ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 154 มุ่งสู่นครปีศาจเพียงลำพัง

            พละกำลังและสถานะของหวังเหมิ่งนั้นถือว่าไม่ธรรมดา

            ยังไงซะเขาก็เป็นถึงยอดฝีมือระดับโหวแห่งยุทธ์แถมยังควบตำแหน่งคณบดีคณะวิถียุทธ์พลังเลือดของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจสำหรับเขาแล้ว การจัดการกับปู่หลานคู่นั้นโดยปกปิดร่องรอยตัวเองย่อมไม่ใช่เรื่องยากอะไร

            แต่เรื่องบางอย่างก็ต้องดูด้วยว่าทำกับใคร

            ในเมื่อคณบดีเฉียนประกาศชัดเจนแล้วว่าเจียงจืออวี๋คือลูกศิษย์ของเขาทั้งยังปกป้องแบบสุดตัวขนาดนั้น ถ้าหวังเหมิ่งยังกล้ามาหาเรื่องเจียงจืออวี๋อีกก็เท่ากับเป็นการหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ

            โดยเฉพาะการจ่าหน้าพัสดุด้วยชื่อของต้วนหงเทาแล้วส่งมาให้เจียงจืออวี๋

            พอคณบดีเฉียนรู้เรื่องนี้เขาก็รู้สึกเหมือนถูกมองว่าเป็นคนโง่แล้วปั่นหัวเล่น

            “เรื่องนี้ฉันจะให้คำตอบเธอเอง”

            “พรุ่งนี้ฉันจะไปมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจจะไปถามไอ้หวังเหมิ่งต่อหน้าให้รู้เรื่อง ว่ามันต้องการอะไรกันแน่!”

            บนรถระหว่างทางกลับสุ่ยมู่ใบหน้าของคณบดีเฉียนบึ้งตึงถึงขีดสุด

            กล้าส่งชิ้นส่วนศพเข้ามาในสุ่ยมู่เชียวเหรอ?นี่ไม่ใช่แค่หาเรื่องเจียงจืออวี๋แล้วแต่มันคือการหยามเกียรติสุ่ยมู่ของเขาด้วย!

            นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีใครกล้ากำเริบเสิบสานต่อหน้าเขาขนาดนี้

            ไม่สินี่ไม่ใช่แค่การกำเริบเสิบสาน แต่มันคือการตบหน้าเขาฉาดใหญ่ต่างหาก!

            ในขณะที่คณบดีเฉียนกำลังเดือดดาลเจียงจืออวี๋กลับดูสงบนิ่งอย่างมาก

            ราวกับว่าคนที่ได้รับพัสดุนั้นไม่ใช่เธอและคนที่ถูกหวังเหมิ่งพุ่งเป้าเล่นงานก็ไม่ใช่เธอ

            “ไม่ต้องหรอกค่ะอาจารย์”

            “ในเมื่อพัสดุส่งมาถึงสุ่ยมู่ได้ก็แปลว่าเขาไม่กลัวว่าเราจะนำเรื่องนี้ไปเอาผิดเขา”

            เจียงจืออวี๋ส่ายหน้า“ต่อให้บุกไปถึงที่ แล้วเขายืนกรานว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขาเราจะทำยังไงต่อคะ?”

            “การจะโค่นคณบดีของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ชั้นนำแค่เรื่องที่ไม่มีหลักฐานมัดตัวน่ะ มันไม่พอหรอกค่ะ”

            คณบดีเฉียนเงียบไปเขาหันไปมองเจียงจืออวี๋ แล้วถึงได้พบว่าลูกศิษย์คนนี้ใจเย็นกว่าที่เขาคิดไว้มาก

            ที่เขาบอกว่าจะไปนครปีศาจพรุ่งนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะโกรธการกระทำของหวังเหมิ่งแต่อีกส่วนที่สำคัญกว่าคือเพื่อดึงสติเจียงจืออวี๋ ไม่ให้เธอทำอะไรวู่วาม

            แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเจียงจืออวี๋ไม่ต้องการคำปลอบใจจากเขาเลยและบางที... เธออาจจะคิดวิธีแก้ปัญหาไว้เรียบร้อยแล้วด้วย

            “เธอคิดจะทำอะไร?”

            คณบดีเฉียนถามด้วยความอยากรู้“มีอะไรที่อยากให้ฉันช่วยไหม?”

            เจียงจืออวี๋ส่ายหน้า“ถ้าอาจารย์เคลื่อนไหว มันจะเป็นที่สะดุดตาเกินไปค่ะ”

            “ต่อให้หวังเหมิ่งจะโง่แค่ไหน เขาก็ไม่มีวันลงมือภายใต้สายตาของอาจารย์หรอกดังนั้นเรื่องนี้อาจารย์ยุ่งไม่ได้ค่ะ”

            “ไม่ใช่แค่ยุ่งไม่ได้นะคะ แต่อาจารย์ต้องอยู่ห่างจากฉันให้มากที่สุดด้วย”

            อยู่ห่างให้มากที่สุด?

            เมื่อได้ยินคำนี้คณบดีเฉียนก็เริ่มไม่เข้าใจแล้วว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

            แต่ฟังจากความหมายแล้วเจียงจืออวี๋คิดจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อดึงให้หวังเหมิ่งเผยจุดอ่อนอย่างนั้นหรือ?

            แต่ปัญหาคือแม้เจียงจืออวี๋จะมีพรสวรรค์มากแค่ไหนแต่เธอก็มีความแข็งแกร่งแค่ระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นในขณะที่หวังเหมิ่งก้าวเข้าสู่ระดับโหวแห่งยุทธ์มานานนับสิบปีถ้าวัดกันที่พละกำลัง เจียงจืออวี๋ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของหวังเหมิ่งได้เลย

            ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเจียงจืออวี๋ไม่กลัวว่าจะเอาชีวิตไปทิ้งเหรอ?

            คณบดีเฉียนอยากจะซักไซ้ต่ออีกสองสามคำแต่เห็นเจียงจืออวี๋หลับตาลงแล้ว จึงได้แต่ปล่อยไป

            หลังผ่านความวุ่นวายในสถานีตำรวจมาค่อนคืนกว่าจะกลับมาถึงหอพักก็เข้าสู่ช่วงรุ่งสางแล้ว

            แต่ในห้องพักยังคงเปิดไฟสว่างไสวเมื่อผลักประตูเข้าไปก็พบว่าซินซวงยังไม่ได้กลับไปและจ้าวมู่เสวี่ยเองก็ไม่มีทีท่าว่าจะนอนเช่นกัน

            “เด็กคนนี้ดื้อชะมัด ถ้าเธอไม่กลับมา ยัยหนูนี่ก็ไม่ยอมนอน”

            ซินซวงเอ่ยอย่างอ่อนใจแต่ก็แฝงไปด้วยความสงสาร

            เจียงจืออวี๋หันมองจ้าวมู่เสวี่ยที่ขดตัวอยู่บนโซฟาเธอพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะบอกให้ซินซวงกลับไปพักผ่อนก่อน

            เรื่องพัสดุนั้นจ้าวมู่เสวี่ยรู้เรื่องแล้ว

            สภาพจิตใจของเด็กสาวที่เพิ่งจะสงบลงได้ไม่นานจวนเจียนจะแตกสลายอีกครั้ง

            แต่เจียงจืออวี๋ไม่ได้พูดปลอบใจอะไรยืดยาวเธอเพียงวางมือขวาลงบนศีรษะของเด็กสาว แล้วใช้พลังจิตช่วยปลอบประโลมให้เธอผ่อนคลาย

            “นอนเถอะนะ ตื่นขึ้นมา... ทุกอย่างก็จะจบลงแล้ว”

            เช้าตรู่วันต่อมาเจียงจืออวี๋ก็ก้าวขึ้นรถไฟระหว่างเมืองจากปักกิ่งไปนครปีศาจ

            เธอไม่ได้บอกใครเพียงแค่ส่งข้อความทิ้งไว้ให้ซินซวง ฝากให้ช่วยดูแลจ้าวมู่เสวี่ยแทนโดยบอกแค่ว่ามีธุระต้องออกไปข้างนอก

            กว่าซินซวงจะเห็นข้อความแล้วไปแจ้งคณบดีเฉียนเจียงจืออวี๋ก็ออกเดินทางล่วงหน้าไปได้สองชั่วโมงแล้ว 

            “ยัยเด็กคนนี้! เมื่อวานเพิ่งจะชมว่าใจเย็นวันนี้กลับทำเรื่องให้ฉันปวดหัวซะได้!”

            คณบดีเฉียนกวาดตามองข้อความแป๊บเดียวก็เดาออกทันทีว่าเจียงจืออวี๋คิดจะทำอะไรเขาลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกจากห้องทำงาน แต่พอเปิดประตูไปได้ครึ่งเดียวฝีเท้าก็ชะงักกึก

            คำพูดของเจียงจืออวี๋เมื่อคืนดังขึ้นมาในหัวอีกครั้ง

            เขาขมวดคิ้วแน่นพยายามข่มความวู่วามที่อยากจะบุกไปนครปีศาจเดี๋ยวนั้นลงไปก่อนจะเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานเหมือนเดิม

            เจียงจืออวี๋ไม่ใช่คนใจร้อนในเมื่อเธอกล้าทำแบบนี้ ย่อมต้องมีการเตรียมการมาแล้ว

            แต่ปัญหาก็คือหวังเหมิ่งนั่นมันระดับโหวแห่งยุทธ์! แถมยังเป็นโหวแห่งยุทธ์ที่มีชื่อเสียงมานาน!

            คิดจะล่าอินทรีก็ต้องเตรียมใจที่จะถูกอินทรีจิกตาเอาไว้ด้วย

            ใช้ระดับแม่ทัพยุทธ์ไปวางกับดักล่อโหวแห่งยุทธ์?ถ้าเกิดผิดพลาดแค่นิดเดียวผลลัพธ์สุดท้ายอาจเป็นการที่เจียงจืออวี๋ต้องหายสาบสูญไปตลอดกาล

            ยัยเด็กคนนี้ทำไมถึงกล้าขนาดนี้!

            คณบดีเฉียนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมดบนกระทะร้อนใจหนึ่งก็อยากจะทำอะไรสักอย่าง แต่อีกใจก็เหมือนทำอะไรไม่ได้เลย

            ทว่าในขณะที่ความคิดกำลังปั่นป่วนจู่ๆ เขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ แววตาเป็นประกายเขาคว้าโทรศัพท์บนโต๊ะแล้วกดโทรออกทันที

            ขณะเดียวกันนั้นเองเจียงจืออวี๋ที่อยู่ตามลำพัง หลังจากเดินออกมาจากสถานีรถไฟเธอก็เรียกแท็กซี่คันหนึ่ง

            “พี่คะ ไปมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจค่ะ”

            “แม่หนู เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจใช่ไหมเนี่ย?”

            “ไม่เบาเลยนะ อายุแค่นี้ก็ได้เข้าเรียนที่นั่นแล้ว อนาคตไกลแน่นอน”

            คนขับเป็นคนนครปีศาจค่อนข้างช่างพูด ถึงเจียงจืออวี๋จะไม่ตอบโต้เลยสักคำแต่อีกฝ่ายก็ยังชวนคุยไปได้เรื่อยๆ

            “คนที่เข้ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจได้น่ะมีแต่พวกอัจฉริยะทั้งนั้นแหละ”

            “ลูกชายผมที่บ้าน ปีหน้าก็จะสอบเหมือนกัน ถ้ามันสอบติดที่นี่ได้ผมคงต้องขอบคุณสวรรค์แทบไม่ทัน”

            ฟังดูแล้วคนขับคนนี้จะยกย่องมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจอย่างมาก

            ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะในฐานะมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเทียนเฉาเป็นรองแค่สุ่ยมู่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจในสายตาของคนท้องถิ่นย่อมมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าสุ่ยมู่เลย

            ถ้าเป็นก่อนหน้านี้เจียงจืออวี๋อาจจะตอบกลับไปบ้างแต่ตอนนี้เธอไม่มีอารมณ์จะสนใจเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย

            ครึ่งชั่วโมงต่อมารถแท็กซี่ก็มาจอดหน้ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ

            เมื่อมองดูเจียงจืออวี๋ที่ก้าวลงจากรถแล้วเดินเข้าไปข้างในโดยไม่พูดอะไรคนขับก็รู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก

            เดี๋ยวนะยัยหนูคนนี้... เหมือนเขาจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน?

            คนขับเอียงคอมองตามแผ่นหลังของเจียงจืออวี๋อย่างไม่แน่ใจจนกระทั่งร่างของไป๋ฉางเซิงปรากฏขึ้นข้างตัวเธอ เขาก็นึกออกทันที

            “ที่แท้ก็เธอนี่เอง! แต่เดี๋ยวนะ เธออยู่สุ่ยมู่นี่นา? แล้วมาทำอะไรที่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจล่ะ?”

            “เดี๋ยวก่อน... บ้าเอ๊ย!”

            ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองไป๋ฉางเซิงเริ่มรวบรวมลูกไฟ และภายใต้สายตาตกตะลึงของคนขับแท็กซี่เขาก็ซัดลูกไฟนั้นเข้าใส่ประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจเต็มแรง!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน