“ไม่เป็นไรน่า”
“ก็จริง เธอก็ไปเป็นผู้บัญชาการแทนได้เหมือนกัน งั้นเราก็แค่ต้องหาหน่วยรบเดี่ยวอีกสองคน กับนักบินเมคคาอีกคนก็พอแล้ว!”
ซูลั่วหยุดเดินแล้วหันมามองเธอ “แอนนี่ เธอไม่กลัวว่าจะไปมีเรื่องกับคณะสวรรค์ขององค์รัชทายาทเหรอ?”
“ช่างมันเถอะน่า ยังไงฉันก็มีเรื่องกับจินเวยเวยไปแล้ว คนในตระกูลก็มองว่าฉันไม่มีอนาคตเท่ายัยนั่นอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องแคร์เลย”
ทั้งสองคนสบตากันก่อนจะยิ้มออกมา
ซูลั่วตัดสินใจทันที “ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย เราไปหาเจียงชูหลีกับวอลเลซที่เธอว่ากัน”
เจียงชูหลีกับวอลเลซพักอยู่หอเดียวกัน หน้าห้องของทั้งสองคนเงียบกริบ ดูท่าคงไม่มีใครอยากชวนพวกเขาเข้าร่วมทีมด้วย
ซูลั่วเดินไปเคาะประตู ไม่นานนักก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังอุ้มถุงมันฝรั่งทอดเดินออกมาด้วยท่าทางสะลึมสะลือ
เขากำลังจะอ้าปากพูด ก็ถูกใครบางคนดันกระเด็นไปด้านข้าง แล้วเด็กหนุ่มหน้าตาสวยจัดผมยาวสีน้ำเงินก็ก้าวออกมาแทน
“เป็นเธอเหรอ?”
ซูลั่วพยักหน้า “เธอคือนักศึกษาเจียงชูหลีสินะ? ฉันมาเพื่อชวนเธอเข้าร่วมทีม”
ใบหน้าของเจียงชูหลีสวยจนแทบไม่ต่างจากผู้หญิง ขนตายาวงอนรับกับดวงตาสีน้ำเงินเข้ม เช่นเดียวกับผมยาวสลวยของเขา
สีตาของเขาทำให้นึกถึงฉู่ซิงหลานขึ้นมาทันที
จะไปคิดถึงหมอนั่นทำไมกัน?
เธอรีบสลัดภาพเจ้าจิ้งจอกนั่นออกจากหัว
ทางด้านเจียงชูหลี สายตาของเขากลับดูเย็นชา “เธอเป็นถึงที่หนึ่งของการฝึกทหารรอบที่แล้ว ไม่น่าจะหาเพื่อนร่วมทีมไม่ได้นะ”
ความหมายก็คือ ไม่ควรจะมาหาเขาและวอลเลซที่เป็นตัวเลือกท้าย ๆ
จินแอนนี่รีบพูดขึ้นทันที “ที่จริงก็มีคนมาทาบทามอีกห้าคนนะ แต่ลั่วลั่วบอกว่าจะมาหาพวกเธอ แสดงว่าเธอเห็นความสามารถของพวกเธอจริง ๆ”
เจียงชูหลีพูดเสียงหยัน “ฉันรู้หรอกน่า เป็นเพราะเธอไปเด่นเกินหน้ามู่หรงซ่งฉือเข้า คนอื่น ๆ ก็เลยไม่กล้ามีเรื่องกับคณะสวรรค์ขององค์รัชทายาทสินะ”
ซูลั่วถามกลับ “แล้วพวกเธอล่ะ? กลัวคณะสวรรค์ขององค์รัชทายาทเหมือนกันเหรอ?”
“ก็แค่กลุ่มลูกคุณหนูที่เกิดมารวยหน่อย มีพรสวรรค์ดีหน่อย จะมีอะไรน่ากลัวกัน!”
เจียงชูหลีไม่กลัว แต่กลับเป็นวอลเลซที่ยืนอุ้มถุงมันฝรั่งทอดอยู่ข้าง ๆ ที่พูดขึ้นมาอย่างกลัว ๆ “นายไม่กลัว แต่ฉันกลัวนะ”
เจียงชูหลีตวัดสายตาไปมอง “สภาพอย่างนายยังมีหน้าไปกลัวอะไรอีกเหรอ? แค่นี้คนอื่นก็รังเกียจจะแย่อยู่แล้ว!”
วอลเลซหงอทันที เขาอุ้มถุงมันฝรั่งทอดแล้วหดตัวกลับเข้าไปในห้องเงียบ ๆ
จินแอนนี่พูดเสริม “คณะสวรรค์ขององค์รัชทายาทจะสักแค่ไหนกันเชียว องค์รัชทายาทก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มด้วยซ้ำ อีกอย่าง ก่อนหน้านี้มู่หรงซ่งฉือยังมาชวนลั่วลั่วเองเลย แต่โดนลั่วลั่วปฏิเสธไปน่ะ!”
เจียงชูหลีพอได้ยินก็ดูประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด เขาพิจารณาซูลั่วอย่างจริงจังอีกครั้ง สุดท้ายก็พูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ พวกเราจะเข้าร่วมทีมกับเธอ!”
“ตกลง”
ยอดเยี่ยม ตอนนี้รวมจินแอนนี่ด้วยก็หาหน่วยรบเดี่ยวครบสามคนแล้ว ขาดแค่นักบินเมคคาอีกคนเดียว
ในเมื่อไม่มีผู้บัญชาการ ก็คงต้องให้ซูลั่วรับหน้าที่นี้ไปก่อน
แต่พอพวกเขาไปตามหานักบินเมคคา ก็พบว่าเหลือเพียงคนสุดท้ายแล้ว จินแอนนี่เบิกตากว้าง “ทำไมถึงเป็นนายได้ล่ะ?”
หวังเหยี่ยนที่ขาเพิ่งจะหายดี เดินได้ปกติแล้ว ตลอดการฝึกทหารที่ผ่านมา เขาแทบจะนอนอยู่บนเตียงตลอด
คะแนนการฝึกทหารของคนคนนี้คือศูนย์คะแนนถ้วน
ถ้าจะบอกว่าที่คนอื่นไม่ชวนเจียงชูหลีกับวอลเลซเป็นเพราะเข้ากับคนยาก งั้นหวังเหยี่ยนคนนี้ก็คือขยะที่ทุกคนดูถูกของจริง
หวังเหยี่ยนนอนพิงเตียงในหอพัก นิ้วจิ้มหน้าจอเกมโดยไม่สนใจพวกเธอเลย เขาพูดขึ้นมาว่า “พวกเธอคงจะจนตรอกน่าดูเลยสินะ ถึงได้ไม่มีนักบินเมคคาจนต้องมาหาฉัน? เฮ้ย ไม่สิ ซูลั่ว เธอก็เป็นนักบินเมคคาไม่ใช่เหรอ?”
จินแอนนี่ทำหน้าบึ้ง “เพราะไม่มีผู้บัญชาการแล้ว ก็เลยต้องให้ซูลั่วรับหน้าที่แทน”
“ฮ่า ๆ ๆ งั้นพวกเธอก็แย่จริง ๆ นั่นแหละ! แต่ก็ถูก ถ้าไม่แย่ ก็คงไม่มาหาไอ้เป๋อย่างฉันหรอก”
ซูลั่วมองท่าทีของหวังเหยี่ยนนิ่ง ๆ แล้วหันไปพูดกับจินแอนนี่ทันที “แอนนี่ เราไปกันเถอะ”
เสียงหัวเราะของหวังเหยี่ยนหยุดกึก
จินแอนนี่ทำหน้างง “ลั่วลั่ว เราไม่มีผู้บัญชาการแล้วนะ ถ้าไม่มีนักบินเมคคาอีกจะทำยังไงล่ะ?”
ซูลั่วพูดเสียงเย็น “ฉันไม่อยากได้คนที่ไม่คิดจะพัฒนาตัวเองแบบนี้มาเป็นเพื่อนร่วมทีม เธอรู้ไหมว่าตอนนั้นเขาจงใจให้อสูรจระเข้กัดขาตัวเอง”
“จริงดิ? เขาบ้าไปแล้วเหรอ?”
“ไปกันเถอะน่า ยังไงก็ต้องมีวิธี อีกอย่าง ใครบอกว่าเราไม่มีนักบินเมคคาแล้ว”
ตอนนี้คะแนนของซูลั่วอยู่อันดับหนึ่ง ในขณะที่หวังเหยี่ยนมีศูนย์คะแนน ดังนั้น ให้ซูลั่วคนเดียวทำหน้าที่สองตำแหน่งก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเลย ขอแค่ให้อาจารย์อนุมัติก็พอ
คำพูดนั้นยิ่งทำให้จินแอนนี่ทึ่งในตัวซูลั่วมากขึ้น แต่ก่อนจะเดินจากไป เธอก็หันไปมองหวังเหยี่ยนอย่างเอาเรื่อง “แกก็กอดคะแนนศูนย์ของแกไปจนจบการฝึกทหารนี้เถอะ!”
ไม่ว่าหมอนี่จะจงใจทำตัวขี้เกียจไปเพื่ออะไร แต่ก็ไม่ใช่คนที่ทีมของซูลั่วต้องการ
พวกเธอรีบกลับไปหาอาจารย์กู้ซีเพื่อแจ้งรายชื่อสมาชิกในทีม แต่ระหว่างทาง ซูลั่วก็ได้รับข้อความหนึ่ง
[ฉู่ซิงหลาน: พี่สาว ผมคิดถึงพี่]
หัวใจของซูลั่วกระตุกวูบ
หรือว่า ‘ช่วงอ่อนไหว’ ของฉู่ซิงหลานจะกำเริบอีกแล้ว?
จะว่าไป ทั้งสองคนก็ไม่ได้เจอกันมาพักใหญ่แล้ว แม้ว่าสมองกลจะเปิดช่องสัญญาณพิเศษให้ติดต่อกันได้ตลอดเวลาก็ตาม แต่ซูลั่วก็ไม่ได้อยากจะติดต่อฉู่ซิงหลานนัก
ตอนนั้นเอง อาจารย์กู้ซีก็พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ได้ ทีมของพวกเธอลงทะเบียนไม่ได้ เพราะคนคนเดียวจะนับเป็นสองตำแหน่งไม่ได้”
“แต่อาจารย์คะ ไม่ใช่ว่ามีนักศึกษาภาควิชาการบัญชาการคนหนึ่งขอถอนตัวไปเพราะเหตุจำเป็นเหรอคะ?”
“อย่างน้อยพวกเธอก็ต้องมีห้าคน ฉันจำได้ว่ายังมีนักศึกษาอีกคนที่ชื่อหวังเหยี่ยนไม่ใช่เหรอ?”
สีหน้าของซูลั่วเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
จินแอนนี่ก็ทำหน้ากลัดกลุ้ม พวกเธอต้องกลับไปหาหวังเหยี่ยนคนนั้นจริง ๆ เหรอ?
ไม่ต้องพูดถึงว่าขาของเขาจะเป็นตัวถ่วงหรือไม่ แต่ท่าทางไม่เอาไหนของคนคนนี้ ถ้าเกิดไปก่อเรื่องอะไรขึ้นมากลางคันจะทำยังไง?
ซูลั่วก็รู้ดีว่าหวังเหยี่ยนไม่ใช่ตัวเลือกที่ดี
เธอก้มหน้าลงมองข้อความบนสมองกล
ถ้าเป็นเธอตัวคนเดียวก็คงไม่เป็นอะไร แต่ตอนนี้ในทีมมีทั้งจินแอนนี่ เจียงชูหลี และวอลเลซ...โดยเฉพาะจินแอนนี่ ถ้าตั้งทีมไม่ได้ คะแนนในส่วนนี้ของเธอก็จะหายไปทั้งหมด เดิมทีเธอควรจะมีตัวเลือกที่ดีกว่านี้
และ...ซูลั่วเองก็รู้สึกไม่อยากยอมแพ้เหมือนกัน
ตอนนั้นเอง เด็กหนุ่มหน้าใสบนสมองกลก็ส่งข้อความมาอีกหนึ่งฉบับ
[ฉู่ซิงหลาน: พี่สาวครับ สนใจผมหน่อยสิ ผมมาถึงท่าจอดยานของดาวฝึกแล้วนะ]
มุมปากของซูลั่วกระตุก องค์ชายเก้าตอนปกติทั้งเย็นชาและไร้ปรานี ท่าทางหยิ่งผยองไม่เห็นใครอยู่ในสายตา แต่พอเข้าสู่ช่วงอ่อนไหวทีไร ทำไมถึงกลายร่างเป็นเด็กหนุ่มขี้อ้อนติดหนึบไปได้ทุกที?
ทางด้านจินแอนนี่ก็ร้อนใจจนเดินวนไปวนมา เธอหันกลับมาก็พบว่าซูลั่วยังคงเหม่อลอยอยู่ เลยรีบพูดขึ้น “ลั่วลั่ว เธอว่าเราจะเอายังไงกันดี? หรือว่า...ฉันไปหาหวังเหยี่ยนคนนั้นดีไหม!”
เธอเห็นซูลั่วไม่พูดอะไร ก็กัดฟัน แล้วหันหลังวิ่งออกไป ตั้งใจจะไปหาหวังเหยี่ยนให้ได้
ซูลั่วกำสมองกลแน่น เธอนิ่งไปนาน สุดท้ายก็เงยหน้าขึ้นพูดกับอาจารย์กู้ซี “อาจารย์คะ เรามีผู้บัญชาการแล้วค่ะ รบกวนอาจารย์ช่วยลงทะเบียนรายชื่อห้าคนให้ด้วยนะคะ”