บทที่ 18 บรรพชนระดับปราชญ์
หลังจากซวีิมาถึงหอเก็บกระบี่ เขาก็เหลือบไปเห็นอันเมี่ยวหลิงทันที แววตาแห่งความชื่นชมไม่อาจปกปิดได้ "สายเืโบราณช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ อายุเพียงเท่านี้ กลับฝึกฝนจนถึงระดับสรรค์สร้างขั้นสองแล้ว"
ม่อเวิ่นเทียนได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงไป
เยี่ยนชิงซือศิษย์รักของเขาอายุมากกว่าอันเมี่ยวหลิงเจ็ดแปดปี แต่ระดับพลังกลับอยู่เพียงระดับนิพพานขั้นสาม ระดับสรรค์สร้างขั้นสองนั้นเทียบเท่ากับตบะของประมุขยอดเขาบางคนแล้ว
"ข้าขอรับเ้าเป็ศิษย์ปิดสำนัก เ้าเต็มใจหรือไม่?" ซวีิเอ่ยกับอันเมี่ยวหลิง
อันเมี่ยวหลิงได้ยินดังนั้นก็แสดงสีหน้าไม่พอใจทันที เพราะถึงอย่างไรอาจารย์ของนางก็ยังอยู่!
ม่อเวิ่นเทียนรีบแนะนำว่า "นี่คือบรรพชนระดับปราชญ์ของสำนักเราที่เก็บตัวฝึกตนมาหลายปี ท่านบรรพชนไม่เคยรับศิษย์มาก่อน เ้าลองพิจารณาดูเถิด ถือเสียว่ากราบอาจารย์เพิ่มอีกท่านหนึ่ง"
"ไม่พิจารณาเ้าค่ะ ข้ามีอาจารย์แล้ว พวกท่านเชิญกลับไปเถิด!" อันเมี่ยวหลิงกล่าวอย่างเ็า
รอยยิ้มบนใบหน้าของซวีิหายวับไปทันที แต่เมื่อเห็นพร์ของอันเมี่ยวหลิง เขายังคงกล่าวต่อไปว่า "ต่อให้เ้าจะมีอาจารย์แล้วก็ไม่เป็ไร ข้าไม่ถือสา"
หากเป็อัจฉริยะทั่วไป เขาคงไม่ยอมลดตัวลงมาแย่งศิษย์กับรุ่นหลัง แต่นี่คือสายเืโบราณที่มีคุณสมบัติเป็มหาจักรพรรดิเชียวนะ
ในขณะที่อันเมี่ยวหลิงเตรียมจะปฏิเสธอีกครั้ง ฉินเทียนก็เดินเข้ามา "ข้าไม่เห็นด้วย!"
นี่คือใครกัน? ซวีิรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย ในฐานะบรรพชนระดับปราชญ์ ไม่เคยมีใครใช้น้ำเสียงเช่นนี้พูดกับเขา
ม่อเวิ่นเทียนกล่าวอย่างกระอักกระอ่วนว่า "นี่คือฉินเทียน อาจารย์ของอันเมี่ยวหลิงขอรับ"
"อาจารย์?" ซวีิกวาดสายตามองฉินเทียนั้แ่หัวจรดเท้า
"ระดับจิติญญาเคลื่อนไหว?" เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเหตุใดอาจารย์ของศิษย์ระดับสรรค์สร้างถึงเป็เพียงระดับจิติญญาเคลื่อนไหว
"นี่มันเหลวไหลสิ้นดี! ระดับจิติญญาเคลื่อนไหวมีคุณสมบัติรับศิษย์ด้วยหรือ? เ้าเป็เ้าสำนักได้อย่างไรกัน!" ซวีิตวาดด้วยความโกรธ
ม่อเวิ่นเทียนอธิบาย "เขาเป็คนที่ศิษย์น้องเจียงพามา หลังจากศิษย์น้องเจียงจากไป เขาก็กลายเป็ประมุขยอดเขาฉางเจี้ยน ดังนั้น..."
ซวีิพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าเริ่มผ่อนคลายลง เขารู้จักเจียงชิงเสวี่ย หลังจากเจียงชิงเสวี่ยทะลวงระดับได้ นางเคยไปพบเขาที่สถานที่เก็บตัวฝึกตน
เขาไม่ได้สนใจฉินเทียน แต่หันไปกล่าวกับอันเมี่ยวหลิงว่า "ผู้เฒ่าอย่างข้าไม่มีศิษย์แม้แต่คนเดียว หากเ้าติดตามข้า เ้าจะเป็ศิษย์เพียงคนเดียวของข้า
เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะสั่งสอนอย่างเต็มที่ ทรัพยากรในการฝึกฝนก็จะจัดเตรียมให้ครบถ้วน เ้าอยู่ที่ยอดเขาฉางเจี้ยนแห่งนี้ มีแต่จะทำให้ตัวเองเสียเวลาเปล่า"
อันเมี่ยวหลิงยังคงไม่หวั่นไหว "ข้ามีอาจารย์แล้ว เชิญกลับไปเถิดเ้าค่ะ!"
การถูกปฏิเสธซ้ำ ๆ ทำให้ซวีิเริ่มโกรธ ในขณะที่เขากำลังจะพูดบางอย่าง ไป๋เสี่ยวหรูก็วิ่งเข้ามา
รูม่านตาของซวีิหดตัวลง "เ้าจักรพรรดิอสูร บังอาจบุกรุกเข้ามาในสำนักกระบี่คุนหลุนของข้า!"
พูดจบเขาก็ชักกระบี่ออกมาเตรียมลงมือ ไป๋เสี่ยวหรูรีบหลบไปด้านหลังฉินเทียนทันที ตอนนี้นางอยู่เพียงระดับกึ่งปราชญ์ขั้นหนึ่ง ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของซวีิ
ซวีิตวาด "ถอยไป!"
ฉินเทียนหันกลับมาอุ้มไป๋เสี่ยวหรูขึ้นมาแล้วกล่าวว่า "นี่คือสัตว์เลี้ยงพันธสัญญาของข้า ผู้าุโอย่าตื่นตูมไปเลยขอรับ"
สัตว์เลี้ยง? จักรพรรดิอสูรเป็สัตว์เลี้ยง? ซวีิและม่อเวิ่นเทียนมองไปยังสุนัขจิ้งจอกน้อยในอ้อมกอดของฉินเทียนด้วยความตกตะลึง
ไป๋เสี่ยวหรูใช้หัวเล็ก ๆ ถูไถในอ้อมกอดของฉินเทียนสองสามครั้ง ฉินเทียนก็ลูบหลังที่นุ่มลื่นของไป๋เสี่ยวหรูเบา ๆ
เนิ่นนานกว่าซวีิและม่อเวิ่นเทียนจะหายจากอาการตกตะลึง แล้วซวีิก็กวาดสายตามองฉินเทียนอีกครั้ง
นอกจากหน้าตาหล่อเหลาแล้วก็ไม่มีอะไรดีเลย หรือเป็เพราะหน้าตาหล่อเหลา จักรพรรดิอสูรและอันเมี่ยวหลิงถึงยอมติดตามเขา?
จากนั้นซวีิจึงใช้เคล็ดวิชาลับระดับปราชญ์เริ่มตรวจสอบอย่างละเอียด แต่ผลปรากฏว่าเขามองไม่ออกเลยว่าฉินเทียนอยู่ในระดับใด
นี่เป็เพราะระบบช่วยปกปิดระดับพลังให้เขา เพื่อให้เขาพัฒนาตนเองอย่างเงียบ ๆ และไม่ประมาท
ในเมื่อเป็เช่นนี้ ซวีิรู้สึกว่าการอยู่ที่นี่ต่อไม่มีประโยชน์อะไร จึงหันหลังเดินจากไป
ม่อเวิ่นเทียนบอกฉินเทียนเื่ที่ปราชญ์อสูรจะมาที่คุนหลุนเพื่อชิงตัวอันเมี่ยวหลิง จากนั้นจึงรีบตามซวีิไป
ณ ูเาโฮ่ว
ซวีิครุ่นคิด "เ้าหนุ่มนี่มีอะไรแปลก ๆ ข้ามองเขาไม่ออกเลย"
ม่อเวิ่นเทียนได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตกอยู่ในภวังค์ความคิด "แปลกจริง ๆ ด้วย ก่อนหน้านี้ศิษย์ของข้าเห็นอันเมี่ยวหลิงบรรลุเจตจำนงกระบี่ภายใต้การสั่งสอนของฉินเทียนขอรับ"
ซวีิถอนหายใจ "เื่ของยอดเขาฉางเจี้ยนเอาไว้ก่อน ตอนนี้รีบจัดการเื่ปราชญ์อสูรัทองก่อนเถิด"
...
ณ ยอดเขาฉางเจี้ยน
อันเมี่ยวหลิงบ่นว่า "ท่านอาจารย์ ท่านไม่สามารถเพิ่มระดับพลังของตัวเองได้บ้างหรือเ้าคะ? คอยสร้างปัญหาให้ข้าอยู่เรื่อยเลย"
ฉินเทียนตอบอย่างขมขื่นว่า "ข้าก็แค่กลัวว่าถ้าเปิดเผยตัวตนแล้ว ตาแก่ม่อจะยัดเยียดลูกศิษย์มาให้ยอดเขาฉางเจี้ยนเป็กองพะเนินน่ะสิ ถึงตอนนั้นถ้ายอดเขาฉางเจี้ยนมีคนมาอยู่กันเป็กลุ่ม เ้าจะอยู่ไหวหรือ?"
อันเมี่ยวหลิงลองคิดดูแล้วก็เห็นด้วยกับเหตุผลนี้ เพราะฉินเทียนดูอ่อนแอ จึงไม่มีใครอยากมาที่ยอดเขาฉางเจี้ยน หากเขาแข็งแกร่งขึ้น จะต้องมีลูกศิษย์แห่กันมาแน่นอน
โดยเฉพาะพวกศิษย์หญิงที่คลั่งไคล้คนหล่อ แค่คิดนางก็รู้สึกไม่สบายใจแล้ว
"งั้นก็ช่างเถอะเ้าค่ะ วันหลังพวกเราทำตัวต่ำต้อยเข้าไว้" อันเมี่ยวหลิงกล่าว
จากนั้นนางก็นึกถึงเื่ปราชญ์อสูรด้วยความกังวล "ท่านบรรพชนจะสู้ปราชญ์อสูรัทองได้หรือไม่เ้าคะ?"
ฉินเทียนตอบว่า "น่าจะสู้ไม่ได้ เผ่าัมีความได้เปรียบด้านร่างกายสูงมาก แต่เ้าไม่ต้องกังวลไป หากไม่ไหวจริง ๆ ยังมีอาจารย์อยู่"
"เ้าค่ะ!" อันเมี่ยวหลิงนึกถึงเื่ที่ป้ายคำสั่งมิติเวลาเรียกิญญาออกมาครั้งก่อน พลังของิญญาเ่าั้สามารถเทียบเคียงกับระดับปราชญ์ได้อย่างแน่นอน
หลังจากข่าวเื่ปราชญ์อสูรจะบุกสำนักแพร่สะพัดออกไป บรรยากาศภายในสำนักก็ตึงเครียดขึ้นทันที เพราะนี่คือระดับปราชญ์ ซึ่งในใจของพวกเขาคือตัวตนในตำนาน
วันรุ่งขึ้น สำนักเผิงไหลและสำนักไท่ไป๋ต่างส่งยอดฝีมือมาสนับสนุน จากนั้นทั้งสามสำนักก็ใช้เวลาปรึกษาหารือกันทั้งคืนเพื่อวางแผนรับมือศัตรู เมื่อปรึกษาเสร็จ ก็ติดตั้งค่ายกลจำนวนมาก
วันต่อมา ทุกคนต่างตึงเครียด และรอคอยการมาถึงของกองทัพเผ่าอสูร
ใน่เย็น ดวงอาทิตย์ไม่เจิดจ้าอีกต่อไป แต่กลายเป็ลูกไฟสีแดงแขวนอยู่ทางทิศตะวันตก ย้อมทั่วทั้งตงโจวให้เป็สีแดง และในเวลานี้เอง ในที่สุดเผ่าอสูรก็มาถึง
เ้าสำนักทั้งสามจากสำนักคุนหลุน สำนักไท่ไป๋ และสำนักเผิงไหลยืนอยู่ด้านหน้าสุด ด้านหลังคือเหล่าประมุขยอดเขาและผู้าุโ รวมยอดฝีมือเกือบห้าสิบคน ทั้งหมดเป็ยอดฝีมือระดับสรรค์สร้าง
ส่วนทางด้านเผ่าอสูรก็มีจำนวนมหาศาลจนมืดฟ้ามัวดิน ผู้นำคือสามจักรพรรดิอสูร และมีาาอสูรตามมาอีกกว่าหกสิบตน
นอกจากนี้ บนท้องฟ้ายังมีเกี้ยวสีทองหลังหนึ่ง ซึ่งลากโดยาาอสูรประเภทนกสี่ตน
ม่อเวิ่นเทียนและอีกสองคนมองไปยังเกี้ยวบนท้องฟ้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เพราะพวกเขาััได้ถึงกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวจากภายในเกี้ยว
แต่เมื่อนึกได้ว่ามีท่านบรรพชนคอยเฝ้าดูอยู่ในเงามืด ก็รู้สึกเบาใจลงเล็กน้อย
จักรพรรดิอสูรชิงเผิงเอ่ยขึ้นว่า "ผู้มีสายเืโบราณอยู่ที่ใด? รีบส่งตัวมาซะ แล้วเราจะยังมีเื่ให้เจรจา ไม่อย่างนั้นสำนักกระบี่คุนหลุนจะไม่มีใครรอดชีวิต"
"เ้าสัตว์ขนปุย สำนักทั้งสามของข้าจะกลัวเผ่าอสูรของเ้าหรือ?" ม่อเวิ่นเทียนไม่ยอมอ่อนข้อให้ เพียงชั่วพริบตาต่อมา ทั้งสองฝ่ายก็เผชิญหน้ากันอย่างดุเดือด
"ฆ่า!" เสียงคำสั่งฆ่าดังออกมาจากเกี้ยวสีทอง
ชิงเผิงและจักรพรรดิอสูรอีกสองตนเมื่อได้รับคำสั่งก็ไม่รอช้า พุ่งเข้าโจมตีทันที จักรพรรดิอสูรสามตนปะทะกับระดับกึ่งปราชญ์ของสามสำนัก ส่วนด้านล่างคือระดับสรรค์สร้างปะทะกับาาอสูร
ใน่แรกยังดูดี แต่เมื่อสู้ไปเรื่อย ๆ ระดับสรรค์สร้างของสามสำนักเริ่มต้านทานไม่ไหว เพราะพวกเขามีจำนวนน้อยกว่า ยอดฝีมือระดับสรรค์สร้างจึงล้มตายลงอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤต และในเวลานั้นเอง อันเมี่ยวหลิงก็มาถึง
เป้าหมายหลักของฝ่ายตรงข้ามคือนาง ดังนั้นนางจึงไม่สามารถนิ่งเฉยได้