บทที่ 40 ท่านอย่าทำกันเกินไป
กู้อวี้กล่าวว่า “ยังมีอีกเรื่อง ทุกท่านอาจยังไม่ทราบว่าช่วงแรกของการเตรียมงานชุมนุมปราชญ์ ในยามที่การเงินติดขัดก็ได้เซียวเหยาอ๋องบุตรชายเพียงคนเดียวขององค์หญิงใหญ่และซื่อจื่อจวนเจิ้นกั๋วกงช่วยสมทบเงินสนับสนุนห้าพันตำลึง ส่งไปให้สถานีพักม้ารายทาง”
“พวกเราจึงสามารถพักผ่อนในสถานีพักม้า การรวบรวมเงินทุนจากพ่อค้าเพื่องานชุมนุมปราชญ์หลังจากนั้นก็เป็นพวกเขาสองคนที่ช่วยกันลงแรง พวกเราถึงได้มีเตียงนอนนุ่ม ๆ ได้กินอาหารดี ๆ”
ความจริงกู้ซื่อจื่อไม่ใช่คนที่ชอบอวดอ้างตนเอง แต่ในเมื่อคิดจะเข้าสู่ราชสำนักก็ต้องสร้างชื่อเสียงดีงามให้ตนเองเพื่อปูทางเอาไว้ จะได้สะดวกต่อการเพาะสร้างขุมกำลังของตนในภายภาคหน้า บัณฑิตเหล่านี้ยังไม่มีประสบการณ์อย่างเจ้าหลอกข้าข้าหลอกเจ้ามากนัก สามารถดึงตัวได้ง่าย นางจึงยอมทนต่อความกระดากใจพูดสร้างความดีความชอบให้ตนเอง
เกาฮว๋ายกล่าวอย่างงุ่นง่านใจ “หากน้องชายกู้ไม่พูด พวกข้าก็คงไม่รู้ ยังนึกว่าราชสำนักแสดงความเมตตาเสียอีก คิดไม่ถึงว่าบุตรชายขององค์หญิงใหญ่กับซื่อจื่อจวนเจิ้นกั๋วกงจะทุ่มเทมากมายเช่นนี้ เมื่อครู่นี้พวกข้ายังใช้จิตใจคนถ่อยไปคาดเดาเจตนาขององค์หญิงใหญ่ ช่างไม่สมควรจริง ๆ”
แล้วยังถามอีกว่า “น้องชายกู้รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
กู้อวี้ตอบ “เพียงถามข้ารับใช้สักคนในสำนักปราชญ์แห่งนี้ก็รู้ได้แล้ว พี่เกาจิตใจจดจ่ออยู่กับการอ่านตำรา จึงไม่ได้สนใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆเหล่านี้ก็เท่านั้น”
องค์หญิงใหญ่ที่อยู่นอกกำแพงยิ้มกล่าว “กู้ซื่อจื่อผู้นี้เป็นคนที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง”
ไม่รู้ว่าจวินเจ๋อคิดถึงเรื่องอะไร ดวงตาดอกท้อจึงฉายแววยิ้มกริ่ม “ใช่แล้ว ยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
เว้นช่วงไปเล็กน้อย เขาค่อยเอ่ยเสริมว่า “เสียตรงที่หนังหน้าหนาไปหน่อย”
กู้อวี้ที่อยู่อีกฝั่งกำแพงหารู้ไม่ว่าคำพูดของตนเองเข้าหูสองแม่ลูกไปแล้ว แต่กำลังนึกดีใจอยู่ว่าในที่สุดก็สามารถหยุดประเด็นสนทนาเกี่ยวกับซูจ้งฝู่ได้เสียที
นางถอนหายใจออกมาแล้วดึงหัวข้อสนทนากลับมาที่การปฏิรูประบบสอบรับราชการอีกครั้ง
ชนชั้นสูงผูกขาดตำแหน่งในราชสำนักมาช้านาน นางคล้ายจะสัมผัสได้ว่าฮ่องเต้ทรงไม่พอพระทัยต่อเรื่องนี้
บัณฑิตเจียงหนานเข้าเมืองหลวงมาคราวนี้ ในสายตาของขุนนางใหญ่ทั้งหลาย เพียงแค่ส่งกองทัพไปปราบปรามก็พอแล้ว ยังจะต้องกลัวว่าซิ่วไฉที่ไม่มีแม้แต่แรงจะเชือดไก่เหล่านั้นจะลุกฮือขึ้นมาก่อกบฏอีกอย่างนั้นหรือ?
ไม่จำเป็นต้องเปลืองแรงมาจัดงานชุมนุมปราชญ์อะไรนี่ด้วยซ้ำ
แต่ฮ่องเต้กลับทรงคัดค้านเสียงเรียกร้องให้ปราบปราม ยามที่ทุกฝ่ายดูเบาเรื่องนี้ก็ยังทรงพิโรธโกรธกริ้ว
ตอนนั้นนางที่อยู่นอกท้องพระโรงคล้ายจะได้กลิ่นความไม่ปกติบางอย่าง เมื่อเข้าไปเสนอความคิดในท้องพระโรงแล้วก็ยังได้รับคำชมเชยจากฮ่องเต้
กู้อวี้พลันเข้าใจขึ้นมา ไม่ใช่เพราะข้อเสนอของนางเลิศเลอสมบูรณ์แบบ แต่เป็นเพราะข้อเสนอนั้นเกาถูกที่คันของฮ่องเต้เข้าพอดีต่างหาก
เมื่อทบทวนความเปลี่ยนแปลงในราชสำนัก บัลลังก์ของฮ่องเต้หนักแน่นมั่นคง แต่กลับต้องพบอุปสรรคนานัปการ
ยกเพียงเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ฮ่องเต้ทรงชมเชยงานชุมนุมปราชญ์เป็นการใหญ่ แต่กรมขุนนางก็ยังทำอย่างขอไปที ไม่ลงแรงอย่างเต็มความสามารถ สาเหตุที่แท้จริงก็เพราะอาศัยว่ามีความสัมพันธ์กับขุมกำลังหลายฝ่ายในราชสำนัก มั่นใจว่าฮ่องเต้จะไม่เอาโทษตนเองเพราะเรื่องนี้
ความเคลื่อนไหวเช่นนี้ของฮ่องเต้มีจุดประสงค์ใดกันแน่ กู้อวี้คาดเดาในใจ คาดว่าคงเป็นเพราะทรงไม่พอพระทัยที่ระหว่างขุนนางใหญ่ทั้งหลายมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกันเกินไป จึงมีประสงค์จะผลักดันบัณฑิตยากจนขึ้นมาสร้างสมดุลใหม่ในราชสำนัก
เมื่อเข้าใจตรงจุดนี้ นางก็ตระหนักว่าตนเองต้องทำอะไรในงานชุมนุมปราชญ์ นั่นก็คือบอกเป็นนัยต่อเหล่าบัณฑิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้พวกเขาเป็นฝ่ายเสนอเรื่องการปฏิรูประบบสอบรับราชการขึ้นมาระหว่างงานชุมนุมปราชญ์
นางเป็นซื่อจื่อของเจิ้นกั๋วกง ย่อมถูกจัดให้เป็นฝ่ายชนชั้นสูงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถ้านางเป็นคนเสนอขึ้นมาเองว่าต้องการยกระดับของบัณฑิตยากจน ก็คงจะได้รับการต่อต้านจากชนชั้นสูง
นางจึงทำได้เพียงปกปิดตัวตน ปลอมตัวมาปะปนอยู่ในหมู่พวกเขา ชี้นำทิศทางของการเจรจาในงานชุมนุมปราชญ์
สนทนากับพวกเกาฮว๋ายอยู่ครึ่งค่อนวันจนนางปากคอแห้งผาก เห็นว่าคนเหล่านี้เริ่มคล้อยตามการโน้มน้าวของตนเองแล้ว จึงหาข้ออ้างปลีกตัวจากมา
เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิมาได้สักพักแล้ว ภายในสำนักปราชญ์หยางคังเต็มไปด้วยสีเขียวสะพรั่ง กู้อวี้เดินไปตามโถงทางเดิน ขณะเดินผ่านห้องปีกห้องหนึ่งก็คิดว่าจะแวะเข้าไปหาน้ำดื่ม แต่กลับได้ยินเสียงพูดคุยดังออกมาจากข้างใน
“ข้าน้อยละอายใจยิ่งนัก เรื่องนี้คงต้องรบกวนองค์หญิงแล้ว” เสียงบุรุษผู้หนึ่งพูด
กู้อวี้นึกสงสัย ได้ยินองค์หญิงใหญ่ในห้องพูดขึ้นมาว่า “นายอำเภอซูวางใจเถอะ แม้เรื่องนี้จะตึงมืออยู่บ้าง แต่ในเมื่อข้ารับรู้เรื่องนี้แล้วก็ไม่มีทางที่จะนั่งเฉยดูดาย”
นายอำเภอซู! องค์หญิงใหญ่!
กู้อวี้แตกตื่นตกใจ ตัวเอกชายและตัวร้ายหญิงในลำนำชิงเหมยมานัดพบกันอยู่ที่นี่ ทั้งยังถูกนางมาพบเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
กู้ซื่อจื่อคิดในใจว่าไม่ควรฟังเรื่องไม่ดีไม่งาม ขณะที่กำลังจะรีบเดินหนีไปกลับสัมผัสได้ว่าเบื้องหลังมีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น
นางคิดจะลงมือโดยสัญชาตญาณ แต่สัมผัสได้ว่าคนผู้นี้ปราศจากจิตสังหาร ที่นี่มีทั้งคนดีคนเลวปะปนกัน ไม่เปิดเผยฝีมือของตนเองออกไปจะดีกว่า
กู้อวี้หรี่ตา ชะงักมือของตนเองไว้กลางคัน
มิคาด คนข้างหลังกลับเตะข้อพับนางโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง จากนั้นก็รวบสองแขนของนางไปข้างหลัง กดนางไว้แทบพื้นได้ในไม่กี่กระบวนท่า ทำให้นางไม่อาจเคลื่อนไหวได้เลย
“โอ๊ย”
กู้อวี้ส่งเสียงร้องอย่างห้ามไม่อยู่ แขนที่เพิ่งจะดีขึ้นได้ไม่นาน บัดนี้รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอีกครั้ง
องค์หญิงใหญ่ที่อยู่ในห้องรีบเปิดประตูออกมา เห็นจวินเจ๋อบุตรชายของตนเองกำลังกดร่างของบัณฑิตผู้หนึ่งเอาไว้จึงรีบร้อนเอ่ยว่า “เจ๋อเอ๋อร์ เจ้าทำอะไรน่ะ?”
เจ๋อเอ๋อร์ จวินเจ๋อ เซียวเหยาอ๋อง
กู้อวี้ค่อยทราบว่าใครลงมือกับตนเอง ในใจคิดคำด่าทอหยาบคายได้มากมาย
ทำไม…
ทำไมต้องเป็นเขาอีกแล้ว!
นางกับเขามีดวงชงกันชัด ๆ ทำไมถึงต้องโคจรมาพบกันอยู่เรื่อย
เห็นองค์หญิงใหญ่ออกมา จวินเจ๋อค่อยใช้มือข้างหนึ่งเชยคางกู้อวี้ขึ้นมา เมื่อสบตากับนางก็พลันคลี่ยิ้ม
กู้อวี้โมโหหนัก ดวงตาหงส์คู่นั้นถลึงมองเขาอย่างดุร้าย
จวินเจ๋อมีท่าทางเหมือนเพิ่งรู้ว่าคนที่ตนเองกดเอาไว้คือกู้ซื่อจื่อจึงรีบร้อนปล่อยมือ กล่าวเหมือนเสียใจว่า
“โอ๊ะ ข้านึกว่าเป็นบัณฑิตไม่รู้ความจากที่ไหนมาแอบฟังคนอื่นอยู่ตรงนี้เสียอีก คิดไม่ถึงว่าจะเป็นกู้ซื่อจื่อ”
กู้อวี้ประคองแขนตัวเองลุกขึ้นมา โมโหจนหน้าแดงเรื่อ ถ้าคนผู้นี้ไม่ได้จงใจ นางยอมเขียนชื่อตัวเองกลับหัว
นางเชิดหน้าแก้ตัวว่า “ท่านอย่าใส่ร้ายคนอื่น ข้าแค่เดินผ่านมา ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น”
จวินเจ๋อกล่าว “เจ้าบอกว่าเดินผ่านก็คือเดินผ่าน? ข้าดูอย่างไรก็เห็นว่าเจ้ากำลังแอบฟังอยู่มากกว่านะ”
กู้อวี้ถูกยั่วโทสะจนนับครั้งไม่ถูกแล้ว “ท่าน ท่านอย่าทำกันเกินไป”
นางคงหน้ามืดตามัวไปแล้วถึงได้พูดชมรูปโฉมของคนผู้นี้ต่อหน้าบัณฑิตพวกนั้น ไม่ทันไรดาวหายนะผู้นี้ก็มาหาเรื่องนางอีกแล้ว
ตอนนี้นางรู้สึกเสียใจ เสียใจอย่างแท้จริง เมื่อครู่นี้นางลืมความชั่วร้ายของคนผู้นี้ไปได้อย่างไร นางน่าจะพูดถึงเขาเสีย ๆ หาย ๆ มากกว่า
องค์หญิงใหญ่เสด็จมาสำนักปราชญ์หยางคังครานี้ก็เพื่อพบนายอำเภอซู และชดเชยเรื่องที่เคยติดค้างกับเขา ถึงอย่างไรเรื่องลำนำชิงเหมยในปีนั้นก็ลุกลามจนทั้งเมืองหลวงล้วนทราบกันหมด คนรักของนายอำเภอซูก็เกือบต้องสังเวยชีวิตไปเพราะเรื่องนี้
นางไม่คิดว่าเรื่องนี้จะมีอันใดสู้หน้าคนไม่ได้ จึงให้บุตรชายเฝ้าอยู่หน้าประตู ด้วยเชื่อใจในประสาทสัมผัสของเขา ถ้ากู้อวี้แอบฟังจริง ๆ คงไม่ใช่แค่ถูกกดไว้บนพื้นแบบนี้
นอกจากนี้ องค์หญิงใหญ่ทราบว่าก่อนนี้บุตรชายของตนเองมีเรื่องไม่ลงรอยกับกู้ซื่อจื่อ ดูจากท่าทางแล้วคงจงใจทำมากกว่า จึงปลอบโยนกู้อวี้ว่า “ข้าเชื่อว่ากู้ซื่อจื่อแค่เดินผ่านมา”
กู้อวี้แค่นเสียงใส่เซียวเหยาอ๋องแล้วหันไปแสดงคารวะต่อองค์หญิงใหญ่ “ข้าน้อยคารวะองค์หญิงใหญ่ องค์หญิงใหญ่โปรดทรงมีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง”
จวินเจ๋อพูดขึ้นมาจากข้าง ๆ “ทำไมไม่เห็นกู้ซื่อจื่อแสดงคารวะต่อข้าเลยเล่า แม้ข้าจะมีการคบหากับกู้ซื่อจื่ออยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจละเลยมารยาท คำก็ท่านสองคำก็ข้าเมื่อครู่นี้ถือเป็นการไม่เคารพอย่างมาก ดีที่ข้าใจกว้างพอ ไม่ถือสาหาความกับเจ้า”
กู้อวี้โมโหจนแทบกระอัก ประสานมือคารวะเขา กัดกรามพลางพูดว่า “ข้าน้อยคารวะ…”
องค์หญิงใหญ่ตัดบท “เอาละ เอาละ เจ้าเลิกแกล้งกู้ซื่อจื่อได้แล้ว”
กู้ซื่อจื่อจึงยืดแผ่นหลังขึ้นมา
เวลานั้น บุรุษรูปโฉมหล่อเหลาผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหลังองค์หญิงใหญ่ ก่อนกล่าวอย่างสุภาพว่า “ข้าน้อยซูจ้งฝู่นายอำเภอของอำเภอทงหนิง คารวะเซียวเหยาอ๋อง คารวะกู้ซื่อจื่อ”