ณ ชายป่าแห่งความตาย
เมื่อพวกเขามาถึงป่าแห่งความตาย บรรยากาศรอบ ๆ ก็เปลี่ยนไปทันที ป่าเต็มไปด้วยเงามืดและพลังแห่งความตายที่แผ่ซ่าน เทพอัสนีย์ เทพเหมันต์ และเทพีทั้งห้าเตรียมตัวสำหรับการเผชิญหน้ากับศัตรูที่รออยู่ภายในป่านี้
เทพเหมันต์ "ที่นี่เต็มไปด้วยพลังแห่งความมืด... เราต้องระวังให้มาก"
เทพอัสนีย์ กล่าวอย่างมั่นใจ "อย่าได้หวั่นไหว ราชันย์เงาอาจแข็งแกร่ง แต่พลังแห่งอัสนีจะทำลายความมืดได้ ข้าจะนำพวกเราไปสู่ชัยชนะ"
ทุกคนเตรียมพร้อมเข้าสู่ป่าแห่งความตาย การต่อสู้ครั้งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เทพอัสนีย์และเทพเหมันต์ พร้อมด้วยเทพีทั้งห้า เดินเข้าสู่ป่าแห่งความตาย บรรยากาศรอบ ๆ ปกคลุมด้วยความมืดมิด ทันทีที่เท้าของพวกเขาสัมผัสกับผืนป่า ท้องฟ้าก็กลายเป็นสีดำมืดคลุมไปทั่ว
เทพเหมันต์เสียงทุ้มต่ำ "ความมืดนี้ไม่ใช่ความมืดธรรมดา มันเต็มไปด้วยพลังชั่วร้าย"
เทพทั้งเจ็ดต่างเร่งปลดปล่อยปราณของตน เพื่อสร้างแสงสว่างทะลุผ่านความมืด ทันใดนั้น มารเงาที่มีร่างกายเป็นเงาดำโปร่งแสงก็ปรากฏตัวขึ้นรอบ ๆ พวกเขา
เทพอัสนีย์สั่งการด้วยเสียงเด็ดขาด "ระวังตัว มารเงานี้มีพิษ หากสัมผัสร่างกายผู้ใด แก่นวิญญาณของผู้นั้นจะสลาย ร่างก็จะกลายเป็นฝุ่นในทันที"
เทพีทั้งห้าหันหลังชนกัน จัดขบวนเตรียมพร้อมต่อสู้ ในขณะที่เทพอัสนีย์และเทพเหมันต์ลอยตัวเหนือพื้นดิน เตรียมรับมือกับศัตรูที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
เทพีแห่งดินสร้างกำแพงดิน "ข้าจะปกป้องพวกเราไว้"
เทพีแห่งน้ำปล่อยกระแสน้ำ "ข้าจะต้านพวกมันด้วยพลังแห่งธาตุน้ำ"
เทพีแห่งลมและเทพีแห่งไฟก็ต่างปล่อยพลังของตนออกไปเพื่อกันการโจมตี
เทพีแห่งไฟ "ให้ไฟของข้าเผาทำลายมัน"
แต่กลับมีเพียงแสงของเทพีแห่งแสงที่สามารถฆ่ามารเงาได้
เทพอัสนีย์ใช้ดวงตาที่สาม มองเห็นภัยอันตรายล่วงหน้า "มันยังมีอีกมาก ข้าจะทำให้ทุกคนเห็นพวกมัน"
เทพอัสนีย์ใช้พลังดวงตาที่สาม ส่งภาพมารเงาอีกนับพันที่ซุ่มอยู่ในเงามืดให้ทุกคนได้เห็น
เทพเหมันต์ประกาศเสียงดัง "เราต้องจัดการมันให้หมด ข้าจะใช้พลังเหมันต์แช่แข็งพวกมัน"
เทพเหมันต์ปล่อยพลังเหมันต์ แช่แข็งมารเงาทั้งหมดในพริบตา ทำให้มารเงาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
เทพอัสนีย์เสียงดังและมั่นคง "ถึงตาข้าแล้ว"
เทพอัสนีย์ยกดาบอัสนีขึ้น ปล่อยพลังสายฟ้าฟาดลงมาทำลายมารเงาทั้งหมด จนไม่เหลือซาก ทันใดนั้น ร่างใหญ่ของ "ราชันย์เงา" ก็ปรากฏตัวขึ้น
ราชันย์เงาเสียงทุ้มต่ำและโกรธเกรี้ยว "บรรดาเทพทั้งหลาย เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำลายลูกน้องของข้าจนหมดสิ้น พวกเจ้าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต"
ราชันย์เงาและเทพอัสนีย์เข้าปะทะกัน การต่อสู้เป็นไปอย่างยิ่งใหญ่และดุเดือด ทั้งสองแลกพลังกันอย่างไม่ยั้ง ราชันย์เงาใช้พลังแห่งเงาโจมตีอย่างต่อเนื่อง แต่เทพอัสนีย์ก็ตอบโต้ด้วยพลังแห่งสายฟ้า
หลังการต่อสู้อันยาวนาน เทพอัสนีย์รวบรวมพลังทั้งหมด ฟาดดาบอัสนีเข้าใส่ร่างของราชันย์เงาจนร่างสลายและหายไปในอากาศ
ขณะการต่อสู้สิ้นสุดลง เทพปักษาวายุก็ปรากฏตัวขึ้น นางรีบเหาะตามมาด้วยความเป็นห่วง
เทพปักษาวายุเสียงเต็มไปด้วยความโล่งใจ "ท่านพี่ ข้าดีใจเหลือเกินที่ท่านปลอดภัย"
นางก้าวเข้ามาหาเทพอัสนีย์ พลางแสดงความดีใจอย่างชัดเจน เทพเหมันต์และเทพีทั้งห้ามองดูเทพปักษาวายุด้วยความสงสัย
เทพเหมันต์ถามด้วยน้ำเสียงขบขัน "ท่านพี่อัสนี... ดูเหมือนท่านจะมีเรื่องที่พวกเรายังไม่รู้"
เทพอัสนีย์ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายให้ทุกคนเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเทพปักษาวายุ
เทพอัสนีย์กล่าว "นางคือเทพปักษาวายุ ผู้ที่ข้าสร้างขึ้นจากเสี้ยววิญญาณของนางมารเมฆา แต่ตอนนี้ นางเป็นเทพแล้ว และข้ารับนางเป็นภรรยา"
เทพเหมันต์ฟังแล้วพยักหน้า ยิ้มอย่างเข้าใจ ก่อนจะกล่าว "หากเป็นเช่นนั้น หลังจากเสร็จศึกนี้ ท่านควรแต่งตั้งนางเป็นพระสนม มิใช่ท่านพี่จะมามีเศษเล็กเศษน้อยกันในป่าเช่นนี้ นางควรมีตำหนักและสิทธิเท่าเทียมกับพระสนมองค์อื่น ๆ ทุกประการ"
เทพอัสนีย์ครุ่นคิดสักครู่ ก่อนจะพยักหน้ารับคำ "พี่รับปากเจ้า เมื่อภารกิจสิ้นสุด นางจะได้รับตำแหน่งที่สมควร"
เทพปักษาวายุคุกเข่าลง คารวะเทพอัสนีย์ด้วยความเคารพ
เทพปักษาวายุกล่าว "ข้าขอบคุณท่านพี่สำหรับทุกสิ่งที่ท่านทำเพื่อข้า"
ยังพูดไม่ทันขาดคำ ทันใดนั้น ลูกศรสามดอกพุ่งมาพร้อมกันจากทิศทางไม่คาดคิดพุ่งตรงมายังเทพอัสนีย์
เทพอัสนีย์ตะโกนเสียงดัง "ระวัง!"
เทพปักษาวายุผู้ซึ่งเป็นมหาเทพที่ว่องไวที่สุดและอยู่ใกล้เทพอัสนีย์ที่สุด กระโดดไปรับลูกศรทั้งสามดอกอย่างรวดเร็ว ลูกศรพุ่งปักบนร่างของนาง สร้างความเจ็บปวดแสนสาหัส นางกระอักเลือดออกทางปาก
เทพปักษาวายุเสียงแผ่ว "ท่านพี่... ข้าคงไม่รอดแล้ว"
เทพอัสนีย์รีบประคองนางไว้ในอ้อมแขน สายตาเต็มไปด้วยความตกใจและเศร้าโศก
เทพอัสนีย์เสียงสั่น "ไม่... เจ้าต้องอยู่กับพี่ พี่จะรักษาเจ้าให้ได้"
เทพปักษาวายุส่ายหน้าเบา ๆ นางมองเทพอัสนีย์ด้วยความสงบ
เทพปักษาวายุ "ฟังข้า... ลูกศรที่พุ่งมานี้คือศรสลายแก่นเทพ... มันเกิดจากมนต์ของราชันย์เงา เมื่อโดนเข้าไป แก่นวิญญาณของข้าจะสลายหลังจากข้าสิ้นลม"
เทพอัสนีย์ฟังด้วยหัวใจที่แตกสลาย แต่นางยังคงพูดต่อด้วยเสียงแผ่วเบา
เทพปักษาวายุ "ดังนั้นก่อนที่ข้าจะสิ้นลม... ท่านพี่ดึงแก่นวิญญาณของข้าเข้าไปผนวกกับแก่นวิญญาณของท่าน ท่านจะเพิ่มระดับได้อีกไม่ต่ำกว่า 10 ระดับ... ท่านพี่... นี่เป็นวิธีเดียวคือใช้พลังของข้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด"
เทพอัสนีย์รู้สึกขัดแย้งในใจอย่างมาก แต่เขาก็เข้าใจถึงสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เทพอัสนีย์ เสียงเศร้า "เจ้าต้องการให้พี่ทำเช่นนั้นจริงหรือ?"
เทพปักษาวายุพยักหน้าเล็กน้อย แม้ว่าใบหน้าของนางจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่นางก็ยังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน
เทพปักษาวายุ "ท่านพี่...ข้าพร้อมแล้ว... อีกอย่าง ท่านต้องตามหาตลับจันทรา มันคือกุญแจสำคัญที่จะทำลายราชันย์เงาโดยสมบูรณ์... ตลับจันทรานั้นเก็บแก่นวิญญาณของราชันย์เงา หากท่านพบมัน ท่านต้องนำแก่นวิญญาณของมันมาผนวกกับของท่าน... การผนวกนั้นจะเพิ่มพลังให้ท่านอีกไม่น้อยกว่า 10 ระดับ"
เทพอัสนีย์กำลังจะพูดบางอย่าง แต่นางหยุดเขาด้วยการวางมือลงบนมือของเขา
เทพปักษาวายุ "จงทำตามที่ข้าขอ... ข้าพร้อมแล้ว"
น้ำตาไหลลงมาจากดวงตาของเทพอัสนีย์ เขาก้มลงและดึงแก่นวิญญาณของนางออกมา ผนวกเข้ากับของตนเอง แสงสว่างอ่อน ๆ ปกคลุมร่างของนางก่อนที่นางจะหายวับไปในอากาศ
เทพีทั้งห้ายืนอยู่ข้าง ๆ ต่างร่ำไห้ด้วยความตื้นตันใจและความเศร้า
เทพีแห่งแสงเสียงสั่นเครือ "นางคือผู้เสียสละที่ยิ่งใหญ่... ข้าหวังว่าดวงวิญญาณของนางจะสงบสุข"
เทพอัสนีย์ยืนขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความตั้งใจ เขาก้มลงไปค้นหาตลับจันทราที่ราชันย์เงาทิ้งไว้
เทพอัสนีย์เสียงมั่นคง "ข้าต้องทำตามคำของนาง"
หลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน เทพอัสนีย์ก็พบตลับจันทราอยู่ที่จุดที่ร่างของราชันย์เงาสลาย เขานำแก่นวิญญาณของราชันย์เงามาผนวกเข้ากับของตนเอง จากนั้นก็หลับตาลงและนั่งสมาธิเพื่อตระหนักรู้และหลอมแก่นวิญญาณทั้งหมดเข้าด้วยกัน เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม แสงวาบสว่างไสวออกจากร่างของเทพอัสนีย์ เสียงระเบิดดังกึกก้องไปไกล แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
เมื่อแสงนั้นจางลง เทพอัสนีย์ลืมตาขึ้น ใบหน้าของเขาดูแข็งแกร่งและสงบนิ่ง
เทพอัสนีย์กล่าวอย่างหนักแน่น "บัดนี้ ข้าเป็นมหาเทพระดับ 80 แล้ว"
เทพเหมันต์และเทพีทั้งห้าเข้ามาแสดงความยินดีกับเขา แต่ทุกคนยังคงเงียบงันเพราะการเสียสละของเทพปักษาวายุ
เทพเหมันต์กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา "ความยิ่งใหญ่ของท่านเกิดจากการเสียสละที่ยิ่งใหญ่... ขอให้ดวงวิญญาณของนางได้พบกับความสงบ"
เทพอัสนีย์พยักหน้าเล็กน้อย หัวใจเต็มไปด้วยความเศร้า แต่ยังคงมุ่งมั่นในการเดินทางต่อไป
“ข้ายังสงสัยว่าทำไมตลับจันทราถึงได้ตกอยู่ และทำไมภายในมีแก่นวิญญาณของราชันย์เงา” เทพีแห่งดินกล่าวขึ้นมาด้วยความอยากรู้
เทพีแห่งลมยิ้มแล้วกล่าวขึ้นว่า “เรื่องนี้ข้ารู้ ท่านพ่อข้าเคยเล่าให้ฟังว่าในป่าลึกลับแห่งพิภพมาร มีมารผู้หนึ่งสามารถโกงความตายได้ โดยเมื่อเขาใกล้ตายก็จะถอดแก่นวิญญาณมาใส่ในตลับจันทราและแอบซ่อนไว้ โดยที่ตลับจันทรานี้เป็นของวิเศษที่สามารถบ่มเพาะแก่นวิญญาณจนสามารถถือกำเนิดใหม่ได้ภายใน 3 ชั่วยาม ดังนั้นหากจะฆ่ามารผู้นี้จะต้องทำลายแก่นวิญญาณเท่านั้น”
หลังชัยชนะของเทพอัสนีย์และการล่มสลายของราชันย์เงา เทพอัสนีย์ยืนอยู่กลางป่าแห่งความตาย มองดูท้องฟ้าที่มืดมิดด้วยความมุ่งมั่น ใจของเขายังอาลัยถึงเทพปักษาวายุ แต่หน้าที่ของเขายังไม่สิ้นสุด เขาได้ตัดสินใจที่จะสร้างป้อมปราการที่นี่ เพื่อป้องกันศึกจากมารพยัคขาว
เทพอัสนีย์กล่าวด้วยเสียงมั่นคง "พวกเรายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก หากกองทัพของมารพยัคขาวบุกมา ที่นี่จะต้องเป็นด่านหน้าที่แข็งแกร่งที่สุด ข้าจะสร้างป้อมปราการที่ไม่มีใครสามารถผ่านไปได้"
เขาเรียกกำลังทหารเทพมาเพื่อลงมือสร้างป้อมปราการในป่าแห่งความตาย เทพเหมันต์และเทพีทั้งห้าก็ร่วมมือกันอย่างแข็งขันในการออกแบบป้อมและวางค่ายกล
เทพเหมันต์เสียงเคร่งขรึม "ถ้าจะรับมือกับมารพยัคขาว เราต้องเตรียมการให้รัดกุมที่สุด ป้อมปราการนี้จะเป็นเส้นป้องกันแรก"
เทพอัสนีย์ "ข้าตั้งชื่อที่นี่ว่า "ป้อมพายุโลกัณฑ์" มันจะเป็นกำแพงแห่งสายฟ้าและพายุที่ไม่มีมารตนใดสามารถฝ่าผ่านได้"
เทพเหมันต์และเทพีทั้งห้าพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
เทพีแห่งดิน "เราจะเริ่มต้นด้วยการสร้างฐานป้อมที่มั่นคง ข้าจะใช้พลังแห่งดินเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของผืนดินที่นี่"
เทพีแห่งดินทำการสร้างกำแพงและฐานที่มั่นด้วยพลังของนาง พื้นดินในบริเวณนั้นก็ถูกยกขึ้นเป็นกำแพงสูงตระหง่าน
เทพีแห่งไฟ "ข้าจะสร้างค่ายกลไฟเพื่อกักขังและทำลายศัตรูที่เข้ามาใกล้ป้อม"
เธอวาดมือขึ้นพร้อมเปลวไฟที่พุ่งออกมา ทำให้เกิดค่ายกลไฟที่ลุกโชนรอบป้อมปราการ
เทพีแห่งน้ำ "ส่วนข้าจะทำให้ป้อมนี้มีกำแพงน้ำล้อมรอบ ช่วยเสริมพลังและป้องกันการโจมตีจากภายนอก"
นางเรียกน้ำจากท้องฟ้าลงมาล้อมรอบกำแพงป้อมให้กลายเป็นแม่น้ำสายยักษ์ที่ไหลเชี่ยว
เทพีแห่งลม "ลมของข้าจะช่วยปกป้องและชะลอการเคลื่อนที่ของศัตรู"
นางสร้างกระแสลมหมุนรอบป้อมปราการ เพิ่มพลังในการป้องกัน
เทพีแห่งแสง "ข้าจะสร้างค่ายกลแสงเพื่อเป็นตาข่ายแสงที่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของศัตรูทั้งหลาย"
นางสร้างแสงสว่างพุ่งออกมาในทิศทางต่าง ๆ จนปกคลุมทั่วทั้งป้อมปราการ
เทพอัสนีย์พยักหน้าด้วยความพอใจ จากนั้นเขาเรียกเทพพายุโลกัณฑ์มารักษาการณ์ที่ป้อมนี้ เพื่อเสริมการป้องกันให้แน่นหนายิ่งขึ้น
เทพพายุโลกัณฑ์ "ข้าจะทำหน้าที่พิทักษ์ป้อมแห่งนี้อย่างเต็มกำลัง "ป้อมพายุโลกัณฑ์" จะยืนหยัดไม่ว่ากองทัพมารพยัคขาวจะแข็งแกร่งเพียงใด"
หลังจากใช้เวลา 3 วัน ป้อมปราการพายุโลกัณฑ์ก็สำเร็จอย่างงดงาม มีความแข็งแกร่งดุจภูผาและเต็มไปด้วยค่ายกลที่ซับซ้อน จากนั้นเทพทั้งห้าใช้เวลาอีก 5 วันในการวางค่ายกลและกับดักต่างๆเพิ่มเติมเพื่อให้ด่านหน้าที่นี่แข็งแกร่งที่สุด
เทพเหมันต์ "ศึกใหญ่กำลังจะมาถึง เราจะต้องไม่ประมาท"
เทพอัสนีย์เสียงหนักแน่น "พวกเราจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้ากับกองทัพของมารพยัคขาว และป้อมปราการแห่งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันพิภพอัสนี"
เทพทั้งหลายต่างเตรียมตัวสำหรับการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง แม้ท้องฟ้ามืดมิดในป่าแห่งความตาย แต่พลังแห่งเทพที่ป้อมพายุโลกัณฑ์ทำให้สถานที่นี้เต็มไปด้วยความสว่างและพลัง
ณ ห้องฝึกยุทธ ณ เมืองเมฆอัคคี
ภายในห้องฝึกยุทธที่มีบรรยากาศเคร่งเครียด ทหารมารคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามารายงานต่อมารพยัคขาว
ทหารมารเสียงสั่นเครือ "นายท่านๆ เมื่อ 3 วันที่แล้วด่านป้องกันของเมืองเมฆอัคคีได้แตกไปถึงสามด่านแล้ว กองกำลังทั้งหมดก็สูญสิ้น เหลือเพียงท่าน พระชายา และทหารอีกห้าร้อยนายเท่านั้น"
มารพยัคขาวเพิ่งออกจากสมาธิรับฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ภายในเต็มไปด้วยความคิด “ทำไมเพิ่งมารายงานข้า”
ทหารมารเสียงสั่น “ข้ามารายงานทุกวัน แต่ท่านฝึกวิชาอยู่ไม่รับรู้สิ่งใดเลย”
มารพยัคขาวน้ำเสียงเย็นชา "ไปเรียกพระชายามา ข้ามีเรื่องต้องพูดกับนาง"
เพียงครู่เดียว หญิงสาวผู้สง่างามและแข็งแกร่งในชุดมาร ก้าวเข้ามาภายในห้องฝึกยุทธ นางคือ วรันธร พระชายาผู้ทรงพลัง เธอคุกเข่าลงต่อหน้ามารพยัคขาว
มารพยัคขาวเสียงนุ่มแต่แฝงความต้องการ "วรันธร เจ้าเป็นชายาของข้า และเป็นมารที่มีพลังเหนือข้าเสียอีก ข้าอยากให้เจ้าทำเพื่อข้าสักเรื่องหนึ่ง"
นางมารวรันธรเงยหน้าขึ้น สายตาแน่วแน่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
นางมารวรันธร "ท่านต้องการให้ข้าไปจัดการกับพวกเทพที่บุกเข้ามาใช่หรือไม่?"
มารพยัคขาวหัวเราะเล็กน้อย
มารพยัคขาว "เจ้าไม่กล้าอย่างนั้นหรือ? พวกเทพเหล่านั้นเคยเป็นพวกของเจ้ามาก่อน... เจ้าจะทำใจฆ่าพวกเขาได้หรือไม่"
วรันธรโกรธขึ้นมาทันที นางลุกขึ้นแล้วตบกำแพงหินในถ้ำจนผนังบางส่วนแตกกระจาย
นางมารวรันธรเสียงเกรี้ยวกราด "ข้าคือมาร บัดนี้จิตใจของข้าเป็นมารอย่างสมบูรณ์! ใยท่านต้องระแวงข้าด้วย?"
นางหันหลังสะบัดหน้าออกไปจากห้องด้วยความโกรธ
นางมารวรันธร "พรุ่งนี้ ข้าจะไปฆ่าพวกเทพให้สิ้นซาก! ท่านไม่ต้องกังวล"
มารพยัคขาวมองนางจากไปด้วยรอยยิ้มบางๆ
มารพยัคขาวพึมพำกับตัวเอง "ขอบใจ... แต่ข้าเองก็ไม่ได้ไว้วางใจใครทั้งนั้น"
เขานึกถึงทางหนีที่เตรียมไว้ในใจ เขาได้ขุดอุโมงค์ลับและทำประตูมิติที่เชื่อมต่อกับพิภพมารไว้ด้านหลังเมือง ซึ่งเป็นเส้นทางลับนี้จะหนีได้เพียงคนเดียวเท่านั้น เมื่อใช้แล้วประตูมิติก็จะทำลายตัวเอง
มารพยัคขาวเสียงกระซิบ "ถ้าพวกเทพบุกเข้ามา ข้าจะหนีทางนี้... ไม่มีใครรู้ความลับนี้"