จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 97 ผู้มาใหม่จากต้าเซียน Re

            หลังจากไป่ฉีดึงจิตกลับเข้าร่างแล้ว  เขาก็เปิดประตูมิติ  อากาศที่บิดเบี้ยวก่อตัวขึ้นตรงหน้าของเขา  เขาสร้างอาคมอักขระลมปราณอีกครั้งเพื่อให้เกิดกระแสอากาศเย็นจัดขึ้นเป็นเหมือนเกราะหุ้มตัวเขาเอาไว้  ก่อนที่เขาจะเดินผ่านอากาศที่บิดเบี้ยวนั้นไป


            อีกฟากหนึ่งของประตูมิติ  เป็นปากปล่องภูเขาไฟที่มีลาวาร้อนระอุ  ที่นี่ไป่ฉีค้นหาเอาจากตัวช่วยค้นหาบนอินเทอร์เน็ต  มันเป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุด  ตั้งอยู่ในทวีปวิหคสีชาด  มันพ่นเถ้าถ่านและลาวาออกมาหลายพันปีและไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง


            “เยี่ยมเลย  พลังปราณธรรมชาติบริสุทธิ์  ปราณหยางหนาแน่นสุด ๆ” ไป่ฉีไม่ผิดหวังจริง ๆ ที่เลือกที่นี่  เขาจัดการลงอาคมไว้ที่ตัวกระบี่กลืนดารา  ก่อนจะใช้พลังปราณบังคับหย่อนมันลงไปในลาวาที่ร้อนจัด


            [คงสภาพ] [ไม่เคลื่อนที่] [ปกปิดพลัง] [ดูดกลืนปราณหยาง] พวกนี้คืออักขระลมปราณที่ไป่ฉีกำกับไว้ที่ตัวกระบี่และสร้างอาคมป้องกันกระบี่จากความร้อนของลาวา


            กระบี่เรืองแสงออกมาก่อนจะจมลงสู่ลาวาในปากปล่องภูเขาไฟ


            “พลังปราณที่นี่คงจะถูกสูบจนเกือบหมดภายใน 2-3 วันนี้  ตอนนั้นค่อยมาเก็บมันกลับก็แล้วกัน  ถ้าปิงโหย่วมาฝึกที่นี่ป่านนี้คงกลายเป็นราชันย์จักรพรรดิไปแล้ว  เพียงแต่จะผ่านขั้นตอนสำคัญในการขึ้นสู่ชั้นราชันย์จักรพรรดิได้รึเปล่านะ” ไป่ฉีกล่าวจบก็กลับเข้าไปยังประตูมิติที่เปิดไว้


            พอกลับมาถึงถ้ำไป่ฉีนั่งขัดสมาธิแล้วหยิบเอาโอสถออกมา 2 ขวด  ขวดหนึ่งเป็นโอสถเสริมลมปราณขั้นสูง  ระดับจักรพรรดิ  อีกขวดเป็นโอสถรักษาอาการบาดเจ็บเส้นชีพจรลมปราณขั้นสูง


            เขาเปิดขวดโอสถเสริมลมปราณขั้นสูง ระดับจักรพรรดิขึ้นมา  ก่อนจะเททั้งหมดลงไปในปาก  ตามด้วยโอสถรักษาอาการบาดเจ็บเส้นชีพจรลมปราณขั้นสูงที่กรอกลงไปทั้งหมดเหมือนกัน


            “ทุกอย่างพร้อมแล้ว” ไป่ฉีประสานมือ  เขาเริ่มโคจรลมปราณของตนเพื่อย่อยสลายโอสถเสริมลมปราณหลายเม็ด  ทำให้เกิดกระแสพลังปราณรุนแรงขึ้นภายในตันเถียนและเส้นชีพจรลมปราณของเขา


            “มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น  เปิดห้วงจิตวิญญาณ  กระแสลมปราณของข้าเอ๋ย  จงหวนคืนสู่นายเดิมของเจ้า” ฉับพลันที่ไป่ฉีพูดจบ  ห้วงจิตวิญญาณของเขาก็ปลดปล่อยพลังปราณจำนวนมหาศาลออกมาสมทบกับพลังปราณที่กำลังปะทุ


            “อึ๊ก” ไป่ฉีรู้สึกเจ็บปวด  กล้ามเนื้อทั่วร่างของเขากำลังกระตุกอย่างรุนแรง  เส้นชีพจรลมปราณทั่วร่างของเขาปูดโปนราวกับมันกำลังจะระเบิด


            “สงบดุจโพธิสัตว์” ไป่ฉีใช้เคล็ดวิชานี้ออกมา  เขาเพิ่งสมาธิไปยังเส้นชีพจรทุกจุด  เมื่อมีจุดไหนถึงขั้นวิกฤตและกำลังจะเกิดการฉีกขาด  เขาก็นำพลังปราณบริเวณนั้นไปสร้างเป็นเกราะป้องกันชั่วคราว  หากจุดไหนได้รับบาดเจ็บก็ดูดซับโอสถรักษาขั้นสูงไปช่วยซ่อมแซมทันที


            ไป่ฉีจะไม่ใช้วิธีการบ้าบิ่นและสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างนี้  ถ้าหากเขามีเวลาฝึกทั้งวันในทุกวันเหมือนชาติที่แล้ว  อีกอย่างสังหรณ์ของเขามันร้องเตือนตลอดเวลาว่าหากยังไม่สำเร็จถึงขั้นราชันย์ทรราชอาจเป็นอันตรายต่อตัวเขาได้  ถ้าเขายังมีระดับปราณแค่นี้


            ยามค่ำคืนเงียบสงัด  ภายในตรอกมืด

            ประตูเหล็กขึ้นสนิมภายในตรอกถูกเปิดออก  พร้อมกับร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งถูกโยนออกมา  


            ประตูนี้เป็นทางออกด้านหลังผับแห่งหนึ่งในเมืองใกล้ชายแดนของประเทศมังกรทอง  ตามร่างของเขาเต็มไปด้วยรอยบวมช้ำ  ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาปูดบวม  


            ชายหนุ่มเพิ่งอายุ 18 ปีเท่านั้น  วันนี้เขากับเพื่อนมาเลี้ยงฉลองวันเกิดกันที่นี่  แต่เพื่อนของเขาดันไปมีเรื่องกับโต๊ะข้าง ๆ ตอนที่เขาไปเข้าห้องน้ำ


            เพื่อนของเขาหนีกันไปได้  เหลือแต่เขาที่ไปเข้าห้องน้ำกลับมาแล้วไม่เจอใครที่โต๊ะ  ยังไม่ทันรู้เรื่องอะไรเขาก็ถูกซ้อมจนบาดเจ็บสาหัสและถูกโยนออกมาข้างหลังร้าน


            ลมหายใจของเขาค่อย ๆ แผ่วเบาลง  ในใจของเขาคิดสาปแช่งเพื่อนของตัวเองที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้  นั่นเป็นความคิดสุดท้าย  ก่อนลมหายใจของเขาจะขาดหายไป  ใช่แล้วชายหนุ่มคนนี้ได้จากไปอย่างสงบ  แต่มันเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น  ขณะที่วิญญาณของเขากำลังออกจากร่างกลับมีเหตุการณ์ที่ทำให้วิญญาณของเขาต้องกลับเข้าร่างอีกครั้ง


            มีลำแสงสายหนึ่งพุ่งลงมาจากฟากฟ้า  มันพุ่งปะทะกับวิญญาณของชายหนุ่มและนำวิญญาณของเขากลับเข้าร่างไป  โดยแสงได้พุ่งหายเข้าไปตรงหน้าผาก  ไม่นานร่างที่คิดว่าตายไปแล้ว  เริ่มขยับอีกครั้ง


            “หือ  นี่ข้า  โอ๊ย  เจ็บชะมัด” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นอีกครั้ง  แม้จะแหบพร่าก็ตาม


            'ต้องโคจรปราณรักษาอาการบาดเจ็บก่อน  หือ!' ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจ


            'ทำไมพลังปราณที่ข้าฝึกมามันถึงหายไปหมดแบบนี้  นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่  ไม่ได้ต้องฟื้นฟูพลังปราณก่อน  แต่จากสภาพ  ดูเหมือนข้าต้องเริ่มบ่มเพาะใหม่ตั้งแต่ 0 สินะ' ชายหนุ่มเริ่มรวมรวมพลังปราณโดยรอบ  และก็ได้พบว่าพลังปราณบริเวณนี้สกปรกเป็นอย่างมาก


            'บัดซบ ข้าดูดซับอะไรเข้าไปเนี่ย  ถ้าไม่เห็นว่าร่างกายบาดเจ็บสาหัสจวนจะตายมิตายแหล่  ข้าจะไม่ยอมดูดซับพลังปราณพวกนี้เข้าตัวข้าแน่  ถ้าข้า เบี้ยนฝู๋ผู้นี้รอดไปได้  คงต้องไปหาเลือดดื่ม  เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกพวกนี้ออกให้เร็วที่สุด' เบี้ยนฝู๋คิด (ชื่อของวิญญาณที่มาอยู่ในร่างชายหนุ่มตอนนี้)  แต่ก่อนที่เขาจะบ่นอะไรต่อ  ความทรงจำของร่างนี้ก็แล่นเข้าจู่โจมเขา  เขาได้แต่ข่มกลั้นไม่ให้ตนเองร้องออกมา


            “ฮึก” เสียงเล็ดลอดออกมาเพียงเล็กน้อย  ก่อนจะเงียบไป


            'อะไรกัน  ข้ามารค้างคาวเบี้ยนฝู๋แห่งต้าเซียน  ทำไมถึงมาอยู่ในร่างของเจ้าเด็กน้อยมี่หมิง นี่ได้ล่ะ  จากความทรงจำของมัน  ในโลกใบนี้ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์  จะมีก็เพียงในสิ่งที่เรียกว่าภาพยนตร์หรือซีรีส์กำลังภายในเท่านั้น  แถมเจ้าหนูนี่ยังโดนซ้อมจนตาย  นั่นก็หมายความว่าข้ามาอยู่ในร่างคนที่ตายไปแล้วงั้นเรอะ  ไอ้พวกที่ซ้อมร่างนี้จนมีสภาพแบบนี้มันแค่พวกนักเลงชั้นปลายแถวเองนี่หว่า  ไหงคนในโลกนี้ถึงอ่อนแอจังฟะ' เบี้ยนฝู๋  ผู้มีฉายาว่ามารค้างคาวแห่งต้าเซียนอดบ่นไม่ได้


            เบี้ยนฝู๋จำได้ว่าตนเองกำลังหลบซ่อนตัวจากการไล่ล่าของเหล่าชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะ  ที่รวมตัวกันมาหลายร้อยคน  เขาหลบซ่อนตัวในป่าเทพอสูรจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครคอยตระเวนหาเขาแล้ว  จึงคิดจะรีบออกจากป่าเทพอสูร  เพราะเขาสัมผัสได้ถึงวังวนกระแสลมปราณขนาดมโหฬารอันน่าสะพรึงกลัวบนฟากฟ้า  แถมยังสัมผัสได้ถึงพลังปราณของผู้ที่มีระดับสูงกว่าพวกที่ตามล่าเขาจนเทียบไม่ติด  คนผู้นั้นคงฝึกวิชาระดับสูงอยู่แน่  เขาควรอยู่ให้ห่าง ๆ จากการถูกตรวจพบจะดีกว่า


            แต่ขณะที่กำลังเร่งรีบออกจากป่า  อยู่ ๆ ก็เกิดแสงสว่างไปทั่ว  สติของเขาก็ดับหายไปพร้อมกับแสงนั้น  รู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ที่ทางแยกแห่งหนึ่งที่ไร้ผู้คน  จะเดินไปด้านหน้า  ด้านซ้าย  ด้านขวา  ก็เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นอยู่  สุดท้ายเขาอยู่ที่นั่นได้ระยะหนึ่งก็ถูกดูดด้วยพลังบางอย่าง  ก่อนที่จะฟื้นมาในร่างของชายหนุ่มที่ชื่อ มี่หมิง


            'เยี่ยม  พลังปราณเพียงพอแล้ว  ดีนะที่ข้ายังจำวิธีบ่มเพาะขั้นต้นได้อยู่' เบี้ยนฝู๋โคจรลมปราณทันทีเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของร่างนี้  ใช้เวลาประมาณ 15 นาที  รอยบวมช้ำและอาการบาดเจ็บภายในก็ทุเลาลงจนเกือบจะเป็นปกติ  เขาค่อย ๆ ยันร่างของที่ตนอาศัยอยู่ให้ลุกขึ้น


            'ร่างกายอ่อนแอมาก  กล้ามเนื้อก็ไม่มี  สงสัยข้าต้องฝึกฝนร่างกายนี้เสียแล้ว' ขณะที่เบี้ยนฝู๋กำลังคิดเรื่องการฝึก  ประตูเหล็กก็เปิดขึ้นอีกครั้ง


            “โอ้ ยังไม่ตายงั้นเหรอ  ไอ้แมลงสาบ” เสียงชายวัยรุ่นอายุราว 24-25 ปีพูดขึ้น  โดยด้านหลังของเขามีชายหนุ่มอายุพอ ๆ กันอีก 2 คนยืนอยู่


            “พวกแกมัดมันไว้  เดี๋ยวเราจะส่งมันให้กับพวกตะวันดับ  เจ้าพวกนั้นรับซื้อชายหนุ่มหน้าตาดีแบบจ่ายไม่อั้นซะด้วย” ชายหนุ่มที่เป็นหัวโจกกล่าวขึ้น


            'หืม ที่นี่มีพรรคตะวันดับด้วยงั้นรึ  ยอมอยู่เฉยให้พวกมันพาไปที่นั่นดีกว่า  หึหึ" เบี้ยนฝู๋คิด


            พวกชายหนุ่มพาเบี้ยนฝู๋ในร่างของมี่หมิงกลับเข้าไปในผับ  เบี้ยนฝู๋กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ตอนนี้เขากลืนน้ำลายหลายอึก และพยายามที่จะข่มความกระหายในโลหิตมนุษย์เอาไว้


            'นี่มันแหล่งฝึกปราณชั้นดีของข้าเลย หึหึ เปลี่ยนแผนดีกว่า  เหลือพวกมันไว้สักคนให้พาไปที่พรรคตะวันดับก็แล้วกัน  อาหารอยู่ตรงหน้า  ไม่กินคงจะน่าเสียดาย' คิดได้ดังนั้นเบี้ยนฝู๋ก็วางแผนการใหม่ขึ้น  ก่อนจะจัดการทำลายเชือกที่มัดแขนเขาเอาไว้ด้วยพลังปราณ  เล็บของเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วง  มันยาวและแหลมคมขึ้นราวกับกรงเล็บของสัตว์นักล่า


            เบี้ยนฝู๋แผ่พลังปราณที่รุนแรงออกมา  ฉับพลันทุกคนในผับต่างทรุดลงกับพื้น  แววตาของพวกเขาตกใจอย่างเห็นได้ชัด  พวกเขามองไปรอบ ๆ ไม่นานพวกเขาก็เห็นร่างของชายหนุ่มอายุประมาณ 18 ปี  ใส่เสื้อยืดสีเทา  สวมทับด้วยเสื้อหนังสีดำ  ใบหน้าหล่อเหลายืนตระหง่านอยู่คนเดียว  ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มที่ยืนอยู่จะหายไปในพริบตาและปรากฎต่อหน้าพวกเขาทีละคน  พร้อมเล็บยาวสีม่วงทิ่มลงไปตรงข้อมือ  จากนั้นเขาเดินไปหาบาร์เทนเดอร์ที่นอนกองอยู่หลังเคาท์เตอร์บาร์


            “แก พูดมา...เซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดอยู่ที่ไหน  ถ้าไม่ตอบแกจะต้องตายอย่างทรมาน  ดูแล้วเพิ่งจะอายุได้ 30 กว่าเองนี่นะ” เบี้ยนฝู๋ในร่างมี่หมิงชี้ไปที่ร่างของบาร์เทนเดอร์  ก่อนที่ร่างของบาร์เทนเดอร์จะลอยเข้ามาหาเขา  และถูกเขาบีบเข้าที่คอ


            “ไว้ชีวิตผมด้วย  ผมยอมบอกแล้ว” บาร์เทนเดอร์พูดตะกุกตะกัก  จากนั้นเขาก็บอกที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์สำหรับเก็บข้อมูลของกล้องวงจรปิด  เบี้ยนฝู๋จัดการแขวนป้ายปิดพร้อมกับเอาโซฟา  โต๊ะ  ขวางทางเข้าออกเอาไว้


            “ดีมาก” เบี้ยนฝู๋เดินไปยังห้องนั้นเขาใช้หมัดเสริมพลังชกมันให้แตกแล้วขยี้จนละเอียดชนิดที่ไม่สามารถกู้คืนข้อมูลได้อีก


            จากนั้นเขาก็เดินขึ้นไปจัดการกับพวกที่อยู่ชั้น 2 กับ 3 เหมือนกับพวกที่อยู่ข้างล่าง  แล้วลากทั้งหมดลงมากองรวมกันที่ชั้น 1


            “ยอดเยี่ยมจริง ๆ นี่มันสวรรค์ชัด ๆ  เอาล่ะ  ข้าขอรับพลังชีวิตอันสดใหม่ของพวกเจ้าไปล่ะนะ  ส่วนเจ้าพวกที่อายุ 35 ขึ้นไป  ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย  พวกแกหมดประโยชน์แล้ว” ฉับพลันหัวของคนเหล่านั้นก็ขาดกระเด็นเลือดพุ่ง  เหล่าผู้ที่เห็นอยากจะกรีดร้อง  แต่ก็ส่งเสียงออกมาได้แค่เบา ๆ เท่านั้น  ร่างกายของพวกเขาขยับไม่ได้เลยแม้แต่น้อยด้วยพิษอัมพาตของเบี้ยนฝู๋


            เบี้ยนฝู๋ เป็นมารค้างคาว  ฝึกพลีงปราณจากการสูบโลหิตของผู้อื่น  ยิ่งเป็นโลหิตของผู้ฝึกยุทธ์ด้วยแล้ว  จะทำให้พลังปราณของเขารุดหน้าได้อย่างรวดเร็ว  แต่เพราะชีวิตที่แล้วเขาโลภมากเกินไป  ทำให้ถูกพบเห็นและถูกตามล่าจนแทบจะไม่มีเวลาให้มองหาโลหิตผู้ฝึกยุทธ์มาฝึกฝนพลังให้ตนไม่ได้


            เบี้ยนฝู๋ในร่างมี่หมิงเดินมาที่ชายหนุ่มบาร์เทนเดอร์ที่ตอนนี้ตัวสั่นด้วยความกลัว  เขาถูกเบี้ยนฝู๋จับมานั่งบนเก้าอี้  ก่อนที่เบี้ยนฝู๋จะใช้มือข้างซ้ายจับไปที่ใบหน้าซีกซ้ายของบาร์เทนเดอร์  มือขวาจับที่บ่าข้างซ้ายของบาร์เทนเดอร์เช่นกัน  จากนั้นเขาก็ดันใบหน้าของบาร์เทนเดอร์  ทำให้คอของบาร์เทนเดอร์ตึงจนเห็นเส้นเลือดใหญ่


            “จงดีใจที่ได้รับเกียรติที่ได้เป็นเหยื่อรายแรกตั้งแต่ข้ามาถึงโลกนี้เสียเถอะ” เบี้ยนฝู๋อ้าปากออก  เขี้ยวทั้ง 2 ยืดยาวขึ้น  ก่อนจะฝังลงบนต้นคอของบาร์เทนเดอร์หนุ่ม


            “อึก อึก อึก อึก” เสียงที่ออกมาจากเบี้ยนฝู๋  มีเพียงเสียงคนเหมือนกำลังดื่มน้ำเท่านั้น


            ส่วนบาร์เทนเดอร์หนุ่มตอนนี้กลัวจนปัสสาวะราด  แต่เขาก็ยังขยับตัวไม่ได้  หัวของเขาเริ่มเบลอ  ตาเหลือกขึ้น  เขากำลังจะช็อกเพราะสูญเสียเลือดมากเกินไป  ร่างกายกระตุกทุกครั้งที่เลือดถูกดูดออกจากร่างกาย  ผิวของเขาซีดขาวลง  ในที่สุดเขาก็ตาย


            “ชื่นใจจริง ๆ แต่มันยังไม่พอสำหรับข้า” เบี้ยนฝู๋เดินไปหาเหยื่อที่นอนเรียงรายอยู่  เขาดูดเลือดจากเหยื่อทีละคน ๆ โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นชายหรือหญิง  ขอเพียงอายุไม่เกิน 35 ปี  สาเหตุเพราะคนที่อายุต่ำกว่า 35 ปี  ยังคงมีพลังชีวิตที่สดใหม่  เป็นรสชาติของพลังชีวิตที่เขาชอบ  พลังชีวิตนี้เขาจะนำมาแปลงเป็นพลังปราณอีกทีหนึ่ง


            ใช้เวลาไม่นาน  บาร์ชั้น 1 ก็มีแต่ร่างซีดขาวไร้สีเลือด  ซากศพทั้งหมดเป็นฝีมือของเบี้ยนฝู๋  แต่เขาเหลือชายหนุ่มคนที่พูดเรื่องพรรคตะวันดับเอาไว้  ตอนนี้สีผมของร่างมี่หมิงได้เปลี่ยนจากสีดำเป็นสีแพลตินั่ม  นอกจากนี้นัยตาสีดำ ได้กลายเป็นสีแดงทับทิมส่องประกายน่าหลงไหล  กล้ามเนื้อได้รูปที่ถูกสร้างขึ้นจากการสำเร็จพลังปราณ  ส่งผลให้ร่างของมี่หมิงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง


            “ทั้งหมด 500 คน  พลังปราณของข้ามาถึงชั้นปราณแท้จริง  เยี่ยมยอดมาก  พลังหนุ่มสาวของพวกมันช่วยข้าไว้แท้ ๆ  เอาล่ะ  ทีนี้แก  ต้องพาฉันไปยังสถานที่ตั้งของพรรคตะวันดับ  เดี๋ยวนี้” เบี้ยนฝู๋ใช้วิชาเนตรสะกด  ทำการสะกดจืตชายหนุ่มที่พูดเรื่องพรรคตะวันดับ


            ทั้ง 2 เดินทางมาถึงตรอกมืดอีกตรอกหนึ่ง  ในตรอกนี้มีคนสวมชุดคลุมสีดำนั่งเฝ้าประตูเหล็กอยู่  เบี้ยนฝู๋สามารถรับรู้ได้ว่าระดับของคนเฝ้าคือระดับนภา  ตอนนี้เขายังไม่สามารถสู้คนเฝ้าประตูนี้ได้


            “มาที่นี่ต้องการอะไร” ชายชุดคลุมสีดำถามขึ้น


            “ข้ามาที่นี่เพราะต้องการข้อมูล  ส่วนสิ่งแลกเปลี่ยนคือชายคนนี้” เบี้ยนฝู๋กล่าว


            “เป็นชายหนุ่มที่แข็งแรงดี  เจ้าพาเขาไปข้างใน  แล้วบอกธุระของเจ้ากับเจ้าหน้าที่ข้างใน” ชายชุดคลุมเปิดประตูให้


            เบี้ยนฝู๋แบกชายคนที่นำทางเขามา  นำวางมันลงที่เคาน์เตอร์  ก่อนจะบอกความต้องการ  แต่ข้อมูลที่เขาต้องการมีมากเกินไป  ซึ่งชายหนุ่มที่เขาเอามาด้วยมีค่าไม่พอสำหรับข้อมูลทั้งหมด


            “ถ้าอย่างนั้น  มีขวดเปล่าไหม  ข้ามีของที่คิดว่าพวกเจ้าน่าจะต้องการ” เบี้ยนฝู๋กล่าว


            เจ้าหน้าที่หยิบขวดเปล่าขึ้นมาใบหนึ่งก่อนจะผายมือเป็นเชิงบอกว่าให้นำมันออกมาได้เลย  เบี้ยนฝู๋นำนิ้วของตนจ่อไว้ที่ปากขวด ก่อนจะมีหยดน้ำใส ๆ หยดออกมาจากปลายเล็บของเขา


            “นะ...นี่มัน อัศจรรย์นัก” เจ้าหน้าที่พรรคตะวันดับมองสลับระหว่างน้ำใส ๆ ในขวดกับชายหนุ่มตรงหน้า  ร่างกายคนเราสามารถขับสารคัดหลั่งผ่านปลายนิ้วได้ด้วยงั้นรึ


            “เจ้ามีกระต่ายหรือคนให้ทดสอบไหมล่ะ  พิษอัมพาตของข้าเด็ดขาดมากเลยนะ หึหึ” เบี้ยนฝู๋กล่าว


            เจ้าหน้าที่ได้นำพิษในขวดไปทดสอบ  ผลที่ได้น่าตกตะลึง มันให้ผลดีกว่าพิษที่พวกเขาทำขึ้นมาเสียอีก  พวกเขาจึงให้ราคามันสูงมาก


            'เงินทองในโลกนี้หาง่ายยิ่งนัก  พิษที่แรงกว่านี้ข้าก็สามารถสร้างได้  รวมถึงยาถอนพิษด้วย  ชีวิตนี้ข้าคงไม่ลำบากเรื่องเงินทองอีกแล้ว' เบี้ยนฝู๋คิด


            เมื่อรับเงินค่ายาพิษกับยาแก้พิษแล้ว  เบี้ยนฝู๋ได้ซื้อข้อมูลจำนวนมาก  จากข้อมูลที่ได้รับมา  เขาค่อย ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ และก็พบว่าการมีอยู่ของชาวยุทธ์เป็นเพียงเรื่องเหลวไหลสำหรับคนส่วนมาก  แต่มีข้อมูลหนึ่งที่เขาจ้องมันอยู่นาน และทำให้เขาหวาดวิตก


            'ตาแก่อวี้กง  มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันเนี่ย  มันหมดอายุขัยตายไปที่ภูเขาพำนักเซียนแล้วมิใช่รึ  เห็นทีข้าคงต้องระวังตัวมากกว่านี้เสียแล้ว' เบี้ยนฝู๋คิด  จากนั้นเขาก็เดินทางกลับไปที่ห้องเช่าของเจ้าของร่าง  ก่อนจะนอนหลับไป


            ตอนเช้า

            ร่างของมี่หมิงขยับตัวลุกขึ้น  สายตาของเขาเหม่อลอย  ก่อนร่างของชายหนุ่มจะลุกขึ้นไปอาบน้ำ และแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียน  แต่จู่ ๆ ใบหน้าของชายหนุ่มกลับเปลี่ยนแปลงเป็นใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวแทน


            “เจ้าพวกนั้นทำให้ฉันต้องตาย  เอ๋” มี่หมิงเพิ่งรู้สึกตัวว่าเขายังมีชีวิตอยู่  ร่างกายของเขาไม่มีอาการเจ็บเลย  แถมยังรู้สึกสบายตัวอีกต่างหาก  นี่มันอะไรกัน  หรือว่าเมื่อคืนเขาฝันไปงั้นเหรอ  มี่หมิงยังคงสงสัย  ตอนนี้เส้นผมและสีตาก็กลับเป็นสีดำตามปกติที่มันควรจะเป็น


            ซึ่งวิญญาณของเบี้ยนฝู๋ได้กลับไปหลับไหลอีกครั้ง  จนกว่ารัตติกาลจะมาเยือน  โดยมี่หมิงไม่ได้รู้เลยว่ามีมารร้ายกำลังสิงอยู่ในร่างของเขา


            ทางด้านไป่ฉีที่กลับมาที่ห้องเช่า  เขาก็เตรียมไปโรงเรียนเช่นกัน  ผลจากความบ้าบิ่นเมื่อคืนของเขาทำให้เขาเข้าสู่ชั้นปราณจักรพรรดิขั้น 2 ได้แล้ว  หากฝึกต่ออีกเพียงนิดเดียว  เขาก็จะสามารถขึ้นถึงขั้น 3 ได้ในคืนนี้แน่นอน


            ระหว่างนั่งรถ ไป่ฉีก็นั่งอ่านข่าว  แล้วก็พบข่าวที่น่าสนใจมาก  เมืองชายแดนประเทศมังกรทอง  เช้านี้ได้พบศพกว่า 500 ศพนอนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบในตัวผับด้านล่าง  พอเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบกลับพบว่าศพเหล่านั้นลุกขึ้นมาโจมตีใส่พวกเขา  เมื่อเจ้าหน้าที่ถอยออกมา  ศพที่ลุกขึ้นจะทำร้ายพวกเขานั้นก็วิ่งตามออกมาด้วย  เพียงแต่พอพวกมันโดนแสงอาทิตย์ก็สลายกลายเป็นขี้เถ้าเหมือนกับผีดูดเลือดในซีรีส์ไม่มีผิด


            “ข่าวนั้นดูน่ากลัวเนอะ  ภาพชัดขนาดนั้นฉันคงไม่กล้ากลับบ้านคนเดียวแน่ ๆ เลย” เมิ่งชิงชิงมีสีหน้าไม่ค่อยดีตั้งแต่เธอเห็นข่าวแล้ว


            “งั้นพี่ชิงชิง  วันนี้หลังจากไปหาปู่เมิ่งเจี่ยแล้ว  พี่ไปเก็บเสื้อผ้ากับของใช้จำเป็นมาอยู่ที่ห้องเช่าของครอบครัวผมก่อนไหม  ที่ห้องผมมีพ่อกับแม่แล้วก็ผม  พี่จะได้ไม่ต้องกลัว  ถ้าพี่ยังเป็นแบบนี้จะพักผ่อนไม่พอเอานะครับ” ไป่ฉีกล่าว


            “ได้เหรอ  งั้นรบกวนด้วย” เมิ่งชิงชิงคิดว่าไม่เสียหายอะไร  เพราะรู้ว่าถ้าเธอไม่อนุญาตไป่ฉีไม่ทำอะไรเกินเลยกับเธอแน่นอน


            'ทำไมรู้สึกว่าการลงมือคล้ายเจ้าค้างคาวน้อยเบี้ยนฝู๋เลย  ต้องลองสอบถามสมาคมการค้าตะวันจันทราสักหน่อยแล้ว' ไป่ฉีคิด  สีหน้าของเขาดูเป็นกังวลมาก  ใครที่เป็นเหยื่อของเบี้ยนฝู๋  หากถูกสูบเลือดจนหมดตัว  ศพเหล่านั้นจะกลายเป็นผีดิบที่ไม่สุก  เข้าโจมตีดูดเลือดเหยื่อที่อยู่ใกล้ตน  แต่พวกมันแพ้แสงอาทิตย์


            ส่วนเบี้ยนฝู๋นั้นสามารถโดนแดดได้สบาย ๆ ไม่เหมือนกับบริวารของมัน  ทำให้เขากลัวว่าชิงเอ๋อของเขาจะถูกมันเล่นงาน  ถ้าเธออยู่ห่างจากเขา  เขาจึงเสนอให้เธอมาอยู่กับเขาชั่วคราวไปก่อน  เพราะห้องเช่าของเขาวางค่ายกลและอาคมป้องกันเอาไว้ทั้งหมด  ต่อให้มันแข็งแกร่งแต่ก็ใช่ว่าจะเข้ามาในห้องของเขาได้ง่าย ๆ