ฉัวะ!
ในระยะไกลพยัคฆ์เกราะเหล็กระดับ 4 ถูกฟันศีรษะจนขาดสะบั้น และมีเลือดไหลนองเป็นทางยาวไปยังต้นไม้ใหญ่ โดยมีร่างของหยูเป่ยเทียนที่เปรียบดั่งเทพสังหารยืนอยู่ท่ามกลางซากศพสัตว์วิญญาณเหล่านั้นอย่างเหี้ยมหาญ
หยานฉู่เดินไปรอบๆซากศพของพยัคฆ์เกราะเหล็ก ก่อนจะใช้มีดสั้นกรีดที่กลางหน้าผากของพวกมันและดึงเอาผลึกใสออกมา “แกนวิญญาณระดับ 4 แม้สิ่งของพวกนี้จะไม่มีค่านักสำหรับพวกเรา แต่หากมอบมันให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาคนอื่นๆ พวกเขาอาจจะพอใช้ประโยชน์ได้”
หยูเป่ยเทียนไม่ได้พูดอะไร เขาปล่อยให้หยานฉู่เก็บแกนวิญญาณของสัตว์วิญญาณต่อไปโดยไม่รบกวน
จางหลินที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลอดไม่ได้ที่จะกลั้นหายใจและจ้องมองฉากตรงหน้าด้วยความสงบ
เขาได้สะกดรอยตามทั้งสองคนมาประมาณหนึ่งก้านธูปแล้ว และตลอดทางเขาไม่ได้พบเจอปัญหาหรือการปิดกั้นของสัตว์วิญญาณตนใดเลย
ในตอนนี้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโชคดีที่ตัดสินใจติดตามสองคนนี้มา มันให้ความรู้สึกราวกับว่าเขาเป็นพระราชาที่มีองครักษ์คอยจัดการเส้นทางที่ขวางกั้นเบื้องหน้าให้ทั้งหมด โดยที่เขาเดินอย่างสง่างามภายใต้พรมแดงโดยที่ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย
แต่จู่ๆ คิ้วของหยูเป่ยเทียนกลับขมวดชนกัน เขาสะบัดดาบทำให้เลือดถูกสลัดออกไปสร้างกระแสลมลมโหยหวน
ทันใดนั้นเขายกดาบขึ้นมาวางบนบ่า ดวงตาที่เฉียบแหลมดุจเหยี่ยวมองไปยังทิศทางของกิ่งไม้กิ่งหนึ่งและกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “เจ้ามองดูจนพอใจแล้วหรือยัง? รีบโผล่หัวออกมาก่อนที่ข้าจะไปหาเจ้าด้วยตนเอง”
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทิศที่หยูเป่ยเทียนมองตรงไปนั้นคือทิศทางของกิ่งไม้ที่มีจางหลินหลบซ่อนอยู่!
ใบหน้าของจางหลินที่หลบซ่อนอยู่หลังกิ่งไม้ใหญ่ก็ซีดลงในทันที
ข้าถูกค้นพบแล้ว!
ใครจะคาดคิดว่าจางหลินที่กำลังรู้สึกโชคดีอยู่เมื่อครู่ก็กลับรู้สึกโชคร้ายขึ้นมาในทันทีที่เขาถูกค้นพบ!
ราวกับว่าเขากำลังล่องลอยอยู่ในสรวงสวรรค์และถูกถีบลงมาให้ตกลงสู่ขุมนรกที่ลึกที่สุด!
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้ตัดสินใจเปิดเผยตัวแต่อย่างใด และยังคงนั่งอยู่ที่ตำแหน่งเดิมราวก็ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพื่อรอดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย
ประโยคของหยูเป่ยเทียนทำให้หยานฉู่ที่เพิ่งจะเก็บแกนวิญญาณมาได้รีบเดินไปใกล้ๆและเอ่ยถาม “ลุงหยู มีอะไรหรือไม่?”
หยูเป่ยเทียนพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา “มีหนูสกปรกแอบสะกดรอยตามพวกเรามาเป็นเวลาหนึ่งก้านธูปแล้ว เห็นทีข้าจำเป็นต้องทำให้มันเปิดเผยตัวได้เสียที!”
คำพูดของหยูเป่ยเทียนทำให้หัวใจของจางหลินหล่นวูบถึงตาตุ่ม!
หยูเป่ยเทียนรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาตั้งแต่แรก
ในตอนนี้เขากำลังคิดอยู่ว่าเขาควรจะเปิดเผยตัวตนแก่พวกเขาดีหรือไม่ บางทีการเปิดเผยตัวตนอาจจะทำให้เขารอดชีวิตจากฆาตกรชราผู้นี้ก็เป็นได้
แต่อีกใจหนึ่งชายชราผู้นี้กล้าที่จะสังหารสัตว์วิญญาณระดับ 4 ราวกับผักปลา หากเขาเผชิญหน้ากับชายชราผู้นี้ตรงๆโดยไม่มีภูมิหลังใดๆ เกรงว่าคงยากที่เขาจะสามารถรอดพ้นจากน้ำมือของชายชราผู้นี้ไปได้
หากเขายังคงอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชะตากรรมของเขาก็คงไม่ต่างจากพยัคฆ์เกราะเหล็กที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นหญ้า
เพราะเขาลืมคิดไปว่าอีกฝ่ายเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตลึกซึ้ง
ยิ่งมีระดับพลังยุทธ์สูงเท่าใด ประสาทสัมผัสการรับรู้ทั้งห้าก็จะถูกขัดเกลาให้เฉียบแหลมมากขึ้นเท่านั้น
การที่อีกฝ่ายจะสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของเขาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แม้ว่าเขาจะมั่นใจในทักษะการสะกดรอยตามมากเพียงใดก็ตาม
เมื่อตัดสินใจได้ จางหลินก็หันหลังและหลบหนีออกจากที่แห่งนี้โดยไม่คิดชีวิต
พรึ่บ!
รูม่านตาของหยูเป่ยเทียนหดลีบลงเมื่อเขาสังเกตเห็นเงาที่พุ่งผ่านไปในระยะไกลราวกับกำลังจะหลบหนี ทันใดนั้นมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นๆ “ยังคิดหนีอีกงั้นรึ!?”
ด้วยการกระทืบเท้าอย่างแรง กระแสพลังปราณแผ่พุ่งออกมาอย่างดุเดือด ก่อนที่เขาจะกระโจนไปข้างหน้าเป็นเส้นตรงราวกับลูกศรไล่ตามหลังจางหลินด้วยความเร็วสูงสุด!
“รอข้าด้วย” หยานฉู่ที่เพิ่งจะตั้งสติได้ก็ตะโกนออกมาและกระโดดตามไปอย่างรวดเร็ว
. . .
พรึ่บ!
พรึ่บ!
พรึ่บ!
จางหลินหอบหายใจอย่างหนักในขณะที่หลบหนีอย่างรวดเร็ว ในตอนนี้เขารู้สึกราวกับว่ายืนอยู่บนเส้นด้ายบางๆที่อาจจะขาดสะบั้นได้ทุกเมื่อ
เขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีการฝึกฝนปราณ ฉะนั้นต่อให้การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วและคล่องแคล่วเพียงใด เขาก็ไม่สามารถเร่งความเร็วได้มากกว่านี้อีกแล้ว
และอีกอย่างด้วยความที่เขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ทำให้สภาพร่างกายของเขาไม่สามารถแบกรับความเหนื่อยล้าไว้ได้นานนัก
แต่ในขณะที่เขากำลังจับจ้องไปที่เส้นทางเบื้องหน้าและสอดส่องสายตาไปรอบๆเพื่อหาเส้นทางหลบหนีที่ดีที่สุด จู่ๆก็มีกระแสลมโหยหวนมาปิดกั้นเส้นทางตรงหน้าของเขาไว้
ภายในกระแสลมเผยให้เห็นใบหน้าของหยูเป่ยเทียนที่กำลังแสยะยิ้มอย่างเย็นชา “เจ้าหนูสกปรก คิดหรือว่าการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าเช่นนั้นจะทำให้เจ้ารอดพ้นจากข้าไปได้?”
สีหน้าของจางหลินแปรเปลี่ยนเป็นสีซีด ทันใดนั้นเขาก็หยุดการเคลื่อนไหวในทันที
วู้ม!
จากนั้นหยานฉู่ก็ปรากฏขึ้นด้านหลังของเขา โดยมีกระบี่ยาวถูกดึงออกมา พลางกล่าวด้วยเสียงเย็น “เจ้าเป็นใคร? เจ้ามีเหตุผลอันใดที่ติดตามพวกข้ามาตลอดทาง!?”
ภายใต้หน้ากากงิ้วใบหน้าของจางหลินดำคล้ำดุจก้นหม้อ เขาพยายามสงบสติอารมณ์ และประสานมือพูดขึ้นอย่างสุภาพ “ต้องขออภัยที่เสียมารยาท ข้าเป็นเพียงแค่นักผจญภัยที่ต้องการเก็บสมุนไพรและแกนวิญญาณของสัตว์วิญญาณที่พวกท่านสังหารไปขายเท่านั้น… หากการกระทำของข้าเป็นการล่วงเกินพวกท่าน ข้าหวังว่าพวกท่านจะไม่ถือสา”
แต่ประโยคนั้นกลับทำให้หยูเป่ยเทียนถ่มน้ำลายอย่างโกรธจัด “ถุ้ย! เจ้าเข้ามาเพื่อตามหาสมุนไพรและแกนวิญญาณ แต่กลับสะกดรอยตามพวกข้ามาไกลกว่าสิบลี้ เจ้าคิดหรือว่าคำโกหกของเจ้าจะทำให้ข้าเชื่อได้!?”
หยานฉู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังก็หัวเราะเบาๆ “หากเจ้าเป็นเพียงนักผจญภัย ข้าคงได้กลิ่นสมุนไพรและกลิ่นเลือดของแกนวิญญาณมากมายจากร่างกายของเจ้าแล้ว แต่ตัวของเจ้าไม่มีกลิ่นแบบนั้นอยู่เลย นั่นหมายความว่าจุดประสงค์ของเจ้าไม่ใช่สมุนไพรหรือแกนวิญญาณ แต่เป็นพวกเรา!”
เชร้ง!
ดาบสีทองส่องประกายด้วยแสงปราณ หยูเป่ยเทียนที่มีสีหน้าดุร้ายกล่าวถามด้วยเสียงตะคอก “ข้ออ้างของเจ้าเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ ในตอนนี้เจ้าไม่มีทางให้หนีแล้ว รีบบอกจุดประสงค์ของเจ้ามาแต่โดยดี!”
หยานฉู่เองก็ระเบิดพลังปราณบริสุทธิ์มา เขาพูดต่อว่า “เพื่อความปลอดภัยของเจ้า ข้าแนะนำให้เจ้าถอดหน้ากากและมาพูดคุยกันดีกว่า เผื่อว่าเจ้าอาจจะไม่ได้รับบาดเจ็บหากเจ้ามีคำอธิบายที่ดีพอ”
แรงกดดันอันหนักหน่วงของคนทั้งสองทำให้จางหลินเริ่มที่จะหายใจไม่ออก
เขาจะคาดคิดได้อย่างไรว่าเขาจะถูกจับได้ว่ากำลังสะกดรอยตามทั้งสองคนนี้อยู่
[ดูเหมือนว่าทักษะของข้ายังขาดอยู่เมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลในระดับนี้]
[หากรอบนี้ข้าสามารถรอดชีวิตกลับไปได้ ข้าสาบานว่าจะไม่สะกดรอยตามผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งอีกแล้ว]
ไม่ผิดเลยหากจะกล่าวว่าตอนนี้จางหลินไม่ต่างจากลูกไก่ในกำมือ!