ตอนที่ 25 รั้งบังเหียนม้าเมื่อถึงหน้าผาชัน ยังไม่สายเกินการ[1]
ซูอันหนิงลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงแกะสลักหลังเดิมอีกครั้ง ไข้สูงทำให้นางสับสนมึนงงเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนเองถึงได้ย้ายที่นอนอีกแล้ว คลับคล้ายคลับคลาว่านางจะหลับไปนานมาก แล้วยังฝันไม่ประติดประต่อ ในหูมีเสียงพูดของบุรุษดังอยู่เนืองๆ เงาร่างนั้นปรากฏอยู่ในความฝันราวกับเงาตามตัว บางคราวก็อ่อนโยน บางคราวก็ช่างประชดประชันเหลือเกิน แต่พอลืมตาขึ้นใบหน้านั้นก็เลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกจางๆ
นางขยับแขนเบาๆ หวังคลายอาการเมื่อยขบ ลำคอแห้งผากเหมือนถูกโรยด้วยกรวดทราย นางพยายามจะทรงตัวขึ้นกลับรู้สึกเหมือนแผ่นดินไหวทุกอย่างแกว่งไกวจนต้องทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง
“น้ำ” เสียงของนางแหบแห้งแทบไม่ผ่านลำคอออกมา
ม่านเตียงพลันถูกแหวกออก ใบหน้าหล่อเหลาที่ปรากฏในความฝันโผล่เข้ามา เขาไม่พูดสักคำก็ขยับเข้ามานั่งข้างเตียง พยุงนางให้ลุกขึ้นนั่งพิงอกเขาอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงยามเอื้อนเอ่ยอ่อนโยนนัก
“หิวหรือไม่ เจ้าไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว ดื่มโจ๊กหน่อยนะข้าจะให้คนยกเข้ามา”
ซูอันหนิงนั่งนิ่งไม่ตอบราวกับกำลังประติดประต่อเรื่องราว จูเกาเซวียนไม่ได้เร่งรัดให้นางตอบ เขาหันไปรินน้ำอุ่นมาป้อนนางอย่างใส่ใจ
“ดื่มช้าๆ นะ”
หญิงสาวไม่ปฏิเสธ นางก้มหน้าดื่มน้ำจนหมด ก่อนจะเอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง “ข้าจะกลับเรือนตนเอง”
เกิดความเงียบขึ้นเนิ่นนาน มือบุรุษที่ถือถ้วยชานิ่งค้างกลางอากาศ
“ลี่หนาน ชางอิง อยู่ที่ใด” ซูอันหนิงเอ่ยถาม สายตากวาดมองผ่านเขาไปทางประตู
จูเกาเซวียนสูดหายใจลึก เขาขยับริมฝีปากเหมือนจะพูดอยู่หลายหน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงดึงผ้ามาห่มให้นางอย่างอ่อนโยน
“ข้าจะเรียกพวกนางมาปรนนิบัติหวางเฟย แต่อย่าเพิ่งออกไปต้องลมเลย ช่วงนี้ลมหนาวพัดแรงอากาศเย็นมาก ที่นี่มีตี้หลง[2] อบอุ่นกว่าเรือนหลังมากนัก”
กล่าวจบเขาก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปทันที ราวกับเกรงว่าหากช้าลงอีกเพียงครู่เดียว นางจะเอ่ยปากขอย้ายออกไปอีกครั้ง
ไม่นานลี่หนาน ชางอิง ก็ยกโจ๊กเข้ามา ซูอันหนิงคลี่ยิ้มบางๆ นี่ต่างหากจึงจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยของนาง
“หวางเฟย เสวยโจ๊กสักหน่อยนะคะเพคะ ค่อยดื่มน้ำแกงไก่จะได้อุ่นท้อง” หม่าหมัวมัวเอ่ยขณะรอให้ชางอิงยกตั่งเตี้ยขึ้นวางบนเตียง
ซูอันหนิงไอเบาๆ “แค่น้ำแกงไก่ก็พอกระมัง ข้ากลืนไม่ลง”
“ยังต้องดื่มยาอีกนะเพคะ หากไม่เสวยอะไรเลยท้องจะรับไม่ไหว” หม่าหมัวมัวเกลี้ยกล่อม
ซูอันหนิงนึกถึงยาต้มขมๆ แล้วขนลุกซู่ จำต้องก้มลงดื่มโจ๊กเข้าไปนิดหน่อยอย่างเลี่ยงไม่ได้
ศีรษะของนางยังคงหนักอึ้ง กลับไม่อาจห้ามความคิดไม่ให้วิ่งไปข้างหน้า พอฟื้นคืนสติใจระแวดระวังก็กลับมา นึกถึงเนื้อหาในนิยายเหล่านั้นความไม่สบายใจก็ผุดขึ้นเหมือนกับตาน้ำพุ
ชีวิตส่วนตัวถูกสอดแนม แทบจะไม่มีเรื่องใดเป็นความลับ
ความคิดวูบหนึ่งนี้ทำให้นางชะงัก หันไปทางหน้าต่างด้วยแววตาตื่นตระหนก “ตรวจดูรอบๆ เรือน มีคนแอบฟังอยู่หรือไม่”
หม่าหมัวมัว และสาวใช้ตัวน้อยทั้งสองยังทำหน้างง แววตาของเฉินหลิงและเฉินชิงชิงกลับเข้มขึ้น พวกนางรับคำสั่งแล้วออกจากห้องไปทันทีตรวจตรารอบเรือนทันที
ยามสนธยา ฟ้าห่มด้วยเมฆหมอก อากาศเย็นลงอย่างฉับพลัน จูเกาเซวียนเดินออกมาจากเรือนชั้นใน ผ่านทางเดินหินไปยังศาลาสุ่ยเซี่ย หยิบกาเหล้าขึ้นมากาหนึ่ง กระโดดขึ้นไปบนหลังคา แล้วจึงหันไปมองทางเรือนชั้นใน
อาคารหลักบดบังเรือนบรรทมไว้จนสิ้น เขาจึงกระโดดขึ้นไปบนหลังคาเรือนหลักแทน เมื่อเห็นแสงไฟจากห้องบรรทมสว่างนวล จึงได้นั่งลงบนกระเบื้องหลังคา แหงนหน้าดื่มสุราจากพวยกา สายลมหวีดราวกับเสียงลมครวญ ช่างวังเวงชวนให้คนอ้างว้างนัก
เขาร่ำสุราเพียงลำพัง มองดูสาวใช้นางหนึ่งก็ยกถาดใส่ยาเข้าไปในห้อง เสียงบ่นดังแว่วมาเบาๆ จูเกาเซวียนแหงนหน้าขึ้นกรอกสุราใส่ปาก รอยยิ้มผุดขึ้นอย่างเลือนลาง ดวงตาปกคลุมไปด้วยไอหมอกชั้นหนึ่ง
ทันใดนั้นริมฝีปากของเขาก็หุบลง ร่างสูงเอนไปข้างหน้าขณะเพ่งตามองเงาดำสายหนึ่งซึ่งยืนนิ่งอยู่ข้างผนังห้อง มือที่ถือกาเหล้าบีบแน่น เขาขยับตัวทำท่าจะกระโดดลงไป แต่แล้วชายหนุ่มก็เปลี่ยนใจอย่างฉับพลัน มือข้างที่ถือกาเหล้ากำแน่น สายตาจับจ้องคนผู้นั้นตาไม่กะพริบ
ไม่รู้ว่ามันได้ยินสิ่งใด จู่ๆ เงานั้นก็ขยับตัว เดินเลี่ยงออกมาจากข้างกำแพงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันมุ่งหน้าไปทางเรือนหน้า ท่าทางไม่รีบร้อนเหมือนบ่าวในเรือนทั่วไป
จูเกาเซวียนหรี่ตา วางกาเหล้าไว้บนหลังคาแล้วจึงกระโดดไปทางเรือนหน้า ไม่นานนักบ่าวผู้นั้นก็ถือป้ายอนุญาตออกนอกประตูจวนไป เห็นได้ชัดว่าหลีจิ่นกงกงมอบป้ายอนุญาตออกนอกจวนให้นางแล้ว
“เจ้าปล่อยบ่าวออกนอกจวนยามวิกาลตามใจเช่นนี้หรือ”
เขาพูดด้วยเสียงต่ำลึก ก่อนจะพลิ้วกายผ่านกำแพงเรือน สะกดรอยตามบ่าวหญิงกวาดเรือนผู้นั้นไป
นางเดินหายเข้าไปในร้านยาร้านหนึ่ง เข้าไปไม่นานนักก็ออกมาจากร้านพร้อมห่อยา จูเกาเซวียนมองนางอย่างสับสน เขาปล่อยให้นางจากไป แล้วคอยอยู่นอกร้านต่อ ไม่รู้ว่าเขากำลังรออะไรกันแน่ แต่ลางสังหรณ์บอกว่า ในร้านจะต้องมีบุคคลผู้หนึ่งที่เขากำลังตามหาอยู่
จูเกาเซวียนไม่อาจบุกเข้าไปด้วยตัวเอง เมื่อเห็นว่าการรออย่างไร้จุดหมายอาจเสียเวลาเปล่าเขาจึงตัดสินใจกลับจวน สั่งให้เหอไห่ไปตรวจสอบร้านยาแห่งนั้นแทน
ยามนี้ภายในร้านมีเพียงเด็กจัดยากับเฒ่าแก่ที่กำลังเอนกายหลับตาอยู่บนเก้าอี้โยก นอกจากนี้ยังมีใบสั่งยาจากสาวใช้คนเมื่อใบหนึ่งซึ่งวางอยู่ในลิ้นชักโล่งๆ
เด็กจัดยาอายุราวๆ ยี่สิบห้าปีหันมาทางเฒ่าแก่
“เฒ่าแก่ ข้าน้อยเก็บเงินครบแล้ว พรุ่งนี้ข้าน้อยจะเดินทางไปตามหาญาติที่หนานกิงแล้วขอรับ”
เฒ่าแก่ปรือตาขึ้น เอ่ยด้วยเสียงเนิบนาบ “เดินทางดีๆ เล่า เงินค่าแรงที่หามาได้ ก็ใช้ประหยัดๆ ด้วย กว่าจะหาญาติพบเจ้าต้องกินต้องใช้อีกมาก ที่นั่นของกินไม่ถูกหรอกนะ”
“ขอบคุณเฒ่าแก่” ชายหนุ่มประสานมือ
“เช่นนั้นข้าจะปิดร้านให้ท่านก่อน”
ยามที่เหอไห่มาถึง ร้านขายยาก็แขวนป้ายปิดร้านเสียแล้ว เขาจึงเคาะประตูแรงๆ รออยู่อึดใจใหญ่จึงได้ยินเสียงเดินจากด้านใน ประตูเปิดออกพร้อมกับแสงนวลอบอุ่น เฒ่าแก่ร้านยืนอยู่หลังประตูมองผู้มาเยือนยามวิกาลด้วยแววตาไม่พอใจ
“ร้านปิดแล้ว” เขาพูดเสียงแห้งแล้ง
เหอไห่ย่นคิ้ว อ้าปากจะพูด เดิมทีตั้งใจใช้อำนาจสั่งการแต่ฮั่งอ๋องสั่งไว้ว่า ‘ห้ามใช้วิธีรุนแรง’ เขาจึงต้องคิดข้ออ้างอื่น
“เมียข้ากำลังจะคลอด เฒ่าแก่ช่วยจัดยาให้ข้าด้วย”
พอได้ยินว่าคนกำลังจะคลอด สีหน้าเฒ่าแก่ก็คลายความบึ้งตึงลง เขาเดินช้าๆ ไปที่ตู้ยา เหอไห่เดินตามเข้ามาในร้านเอ่ยถามเสียงร้อนรน “เฒ่าแก่ ท่านเร็วกว่านี้ได้หรือไม่ เด็กจัดยาที่ร้านเล่าไปที่ใดแล้ว”
“ใจร้อนจริงเชียว ร้านข้าไม่มีเด็กจัดยาแล้ว หากต้องการความรวดเร็ววันหลังก็ไปร้านอื่นเถอะ”
องครักษ์หนุ่มขมวดคิ้วเอ่ยปากเร่งเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของเฒ่าแก่ “เฒ่าแก่เร็วกว่านี้ได้หรือไม่ ก่อนข้าออกมาเมียข้านางเป็นลมไปแล้วนะ”
เหอไห่ไม่รอให้เฒ่าแก่จัดยาเสร็จก็อ้อมไปทางลิ้นชักใส่สมุนไพร ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ดึงลิ้นชักเปิดออกแทบทุกชั้น เสียงไม้กระทบกันดังระรัวในความเงียบ ลิ้นชักทุกช่องถูกดึงออกมาค้างไว้ เหอไห่นิ่งงัน ปลายนิ้วสั่นเบาๆ
ไม่มี
ใบสั่งยา... แม้แต่แผ่นเดียวก็ไม่มี!
“เจ้าทำอะไร!” เสียงเฒ่าแก่ดังกึกก้องปานฟ้าผ่าลงข้างหู