“ เป็นไรศิษย์น้อง สีหน้าของเจ้าดูเศร้าหมองยิ่งนัก”
ระหว่างทางกลับเมืองเล่ออัน ศิษย์พี่รองถูเอ้อหนาน เห็นราเชนสีหน้าเศร้าสร้อย ก็เลยอดเป็นห่วงไม่ได้
“ ไม่เป็นไร ข้าแค่คิดถึงอาจารย์” ราเชนโกหกออกไป ไม่อยากให้รู้ว่าตนเองเศร้าเพราะเสียดายเงิน
“ ไม่ต้องเป็นห่วงไป อาจารย์ท่านออกเดินทางผู้เดียวเป็นประจำ นี่คือวิถีชีวิตของท่าน”
ราเชนพยักหน้า แต่ก็แปลกใจ ที่เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง ยืนยิ้มอยู่ข้างถูเอ้อหนาน ซึ่งเขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยที่วังน้ำทิพย์ แต่ก็ขมวดคิ้วเพราะกลิ่นกายของเขา ดันมีกลิ่นอายของสตรี มากกว่า รูปร่าง ผิวพรรณก็ช่างคล้ายสตรีมากกว่า แม้แต่คอหอยก็หาได้ยื่นเหมือนบุรุษไม่ ถูเอ้อหนาน เห็นราเชนมองก็เลยเอ่ยแนะนำตัวว่า
“ นี่คือ เสี่ยวตี้ เป็นศิษย์ของข้าเอง”
หนุ่มน้อย ยิ้มให้แล้ว ประสานมือคำนับราเชนทันที
“ คำนับ อาจารย์อา”
“ เจ้าเป็นบุรุษจริง?”
“ ใช่แล้ว ข้าเป็นบุรุษ อย่างแท้จริง”
เสี่ยวตี้ ตบหน้าอกที่แบนราบของตัวเองให้ราเชนดู ถูเอ้อหนานถึงกับอดหัวเราะออกมา
ราเชนได้แต่ยิ้ม แล้วก็ได้เห็นเล่าขุย กวักมือจากกรงที่ขังเอาไว้
ราเชนกระโดดลงจากรถม้า แล้วเดินลงไปหาทันที
“ มีอะไร?”
“ เจ้าสำนัก ข้ามีข้อตกลงกับท่าน”
“ ว่ามา”
“ หากข้าช่วยให้ได้รับ คัมภีร์พระไตรปิฏกกลับมา ท่านจะต้องปล่อยข้าเป็นอิสระ”
ราเชนส่ายหัว เพราะว่า แม้เล่าขุยไม่ได้เป็นฆาตกร แต่ก็เป็นผู้บงการ เจ้าเมืองไม่ยอมปล่อยไปแน่ๆ ที่สำคัญเขาจะบอกกับ ไต้ซือหยวนจื่ออย่างไร แต่หากได้เล่าขุยร่วมมือด้วย การตามหาคัมภีร์พระไตรปิฏกย่อมมีโอกาสมากกว่าที่ตามหาด้วยตัวเองอย่างแน่นอน
“ ข้าไม่ได้เป็นคนตัดสินโทษเจ้า แต่ข้ารับปากจะลองพูดกับ ผู้ตรวจการซ่งฉีให้"
เล่าขุย ยิ้มออกมาแล้วเอ่ยว่า
“ ขอเพียงเจ้าสำนัก ปล่อยข้าไป เมื่อได้ข่าวของหมาป่าอุดรแล้วข้าจะรีบมาบอกท่าน”
“ เฮ้..หากเจ้าไปแล้วไปเลยเล่า”
“ ท่านก็สามารถวางยาพิศข้าเอาไว้ก็ได้นี่ ท่านเป็นหมอไม่ใช่รึ?”
ราเชนนึกถึงเข็มปีศาจควบคุมวิญญาณขึ้นมาทันที คราวก่อนเขาใช้กับเล่ากงกง
ดังนั้นจึงจะกลับนำมาใช้อีกครั้ง
ราเชนมองซ้ายมองขวาหาได้มีใครสังเกตไม่ จึงนำเข็มยาวออกมาเกือบฟุต แล้วใช้ปักเข้ากลางกระหม่อมของเล่าขุย แล้วใช้นิ้วกดไปที่ขมับทั้งสองข้าง แล้วใช้นิ้วโป้จิ้มไปที่หน้าผาก เล่าขุยถึงกับสะดุ้งเฮือกตาเหลือกโพลง
ครั้งนี้ ราเชนมีพลังขั้นปรมาจารย์แล้ว ทำให้การใช้ฝังเข็มควบคุมวิญญาณตามตำราปีศาจทำได้ง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพมากกว่าเมื่อก่อนมาก
“ ต่อไปเจ้าคือทาสผู้รับใช้ของข้า ก่อนเข้าเมือง เจ้าหาจังหวะหลบหนีไป แล้วไปตามสืบมาให้ได้ ว่าคัมภีร์พระไตรปิฏกอยู่ที่ไหน”
“ ขอรับนายท่าน”
เล่าขุยรับคำสั่งราเชนอย่างซื่อสัตย์ ราเชนมอบยาสมานแผลสิบทิศไป และ ยาแก้พิษสลายพลังให้กับ เล่าขุยกลืนลงคอลงไป แล้วเอ่ยกับราเชนว่า
“ โซ่อาคมกับกรงขังลงอักขระยันต์ ข้าไม่อาจใช้พลังปราณได้ นายท่านช่วยทำลายมันให้ข้าที”
ราเชนมองโซ่ตรวนกับ กรงขังมีอักขระยันต์ลงอาคมเอาไว้ ราเชนถึงกับแปลกใจ ใครกันที่สามารถลงอักขระยันต์ที่สะกดพลังปราณราชันระดับสูงขนาดนี้ได้ แต่ไม่มีเวลาซักถาม ราเชนมองซ้ายขวาไม่มีใครสนใจ จึงนำมีดนิรนาม กรีดทำลายอักขระตรงโซ่ตรวนและกรงขัง จากนี้เล่าขุยเพียงออกแรงเพียงเล็กน้อยก็สามารถหนีไปได้แล้ว
“ ข้ามีอีกเรื่องที่ต้องบอกกันนายท่าน”
“ อะไร”
“ ในอดีต ท่านเจ้าสำนักสามารถใช้วิชาจิตมังกร ก็สามารถสยบพวกเราทั้งสี่ และควบคุมเหล่าสัตว์อสูรของพวกเราได้อย่างง่ายดาย หากนายท่านฝึกวิชานี้สำเร็จก็จะสามารถสยบหมาป่าอุดร และเจ้าหอคนอื่นได้เช่นกัน”
“ อืม แล้วข้าจะลองศึกษาดู”
ราเชนเอ่ยจบก็เดินกลับไปที่รถม้าของตน ที่กำลังเคลื่อนตัวช้าๆ รอเขาอยู่
“ หลวงจีนน้อย มีอะไรหรือเปล่า” มือปราบเต๋อคุน รีบเข้ามาถามราเชนทันที หลังจากที่เห็นราเชน มาพบกับนักโทษเล่าขุย
“ เล่าขุย เจ็บบาดแผลขึ้นมา ข้าเลยให้ยารักษาเขาไป คอยดูแลเขาให้ดี ยอดฝีมือระดับนี้ หากคิดหนีขึ้นมา พวกเราตามกลับมายากลำบากแน่ๆ”
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า อย่าได้ห่วงเลย โซ่ตรวนกับกรงขัง ลงอักขระยันต์จากราชครูฟ้าสะกดพลังปราณเอาไว้แล้ว แค่คนพิการแขนเดียว ไม่มีปัญญาหลบหนีไปได้หรอก”
“ ระวังเอาไว้ก่อนจะดีกว่า” ราเชนเอ่ยเตือน เพราะมั่นใจมากว่า เล่าขุยสามารถหนีรอดจากเครื่องพันธนาการเหล่านี้ได้ทั้งหมด
“ ข้าจะเพิ่ม คนคุมอีกเท่าตัวก็แล้วกัน อ้อ ผ่านเนินเขาลูกนี้แล้ว พวกเราก็ถึงเมืองเล่ออันแล้ว ข้าจะต้องรีบไปแจ้งเรื่อง พิษจากต้นลั่นทม ไม่รู้ป่านนี้ชาวเมืองจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้”
ราเชนพยักหน้า ไม่พูดต่อ แต่พอหลุดเนินเขา ใกล้จะเข้าเมือง เล่าขุยก็กระชากโซ่ตรวนออกเป็นชิ้นๆ แล้วพุ่งตัวหลบหนีออกไป มือปราบที่คอยเฝ้าอยู่ยี่สิบคนได้แต่ ยืนมองไม่อาจเข้าไปห้ามได้ เล่าขุยลอยไปในอากาศ แล้วหายวับไปในทันที
ราเชนนั้นอยู่แต่ในรถม้า แต่ได้ยินเสียงมือปราบร้องออกมา ว่า นักโทษหลบหนี
แต่ราเชนก็แกล้งทำเป็นแตกตื่นตกใจเช่นกัน
“ แย่แล้ว เฒ่าเล่าขุย ทำลายกรงขัง หนีไปแล้ว” มือปราบเต๋อคุนเอ่ยอย่างร้อนรน
ถูเอ้อหนาน กับ ราเชนจึงได้ออกมาจากรถม้า
“ ข้าเตือนท่านแล้ว ว่าให้ระวัง” ราเชนเอ่ยเบาๆ
“ ข้าก็ส่งคนไปเพิ่มแล้ว แต่พลังปราณของมันสูงส่งยิ่ง ไม่รู้มันหาวิธีทำลายโซ่ตรวนอาคมได้ยังไง?"
ราเชนเดินออกมาดู ก็พบว่า โซ่ตรวนและ กรงขังลงอาคม ถูกทำลายจนกลายเป็นเศษเหล็ก นับว่า ฝีมือของเล่าขุยนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ
“นักโทษที่เหลือ พอจะช่วยขยายเวลาให้กับองค์ชายสิบสี่ได้ไหม?”
ราเชนเอ่ยออกมาอย่างสงสัย
“ อีกไม่นานก็รู้เอง” มือปราบเต๋อคุนเองก็ไม่แน่ใจ แต่ในใจมองราเชนคล้ายกับว่าสงสัยการหนีไปของเล่าขุย แต่ไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดราเชนได้
“ ศิษย์น้อง เจ้าปล่อยมันไปทำไม?”
ถูเอ้อหนาน เอ่ยออกมาหลังจากที่มือปราบเต๋อคุนไปแล้ว ทำเอาราเชนถึงกับอึ้งไปไม่คิดว่า ถูเอ้อหนานจะรู้เรื่องนี้
“ เจ้าไม่ต้องกังวลไป ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องเข้าข้างเจ้าอยู่แล้ว”
“ ข้าต้องการให้มันไปช่วยตามหา คัมภีร์พระไตรปิฏก ลำพังข้าเอง ไม่อาจทำได้ภายใต้เวลาอันจำกัดเช่นนี้”
“ ท่านไม่กลัวว่า เล่าขุยจะหนีไปรึ?” เสี่ยวตี้เอ่ยออกมาอย่างสงสัย
“ ไม่กลัว ข้าใช้เข็มสะกดวิญญาณควบคุมมันเอาไว้ มันไม่มีทางหนีไปอย่างแน่นอน”
“ วิชาเข็มสะกดวิญญาณ เป็นวิชามาร เจ้าเรียนรู้มาจากไหน?” ถูเอ้อหนานเอ่ยอย่างสงสัย
“ ก่อนที่ข้าจะเป็นศิษย์ของอาจารย์ ข้าเคยศึกษากับ ปราชญ์ปีศาจมาก่อน”
“ ปราชญ์ปีศาจ มันหายสาบสูญไปนานมากแล้ว อาจารย์เคยบอกว่า มันมีวิชามารที่โหดเหี้ยม ไร้เมตตา หากทุ่มเทฝึกฝนวิชานี้มากเกินไป จิตใจเจ้าจะถูกจิตมารเข้าสิงได้ ศิษย์น้อง เจ้าอย่าฝักใฝ่วิชาของปราชญ์ปีศาจมากนักนะ”
ถูเอ้อหนานเอ่ยเตือน ราเชนได้แต่พยักหน้า เข้าใจเรื่องนี้ดี เพราะเขาใช้วิชาในคัมภีร์ปีศาจ สังหารกองทัพฮานมาแล้ว นับล้านคน
“ ขอบคุณศิษย์พี่ที่เตือน ข้าจะระมัดระวัง”
แล้วขบวนมือปราบก็มาถึงหน้าประตูเมือง มีทหารยืนเฝ้ารักษาการอยู่เป็นจำนวนมากอยู่ด้านบน ประตูเมืองกลับปิดสนิท ซึ่งดูเหมือนว่า จะไม่ใช่แค่การเฝ้ารักษาเมืองโดยทั่วไปเสียแล้ว
“ ข้าจ้าวเต๋อคุน หัวหน้ามือปราบเมืองเล่ออัน จับนักโทษมาได้ จงเปิดประตูเดี๋ยวนี้”
ทหารรักษาการณ์หน้าประตู หันไปมองหัวหน้าที่ยืนมองนิ่ง แล้วเอ่ยออกมาว่า
“ ทุกๆ คนจงแสดงป้ายประจำตัว แล้วเดินเรียงแถวเข้าประตูเมืองมาทีละคน หากใครไม่มีป้ายประจำตัว ห้ามเข้าเมืองเป็นอันขาด”
หัวหน้ามือปราบโยนป้ายประจำตำแหน่งขึ้นไป บนกำแพง หัวหน้าทหารเฝ้าประตูจึงสั่งให้เปิดประตู
“ เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้เข้มงวดเช่นนี้”
มือปราบเต๋อคุนเอ่ยกับหัวหน้าทหารอย่างสงสัย
“ ท่านหัวหน้ามือปราบคงไม่ทราบ เมื่อเจ็ดวันก่อน มีนักรบวิญญาณเข้ามาเข่นฆ่าทั้งทหารและชาวบ้านล้มตายไปนับร้อยคน ท่านเจ้าเมืองเลยมีคำสั่งให้ปิดประตูเมือง ใครจะเข้าออกต้องตรวจตราอย่างละเอียด”
“ นักรบวิญญาณ นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“ พวกมันเป็นภูตผี ข้าเคยสู้กับพวกมันแล้ว ไม่สามารถทำอะไรมันได้ มันมาสังหารทุกคืน นี่ก็ใกล้จะค่ำมืดแล้ว เชิญพวกท่านรีบกลับเข้าเมืองกันเถอะ”
มือปราบเต๋อคุนจะถามต่อ แต่ว่าไม่ได้ถาม รีบพานักโทษเข้าไปที่ว่าการศาลก่อน
ราเชนกับถูเอ้อหนานได้ฟังก็ขมวดคิ้ว
“ ศิษย์พี่ ท่านรู้จักพวกนักรบวิญญาณพวกนี้ไหม”
ถูเอ้อหนานส่ายหัว
“ วุ่นวายจริงๆ ไหนจะเรื่องพิษยางไม้ลั่นทม คัมภีร์พระไตรปิฏกที่หายไป ยังมีเรื่องนักรบวิญญาณนี้อีก” ราเชนบ่นเบาๆออกมา
“ ท่านหัวหน้าจ้าว ไต้ซือหยวนเฟย” เสียงเรียกของสตรีดังขึ้นมาจากด้านนอก พอราเชนเปิดผ้าม่านออกก็พบว่า เป็นเสียงของ องครักษ์หญิงอู่เสียนั่นเอง
“ ได้คัมภีร์มาหรือไม่”
“ ไม่ได้ แต่พวกเราจับคนร้ายที่ขโมยมาได้” มือปราบเต๋อคุนเอ่ย
“ แย่แล้ว ทำยังไงดี นี่เป็นวันสุดท้ายแล้ว ตอนนี้ท่านเจ้าเมือง กับ ผู้ตรวจการซ่งฉีกำลังตัดสินใจ ประหารองค์ชายสิบสี่ในวันพรุ่งนี้แล้วหากไม่สามารถหาคัมภีร์พระไตรปิฏกเจอ”
“ ท่านบอกผู้ตรวจการซ่งฉีหรือเปล่า ว่าถูเฟยให้ขอยืดเวลาออกไปอีก”
“ บอกแล้ว และท่านก็ช่วยพูดให้ แต่ทว่าเมื่อวาน องค์ชายเก้า เป็นตัวแทนของจักรพรรดิ มาควบคุมการประหารด้วยตัวเอง พอมาถึงก็ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เร่งให้ประหารองค์ชายสิบสี่ ทันที โชคดีที่ท่านผู้ตรวจการซ่ง อ้างว่า ตามกฏหมายของอาณาจักรมัจฉิมา ไม่อาจประหารนักโทษในยามค่ำคืน จะต้องประหารเวลาเที่ยงวันเท่านั้น ชีวิตขององค์ชายสิบสี่จึงรอดมาได้ ทำยังไงดีละที่นี้”
“ พาข้าไปพบ ผู้ตรวจการซ่งเดี๋ยวนี้”
ราเชนคิดว่า องค์ชายเก้านี่คงเป็นศัตรูคนหนึ่งขององค์ชายสิบสี่อย่างแน่นอน ถึงได้เร่งรีบเช่นนี้ ดังนั้นเขาจะต้องพูดเรื่องสำคัญกับ ผู้ตรวจการซ่งฉีก่อน
พอมาถึงศาลเมืองเล่ออัน ก็พบว่า ด้านในห้องโถง มีทหารองครักษ์ และมือปราบยืนเรียงราย ถืออาวุธกันอย่างแข็งขัน ตรงกลางมีชายหน้าขาวสวมมงกุฏน่าจะเป็นองค์ชายเก้า มีกุนซือถือพัดอยู่ด้านซ้าย มีชายหน้าดำยืนอยู่ด้านขวา มีองครักษ์ยืนคอยคุ้มกันอีกสิบกว่าคน ถัดมาด้านซ้ายคือ ผู้ตรวจการซ่งฉี กับองครักษ์ส่วนตัว ด้านขวามีชายแต่งกายสูงศักดิ์เหมือนกัน แต่ดูใบหน้าแล้วตัวโกงชัดๆ คงจะเป็นเจ้าเมืองเล่ออัน
เพราะข้างหลังของเขา คือ คุณชายตัวแสบว่านโถว กับ ซื่อจื่อห้าว อดีตหัวหน้ามือปราบ แต่ตอนนี้แต่งชุดองครักษ์เจ้าเมืองแทน ทั้งสองมองหน้าราเชนอย่างโกรธแค้น มีผู้ชายแต่งกายชุดแม่ทัพ ยืนเคียงข้างเจ้าเมืองอีก 1 คน ด้านหลังก็มีเหล่าขุนพลแม่ทัพฝ่ายเจ้าเมืองอีกมากมาย มองๆ ไป คล้ายกับว่า ทั้งสองฝ่าย ยังคงคุมเชิงกันอยู่
ราเชนเองก็สงสัย นึกว่า ผู้ตรวจการซ่งฉี จัดการกับ เจ้าเมืองเล่ออันไปเรียบร้อยแล้วเสียอีก
หัวหน้ามือปราบเล่ออัน คุกเข่าถวายคำนับให้กับ องค์ชายเก้าก่อนทันที
“ ถวายบังคมองค์ชายเก้า คำนับท่านเจ้าเมือง ท่านตุลาการศาล ท่านผู้ตรวจการ ข้าจ้าวเต๋อคุน สามารถจับคนร้ายที่ฆ่าหลวงจีนที่วัดฝอซาน และขโมยคัมภีร์พระไตรปิฏกมาได้ครบหมดแล้ว”
ชายหน้าดำดูเป็นตุลาการศาลเมืองเล่ออัน พยักหน้า องค์ชายเก้ารีบเอ่ยถามทันทีว่า
“ ไหนเล่า คัมภีร์พระไตรปิฏก”
“ คนร้ายได้มอบให้กับ จ้าวหมาป่าอุดรไปแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะรีบตามหามันให้เจอโดยเร็ว”
“ เฮอะ..ข้าไม่สนใจ หากพรุ่งนี้ไม่ได้คัมภีร์พระไตรปิฏกกลับมาก่อนยามเที่ยววันก็ประหารองค์ชายสิบสี่จางซื่อเทียนทันที”
ทุกๆ คนได้ฟังก็ได้แต่ยืนนิ่งเงียบ ราเชนเองก็ได้แต่ขมวดคิ้ว แต่แล้วก็อดไม่ได้ต้องก้าวออกไป แล้วเอ่ยออกไปว่า
“ อมิตตาพุทธ อาตมาหยวนเฟย เป็นพระมาจากวัดฝอซาน อาตมาจะขอบิณฑบาทชีวิตของ ศิษย์หลานของอาตมาหยวนเส้าเทียนจะได้ไหม”
ชายแต่งกายด้วยชุดแม่ทัพ ก้าวเดินออกมาแล้วเอ่ยว่า
“ ไต้ซือน้อย ท่านกล้าขัดราชโองการของจักรพรรดิอย่างนั้นรึ?”
ผู้ตรวจการซ่งฉี ก้าวท้าวออกมาแล้วเอ่ยช่วยราเชนว่า
“ แม่ทัพว่านโฉว กล่าวหนักเกินไปแล้ว ไต้ซือผู้นี้เป็นผู้ทรงศีล มีเมตตาจิต หาได้คิดขัดราชโองการไม่"
ราเชนไม่ทันที่จะพูดต่อ ก็มีเสียงของทหารองครักษ์และมือปราบด้านนอกวิ่งกรูกันเข้ามาเป็นนับสิบคน แต่ละคนแสดงสีหน้าแตกตื่นลนลาน พูดจาไม่ได้ศัพย์
พอมาถึง หัวของพวกมันก็ค่อยๆ ขาดออกจากร่าง โลหิตพุ่งออกมาเป็นสายไหลท่วมพื้นห้องโถง ทุกๆ คนต่างตื่นตะลึง มีเสียงดังออกมาจากภายนอกว่า
“ นักรบวิญญาณบุกเข้ามาแล้ว.........”