หากใช้เกินคุณสมบัติก็จะระเบิดเช่นกัน เต่ากลั่นของกังหลงปัจจุบันเป็นแค่เตากลั่นระดับหนึ่งขั้นเงิน
ขั้นทองสามารถปรุงโอสถได้จนถึงโอสถระดับเก้า...น้อยนักที่เตากลั่นขั้นทองจะมีการระเบิด แต่เตากลั่นขั้นทองนั้นหายากยิ่งเป็นที่สุดกัน
...........................................................................................................................................................................
เมื่อเป็นเช่นนี้กังหลงจึงเลือกใช้เตากลั่นโอสถของเรือนรับรองอาคันตุกะ ด้วยระดับพลังจิตวิญญาณปัจจุบันการจะควบคุมเตากลั่นแบบสองท่อถือว่าไม่เกินกำลังของตน หากสำเร็จผลที่ออกมากลับคุ้มค่า
ทุกอย่างเมื่อถูกจัดเตรียมไว้พร้อม กังหลงจึงเริ่มกระบวนการปรุงโอสถโดยทันที โคจรปราณจนมีไฟสีน้ำเงินปรากฎขึ้นที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง เอามือทั้งสองข้างประกบเข้ากับท่อทั้งสองพร้อมกันปลดปล่อยเปลวไฟสีน้ำเงินเข้าไปในท่อทั้งสองทันที ใช้พลังจิตวิญญาณควบคุมจนระดับความร้อนสม่ำเสมอทั่วทั้งเตา
กังหลงดึงมืออกจากท่อเตา เมื่อระดับความร้อนเหมาะจึงหยิบส่วนผสมแต่ละชนิดใส่ลงไปในเตากลั่น หลอมรวมจนส่วนผสมทั้งหมดหลอมละลายกลายเป็นน้ำไหลไปรวมกันกลางเตา บังคับพลังจิตควบคุมการกลั่น
ผ่านไปราวสามสิบลมหายใจเปลวไฟสีน้ำเงินอันร้อนแรงเริ่มหลอมน้ำหลากสีจากส่วนผสมหลายชนิดจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันและกลั่นสิ่งเจือปนออกทีละน้อย จนในที่สุดจากน้ำหลากสีกลายเป็นของเหลวสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ ของเหลวสีขาวเริ่มเหนียวหนืดจนคล้ายเป็นก้อนแป้ง
กังหลงถอนหายใจอย่างโล่งอก การหลอมส่วนผสมและสกัดสิ่งเจือปนทั้งหมดให้ออกไปจนกลายเป็นส่วนผสมที่บริทธิ์พร้อมจะขึ้นรูปถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดในการปรุงโอสถ เพราะขั้นตอนนี้มีโอกาสเกิดการล้มเหลวได้มากที่สุดถึงห้าในสิบส่วน หากผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ และสามารถขึ้นรูปโอสถได้ โอกาสหลอมโอสถให้สำเร็จก็มีถึงแปดในสิบส่วน
ลดระดับความร้อนของเปลวไฟลงนิดหนึ่งและทำการขึ้นรูปโอสถ กังหลงใช้พลังปราณบังคับฝาเตากลั่นลอยขึ้นไปปิด และเร่งกำลังไฟขึ้นที่ละนิดจนได้ระดับ ผ่านไปครึ่งชั่วยามฉับพลันปราณฟ้าดินและพลังวิญญาณธรรมชาติรอบข้างเริ่มปั่นป่วนเหมือนเตากลั่นกำลังดึงดูดปราณเหล่านี้เข้าไปในเตา
จนเริ่มเกิดพายุหมุนขึ้นบนหลังคาเรือนรับรองอาคันตุกะ เสียงวิ่งชนผนังเตากลั่นเริ่มดังขึ้นแรงดันฝาเตากลั่นยิ่งมากขึ้น เหงื่อเริ่มไหลจากศีรษะลงมาตามใบหน้า