เมื่อตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาที่ไฟในหอพักดับพอดี
ผมนอนรออีกหน่อยแล้วค่อยๆ แอบออกจากหอพัก ปีนข้ามกำแพงออกไปยังด้านนอกมหาวิทยาลัย
ออกไปปราบผีแต่ต้องทำตัวเหมือนขโมยแบบนี้ ช่างน่าขันนัก
โชคดีที่เหลืออีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้นเทอมนี้ก็จะจบลง
ถึงตอนนั้นผมจะย้ายออกจากหอพักไปอยู่ที่ร้านของอาจารย์จะได้สะดวกต่อการทำงานมากขึ้น
เมื่อออกมาถึงนอกมหาวิทยาลัยผมสแกนเช่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และขี่ตรงไปยังป้ายรถบัสสาย ‘330’ ที่อยู่ใกล้ที่สุด
ตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มกว่า
เมื่อถึงเที่ยงคืนผมแค่เผากระดาษพับรูปรถบัสพร้อมกับกระดาษเหลืองที่เขียนวันเดือนปีเกิดของผมก็สามารถขึ้นรถได้แล้ว
ใช้เวลาเพียงยี่สิบนาทีผมก็มาถึงป้ายรถบัสที่ชื่อ ‘ถานเซียงหยวน’
ที่นี่เป็นสวนสนุกตอนกลางวันมีผู้คนพลุกพล่าน แต่เวลานี้กลับมืดสนิท ไร้เงาผู้คนแม้แต่คนเดียว
ผมยืนอยู่ที่ป้ายรถบัสพลางมองดูเวลา
ตอนนี้เป็นเวลา 23:50 น.เหลืออีกสิบนาทีก็จะเที่ยงคืน
ผมตรวจสอบเครื่องมือที่นำติดตัวมาอีกครั้ง
กระบี่กระดูกปลาแส้กระดูกงู ยันต์สะกดวิญญาณสามแผ่น ทั้งหมดนี่เป็นอาวุธหลักของผมในคืนนี้
นอกจากนี้ยังมีผงพริกขับไล่วิญญาณที่ลุงอวี๋ให้มา
กระดาษเหลืองที่เขียนวันเดือนปีเกิดของผมและแบบจำลองรถบัสกระดาษทะเบียน JK7231
สุดท้ายคือขวดนมที่พี่เฉามอบให้
ส่วนธูป เทียนและกระดาษเงินกระดาษทองก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว
ผมจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบแล้วยืนรอต่อไป
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านมาพร้อมกับละอองฝนโปรยปราย
แม้จะรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้หวั่นวิตก
ผมเคยเผชิญหน้ากับสิ่งลี้ลับมามากมายและครั้งนี้ผมก็เตรียมตัวมาอย่างดี ขอเพียงทำตามแผนของอาจารย์อย่างรอบคอบ ทุกอย่างก็น่าจะผ่านไปได้
คืนนี้เป็นคืนที่ต้องส่งรถบัสสาย‘330’ สู่สุคติ และหวังว่าจะได้รับพรเล็กๆ น้อยๆ มาบ้าง
ระหว่างที่รอ ผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงวันหนึ่งเมื่อสามปีก่อนตอนที่พบกับเสี่ยวอวี่ที่ป้ายรถบัส
ตอนนั้นก็เป็นคืนฝนตกเช่นกัน แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว
ผมถอนหายใจก่อนจะสูบบุหรี่เฮือกสุดท้าย และเวลาก็เดินมาถึงเที่ยงคืนพอดี
ผมดับบุหรี่แล้วเริ่มจุดธูปเผากระดาษเหลือง
ปักธูปสามดอกลงที่พื้นป้ายรถบัสแล้วจุดไฟเผากระดาษเหลืองหนึ่งแผ่น
ผมนั่งยองๆอยู่หน้าเปลวไฟ แสงสีแดงฉานสะท้อนเงาของผมบนพื้นถนน
สุดท้ายผมหยิบแบบจำลองรถบัส JK7231 ที่ทำจากกระดาษโยนลงกองไฟตามด้วยกระดาษเหลืองที่เขียนวันเดือนปีเกิดของตัวเอง
นี่หมายความว่าคืนนี้ผมจะเป็นหนึ่งในผู้โดยสารของรถบัสคันนี้
เมื่อรถมาถึงมันจะหยุดรับผมขึ้นไปโดยอัตโนมัติ
แต่ในขณะที่เปลวไฟกำลังเผากระดาษเหลืองที่เขียนวันเดือนปีเกิด ไฟที่เป็นสีแดงฉานกลับเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงสีเขียวมรกตในพริบตา
ดูแปลกประหลาดจนชวนให้รู้สึกเย็นวาบ
โชคดีที่รอบข้างไม่มีใครไม่เช่นนั้นถ้ามีใครขวัญอ่อนมาเห็นเข้าคงได้เป็นลมไปก่อนแน่
ผมนั่งรอไปพลางเผากระดาษไปพลาง
ธูปและกองไฟจะต้องไม่ดับลง
ผ่านไปประมาณเจ็ดถึงแปดนาที กระแสลมเย็นยะเยือกก็พัดผ่านมา
เปลวไฟลุกไหวอย่างรุนแรงจนเกิดเสียง“วู่วววว”
เศษกระดาษเหลืองที่กำลังลุกไหม้ถูกพัดขึ้นไปบนฟ้ากระจัดกระจายไปทั่ว
แต่ว่าฝนยังคงโปรยปราย
กระดาษที่ถูกพัดลอยขึ้นไปจึงถูกละอองฝนทำให้เปียกจนมอดดับ
แต่ที่แปลกคือเศษกระดาษเหล่านั้นกลับยังคงลอยไปมากลางอากาศราวกับมีบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังควบคุมอยู่
พวกมันค่อยๆลอยวนเวียนรอบป้ายรถบัส...
ขณะนั้นเองไฟสลัวของป้ายรถบัสกะพริบดัง“ปึบๆ” สองครั้ง ก่อนจะดับสนิท
รอบด้านถูกปกคลุมด้วยความมืดในทันที
มีเพียงเปลวไฟสีเขียวสลัวที่ยังลุกโชติช่วงอยู่ตรงหน้าป้าย
“วู่วววว...”
สายลมเย็นยะเยือกพัดวูบมาอีกครั้งก่อนที่รถบัสเก่าโทรมคันหนึ่งจะแล่นเข้ามาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้
มันเคลื่อนที่อย่างเงียบงันไม่มีแม้แต่เสียงเครื่องยนต์ ไฟหน้าก็มืดสนิท ทว่าภายในกลับมีแสงสีเหลืองมัวสลัวส่องออกมา
แม้จะอยู่ไกลผมก็จำมันได้ทันที
มันคือรถบัส JK7231 คันเดียวกันกับที่เคยปรากฏมาก่อน
หัวใจผมกระตุกเล็กน้อยพลางมองมันใกล้เข้ามา
รถบัสเคลื่อนเข้ามาหยุดตรงหน้าผมอย่างแผ่วเบา ไม่มีเสียงเบรกไม่มีเสียงเครื่องยนต์ มีเพียงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวรถ
มันให้ความรู้สึกราวกับไม่ใช่รถบัสแต่เป็นตู้แช่แข็งขนาดใหญ่
ประตูรถเปิดออกพร้อมเสียง“แกร๊ก”
ผมเงยหน้าขึ้นเห็นคนขับเป็นชายวัยกลางคนใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด
เขาหันมามองผมแล้วยิ้มบางๆ เหมือนครั้งก่อน
แม้ความกดดันจะแผ่ซ่านเข้ามาในใจแต่ผมยังคงยิ้มตอบก่อนก้าวขึ้นไปบนรถบัสที่ประสบอุบัติเหตุเมื่อสิบสองปี
แสงภายในรถยังคงมัวสลัวอากาศหนาวเย็นจนแทรกเข้าไปถึงกระดูก
ผมก้าวขึ้นไปหยิบเหรียญออกมาหยอดลงในกล่อง
เสียง “ติ๊ง”ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงแหบต่ำของคนขับ
“เดินไปข้างหลังมีที่นั่งว่างอยู่”
ทันทีที่พูดจบประตูรถก็ปิดลงดัง “ปัง”
รถบัสเริ่มเคลื่อนตัว
ผมจับราวจับพลางกวาดตามองผู้โดยสารในรถ
ทุกคนบนรถล้วนมีใบหน้าเย็นชาซีดเผือด ไร้ซึ่งสีเลือด พวกเขานั่งอย่างเงียบงัน สายตาจับจ้องมาที่ผมอย่างไร้อารมณ์
ในแถวที่สองผมเห็นภรรยาและลูกของพี่เฉานั่งอยู่
ผู้โดยสารทั้งหมดมีสิบสองคน...
หรืออาจจะต้องเรียกให้ถูกว่าวิญญาณสิบสองดวง
ผมไม่ได้ลงมือทำอะไรทันทีแต่เลือกที่จะสังเกตดวงตาของทุกวิญญาณในรถบัสก่อน
อาจารย์บอกไว้อย่างชัดเจนว่าวิญญาณที่ถูกพลังอาฆาตครอบงำ จะมีดวงตาสีขาวโพลน
ส่วนวิญญาณที่ยังมีความอาฆาตหลงเหลืออยู่ดวงตาจะเป็นสีดำสนิท
ทั้งสองประเภทไม่มีรูม่านตา
แต่สำหรับวิญญาณปกติดวงตามักจะเป็นสีเทาหม่น
ผมกวาดตามองไปรอบรถตรวจสอบดวงตาของทุกคน ก่อนจะยืนยันว่าดวงตาของพวกเขาทั้งหมดเป็นสีเทา
หัวใจผมผ่อนคลายลงเล็กน้อย
แสดงว่าความอาฆาตของพวกเขาได้จางหายไปเกือบหมดแล้วหลังจากผ่านไปสิบสองปี
ผมหันไปมองนอกหน้าต่างทัศนียภาพภายนอกพร่ามัวจนแยกไม่ออกว่าอยู่ที่ไหน
แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญตอนนี้สิ่งที่ผมต้องทำคือทำให้พวกเขารู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว จากนั้นก็ให้คนขับรถขับไปที่ท่าเรืออวี๋จุ่ยเพื่อส่งพวกเขาไปสู่สุคติ
เมื่อตัดสินใจได้ผมก็สูดหายใจลึกๆ แล้วเอ่ยขึ้นโดยตรงกับคนขับรถ “พี่ชายผมขอเปลี่ยนเส้นทางหน่อย ช่วยขับไปที่ท่าเรืออวี๋จุ่ยได้ไหมครับ”
คนขับรถหันกลับมามองผมด้วยความประหลาดใจ
ผู้โดยสารที่เหลือในรถขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ยังไม่มีใครพูดอะไร
สุดท้ายคนขับรถตอบกลับมาว่า “น้องชาย รถบัสคันนี้มีกฎที่เคร่งครัด เราไม่สามารถเปลี่ยนเส้นทางได้ตามใจชอบ ถ้าจะไปท่าเรืออวี๋จุ่ยละก็ นายคงขึ้นรถผิดคันแล้ว”
ผมมองเขานิ่งๆก่อนพูดต่อ “พี่ชายขับรถคันนี้มานานกี่ปีแล้ว ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างหรือครับ ฟังผมนะ พาผมไปที่ท่าเรือเถอะ พวกคุณทั้งหมดตายไปตั้งแต่สิบสองปีที่แล้วหากไปที่นั่น ผมจะช่วยส่งพวกคุณไปเกิดใหม่”
น้ำเสียงของผมยังคงสงบนิ่ง
แต่ทันทีที่พูดจบวิญญาณชายหนุ่มที่มีรอยสักบนแขนก็ลุกขึ้นทันที
“ไอ้หนู!แกจะส่งใครไปเกิดใหม่หา! คิดจะหาเรื่องกันหรือไง!”
“ใช่!ไอ้หนุ่ม นั่งลงซะ! ฉันยังต้องกลับบ้านไปทำอาหารอยู่ ท่าเรืออวี๋จุ่ยน่ะไกลเกินไป!” หญิงชราอีกคนพูดแทรกขึ้นมา
ผู้โดยสารคนอื่นๆก็เริ่มแสดงความไม่พอใจ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นทั่วรถ
ในขณะเดียวกันคนขับรถเองก็พูดขึ้นเสียงเย็น “ถ้าอยากลงก็ลงตอนนี้ได้เลย แต่รถคันนี้จะไม่มีวันไปที่ท่าเรืออวี๋จุ่ยแน่นอน”
ผมยังคงนิ่งและพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ธุลีคืนสู่ธุลี...พวกคุณตายไปตั้งแต่สิบสองปีก่อนแล้ว จะยึดติดไปทำไม”