ทะเลหมอกสีทองที่กว้างใหญ่ไพศาลในแดนสวรรค์เบื้องบน ดูราวกับจะไม่มีที่สิ้นสุดและไร้ขอบเขต คลื่นหมอกแต่ละระลอกอัดแน่นไปด้วยปราณเซียนบริสุทธิ์ที่สามารถทำให้ผู้ฝึกยตนในโลกมนุษย์อายุยืนยาวขึ้นได้นับร้อยปีเพียงแค่สูดดม ทว่าสำหรับหลินเฟย หมอกเหล่านี้เป็นเพียงแค่อากาศธาตุที่ถูกเขาสูบกลืนเข้ามาเพื่อหล่อเลี้ยง 'ปราณปฐมกาล' ในจุดตันเถียนเท่านั้น
ร่างของเด็กหนุ่มในชุดเกราะอ่อนสีดำขลับพุ่งทะยานฝ่ากระแสลมเซียนที่พัดเฉือนผิวหนังด้วยความเร็วที่เหนือกว่าแสง ทิ้งแท่นศิลาลอยฟ้าที่เปื้อนเลือดสีทองของเหล่าทหารองครักษ์เกราะเงินไว้เบื้องหลัง ความทรงจำที่เขาสูบกลืนมาจากการค้นวิญญาณของแม่ทัพสวรรค์ ทำให้เขารู้ว่าโครงสร้างของโลกใบนี้แบ่งออกเป็น 'เก้าชั้นฟ้า' โดยมี 'ตำหนักเก้าสวรรค์' เป็นศูนย์กลางอำนาจสูงสุดที่ตั้งอยู่บนชั้นที่เก้า และเป้าหมายแรกของเขาในยามนี้ คือการมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออก ซึ่งเป็นศูนย์กลางความเจริญของสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง
ยิ่งดั้นด้นลึกเข้าไปในแดนสวรรค์ แรงกดดันของกฎเกณฑ์ธรรมชาติก็ยิ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น มิติของที่นี่แข็งแกร่งจนวิชาก้าวพริบตาที่เคยใช้ทะลวงมิติในโลกมนุษย์ ถูกจำกัดระยะทางลงอย่างมหาศาล ทว่าร่างกายของหลินเฟยที่ถูกผลัดเปลี่ยนและหล่อหลอมขึ้นใหม่ด้วยปราณปฐมกาล กลับสามารถดูดซับแรงกดดันเหล่านั้นมาเป็นพลังงานขับเคลื่อนได้อย่างน่าอัศจรรย์ ท้องฟ้าเบื้องบนยังคงมีดวงอาทิตย์สีทองคำสามดวงทอแสงเจิดจ้า แต่สิ่งที่ทำให้หลินเฟยต้องชะลอความเร็วลงและหยุดลอยตัวอยู่กลางอากาศ คือภาพความยิ่งใหญ่ตระการตาที่ปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า
มันคือ 'มหานครลอยฟ้า' ขนาดยักษ์ที่ใหญ่โตยิ่งกว่าทวีปภาคกลางในโลกมนุษย์ทั้งทวีปเสียอีก!
มหานครแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นบนผืนดินหรือเกาะลอยฟ้าธรรมดา แต่มันถูกสร้างขึ้นบนกระดองของ 'เต่ามังกรบรรพกาล' ขนาดมหึมาที่กำลังแหวกว่ายอย่างเชื่องช้าอยู่ในทะเลหมอกสีทอง! เต่ามังกรตัวนี้มีอายุยืนยาวมาตั้งแต่ยุคกำเนิดสวรรค์ ลำคอและหัวของมันเป็นมังกรสวรรค์ที่น่าเกรงขาม เกล็ดแต่ละชิ้นใหญ่โตเท่าภูเขาขนาดย่อม ลมหายใจของมันก่อให้เกิดพายุหมอกเซียนที่พัดกระหน่ำไปทั่วบริเวณ
บนกระดองอันกว้างใหญ่ไพศาลของมัน อาคารบ้านเรือน หอคอย และวิหารเซียนนับแสนหลัง ล้วนสลักเสลาขึ้นจากหยกศักดิ์สิทธิ์และแร่สวรรค์ เปล่งประกายรัศมีเจ็ดสีตลอดเวลา มีน้ำตกสีรุ้งที่เกิดจากปราณวิญญาณควบแน่น ไหลรินลงมาจากเกาะลอยฟ้าขนาดย่อมที่ล้อมรอบตัวเมือง ตกลงสู่ทะเลหมอกเบื้องล่าง นี่คือ 'นครวิญญาณสวรรค์' เมืองหน้าด่านที่ใหญ่ที่สุดและมั่งคั่งที่สุดของสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง และเป็นที่ตั้งของกองกำลังรักษาการณ์ที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อป้องกันผู้บุกรุกจากดินแดนอื่น
"สร้างมหานครบนหลังสัตว์เทวะระดับบรรพกาล... พวกบนสวรรค์นี่ช่างเสวยสุขและผลาญทรัพยากรกันเสียจริง" หลินเฟยแค่นเสียงเย็นชา นัยน์ตาสีเทาที่แฝงประกายหยินหยางกวาดมองข่ายอาคมป้องกันระดับสวรรค์ที่ครอบคลุมเมืองทั้งเมืองเอาไว้ดุจโดมแก้วคริสตัล
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของยอดฝีมือระดับ 'วิญญาณแรกกำเนิด' นับหมื่นคนกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง พวกมันคือทหารยาม ขุนนาง และผู้พิทักษ์ที่คอยกดขี่ผู้ที่อ่อนแอกว่า และเหนือสิ่งอื่นใด ประสาทสัมผัสของเขารับรู้ได้ถึงกลิ่นอายที่แข็งแกร่ง หนักหน่วง และร้อนระอุยิ่งกว่าสิ่งใด ซ่อนตัวอยู่ใจกลางวิหารที่สูงที่สุดของเมือง... มันคือรังสีพลังของระดับ 'ตัดวิญญาณ' (Soul Severing) ขอบเขตที่อยู่สูงกว่าวิญญาณแรกกำเนิด! ผู้ที่บรรลุขอบเขตนี้สามารถตัดขาดสายใยแห่งกรรมและกฎเกณฑ์บางอย่างของโลกได้
หลินเฟยไม่คิดจะลอบเร้นเข้าไปอย่างเงียบๆ หรือปลอมตัวดุจตอนที่อยู่ในนครสุริยันเจิดจรัสอีกต่อไป ในเมื่อสวรรค์แห่งนี้อ้างตัวว่าเป็นผู้พิทักษ์กฎเกณฑ์อันสูงส่ง เขาก็จะใช้ดาบของเขา... ทำลายกฎเกณฑ์เหล่านั้นให้แหลกสลายและเหยียบย่ำมันลงไปกองกับพื้น
เขาลอยตัวขึ้นสูงเหนือมหานครลอยฟ้า รวบรวมลมปราณปฐมกาลอันบริสุทธิ์ในจักรวาลจำลองที่จุดตันเถียน ก่อนจะแผดเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง!
"ข้าคือหลินเฟย! ผู้ครอบครองศัสตราปฐมกาล! วันนี้ข้ามาเพื่อทวงถามความยุติธรรมและชำระแค้นกับพวกที่ชอบอ้างตัวว่าเป็นเทพเจ้าบงการชีวิตผู้อื่น! หากใครไม่อยากวิญญาณดับสูญ... ก็จงคุกเข่าศิโรราบ หรือไม่ก็ไสหัวไปให้พ้นทางข้าซะ!"
เสียงคำรามของเขาไม่ได้กึกก้องเพียงแค่อากาศ แต่มันแฝงไปด้วย 'เจตจำนงกระบี่สะบั้นไร้ลักษณ์' ที่ทะลวงผ่านมิติ คลื่นเสียงกระแทกเข้ากับม่านพลังป้องกันคริสตัลของนครวิญญาณสวรรค์อย่างจัง
เปรี้ยงงงงง! แคร่ก... แคร่ก!
ม่านพลังที่เคยต้านทานการโจมตีของสัตว์อสูรระดับสูงมานับหมื่นปี กลับเกิดรอยปริแตกและสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับกระจกที่ถูกฆ้อนปอนด์ทุบ เต่ามังกรบรรพกาลที่หลับใหลอยู่ถึงกับต้องลืมตาขึ้นและส่งเสียงร้องคำรามด้วยความหวาดหวั่น ผู้ฝึกยตนและชาวเมืองเซียนนับล้านคนภายในเมืองเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด พวกเขาทรุดตัวลงอุดหู เลือดสีทองซึมออกจากทวารทั้งเจ็ด ไม่เคยมีใคร หรือตัวตนใด กล้ามาประกาศสงครามกับตำหนักเก้าสวรรค์ถึงหน้าประตูบ้านเช่นนี้มาก่อนในรอบหลายแสนปี!
"บังอาจ! ไอ้เศษสวะมนุษย์ชั้นต่ำจากแดนเบื้องล่าง! กล้าดีอย่างไรมาเห่าหอนหน้าเมืองของข้า!"
เสียงตวาดที่ดุดันและเกรี้ยวกราดดุจภูเขาไฟระเบิด ดังก้องมาจากวิหารใจกลางเมือง ร่างขนาดยักษ์ที่สูงกว่าร้อยจั้งพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ ทะลุผ่านม่านพลังป้องกันที่กำลังแตกร้าวออกมาเผชิญหน้ากับหลินเฟย
มันคือชายร่างยักษ์กำยำ ผิวหนังเป็นสีทองแดงเข้มราวกับลาวาที่เย็นตัว สวมชุดเกราะหินสวรรค์ที่สลักลวดลายภูเขาไฟปะทุ เปลวเพลิงเซียนสีแดงฉานลุกโชนอยู่ตามรอยต่อของชุดเกราะ ในมือขวาของมันถือขวานยักษ์ด้ามยาวที่แผดเผาด้วยไฟบรรพกาล รังสีพลังของมันหนักอึ้งจนทำให้มิติรอบๆ ตัวละลาย มันคือระดับ 'ตัดวิญญาณขั้นต้น' อย่างแท้จริง!
"ข้าคือ 'เทพขุนเขาอัคคี' ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งนครวิญญาณสวรรค์!" เทพขุนเขาอัคคีคำราม นัยน์ตาดุดันลุกโชนด้วยไฟโทสะ จ้องมองเด็กหนุ่มชุดดำที่ดูเล็กกระจ้อยร่อยดุจมดปลวก "แกคือมารร้ายที่ฉีกเนตรสวรรค์และสังหารคนของข้าที่จุดเชื่อมต่อมิติ! คิดหรือว่าจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของสวรรค์ชั้นที่หนึ่งไปได้! ข้าจะสับแกเป็นชิ้นๆ แล้วเอาวิญญาณสกปรกของแกไปย่างสดในเตาหลอมสวรรค์หมื่นปี เพื่อเป็นเครื่องสังเวยแก่องค์มหาเทพ!"
หลินเฟยมองดูยักษ์ตรงหน้าด้วยสายตาที่เรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวาดกลัวหรือความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่แท้จริงของระดับตัดวิญญาณ มันแข็งแกร่งกว่าวิญญาณแรกกำเนิดอย่างเทียบไม่ติด ทว่า... แล้วอย่างไรเล่า?
"เทพขุนเขางั้นรึ?" หลินเฟยแค่นเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยาม "ก็แค่ก้อนหินโง่ๆ ที่บังเอิญดูดซับพลังเซียนมานานจนพูดได้เท่านั้น... ในเมื่อแกอยากเป็นเตาหลอม ข้าก็จะช่วยสงเคราะห์หั่นแกเป็นฟืนให้ก็แล้วกัน!"
"รนหาที่ตาย!"
เทพขุนเขาอัคคีโกรธเกรี้ยวจนขีดสุด ศักดิ์ศรีของเทพเจ้าถูกเหยียบย่ำ มันเงื้อขวานยักษ์ที่อาบเพลิงเซียนขึ้นสุดแขน พลังปราณระดับตัดวิญญาณระเบิดออกกวาดล้างเมฆหมอกสีทองรอบด้านรัศมีร้อยลี้จนสลายกลายเป็นความว่างเปล่า ขวานยักษ์ถูกฟาดฟันลงมายังตำแหน่งของหลินเฟยด้วยน้ำหนักและความเร็วที่สามารถผ่าทวีปเบื้องล่างให้แยกเป็นสองซีกได้ในคราวเดียว มิติรอบๆ รอยแยกขวานปริแตก บิดเบี้ยว และถูกเผาผลาญจนกลายเป็นสุญญากาศสีดำ!
หลินเฟยไม่หลบหลีก และไม่ได้สร้างเกราะป้องกันใดๆ เขายื่นมือขวาออกไปเบื้องหน้าอย่างเยือกเย็น ศัสตราไร้ลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบปรากฏขึ้นในฝ่ามืออย่างเงียบงัน! ใบดาบที่ไร้รอยต่อ ครึ่งหนึ่งดำสนิทดุจความมืดมิดของรัตติกาล และอีกครึ่งหนึ่งขาวสว่างดุจความบริสุทธิ์ของดวงตะวัน ส่องประกายลี้ลับ เขาไม่จำเป็นต้องรีดเร้นพลังปราณอย่างบ้าคลั่งดุจในอดีต เพราะบัดนี้ อาวุธในมือของเขาคือตัวแทนแห่ง 'กฎเกณฑ์ปฐมกาล' ที่อยู่เหนือสรรพสิ่ง
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์... สมดุลตัดสวรรค์!"
หลินเฟยตวัดศัสตราฟาดฟันสวนกลับขึ้นไปด้านบนด้วยท่วงท่าที่งดงามและเรียบง่าย คลื่นกระบี่ไม่ได้ใหญ่โตมโหฬาร แต่มันก่อตัวเป็น 'เส้นแสงสีเทา' ที่บางเฉียบยิ่งกว่าเส้นผมมนุษย์ มันพุ่งแหวกอากาศออกไปอย่างเงียบกริบ ไร้ซึ่งแรงกดดัน ไร้ซึ่งการข่มขู่
ทว่า วินาทีที่เส้นแสงสีเทานั้น ปะทะเข้ากับคมขวานเพลิงบรรพกาลขนาดยักษ์...
ฟุ่บ!
ไม่มีเสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาท ไม่มีการปะทะของพลังงานที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน ขวานยักษ์ระดับสวรรค์ของเทพขุนเขาอัคคีที่อัดแน่นไปด้วยพลังตัดวิญญาณ... กลับขาดสะบั้นออกเป็นสองท่อนอย่างเรียบเนียนรอยตัดนั้นประณีตราวกับผิวน้ำที่ถูกกรีดด้วยมีดโกน! พลังเพลิงเซียนที่ลุกโชนถูก 'ลบล้าง' และดับวูบลงในพริบตาประดุจเทียนที่ถูกเป่า
เทพขุนเขาอัคคีเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีดจนดวงตาแทบฉีกขาด มันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ทันที่มันจะได้ดึงรั้งพลังกลับหรือตั้งสติ เส้นแสงสีเทามฤตยูก็พุ่งทะลวงผ่านชุดเกราะหินสวรรค์ที่ไร้เทียมทาน และทะลุผ่านหน้าอกของมันไปแล้วอย่างเงียบเชียบ!
"อะ... อึก..."
ร่างยักษ์ความสูงร้อยจั้งของเทพขุนเขาอัคคีชะงักค้างอยู่กลางอากาศราวกับถูกแช่แข็ง ขวานยักษ์ที่หักครึ่งร่วงหล่นลงไปกระแทกกับม่านพลังป้องกันของเมืองเบื้องล่าง เลือดเซียนสีทองคำที่ร้อนระอุค่อยๆ ซึมและทะลักออกมาจากรอยตัดบางเฉียบที่พาดผ่านกลางหน้าอก ก่อนที่รอยตัดนั้นจะขยายตัว
เพล้งงงงง!
ร่างของเทพขุนเขาอัคคี ผู้พิทักษ์แห่งสวรรค์ชั้นที่หนึ่ง ปริแตกและระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นละอองแสงสีทองคำและฝุ่นหิน ร่วงหล่นลงสู่ทะเลหมอกอย่างหมดสภาพ วิญญาณที่ถูกตัดขาดไม่สามารถประกอบกลับคืนได้ สลายหายไปในอากาศธาตุอย่างสมบูรณ์แบบ!
ยอดฝีมือระดับตัดวิญญาณขั้นต้น... ถูกสังหารด้วยการฟันเพียงดาบเดียวอย่างหมดจด!
ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวและเยียบเย็นเข้าปกคลุมนครวิญญาณสวรรค์ในทันที ผู้ฝึกยตนบนสวรรค์ แม่ทัพนายกอง และชาวเมืองนับล้านคนที่เฝ้าดูการต่อสู้อยู่เบื้องล่าง ต่างทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวสุดขีดจนแทบเสียสติ พวกเขาไม่เคยเห็นพลังทำลายล้างที่ไร้เหตุผลและเพิกเฉยต่อกฎเกณฑ์เช่นนี้มาก่อนในชีวิต เด็กหนุ่มชุดดำที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าผู้นี้... ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่เซียน แต่เป็นปีศาจร้ายระดับหายนะที่สวรรค์ต้องหวาดกลัว!
หลินเฟยลอยตัวอยู่ท่ามกลางละอองแสงสีทองของเทพที่ร่วงหล่น เขาสะบัดศัสตราไร้ลักษณ์เบาๆ เพื่อไล่หยดเลือดเซียน นัยน์ตาสีเทาอันเย็นชาจ้องมองลึกลงไปยังใจกลางนครวิญญาณสวรรค์ ทะลวงผ่านม่านพลังที่กำลังแตกร้าว
"หากผู้บัญชาการของพวกเจ้ามีน้ำยาแค่นี้... ก็จงเปิดม่านพลัง และส่งมอบทรัพยากรทั้งหมดเพื่อเปิดทางให้ข้าก้าวไปสู่สวรรค์ชั้นต่อไปซะ! ไม่อย่างนั้น... ข้าจะสับเต่ามังกรตัวนี้ให้เป็นชิ้นๆ แล้วจมเมืองของพวกเจ้าลงสู่ทะเลหมอกตลอดกาล!"
คำประกาศิตของมารไร้ลักษณ์ดังกึกก้อง ทำให้ผู้คนทั้งเมืองหลวงของสวรรค์ชั้นที่หนึ่งต้องก้มหัวยอมจำนน การรุกรานแดนสวรรค์อย่างเต็มรูปแบบ ได้เริ่มขึ้นแล้วด้วยความพินาศของเทพขุนเขา!