พละกำลังและสถานะของหวังเหมิ่งนั้นถือว่าไม่ธรรมดา
ยังไงซะเขาก็เป็นถึงยอดฝีมือระดับโหวแห่งยุทธ์แถมยังควบตำแหน่งคณบดีคณะวิถียุทธ์พลังเลือดของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจสำหรับเขาแล้ว การจัดการกับปู่หลานคู่นั้นโดยปกปิดร่องรอยตัวเองย่อมไม่ใช่เรื่องยากอะไร
แต่เรื่องบางอย่างก็ต้องดูด้วยว่าทำกับใคร
ในเมื่อคณบดีเฉียนประกาศชัดเจนแล้วว่าเจียงจืออวี๋คือลูกศิษย์ของเขาทั้งยังปกป้องแบบสุดตัวขนาดนั้น ถ้าหวังเหมิ่งยังกล้ามาหาเรื่องเจียงจืออวี๋อีกก็เท่ากับเป็นการหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ
โดยเฉพาะการจ่าหน้าพัสดุด้วยชื่อของต้วนหงเทาแล้วส่งมาให้เจียงจืออวี๋
พอคณบดีเฉียนรู้เรื่องนี้เขาก็รู้สึกเหมือนถูกมองว่าเป็นคนโง่แล้วปั่นหัวเล่น
“เรื่องนี้ฉันจะให้คำตอบเธอเอง”
“พรุ่งนี้ฉันจะไปมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจจะไปถามไอ้หวังเหมิ่งต่อหน้าให้รู้เรื่อง ว่ามันต้องการอะไรกันแน่!”
บนรถระหว่างทางกลับสุ่ยมู่ใบหน้าของคณบดีเฉียนบึ้งตึงถึงขีดสุด
กล้าส่งชิ้นส่วนศพเข้ามาในสุ่ยมู่เชียวเหรอ?นี่ไม่ใช่แค่หาเรื่องเจียงจืออวี๋แล้วแต่มันคือการหยามเกียรติสุ่ยมู่ของเขาด้วย!
นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีใครกล้ากำเริบเสิบสานต่อหน้าเขาขนาดนี้
ไม่สินี่ไม่ใช่แค่การกำเริบเสิบสาน แต่มันคือการตบหน้าเขาฉาดใหญ่ต่างหาก!
ในขณะที่คณบดีเฉียนกำลังเดือดดาลเจียงจืออวี๋กลับดูสงบนิ่งอย่างมาก
ราวกับว่าคนที่ได้รับพัสดุนั้นไม่ใช่เธอและคนที่ถูกหวังเหมิ่งพุ่งเป้าเล่นงานก็ไม่ใช่เธอ
“ไม่ต้องหรอกค่ะอาจารย์”
“ในเมื่อพัสดุส่งมาถึงสุ่ยมู่ได้ก็แปลว่าเขาไม่กลัวว่าเราจะนำเรื่องนี้ไปเอาผิดเขา”
เจียงจืออวี๋ส่ายหน้า“ต่อให้บุกไปถึงที่ แล้วเขายืนกรานว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขาเราจะทำยังไงต่อคะ?”
“การจะโค่นคณบดีของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ชั้นนำแค่เรื่องที่ไม่มีหลักฐานมัดตัวน่ะ มันไม่พอหรอกค่ะ”
คณบดีเฉียนเงียบไปเขาหันไปมองเจียงจืออวี๋ แล้วถึงได้พบว่าลูกศิษย์คนนี้ใจเย็นกว่าที่เขาคิดไว้มาก
ที่เขาบอกว่าจะไปนครปีศาจพรุ่งนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะโกรธการกระทำของหวังเหมิ่งแต่อีกส่วนที่สำคัญกว่าคือเพื่อดึงสติเจียงจืออวี๋ ไม่ให้เธอทำอะไรวู่วาม
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเจียงจืออวี๋ไม่ต้องการคำปลอบใจจากเขาเลยและบางที... เธออาจจะคิดวิธีแก้ปัญหาไว้เรียบร้อยแล้วด้วย
“เธอคิดจะทำอะไร?”
คณบดีเฉียนถามด้วยความอยากรู้“มีอะไรที่อยากให้ฉันช่วยไหม?”
เจียงจืออวี๋ส่ายหน้า“ถ้าอาจารย์เคลื่อนไหว มันจะเป็นที่สะดุดตาเกินไปค่ะ”
“ต่อให้หวังเหมิ่งจะโง่แค่ไหน เขาก็ไม่มีวันลงมือภายใต้สายตาของอาจารย์หรอกดังนั้นเรื่องนี้อาจารย์ยุ่งไม่ได้ค่ะ”
“ไม่ใช่แค่ยุ่งไม่ได้นะคะ แต่อาจารย์ต้องอยู่ห่างจากฉันให้มากที่สุดด้วย”
อยู่ห่างให้มากที่สุด?
เมื่อได้ยินคำนี้คณบดีเฉียนก็เริ่มไม่เข้าใจแล้วว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
แต่ฟังจากความหมายแล้วเจียงจืออวี๋คิดจะใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อดึงให้หวังเหมิ่งเผยจุดอ่อนอย่างนั้นหรือ?
แต่ปัญหาคือแม้เจียงจืออวี๋จะมีพรสวรรค์มากแค่ไหนแต่เธอก็มีความแข็งแกร่งแค่ระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นในขณะที่หวังเหมิ่งก้าวเข้าสู่ระดับโหวแห่งยุทธ์มานานนับสิบปีถ้าวัดกันที่พละกำลัง เจียงจืออวี๋ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของหวังเหมิ่งได้เลย
ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเจียงจืออวี๋ไม่กลัวว่าจะเอาชีวิตไปทิ้งเหรอ?
คณบดีเฉียนอยากจะซักไซ้ต่ออีกสองสามคำแต่เห็นเจียงจืออวี๋หลับตาลงแล้ว จึงได้แต่ปล่อยไป
หลังผ่านความวุ่นวายในสถานีตำรวจมาค่อนคืนกว่าจะกลับมาถึงหอพักก็เข้าสู่ช่วงรุ่งสางแล้ว
แต่ในห้องพักยังคงเปิดไฟสว่างไสวเมื่อผลักประตูเข้าไปก็พบว่าซินซวงยังไม่ได้กลับไปและจ้าวมู่เสวี่ยเองก็ไม่มีทีท่าว่าจะนอนเช่นกัน
“เด็กคนนี้ดื้อชะมัด ถ้าเธอไม่กลับมา ยัยหนูนี่ก็ไม่ยอมนอน”
ซินซวงเอ่ยอย่างอ่อนใจแต่ก็แฝงไปด้วยความสงสาร
เจียงจืออวี๋หันมองจ้าวมู่เสวี่ยที่ขดตัวอยู่บนโซฟาเธอพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะบอกให้ซินซวงกลับไปพักผ่อนก่อน
เรื่องพัสดุนั้นจ้าวมู่เสวี่ยรู้เรื่องแล้ว
สภาพจิตใจของเด็กสาวที่เพิ่งจะสงบลงได้ไม่นานจวนเจียนจะแตกสลายอีกครั้ง
แต่เจียงจืออวี๋ไม่ได้พูดปลอบใจอะไรยืดยาวเธอเพียงวางมือขวาลงบนศีรษะของเด็กสาว แล้วใช้พลังจิตช่วยปลอบประโลมให้เธอผ่อนคลาย
“นอนเถอะนะ ตื่นขึ้นมา... ทุกอย่างก็จะจบลงแล้ว”
เช้าตรู่วันต่อมาเจียงจืออวี๋ก็ก้าวขึ้นรถไฟระหว่างเมืองจากปักกิ่งไปนครปีศาจ
เธอไม่ได้บอกใครเพียงแค่ส่งข้อความทิ้งไว้ให้ซินซวง ฝากให้ช่วยดูแลจ้าวมู่เสวี่ยแทนโดยบอกแค่ว่ามีธุระต้องออกไปข้างนอก
กว่าซินซวงจะเห็นข้อความแล้วไปแจ้งคณบดีเฉียนเจียงจืออวี๋ก็ออกเดินทางล่วงหน้าไปได้สองชั่วโมงแล้ว
“ยัยเด็กคนนี้! เมื่อวานเพิ่งจะชมว่าใจเย็นวันนี้กลับทำเรื่องให้ฉันปวดหัวซะได้!”
คณบดีเฉียนกวาดตามองข้อความแป๊บเดียวก็เดาออกทันทีว่าเจียงจืออวี๋คิดจะทำอะไรเขาลุกขึ้นเตรียมจะเดินออกจากห้องทำงาน แต่พอเปิดประตูไปได้ครึ่งเดียวฝีเท้าก็ชะงักกึก
คำพูดของเจียงจืออวี๋เมื่อคืนดังขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
เขาขมวดคิ้วแน่นพยายามข่มความวู่วามที่อยากจะบุกไปนครปีศาจเดี๋ยวนั้นลงไปก่อนจะเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงานเหมือนเดิม
เจียงจืออวี๋ไม่ใช่คนใจร้อนในเมื่อเธอกล้าทำแบบนี้ ย่อมต้องมีการเตรียมการมาแล้ว
แต่ปัญหาก็คือหวังเหมิ่งนั่นมันระดับโหวแห่งยุทธ์! แถมยังเป็นโหวแห่งยุทธ์ที่มีชื่อเสียงมานาน!
คิดจะล่าอินทรีก็ต้องเตรียมใจที่จะถูกอินทรีจิกตาเอาไว้ด้วย
ใช้ระดับแม่ทัพยุทธ์ไปวางกับดักล่อโหวแห่งยุทธ์?ถ้าเกิดผิดพลาดแค่นิดเดียวผลลัพธ์สุดท้ายอาจเป็นการที่เจียงจืออวี๋ต้องหายสาบสูญไปตลอดกาล
ยัยเด็กคนนี้ทำไมถึงกล้าขนาดนี้!
คณบดีเฉียนรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมดบนกระทะร้อนใจหนึ่งก็อยากจะทำอะไรสักอย่าง แต่อีกใจก็เหมือนทำอะไรไม่ได้เลย
ทว่าในขณะที่ความคิดกำลังปั่นป่วนจู่ๆ เขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ แววตาเป็นประกายเขาคว้าโทรศัพท์บนโต๊ะแล้วกดโทรออกทันที
ขณะเดียวกันนั้นเองเจียงจืออวี๋ที่อยู่ตามลำพัง หลังจากเดินออกมาจากสถานีรถไฟเธอก็เรียกแท็กซี่คันหนึ่ง
“พี่คะ ไปมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจค่ะ”
“แม่หนู เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจใช่ไหมเนี่ย?”
“ไม่เบาเลยนะ อายุแค่นี้ก็ได้เข้าเรียนที่นั่นแล้ว อนาคตไกลแน่นอน”
คนขับเป็นคนนครปีศาจค่อนข้างช่างพูด ถึงเจียงจืออวี๋จะไม่ตอบโต้เลยสักคำแต่อีกฝ่ายก็ยังชวนคุยไปได้เรื่อยๆ
“คนที่เข้ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจได้น่ะมีแต่พวกอัจฉริยะทั้งนั้นแหละ”
“ลูกชายผมที่บ้าน ปีหน้าก็จะสอบเหมือนกัน ถ้ามันสอบติดที่นี่ได้ผมคงต้องขอบคุณสวรรค์แทบไม่ทัน”
ฟังดูแล้วคนขับคนนี้จะยกย่องมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจอย่างมาก
ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะในฐานะมหาวิทยาลัยสายต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเทียนเฉาเป็นรองแค่สุ่ยมู่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจในสายตาของคนท้องถิ่นย่อมมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าสุ่ยมู่เลย
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้เจียงจืออวี๋อาจจะตอบกลับไปบ้างแต่ตอนนี้เธอไม่มีอารมณ์จะสนใจเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย
ครึ่งชั่วโมงต่อมารถแท็กซี่ก็มาจอดหน้ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ
เมื่อมองดูเจียงจืออวี๋ที่ก้าวลงจากรถแล้วเดินเข้าไปข้างในโดยไม่พูดอะไรคนขับก็รู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก
เดี๋ยวนะยัยหนูคนนี้... เหมือนเขาจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน?
คนขับเอียงคอมองตามแผ่นหลังของเจียงจืออวี๋อย่างไม่แน่ใจจนกระทั่งร่างของไป๋ฉางเซิงปรากฏขึ้นข้างตัวเธอ เขาก็นึกออกทันที
“ที่แท้ก็เธอนี่เอง! แต่เดี๋ยวนะ เธออยู่สุ่ยมู่นี่นา? แล้วมาทำอะไรที่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจล่ะ?”
“เดี๋ยวก่อน... บ้าเอ๊ย!”
ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองไป๋ฉางเซิงเริ่มรวบรวมลูกไฟ และภายใต้สายตาตกตะลึงของคนขับแท็กซี่เขาก็ซัดลูกไฟนั้นเข้าใส่ประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจเต็มแรง!