ณ เมืองเวลลิงตันที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงร้องไห้ของโม่โม่ที่ดังไปทั่วบริเวณ ไม่รู้ว่าคนที่เหลือที่ยังมีชีวิตอยู่จะตื่นขึ้นมาจากระยะดุร้ายรุนแรงนี้และปีนขึ้นมาที่นี่เมื่อไหร่
วูล์ฟ ชาร์ไป่ พูพู และไป๋อี้มองไปที่ผีเสื้อกลืนกินวิญญาณที่บินวนอยู่รอบ ๆ ตัวเขาทั้งสามคนจากนั้นพวกเขาก็สามารถคาดเดาได้ว่าทำไมพวกเขาถึงยังคงมีชีวิตอยู่ ผีเสื้อกลืนกินวิญญาณเหล่านี้ไม่ได้ดูดกินวิญญาณของพวกเขานั่นเพราะว่าพวกมันจะดูดกินจิตวิญญาณที่สกปรกโสมม ยิ่งไปกว่านั้นพวกมันยังคอยปกป้องพวกไป๋อี้ไว้อีกด้วย มิเช่นนั้นพวกเขาก็อาจจะเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทีมของหยูหาน ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาไม่มีทางที่จะมีชีวิตรอดได้เลย และที่สำคัญจำเป็นต้องรู้ว่าที่นี่คือใจกลางเมืองเวลลิงตันซึ่งเป็นศูนย์กลางของพวกผีวิญญาณ
เมื่อมองไปยังร่างของเพื่อนที่บอบช้ำ ไป๋อี้จึงโอบกอดทุกคนเข้าด้วยกัน ภายในจิตใจของเขากลับมารู้สึกสะเทือนใจอีกครั้ง
มันเป็นความผิดของเขาอีกแล้ว!
เพราะความอาฆาตที่มีต่อเพื่อนเก่าอย่างหยูหาน มันไม่ใช่เรื่องที่ผิดถ้าเขาจะตามหาหยูหานเพื่อล้างแค้น แต่สิ่งที่ผิดคือเขาได้ก่อเรื่องแบบนี้ขึ้นและนำพาทุกคนมาสู่จุดจบที่โหดร้ายเช่นนี้ ตลอดเส้นทางนี้มีหลายสิ่งที่สวยงามและมีภาพตรงหน้าอันงดงามที่พวกเขาได้มองข้ามไป ในอนาคตไป๋อี้จะไม่ยอมให้เพื่อนที่ล้ำค่าของเขาต้องร้องไห้อีกแน่นอน และจะไม่ปล่อยให้โม่โม่ร้องให้เสียใจแบบนี้อีกเช่นกัน มันไม่ควรจะเป็นชีวิตที่พ่อปล่อยให้ลูกสาวได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบนี้
……
“ที่นี่คือที่ไหน?” วูล์ฟได้ถามขึ้น
“ที่นี่เหรอ อ่า ข้างล่างของพวกเราดูแล้วน่าจะเป็นเนินศพ ที่นี่คือใจกลางของเมืองเวลลิงตันศูนย์กลางแห่งภูตผีวิญญาณ” ไป๋อี้ตอบอย่างช้า ๆ
วูล์ฟสังเกตไปที่กองศพพะเนินที่ไม่สามารถมองเห็นจุดสิ้นสุดของฐานข้างใต้ได้ และนั่นทำให้รู้สึกขนหัวลุกอย่างช่วยไม่ได้ ตรงกันข้ามกับโม่โม่ ชาร์ไป่ และพูพูที่กลับไม่รู้สึกอะไรเลย เด็กน้อยหนึ่งคนกับสัตว์กลายพันธุ์ 2 ตัว สำหรับซากศพมนุษย์จำนวนมากเหล่านี้พวกเขากลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย ทุกคนล้วนต่างคิดวิเคราะห์กับภาพตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
ถ้ามองข้ามกองศพที่กองพะเนินอยู่บนพื้นดินแล้วเพียงแค่มองต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านบนนั่นกลับทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกถึงความสวยงาม
ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้เติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์แต่ทว่ากลับไม่สอดคล้องกับฤดูกาลที่มันสมควรจะเติบโตเลยแม้แต่น้อย ซึ่งมันมีกลีบดอกสีชมพูและสีฟ้าสวยงามประดับประดาอยู่ตามกิ่งก้าน ภายใต้แสงจันทร์ที่กำลังส่องแสงสว่างอันเงียบสงัดทำให้สามารถมองเห็นวิญญาณร้ายซึ่งกำลังถลำเข้ามาจากด้านนอก จากนั้นก็บินเข้าตรงไปหาต้นไม้ใหญ่นั้น หลังจากวิญญาณร้ายเหล่านี้ได้สัมผัสกับต้นไม้ใหญ่ทำให้พวกมันถูกดูดเข้าไปในนั้นและหายไปในทันที หลังจากนั้นไม่นานร่างของวิญญาณที่บริสุทธิ์ก็ได้บินออกมาอีกครั้งและปรากฏรูปลักษณ์ที่คลุมเครือ ราวกับวิญญาณแมลงเม่าที่บินอยู่รอบ ๆ อย่างนุ่มนวลในบริเวณต้นไม้ใหญ่
ถูกดูดซับเข้าไป!
อย่างไรก็ตามด้วยการบินของร่างวิญญาณเหล่านี้และการเข้าไปสัมผัสอย่างไม่ขาดสายในต้นไม้ใหญ่ทำให้สุดท้ายพวกมันก็ค่อย ๆ โปร่งใสจนในที่สุดก็หายไปในอากาศอย่างสมบูรณ์
แต่เมื่อมองไปที่การปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของวิญญาณร้ายเหล่านี้ ก็รู้สึกราวกับไม่เคยเกิดสถานการณ์นี้ขึ้นมาก่อน
รอบ ๆ ต้นไม้ใหญ่มีผีเสื้อกลืนกินวิญญาณบินเข้ามาเป็นครั้งสุดท้าย ตอนนี้จำนวนผีเสื้อเหล่านี้มีจำนวนน้อยกว่าก่อนหน้านี้ถึงครึ่งหนึ่ง ส่วนผีเสื้อกลืนกินวิญญาณที่เหลือพวกมันได้บินร่ายรำท่ามกลางแสงจันทร์อันเงียบสงบปรากฏเป็นภาพที่งดงามอย่างมาก
ทุกคนมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ ไม่รู้ว่าทำไมแม้จะเห็นได้ชัดว่าต้นไม้ใหญ่ต้นนี้เป็นเนินเขาที่ประกอบขึ้นจากซากศพ แต่ไป๋อี้และคนอื่น ๆ ยังคงรู้สึกว่ามันเงียบสงบและสวยงาม ในไม่ช้าคนอื่น ๆ ก็ค่อย ๆ ละสายตาจากภาพตรงหน้า มีเพียงแค่ไป๋อี้เท่านั้นที่ยังคงมองไปที่ต้นไม้ใหญ่ตรงข้ามอย่างระมัดระวัง ราวกับว่าต้นไม้ต้นนี้มีพลังในการหลอกลวงจิตใจของผู้คน แต่มันมีผลต่อร่างวิญญาณ ยิ่งไปกว่านั้นการเปลี่ยนแปลงในดวงตาทั้งสองข้างของเขา คาดว่ามันได้รับการกระตุ้นมากจากต้นไม้ใหญ่ต้นนี้อย่างแน่นอน
ทันใดนั้นไป๋อี้ได้เห็นร่างวิญญาณที่ลอยไปทางต้นไม้ใหญ่
ตอนแรกไป๋อี้คิดว่าเขามองผิดไป แต่หลังจากมองซ้ำอีกหลาย ๆ ครั้งเขาก็สามารถยืนยันได้ทันทีว่าเขาไม่ได้มองผิดไปจริง ๆ ร่างวิญญาณดวงที่ลอยไปทางต้นไม้ใหญ่ดวงนั้นคือเมย์ริส
ไป๋อี้วิ่งไล่ตามร่างวิญญาณของเมย์ริสอย่างล้มลุกคลุกคลาน ทำให้ตอนนี้คนอื่น ๆ ต่างจ้องมองไปยังไป๋อี้ด้วยความรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นไม่นานทุกคนจึงเริ่มมีการตอบสนองต่อสิ่งตรงหน้า ที่นี่คือเมืองผีสิงแห่งเวลลิงตันซึ่งมีผู้คนจำนวนมากตายที่นี่ทำให้สิ่งแวดล้อมภายในนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความโกรธแค้น อาฆาต ก่อนหน้านี้แอนนาเคยพูดไว้ว่าผู้คนที่ตายที่นี่วิญญาณจะไม่หายไปไหนแต่จะยังคงอยู่ในสภาพร่างวิญญาณตลอดไป
“โม่โม่ หยุดเมย์ริสเร็วเข้า ต้นไม้ต้นนี้มีพลังทำให้วิญญาณสับสน และถ้ายิ่งเข้าไปใกล้มัน มันจะมีพลังในการดูดซับวิญญาณ” ไป๋อี้ที่กำลังปีนขึ้นมาได้เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็คิดได้ว่าไม่มีทางที่จะตามร่างวิญญาณของเมย์ริสได้ทัน จึงตัดสินใจตะโกนบอกกับโม่โม่ทันที
หลังจากที่โม่โม่ได้ยินไป๋อี้พูดขึ้น เธอจึงรีบวิ่งตามเมย์ริสไปในทันที ร่างเล็ก ๆ ของเธอได้ตะเกียกตะกายขึ้นไปบนเนินศพ ดูเหมือนว่าโม่โม่จะมีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับคนตาย บางทีมันอาจจะเป็นสาเหตุที่พวกผีเสื้อกลืนกินวิญญาณคอยปกป้องโม่โม่เป็นพิเศษก็เป็นได้ ในบรรดาคนทั้งหมดนี้มีเพียงแค่จิตวิญญาณของโม่โม่เท่านั้นที่ไม่ได้รับบาดเจ็บมากนักทำให้ตอนนี้เธอสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว
“ป้าเมย์ริสคะ ป้าเมย์ริส หยุด!” โม่โม่เดินมาถึงด้านข้างเมย์ริสและตะโกนเรียก
แต่ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าร่างวิญญาณที่ไร้สติของเมย์ริสจะค่อย ๆ ลอยอย่างช้า ๆ ไปหาต้นไม้โดยไม่สนใจเสียงตะโกนเรียกของโม่โม่เลย ถึงแม้ว่าโม่โม่จะขวางอยู่ด้านหน้าแต่เมย์ริสนั้นไม่มีทีท่าว่าจะหลบหลีกเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังลอยทะลุผ่านร่างของโม่โม่ไปตรง ๆ อีกด้วย นั่นจึงทำให้ตัวของโม่โม่สั่นเทาไปด้วยความหนาวเหน็บและอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงครางอู้อี้ออกมา
“ป้าเมย์ริส หยุดนะ!” โม่โม่ยังคงตะโกนเรียกเมย์ริสอยู่แบบนั้นต่อไป
เหล่าผีเสื้อกลืนกินวิญญาณที่กำลังจะบินผ่านไป ทันใดนั้นเมื่อพวกมันได้ยินเสียงร้องตะโกนของโม่โม่ก็ทำให้พวกมันรีบพุ่งเข้าหาร่างวิญญาณของเมย์ริสทันที สำหรับผีเสื้อกลืนกินวิญญาณเหล่านี้ วิญญาณของเมย์ริสก็เป็นเพียงแค่อาหารที่พวกมันจะต้องดูดกลืนเข้าไปเท่านั้น โม่โม่จึงรีบตะโกนเสียงดังทันทีเพื่อหยุดผีเสื้อเหล่านั้น ครู่ต่อมาเมย์ริสก็ค่อย ๆ ลอยห่างออกไปเรื่อย ๆ
ในตอนนี้นั้นไป๋อี้และคนอื่น ๆ กำลังปีนขึ้นข้างบนอย่างยากลำบากทำให้ความเร็วในการปีนป่ายขึ้นมานั้นช้าลงอย่างน่าเวทนา ถึงแม้ว่าจะเชื่องช้าแต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครคิดที่จะหยุดปีนป่ายตะเกียกตะกายขึ้นมา พวกเขามีความพยายามเป็นอย่างมาก การตายของเมย์ริสนั้นได้สร้างความรู้สึกอันแสนเจ็บปวดเป็นอย่างมาก แต่ถ้าหากว่าร่างวิญญาณยังคงอยู่เป็นอย่างดี บางทีมันอาจจะมีวิธีในการฟื้นคืนชีพได้ในอนาคตก็เป็นได้?
โม่โม่พยายามกีดขวางเมย์ริสไว้อย่างสุดกำลัง แต่ทว่าเมย์ริสกลับนิ่งไม่ไหวติง
เมื่อเห็นว่าเมย์ริสกำลังจะถูกต้นไม้ใหญ่ดูดซับเข้าไป โม่โม่ก็รู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาเป็นอย่างมากจึงได้ชักมีดสั้นของตัวเองออกมาพร้อมกับร้องเสียงดัง แต่เมื่อเธอดึงมีดสั้นออกมาก็ต้องตะลึงงันไปชั่วขณะเพราะทันใดนั้นเองที่หลังมือของเธอก็มีผีเสื้อกินวิญญาณที่หลอมรวมอยู่ในร่างของเธอบินออกมา
นี่มันคือ!
โม่โม่มองไปที่ผีเสื้อซึ่งกำลังบินอยู่รอบ ๆ จากนั้นจึงมองกลับไปที่หลังมือของตัวเองที่มีรูปผีเสื้อกลืนกินวิญญาณสลักไว้ เธอยืนถือมีดสั้นไว้อย่างเงียบ ๆ ใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอดูเคร่งขรึมราวกับว่าเธอรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง
นั่นคือความรู้สึกที่มาจากดวงตาของเธอ หยดเลือดที่หยดลงบนดวงตาของเธอจากร่างแม่แบบทดลองในตอนแรกกำลังจะทำให้ร่างกายของเธอเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยการซึมซับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมและสิ่งอื่น ๆ โดยไม่รู้ตัว ซึ่งยังไม่เคยปรากฏอย่างชัดเจนมาก่อน เพียงเพราะยังไม่มีโอกาสที่เหมาะสมเท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้โม่โม่รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีบางอย่างกำลังไหลเวียนอยู่ในร่างกายและในอากาศ
มันเป็นแบบนี้เองเหรอ?
โม่โม่ยังเป็นเด็กโดยแก่นแท้ เธอยังไม่รู้ว่าความกลัวคืออะไรด้วยซ้ำ เธอเพียงแค่อาศัยความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น และจากนั้นเธอก็กวัดแกว่งมีดสั้นไปที่เมย์ริสเบา ๆ โม่โม่ขยับตัวอย่างช้า ๆ และนุ่มนวลเหมือนกับการร่ายรำมีดมากกว่าการต่อสู้ในเวลาปกติ ในตอนนี้ได้มีวิญญาณของแมลงเม่าปรากฏตัวขึ้นอยู่ที่ด้านหน้ามีดสั้นของเธอโดยบังเอิญ
ทุกอย่างเงียบราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ร่างวิญญาณนี้ไม่ได้กรีดร้องหรือแสดงออกถึงความเจ็บปวดใด ๆ ออกมา แต่ร่างวิญญาณนี้กลับแตกหักออกเป็นสองซีกด้วยมีดของโม่โม่จากนั้นก็กลายเป็นแสงจุดเล็ก ๆ และหายไปในอากาศ
โม่โม่รู้สึกสะดุ้งตกใจเป็นอย่างมาก และมีดสั้นหยุดลงตรงหน้าของเมย์ริสในทันที แท้ที่จริงแล้วเธอกำลังจะทำอะไรบางอย่างและสิ่งนั้นขึ้นอยู่กับความรู้สึกภายในจิตใจของตัวเอง นึกไม่ถึงเลยว่าเธอกำลังใช้อาวุธจะทำร้ายป้าเมย์ริส ผีเสื้อกลืนกินวิญญาณที่ตอนนี้กำลังผสานร่างเข้ากับเธอควบคู่ไปกับการกระตุ้นจากเลือดจากร่างแม่แบบทดลอง คาดไม่ถึงเลยว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโม่โม่คือการที่จะฆ่าร่างวิญญาณแบบนี้ ถ้าไม่ได้เป็นเพราะวิญญาณแมลงเม่าตัวนี้บังเอิญเข้ามาขวางตรงกลาง เกรงว่าเธออาจทำอะไรบางอย่างที่แก้ไขไม่ได้ลงไปเสียแล้ว
“แต่ว่าฉันจะหยุดป้าเมย์ริสไว้อย่างไรล่ะ”
เมื่อเห็นว่าเมย์ริสอยู่ห่างจากต้นไม้ใหญ่ไปไม่ถึงสิบเมตรโม่โม่จึงกัดฟันและวิ่งไล่ตามเมย์ริสไปอย่างรวดเร็ว และในตอนนี้โม่โม่ก็หยุดอยู่ตรงหน้าเมย์ริสอีกครั้ง โดยเธอได้นึกถึงวิธีที่พ่อของเธอมักจะใช้นั่นคือม่านตาบุษบาผกผัน โม่โม่มองไปที่เมย์ริสด้วยสายตาแบบเดียวกัน ราวกับว่าได้มีควันกำลังกระจายออกมาจากดวงตาของเธอ และตอนนี้เองดวงตาของโม่โม่ก็กำลังจะเปลี่ยนไป
หยุดสิคะ ป้าเมย์ริส หยุดสิ!
โม่โม่เอาแต่ตะโกนดังก้องอยู่ในใจ แต่ว่ามันจะดูเป็นเรื่องง่ายเกินไปถ้าวิธีง่ายๆแบบนี้จะใช้ได้ผลในทันที แต่ในตอนนี้เมย์ริสก็ยังคงลอยเข้าหาต้นไม้อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
“ป้าเมย์ริส!” ในที่สุดโม่โม่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเฝ้าดูเมย์ริสถูกดูดเข้าไปในต้นไม้ใหญ่
ป้าเมย์ริส! โม่โม่คุกเข่าบนศพและร้องไห้เสียงดัง ในหัวใจเล็ก ๆ ของเธอมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เธอจำได้ พ่อ (คนที่รักที่สุด) ซาร่า (พี่สาวที่โปรดปราน) เมย์ริส (ที่มักจะทำหน้าเข้มงวด แต่เธอก็ชอบป้าคนนี้มากที่สุด) ซาร่าสอนเธอให้เธอแข็งแกร่งในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เป็นไปได้ไหมที่ป้าเมย์ริสจะจากไปเช่นกัน
โม่โม่ลุกขึ้นยืนทันทีจากนั้นก็กำลังจะพุ่งมีดปลายแหลมไปที่ต้นไม้
ในตอนนี้จิตใจของโม่โม่ยังคงเรียกหาแต่เมย์ริส แต่ไม่มีทางที่จะทำให้เมย์ริสฟื้นสติขึ้นมาได้อีกครั้ง เธอจึงอยากจะตัดทำลายต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ซะ แต่เมื่อโม่โม่ยกมีดสั้นขึ้นเธอก็มองไปที่ด้านบนของศีรษะด้วยใบหน้าที่เอ่อไปด้วยน้ำตา เมย์ริสซึ่งคืนสติขึ้นมาก่อนหน้านี้กำลังมองเธอด้วยรอยยิ้ม และเมย์ริสในตอนนี้แตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิงราวกับว่าความสกปรกในร่างกายได้รับการชำระล้างอย่างสะอาดบริสุทธ์แล้ว
“โม่โม่หนูคิดจะทำอะไร?”
“ฮือ ๆ ...... ป้าเมย์ริส!” โม่โม่ก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น
“โม่โม่ เด็กที่เข้มแข็งเขาไม่ร้องไห้กันนะ พวกเราลงไปกันก่อนเถอะ” เมย์ริสพูดกับโม่โม่ ดูเหมือนว่าวิญญาณของเมย์ริสที่เพิ่งถูกต้นไม้ดูดเข้าไปเป็นครั้งแรกจะถูกกลั่นกรองอีกครั้งและในขณะนั้นเองเธอก็ได้ยินเสียงร้องของโม่โม่ จึงทำให้เธอค่อย ๆ ฟื้นคืนสติขึ้นมา แต่การอยู่ใกล้กับต้นไม้ใหญ่นี้เป็นเรื่องที่อันตรายเป็นอย่างมาก และเมย์ริสในตอนนี้ที่ได้กลายเป็นร่างวิญญาณกลับมีความรู้สึกอย่างลึกซึ้งต่อที่ตรงนี้
ถึงแม้ว้าไป๋อี้และคนอื่นจะไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ แต่พวกเขากลับรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากเมื่อได้เห็นว่าเมย์ริสกลับมาอย่างปลอดภัย
“เมย์ริส!” ไป๋อี้ที่มองเห็นร่างวิญญาณของเมย์ริสกำลังลอยเข้ามา ซึ่งดูเหมือนว่าเธออยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเธอก็พูดอะไรไม่ออก จะมีก็เพียงประโยคเรียบง่ายเท่านั้นที่เธอสื่อสารออกมา
“อย่าโทษตัวเองนะ พวกเราออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะ อยู่ใกล้ ๆ กับต้นไม้แบบนี้ฉันไม่สามารถต้านทานแรงดึงดูดของมันได้” เมย์ริสพูด