ตอนที่ 97 พัฒนาการที่น่าตกตะลึง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อพ้นมาอีกวันหนึ่งเฟิร์สก็ได้สำรวจผลงานของอีวา
“หวังว่านายจะพอใจกับการฝึกฝนของฉัน”
นี่คือข้อความที่อีวาฝากไว้
เฟิร์สเมื่อเปิดแหวนมิติเก็บของเขาก็พบกับแกนสปีริตมากมายหลายร้อยก้อนที่เพิ่มขึ้นมา
“หืม ... เธอทำได้ถึงขนาดนี้เลยหรอ?”
ต้องรู้ไว้ว่าอบิสแห่งนี้ถูกกวาดล้างไปถึงสองครั้งแล้ว จำนวนของมอนสเตอร์ย่อมต้องมีน้อยลง การจะจัดการกับพวกมันจำเป็นต้องออกเดินทางแล้วทำการค้นหา
แกนสปีริตเกือบสามร้อยก้อนในแหวนมิติเก็บของทำให้เฟิร์สเห็นได้แล้วว่าเขากังวลเกี่ยวกับอีวามากเกินไป
นอกจากแกนสปีริตแล้วเฟิร์สยังสั่งให้อีวาใช้โดรนที่เขาซื้อมาใหม่บันทึกการต่อสู้ของเธอโดยเฉพาะ
เฟิร์สไม่ลังเลที่เปิดดูโดรนที่บันทึกภาพทันที
ทันทีที่ภาพฉายผ่านสายตา ดวงตาของเฟิร์สก็เบิกกว้างขึ้น
ภาพนี้เป็นมุมมองของบุคคลที่สาม ซึ่งอีวาได้สั่งการให้โดรนบันทึกภาพโดยอัตโนมัติ แม้โดรนนี้จะอยู่ห่างไกล แต่มันก็เก็บภาพการต่อสู้นี้ได้อย่างสมบูรณ์
เฟิร์สมองเห็นตัวเขาที่กำลังขี่เมฆสีขาว ซึ่งจริงๆ แล้วมันคือฝูงเข็มสีขาว อีกทั้งยังมองกระบวนท่าการโจมตีอันน่าตื่นตะลึง
“เธอสามารถควบคุมพลังได้ถึงขนาดนี้เลยหรอเนี้ย?” เฟิร์สเอ่ยอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ในอีกโลกหนึ่งอีวาเป็นแค่หญิงสาวชาวบ้านที่สามัญธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น แต่เธอนั้นกลับฉลาดเฉลียวเกินคนทั่วไปจริงๆ ความสามารถของเธอนั้นน่าตื่นตะลึงยิ่ง
เฟิร์สสังเกตเห็นว่าการโจมตีครั้งแรกของเธอนั้นดีมากแล้ว แต่เมื่อยิ่งต่อสู้ต่อไปเรื่อยๆ ความสามารถของเธอก็ยิ่งฉายแววออกมา
ท่าทางของอีวานั้นดูสบายๆ และสง่างามยิ่ง
มอนสเตอร์นับสิบแทบจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอเลยแม้แต่น้อย
“ดูเหมือนว่าฉันจะกังวลกับเธอเกินไปจริงๆ มอนสเตอร์ที่นี่แทบจะไม่ใช่คู่มือของเธอเลยด้วยซ้ำ”
หลังจากดูภาพบันทึกการต่อสู้ของอีวาเสร็จ เฟิร์สก็กลับมาสำรวจร่างกายของตนเองอย่างที่เคยทำ
ในทุกๆ ครั้งที่เขากลับเข้ามาในร่างนี้เขามักจะตรวจร่างกายของตนเองเสมอ
และในตอนนั้นเองเขาก็พบว่าการบ่มเพาะของเขาก้าวหน้าขึ้น
“นี่เธอคงจะไม่ได้ดูดซับแกนสปีริตเข้าไปหรอกนะ”
เมื่อวิเคราะห์จากจำนวนที่อีวาหาได้แล้ว เฟิร์สคิดว่าภายในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงอีวาคงจะไม่สามารถดูดซับแกนสปีริตได้ทันแน่
แต่การบ่มเพาะในร่างของเขาก้าวหน้าขึ้นมากจริงๆ
“หรือเธอจะเป็นผู้มีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะ?” เฟิร์สเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าหญิงสาวที่เขาบังเอิญสลับร่างจะเป็นลูกรักของสวรรค์หรือไม่ เพราะไม่ว่าเธอจะฝึกฝนการบ่มเพาะในเส้นทางใด ความก้าวหน้านั้นก็น่าตื่นตะลึงยิ่ง
แม้แต่พลังสายเลือดของเธอ เขาก็พบว่ามันมีความก้าวหน้าขึ้นมากเช่นกัน แม้ว่าเธอจะไม่ได้ดูดซับศิลาสายเลือดเข้าไปก็ตาม
หลังจากสำรวจอะไรทั้งหมดแล้ว เฟิร์สก็เริ่มไล่ล่ามอนสเตอร์ต่อ เนื่องจากเขามาที่นี่เพราะภารกิจที่ได้รับมาก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้
อย่างน้อยๆ มอนสเตอร์เหล่านี้ก็เป็นหินรองเท้าให้เขาทะลวงจุดชีพจรยุทธ์ ได้ซักจุดหนึ่ง
หากโชคดีได้พบกับรังมอนสเตอร์ก็นับว่าคุ้มค่า แต่รังไม่ได้มีอยู่เกลื่อนกลาด การจะพบแต่ละแห่งล้วนต้องอาศัยโชคเท่านั้น
ทั้งเฟิร์สและอีวาสลับทำการฝึกฝนในแต่ละร่างแบบนี้ต่อไป
เฟิร์สวางแผนไว้ว่าหากอีวาคุ้นเคยกับพลังสายเลือดของเธอแล้ว เขาจะเดินทางออกจากหมู่บ้านไปผจญภัยข้างนอกทันที
เจ็ดวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เฟิร์สดำเนินภารกิจของเขาจนเสร็จเรียบร้อยโดยดี
มิหนำซ้ำการฝึกฝนของอีวานั้นยังก้าวหน้าขึ้นมาก ซึ่งความก้าวหน้านี้ยังทำให้เฟิร์สรู้สึกตกใจขึ้นเรื่อยๆ
“ดูเหมือนว่าเธอจะควบคุมไอเทมสปีริตได้ดีกว่าฉันเสียด้วยซ้ำ ภารกิจหน้าคงให้เธอลงเทรดอบิสในภารกิจกวาดล้างระลอกแรกได้แล้ว”
ในที่สุดเฟิร์สก็ตัดสินใจเพิ่มระดับความยากของภารกิจ
ความยากของภารกิจกวาดล้างครั้งแรกกับภารกิจกวาดล้างระลอกสามนั้นแตกต่างกันอย่างมหาศาล แต่เฟิร์สเชื่อว่าด้วยความสามารถและไหวพริบของอีวาจะทำให้ ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จได้
หลังจากผ่านพ้นการทำภารกิจไปแล้ว อีวาก็ทำตามที่เธอเคยว่าไว้ นั่นคือการออกช็อปปิ้งตามความต้องการของเธอ
เธอซื้อของทุกอย่างที่เธออยากซื้อ
แต่เฟิร์สก็ไม่ได้ว่าอะไรเธอ เพราะแกนสปีริตที่เธอหามาได้นั้นมีมูลค่ามากกว่าเงินที่เธอใช้ไปด้วยซ้ำ
ตอนนี้เฟิร์สกลายเป็นตัวตนที่ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเงินทองอีกต่อไป
แล้วเฟิร์สก็กำหนดภารกิจอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้โชคไม่ดีที่ภารกิจกวาดล้างครั้งแรกนั้นไม่ได้ปรากฏขึ้นบ่อย ด้วยระยะเวลาที่นาน เขาจึงรับภารกิจกวาดล้างระลอกสองมาก่อน
ซึ่งแน่นอนว่าอีวานั้นทำหน้าที่ได้ดีเกินคาด เธอสามารถเก็บเกี่ยวแกนสปีริตได้มากมาย และแน่นอนว่าเธอก็ยิ่งช็อปปิ้งหนักมากเช่นกัน จนตอนนี้บ้านของเฟิร์สได้ถูกต่อเติมขยายออกไปเป็นห้องเก็บของมากมาย
คุณหมอสมคิดเริ่มชินกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกชายได้มานานแล้ว เขาจึงปล่อยให้ลูกชายทำทุกสิ่งได้ตามใจ
พื้นที่บ้านของเฟิร์สได้ถูกขยายออกไปหลายสิบไร่ แม้ชาวบ้านแถวนั้นจะสงสัยในความร่ำรวยนี้ แต่เมื่อพวกเขารู้ว่าเฟิร์สมีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าหน้าที่ระดับเจ็ดของนิวโฮป พวกเขาก็หมดความสงสัยในข้อนี้ไป
ไม่เท่านั้นพวกเขายังวางใจอีกด้วยที่พื้นที่นี้มีเวเนเตอร์ยอดฝีมืออาศัยอยู่ในระแวกนี้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เฟิร์สสามารถทะลวงจุดชีพจรยุทธ์ได้สองจุดหลังจากการลงเทรดทั้งสองครั้ง
จนในที่สุดการลงเทรดครั้งสำคัญที่จะใช้วัดฝีมือของอีวาก็มาถึง
“ยินดีต้อนรับครับผู้กองเฟิร์สวัน เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบคุณ” ชายในชุดสูทสีขาวซึ่งเป็นผู้กองผู้ควบคุมอบิสแห่งนี้กล่าวขึ้น
“ผมก็เช่นกัน” เฟิร์สเอ่ยตอบ
“การลงเทรดในครั้งนี้ไม่ทราบว่าผู้กองเฟิร์สวันจะใช้เวลาเท่าไหร่ดี?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดูเหมือนว่านี่จะเป็นคำพูดของผู้กองทุกคนที่ผมต้องลงเทรดอบิสสินะ ครั้งนี้แค่เจ็ดวันก็พอ ผมไม่สร้างเรื่องยุ่งยากให้คุณหรอก” เฟิร์สเอ่ย
“พูดอะไรอย่างนั้นครับ ใครๆ ก็รู้ว่าคุณทำงานอย่างเต็มที่ ใครจะกล้าว่าอะไรคุณ”
“เอาเป็นว่าผมรีบเข้าไปที่นั่นดีกว่า”
“คุณไม่เห็นจะต้องรีบอะไรเลย”
“พอดีผมต้องทำเวลานิดหน่อย”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ได้ครับ ได้ ... ไปครับผมจะไปส่งคุณเอง”
เฟิร์สเดินตามผู้กองคนนั้นไปที่ประตูอบิส ซึ่งแน่นอนว่าการลงเทรดในครั้งนี้เขาจะไปเพียงแค่คนเดียว
ทันทีที่เข้าไปในอบิส สภาพที่เห็นก็คือแผ่นดินที่มีกองกระดูกสีขาวที่ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา
เฟิร์สมองดูกระดูกเหล่านี้ก็รู้แล้วว่ามันไม่ใช่กระดูกของสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างแน่นอน มันคือกระดูกของมอนสเตอร์ที่อยู่ที่นี่
“หากที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เคยเป็นสมรภูมิรบ ก็ต้องมีบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลสำหรับอบิสแห่งนี้” เฟิร์สวิเคราะห์สถานการณ์คร่าวๆ
นอกจากโครงกระดูกเหล่านี้แล้วยังมีพืชพันธุ์แปลกๆ ที่เติบโตขึ้นบนกองกระดูกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตาย
สถานที่แห่งนี้นอกจากเสียงของสายลมแล้ว ทุกอย่างล้วนเงียบสงัด
เฟิร์สก้าวออกไปจากเซฟโซนด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง และในวินาทีที่เขาก้าวออกมานั้นเอง กระดูกเหล่านั้นก็เริ่มขยับเขยื้อน
สัมผัสรับรู้ของเฟิร์สตรวจพบวัตถุหนึ่งที่ห่อหุ้มแกนสปีริตลอยขึ้นจากพื้นดิน
ทันทีที่วัตถุนั้นลอยขึ้นมาโครงกระดูกก็พุ่งเข้าหามัน
ครืน ... ครืน ... ครืน ...
พริบตาเดียวกระดูกเหล่านั้นก็รวมเข้ากับวัตถุนั้นแล้วก่อรูปร่างกลายเป็นสัตว์ประหลาดอันมีรูปร่างที่น่าเกลียดน่ากลัว
ตึงตัง! ตึงตัง! ตึงตัง!
มอนสเตอร์เหล่านี้ไม่ได้ปรากฏเพียงแค่ตัวเดียว เมื่อตัวหนึ่งถือกำเนิดขึ้น มันก็เริ่มปรากฏออกมาเป็นทอดๆ
นี่คือการกวาดล้างระลอกแรก แน่นอนว่ามอนสเตอร์เหล่านี้ย่อมไม่ได้มีแค่ไม่กี่สิบตัวอย่างแน่นอน
“ดี! ออกมาให้มาก ฉันจะได้ยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย”
ทันทีที่พูดจบเฟิร์สก็สะบัดมือสร้างกระบี่ขึ้นมาเล่มหนึ่ง ครั้งนี้เขาจะใช้กระบี่เพียงเล่มเดียวกวาดผ่านพวกมัน
ตึง! ตึง! ตึง!
โครม!
เฟิร์สวาดกระบี่ของเขาออกไป แม้จะเป็นกระบวนท่าที่ธรรมดาแต่กลับมีอำนาจทำลายล้างมหาศาล สมกับเป็นผู้ฝึกฝนกระบี่
เขาลงมืออย่างรวดเร็วจัดการมอนสเตอร์ตัวแล้วตัวเล่า ซึ่งมอนสเตอร์เหล่านี้จะต้องโจมตีไปที่แกนหลักของมัน หากทำลายเพียงผิวเผินกระดูกเหล่านั้นจะกลับมารวมตัวก่อร่างขึ้นมาใหม่ได้
เฟิร์สทำการกวาดผ่านมอนสเตอร์เหล่านี้ไปราวกับเป็นเทพสังหาร
จนกระทั่งใกล้หมดวันเขาก็ทำการสร้างม่านพลังปกคลุมตัวเองเอาไว้ เพื่อไม่ให้มอนสเตอร์เหล่านี้ทำอันตรายเขาในช่วงเวลาที่เขาอยู่ในระหว่างสลับร่าง
ซึ่งเขาก็ทำข้อตกลงเหล่านี้กับอีวาไว้ทั้งหมดแล้ว รวมทั้งกำชับเธออย่างหนักแน่นว่าให้ดูแลร่างกายนี้ให้ดี เพราะอบิสแห่งนี้อันตรายกว่าอบิสก่อนหน้านี้มาก
แล้วอีวาก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง หญิงสาวมีพัฒนาการในการต่อสู้อันน่าตกตะลึง
เธอได้ใช้พลังสปีริตออกมาได้อย่างเชี่ยวชาญ กระทั่งบางการโจมตียังเหนือกว่าที่เฟิร์สใช้มันออกมาด้วยซ้ำ
หากเฟิร์สคือเทพสังหาร อีวาก็เป็นเทพสงคราม
ยิ่งมีมอนสเตอร์เยอะมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งแสดงความสามารถออกมาได้อย่างจัดจ้านมากยิ่งขึ้น
เสายักษ์ทั้งแปดดุจอาวุธเทพสงคราม มันกวาดผ่านมอนสเตอร์ทั้งหมดเป็นวงกว้าง แถมอีวายังเรียนรู้ที่จะใช้ทักษะจุดเชื่อมประสานได้เป็นอย่างดี เข็มนับไม่ถ้วนดุจองครักษ์รายล้อมตัวเธอ
และเป็นช่วงเวลาที่ช่างบังเอิญที่ผู้กองที่ควบคุมดูแลอบิสแห่งนี้ทำการสอดส่องด้วยโดรนจนเห็นภาพนี้พอดี
แม้เขาจะเป็นเวเนเตอร์ดาราแดงก็อดที่จะขนลุกกับการต่อสู้ของอีวาไม่ได้
“ผู้กองเฟิร์สวัน เขาใช่มนุษย์จริงๆ หรอ?” นี่คือคำพูดของเขา