ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 394 : เส้นทางมรรคาไร้รอยต่อ

จารึกที่ 394 : เส้นทางมรรคาไร้รอยต่อ : ปะทะอาคันตุกะมัจจุราช


สายลมพัดผ่านเทือกเขาที่ทอดตัวยาวสลับซับซ้อน บรรยากาศของมหาทวีปโลกเซียนในยามนี้แตกต่างจากภายในม่านผนึกวัฏจักรของหุบเขาศิลาจารึกอย่างสิ้นเชิง กลิ่นอายของปราณฟ้าดินที่นี่มีความดิบเถื่อนและแฝงไปด้วยความอาฆาตพยาบาทจากสงครามที่คุกรุ่นอยู่ทุกหย่อมหญ้า อาเจียในชุดคลุมสีครามเดินนำหน้าสหายทั้งสามอย่างสุขุม มือซ้ายไพล่หลัง มือขวาถือพัดจีบโบกสะบัดแผ่วเบาเพื่อคลายความร้อนระอุจากปราณกระบี่ที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศธาตุ


"เส้นทางข้างหน้า เริ่มมีกลิ่นอายที่มิใช่มนุษย์และมิใช่เซียน" ฉินมู่หลางเอ่ยขึ้น สายตาคมกริบมองไปยังเบื้องหน้าที่มีป่าทึบปกคลุมด้วยไอหมอกสีชมพูจางๆ "กลิ่นนี้... มันเหม็นสาบราวกับบุปผาที่อาบด้วยโลหิตนับหมื่นหยด"


"วังบุปผาโลหิต..." อาเจียเอ่ยเบาๆ นัยน์ตาสีเทาเงินยวงวับวาว "พวกมันมิได้มาเพื่อเจรจา และมิได้มาเพื่อตั้งรับ พวกมันมาเพื่อล่า... สวรรค์ประเมินเราสูงเกินไปจนต้องใช้สำนักมารมาเป็นมือสังหาร ทว่าพวกมันก็ประเมินเราต่ำเกินไปที่คิดว่า เราจะให้พวกมันเข้าถึงเขตแดนหุบเขาได้โดยสะดวก"


เฟิงอี้หรานแสยะยิ้ม แส้เพลิงบรรพกาลในมือกระตุกไหว "เช่นนั้น เราควร 'ต้อนรับ' พวกมันตั้งแต่นอกเขตหุบเขาดีหรือไม่? อาเจีย ข้าเบื่อที่จะต้องเดินทัพไปมาโดยไร้การปะทะแล้ว"


"อย่าใจร้อน อี้หราน" อาเจียหุบพัดจีบลงทันใด "วิถีแห่งการบัญญัติ มิใช่เพียงการต่อสู้ด้วยกำลัง ทว่าคือการวางตำแหน่งให้ศัตรูเดินเข้าสู่กับดักด้วยมือของมันเอง... หลิงเอ๋อร์ เจ้าจงเบิกเนตรดารา ตรวจสอบรอบข้าง หากพวกมันซุ่มอยู่ จงทำเครื่องหมายอักขระไว้บนมิติรอบๆ ตัวพวกมันอย่าให้รู้ตัว"


"รับคำสั่ง!" เฟิงหลิงเอ๋อร์หลับตาลง รอยสักกลุ่มดาวรอบดวงตาสว่างวาบ เส้นสายสีน้ำเงินครามพุ่งกระจายออกไปดุจใยแมงมุมที่ไร้ตัวตน สอดส่องทั่วผืนป่า


ไม่นานนัก หลิงเอ๋อร์ก็ลืมตาขึ้น สีหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "พบแล้ว... ศัตรูซุ่มอยู่บนยอดไม้เบื้องหน้า ภายใต้ไอหมอกสีชมพูนั่น มีอยู่เจ็ดคน กลิ่นอายสังหารของพวกมันรุนแรงมาก และดูเหมือนพวกมันกำลังเตรียมค่ายกลดักซุ่ม"


"เจ็ดคน?" อาเจียเลิกคิ้ว "พวกมันคิดว่าคนเพียงเจ็ดคน จะสังหารราชันแห่งหมื่นอักขระได้งั้นหรือ? ช่างเป็นความมั่นใจที่น่าขันนัก"


"คนเหล่านี้คือ 'บุปผาใบมีด' หน่วยลอบสังหารระดับหัวกะทิของวังบุปผาโลหิต" ฉินมู่หลางเอ่ยข้อมูลที่เคยสืบทราบมา "กระบี่ของพวกมันซ่อนอยู่ในกลีบดอกไม้ อาวุธลับอาบด้วยพิษวิญญาณที่แม้แต่ระดับเซียนมนุษย์ขั้นสูงหากพลาดพลั้งก็ต้องดับสูญ"


"พิษวิญญาณ..." อาเจียยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นงดงามทว่าเย็นเยียบถึงวิญญาณ "พิษที่ทำลายกฎเกณฑ์ของร่างเนื้อย่อมไม่อาจเทียบกับกฎเกณฑ์ของความว่างเปล่าได้... พวกเจ้าทั้งสอง เตรียมตัวให้พร้อม แต่อย่าเพิ่งออกแรงมากนัก ข้าจะแสดงให้พวกมันเห็นว่า 'วิถีแห่งอักขระ' ที่แท้จริงนั้น สามารถเปลี่ยนการลอบสังหาร ให้กลายเป็นการเต้นรำที่พวกมันจะต้องจดจำไปจนชั่วชีวิต"


อาเจียก้าวเดินเข้าไปในเขตหมอกสีชมพูโดยไม่สะทกสะท้าน ท่ามกลางสายตาของศัตรูที่กำลังรอจังหวะรุมกินโต๊ะ


ทันใดนั้น กลีบดอกไม้สีชมพูนับพันกลีบก็ร่วงหล่นลงมาประดุจสายฝน ทว่าแต่ละกลีบกลับแฝงด้วยรังสีคมกริบประดุจใบมีด! อากาศธาตุรอบตัวอาเจียพลันบิดเบี้ยวด้วยอาคมสังหาร!


"บุปผาโปรยปราย: สังหารวิญญาณหลุดลอย!"


เสียงทุ้มต่ำของนักฆ่าผู้หนึ่งดังขึ้นจากความมืดมิด กลีบดอกไม้สีชมพูเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่อาเจียจากทุกทิศทางด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าเสียง!


ทว่า... ก่อนที่กลีบดอกไม้ใบมีดเหล่านั้นจะสัมผัสตัวอาเจีย อาเจียกลับตวัดพู่กันนิรันดร์ขึ้นวาดเส้นสายอักขระกลางอากาศเบื้องหน้าตนเองเพียงตัวเดียว!


"อักขระบัญญัติสูญตา: สะท้อนวัฏจักรสังหาร!"


เส้นสายสีเทาเงินยวงที่อาเจียเพิ่งวาด ทอแสงสว่างวาบประดุจดวงจันทร์ที่สาดแสงผ่านความมืด กลีบดอกไม้ใบมีดเหล่านั้นที่พุ่งเข้ามา เมื่อสัมผัสกับรัศมีของอักขระ ก็พลัน 'หมุนกลับ' ทิศทางทันที!


แทนที่จะตัดผ่านร่างของอาเจีย พวกมันกลับพุ่งทะยานย้อนกลับไปยังทิศทางที่พวกมันถูกส่งมาด้วยความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว!


*ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!*


เสียงกรีดร้องสลับกับเสียงเนื้อหนังถูกใบมีดเฉือนดังขึ้นจากยอดไม้เบื้องหน้า ไอหมอกสีชมพูพลันถูกย้อมด้วยสีเลือดที่สาดกระเซ็นออกมาจากที่ซ่อน!


"ม่ายยยย! อักขระนั่นมันอะไรกัน!"


นักฆ่าผู้หนึ่งตกลงมาจากยอดไม้ สภาพของมันถูกคมใบมีดของตนเองเฉือนจนเป็นรอยแผลนับร้อยแห่งทั่วร่าง เลือดอาบโชกไปทั้งตัว ใบหน้าที่เคยเหี้ยมโหดบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด


อาเจียเดินเข้าไปหาบุรุษผู้นั้น ชายหนุ่มมิได้ใช้กำลัง ทว่าทุกย่างก้าวกลับกดทับวิญญาณของศัตรูให้จมดิ่งลงสู่ความสิ้นหวัง


"นักฆ่าที่ใช้ใบมีดเป็นอาวุธ มักจะลืมไปว่า ใบมีดไม่มีตา... และเมื่อข้าบัญญัติให้ใบมีดเหล่านั้นเป็นเจ้าของใหม่ ท่านก็ย่อมต้องลิ้มรสความคมของมันด้วยตนเอง"


"เจ้า... เจ้าเป็นมารร้าย! วิถีแห่งการบัญญัติของเจ้ามันผิดกฎสวรรค์!" นักฆ่าผู้นั้นพยายามคลานหนี ทว่าร่างกายที่ถูกใบมีดนับร้อยกรีดทำลายไม่อาจขยับได้อีก


อาเจียยกพู่กันขึ้น ปลายพู่กันแตะที่หน้าผากของนักฆ่า "กฎสวรรค์ที่พวกท่านบูชานักหนา คือสิ่งที่สร้างพวกท่านมาเป็นเพียงเครื่องมือสังหารที่ไร้ค่า... บัดนี้ ในฐานะปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ ข้าจะปลดปล่อยพวกท่านให้หลุดพ้นจากโซ่ตรวนของวิหารเทพ ด้วยความว่างเปล่าที่พวกท่านไม่อาจต้านทาน"


ชายหนุ่มตวัดพู่กันเบาๆ เส้นสายสีเทาเงินยวงพุ่งเข้าห่อหุ้มจิตวิญญาณของนักฆ่าผู้นั้น ก่อนจะ 'ลบเลือน' ความทรงจำและความเชื่อเทียมทั้งหมดที่วิหารเทพฝังไว้ลง!


นักฆ่าที่เคยเหี้ยมโหด บัดนี้ดวงตากลับว่างเปล่าประดุจทารกแรกเกิดที่เพิ่งตื่นจากฝันร้าย


"ข้าอยู่ที่ไหน... เกิดอะไรขึ้น..." นักฆ่าพึมพำ น้ำเสียงไร้ซึ่งจิตสังหาร


"พวกท่านได้รับการปลดปล่อยแล้ว" อาเจียหันไปทางเพื่อนพ้อง "กำจัดอักขระสะกดจิตในวิญญาณพวกมันเสีย แล้วส่งพวกมันไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในหมู่บ้านห่างไกล อย่าปล่อยให้พวกมันต้องกลับไปเป็นเครื่องมือให้สวรรค์อีก"


ฉินมู่หลางพยักหน้า ก่อนจะลงมือชำระล้างจิตวิญญาณของนักฆ่ากลุ่มนั้นด้วยเจตจำนงกระบี่ที่อ่อนโยน


อาเจียทอดสายตามองทิศทางของหุบเขากระบี่สวรรค์เร้นลับอีกครั้ง


"นี่เป็นเพียงบทเรียนแรก ของผู้ที่คิดจะใช้คมกระบี่สังหารความจริง... ต่อจากนี้ หากวังบุปผาโลหิตยังคิดจะส่งใครมาอีก ข้าจะทำให้พวกมันรู้ว่า การเป็นศัตรูกับสำนักหมื่นอักขระนั้น ไม่เพียงแต่ต้องสูญเสียชีวิต ทว่ายังต้องสูญเสียความเป็นมนุษย์ที่พวกมันเคยยึดถือเอาไว้อีกด้วย!"


การปะทะเริ่มต้นขึ้นแล้ว และอาเจียได้แสดงให้เห็นถึงอำนาจในการ 'บัญญัติ' ความจริงเหนือความตาย สหายทั้งสี่ก้าวเดินต่อไปสู่ใจกลางของแดนบูรพา พร้อมกับความเชื่อมั่นที่ว่า แม้โลกเซียนทั้งใบจะลุกเป็นไฟด้วยความโลภและอำนาจของสวรรค์ ทว่าวิถีแห่งอักขระของพวกเขา จะเป็นเส้นทางเดียวที่ไร้ซึ่งรอยด่างพร้อยและไร้ซึ่งการผูกมัด!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน