หลังจากไป่ฉีดึงจิตกลับเข้าร่างแล้ว เขาก็เปิดประตูมิติ อากาศที่บิดเบี้ยวก่อตัวขึ้นตรงหน้าของเขา เขาสร้างอาคมอักขระลมปราณอีกครั้งเพื่อให้เกิดกระแสอากาศเย็นจัดขึ้นเป็นเหมือนเกราะหุ้มตัวเขาเอาไว้ ก่อนที่เขาจะเดินผ่านอากาศที่บิดเบี้ยวนั้นไป
อีกฟากหนึ่งของประตูมิติ เป็นปากปล่องภูเขาไฟที่มีลาวาร้อนระอุ ที่นี่ไป่ฉีค้นหาเอาจากตัวช่วยค้นหาบนอินเทอร์เน็ต มันเป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่ในทวีปวิหคสีชาด มันพ่นเถ้าถ่านและลาวาออกมาหลายพันปีและไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง
“เยี่ยมเลย พลังปราณธรรมชาติบริสุทธิ์ ปราณหยางหนาแน่นสุด ๆ” ไป่ฉีไม่ผิดหวังจริง ๆ ที่เลือกที่นี่ เขาจัดการลงอาคมไว้ที่ตัวกระบี่กลืนดารา ก่อนจะใช้พลังปราณบังคับหย่อนมันลงไปในลาวาที่ร้อนจัด
[คงสภาพ] [ไม่เคลื่อนที่] [ปกปิดพลัง] [ดูดกลืนปราณหยาง] พวกนี้คืออักขระลมปราณที่ไป่ฉีกำกับไว้ที่ตัวกระบี่และสร้างอาคมป้องกันกระบี่จากความร้อนของลาวา
กระบี่เรืองแสงออกมาก่อนจะจมลงสู่ลาวาในปากปล่องภูเขาไฟ
“พลังปราณที่นี่คงจะถูกสูบจนเกือบหมดภายใน 2-3 วันนี้ ตอนนั้นค่อยมาเก็บมันกลับก็แล้วกัน ถ้าปิงโหย่วมาฝึกที่นี่ป่านนี้คงกลายเป็นราชันย์จักรพรรดิไปแล้ว เพียงแต่จะผ่านขั้นตอนสำคัญในการขึ้นสู่ชั้นราชันย์จักรพรรดิได้รึเปล่านะ” ไป่ฉีกล่าวจบก็กลับเข้าไปยังประตูมิติที่เปิดไว้
พอกลับมาถึงถ้ำไป่ฉีนั่งขัดสมาธิแล้วหยิบเอาโอสถออกมา 2 ขวด ขวดหนึ่งเป็นโอสถเสริมลมปราณขั้นสูง ระดับจักรพรรดิ อีกขวดเป็นโอสถรักษาอาการบาดเจ็บเส้นชีพจรลมปราณขั้นสูง
เขาเปิดขวดโอสถเสริมลมปราณขั้นสูง ระดับจักรพรรดิขึ้นมา ก่อนจะเททั้งหมดลงไปในปาก ตามด้วยโอสถรักษาอาการบาดเจ็บเส้นชีพจรลมปราณขั้นสูงที่กรอกลงไปทั้งหมดเหมือนกัน
“ทุกอย่างพร้อมแล้ว” ไป่ฉีประสานมือ เขาเริ่มโคจรลมปราณของตนเพื่อย่อยสลายโอสถเสริมลมปราณหลายเม็ด ทำให้เกิดกระแสพลังปราณรุนแรงขึ้นภายในตันเถียนและเส้นชีพจรลมปราณของเขา
“มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เปิดห้วงจิตวิญญาณ กระแสลมปราณของข้าเอ๋ย จงหวนคืนสู่นายเดิมของเจ้า” ฉับพลันที่ไป่ฉีพูดจบ ห้วงจิตวิญญาณของเขาก็ปลดปล่อยพลังปราณจำนวนมหาศาลออกมาสมทบกับพลังปราณที่กำลังปะทุ
“อึ๊ก” ไป่ฉีรู้สึกเจ็บปวด กล้ามเนื้อทั่วร่างของเขากำลังกระตุกอย่างรุนแรง เส้นชีพจรลมปราณทั่วร่างของเขาปูดโปนราวกับมันกำลังจะระเบิด
“สงบดุจโพธิสัตว์” ไป่ฉีใช้เคล็ดวิชานี้ออกมา เขาเพิ่งสมาธิไปยังเส้นชีพจรทุกจุด เมื่อมีจุดไหนถึงขั้นวิกฤตและกำลังจะเกิดการฉีกขาด เขาก็นำพลังปราณบริเวณนั้นไปสร้างเป็นเกราะป้องกันชั่วคราว หากจุดไหนได้รับบาดเจ็บก็ดูดซับโอสถรักษาขั้นสูงไปช่วยซ่อมแซมทันที
ไป่ฉีจะไม่ใช้วิธีการบ้าบิ่นและสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างนี้ ถ้าหากเขามีเวลาฝึกทั้งวันในทุกวันเหมือนชาติที่แล้ว อีกอย่างสังหรณ์ของเขามันร้องเตือนตลอดเวลาว่าหากยังไม่สำเร็จถึงขั้นราชันย์ทรราชอาจเป็นอันตรายต่อตัวเขาได้ ถ้าเขายังมีระดับปราณแค่นี้
ยามค่ำคืนเงียบสงัด ภายในตรอกมืด
ประตูเหล็กขึ้นสนิมภายในตรอกถูกเปิดออก พร้อมกับร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งถูกโยนออกมา
ประตูนี้เป็นทางออกด้านหลังผับแห่งหนึ่งในเมืองใกล้ชายแดนของประเทศมังกรทอง ตามร่างของเขาเต็มไปด้วยรอยบวมช้ำ ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาปูดบวม
ชายหนุ่มเพิ่งอายุ 18 ปีเท่านั้น วันนี้เขากับเพื่อนมาเลี้ยงฉลองวันเกิดกันที่นี่ แต่เพื่อนของเขาดันไปมีเรื่องกับโต๊ะข้าง ๆ ตอนที่เขาไปเข้าห้องน้ำ
เพื่อนของเขาหนีกันไปได้ เหลือแต่เขาที่ไปเข้าห้องน้ำกลับมาแล้วไม่เจอใครที่โต๊ะ ยังไม่ทันรู้เรื่องอะไรเขาก็ถูกซ้อมจนบาดเจ็บสาหัสและถูกโยนออกมาข้างหลังร้าน
ลมหายใจของเขาค่อย ๆ แผ่วเบาลง ในใจของเขาคิดสาปแช่งเพื่อนของตัวเองที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้ นั่นเป็นความคิดสุดท้าย ก่อนลมหายใจของเขาจะขาดหายไป ใช่แล้วชายหนุ่มคนนี้ได้จากไปอย่างสงบ แต่มันเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ขณะที่วิญญาณของเขากำลังออกจากร่างกลับมีเหตุการณ์ที่ทำให้วิญญาณของเขาต้องกลับเข้าร่างอีกครั้ง
มีลำแสงสายหนึ่งพุ่งลงมาจากฟากฟ้า มันพุ่งปะทะกับวิญญาณของชายหนุ่มและนำวิญญาณของเขากลับเข้าร่างไป โดยแสงได้พุ่งหายเข้าไปตรงหน้าผาก ไม่นานร่างที่คิดว่าตายไปแล้ว เริ่มขยับอีกครั้ง
“หือ นี่ข้า โอ๊ย เจ็บชะมัด” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นอีกครั้ง แม้จะแหบพร่าก็ตาม
'ต้องโคจรปราณรักษาอาการบาดเจ็บก่อน หือ!' ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจ
'ทำไมพลังปราณที่ข้าฝึกมามันถึงหายไปหมดแบบนี้ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่ ไม่ได้ต้องฟื้นฟูพลังปราณก่อน แต่จากสภาพ ดูเหมือนข้าต้องเริ่มบ่มเพาะใหม่ตั้งแต่ 0 สินะ' ชายหนุ่มเริ่มรวมรวมพลังปราณโดยรอบ และก็ได้พบว่าพลังปราณบริเวณนี้สกปรกเป็นอย่างมาก
'บัดซบ ข้าดูดซับอะไรเข้าไปเนี่ย ถ้าไม่เห็นว่าร่างกายบาดเจ็บสาหัสจวนจะตายมิตายแหล่ ข้าจะไม่ยอมดูดซับพลังปราณพวกนี้เข้าตัวข้าแน่ ถ้าข้า เบี้ยนฝู๋ผู้นี้รอดไปได้ คงต้องไปหาเลือดดื่ม เพื่อกำจัดสิ่งสกปรกพวกนี้ออกให้เร็วที่สุด' เบี้ยนฝู๋คิด (ชื่อของวิญญาณที่มาอยู่ในร่างชายหนุ่มตอนนี้) แต่ก่อนที่เขาจะบ่นอะไรต่อ ความทรงจำของร่างนี้ก็แล่นเข้าจู่โจมเขา เขาได้แต่ข่มกลั้นไม่ให้ตนเองร้องออกมา
“ฮึก” เสียงเล็ดลอดออกมาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเงียบไป
'อะไรกัน ข้ามารค้างคาวเบี้ยนฝู๋แห่งต้าเซียน ทำไมถึงมาอยู่ในร่างของเจ้าเด็กน้อยมี่หมิง นี่ได้ล่ะ จากความทรงจำของมัน ในโลกใบนี้ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ จะมีก็เพียงในสิ่งที่เรียกว่าภาพยนตร์หรือซีรีส์กำลังภายในเท่านั้น แถมเจ้าหนูนี่ยังโดนซ้อมจนตาย นั่นก็หมายความว่าข้ามาอยู่ในร่างคนที่ตายไปแล้วงั้นเรอะ ไอ้พวกที่ซ้อมร่างนี้จนมีสภาพแบบนี้มันแค่พวกนักเลงชั้นปลายแถวเองนี่หว่า ไหงคนในโลกนี้ถึงอ่อนแอจังฟะ' เบี้ยนฝู๋ ผู้มีฉายาว่ามารค้างคาวแห่งต้าเซียนอดบ่นไม่ได้
เบี้ยนฝู๋จำได้ว่าตนเองกำลังหลบซ่อนตัวจากการไล่ล่าของเหล่าชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะ ที่รวมตัวกันมาหลายร้อยคน เขาหลบซ่อนตัวในป่าเทพอสูรจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครคอยตระเวนหาเขาแล้ว จึงคิดจะรีบออกจากป่าเทพอสูร เพราะเขาสัมผัสได้ถึงวังวนกระแสลมปราณขนาดมโหฬารอันน่าสะพรึงกลัวบนฟากฟ้า แถมยังสัมผัสได้ถึงพลังปราณของผู้ที่มีระดับสูงกว่าพวกที่ตามล่าเขาจนเทียบไม่ติด คนผู้นั้นคงฝึกวิชาระดับสูงอยู่แน่ เขาควรอยู่ให้ห่าง ๆ จากการถูกตรวจพบจะดีกว่า
แต่ขณะที่กำลังเร่งรีบออกจากป่า อยู่ ๆ ก็เกิดแสงสว่างไปทั่ว สติของเขาก็ดับหายไปพร้อมกับแสงนั้น รู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ที่ทางแยกแห่งหนึ่งที่ไร้ผู้คน จะเดินไปด้านหน้า ด้านซ้าย ด้านขวา ก็เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นอยู่ สุดท้ายเขาอยู่ที่นั่นได้ระยะหนึ่งก็ถูกดูดด้วยพลังบางอย่าง ก่อนที่จะฟื้นมาในร่างของชายหนุ่มที่ชื่อ มี่หมิง
'เยี่ยม พลังปราณเพียงพอแล้ว ดีนะที่ข้ายังจำวิธีบ่มเพาะขั้นต้นได้อยู่' เบี้ยนฝู๋โคจรลมปราณทันทีเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของร่างนี้ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที รอยบวมช้ำและอาการบาดเจ็บภายในก็ทุเลาลงจนเกือบจะเป็นปกติ เขาค่อย ๆ ยันร่างของที่ตนอาศัยอยู่ให้ลุกขึ้น
'ร่างกายอ่อนแอมาก กล้ามเนื้อก็ไม่มี สงสัยข้าต้องฝึกฝนร่างกายนี้เสียแล้ว' ขณะที่เบี้ยนฝู๋กำลังคิดเรื่องการฝึก ประตูเหล็กก็เปิดขึ้นอีกครั้ง
“โอ้ ยังไม่ตายงั้นเหรอ ไอ้แมลงสาบ” เสียงชายวัยรุ่นอายุราว 24-25 ปีพูดขึ้น โดยด้านหลังของเขามีชายหนุ่มอายุพอ ๆ กันอีก 2 คนยืนอยู่
“พวกแกมัดมันไว้ เดี๋ยวเราจะส่งมันให้กับพวกตะวันดับ เจ้าพวกนั้นรับซื้อชายหนุ่มหน้าตาดีแบบจ่ายไม่อั้นซะด้วย” ชายหนุ่มที่เป็นหัวโจกกล่าวขึ้น
'หืม ที่นี่มีพรรคตะวันดับด้วยงั้นรึ ยอมอยู่เฉยให้พวกมันพาไปที่นั่นดีกว่า หึหึ" เบี้ยนฝู๋คิด
พวกชายหนุ่มพาเบี้ยนฝู๋ในร่างของมี่หมิงกลับเข้าไปในผับ เบี้ยนฝู๋กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ตอนนี้เขากลืนน้ำลายหลายอึก และพยายามที่จะข่มความกระหายในโลหิตมนุษย์เอาไว้
'นี่มันแหล่งฝึกปราณชั้นดีของข้าเลย หึหึ เปลี่ยนแผนดีกว่า เหลือพวกมันไว้สักคนให้พาไปที่พรรคตะวันดับก็แล้วกัน อาหารอยู่ตรงหน้า ไม่กินคงจะน่าเสียดาย' คิดได้ดังนั้นเบี้ยนฝู๋ก็วางแผนการใหม่ขึ้น ก่อนจะจัดการทำลายเชือกที่มัดแขนเขาเอาไว้ด้วยพลังปราณ เล็บของเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วง มันยาวและแหลมคมขึ้นราวกับกรงเล็บของสัตว์นักล่า
เบี้ยนฝู๋แผ่พลังปราณที่รุนแรงออกมา ฉับพลันทุกคนในผับต่างทรุดลงกับพื้น แววตาของพวกเขาตกใจอย่างเห็นได้ชัด พวกเขามองไปรอบ ๆ ไม่นานพวกเขาก็เห็นร่างของชายหนุ่มอายุประมาณ 18 ปี ใส่เสื้อยืดสีเทา สวมทับด้วยเสื้อหนังสีดำ ใบหน้าหล่อเหลายืนตระหง่านอยู่คนเดียว ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มที่ยืนอยู่จะหายไปในพริบตาและปรากฎต่อหน้าพวกเขาทีละคน พร้อมเล็บยาวสีม่วงทิ่มลงไปตรงข้อมือ จากนั้นเขาเดินไปหาบาร์เทนเดอร์ที่นอนกองอยู่หลังเคาท์เตอร์บาร์
“แก พูดมา...เซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดอยู่ที่ไหน ถ้าไม่ตอบแกจะต้องตายอย่างทรมาน ดูแล้วเพิ่งจะอายุได้ 30 กว่าเองนี่นะ” เบี้ยนฝู๋ในร่างมี่หมิงชี้ไปที่ร่างของบาร์เทนเดอร์ ก่อนที่ร่างของบาร์เทนเดอร์จะลอยเข้ามาหาเขา และถูกเขาบีบเข้าที่คอ
“ไว้ชีวิตผมด้วย ผมยอมบอกแล้ว” บาร์เทนเดอร์พูดตะกุกตะกัก จากนั้นเขาก็บอกที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์สำหรับเก็บข้อมูลของกล้องวงจรปิด เบี้ยนฝู๋จัดการแขวนป้ายปิดพร้อมกับเอาโซฟา โต๊ะ ขวางทางเข้าออกเอาไว้
“ดีมาก” เบี้ยนฝู๋เดินไปยังห้องนั้นเขาใช้หมัดเสริมพลังชกมันให้แตกแล้วขยี้จนละเอียดชนิดที่ไม่สามารถกู้คืนข้อมูลได้อีก
จากนั้นเขาก็เดินขึ้นไปจัดการกับพวกที่อยู่ชั้น 2 กับ 3 เหมือนกับพวกที่อยู่ข้างล่าง แล้วลากทั้งหมดลงมากองรวมกันที่ชั้น 1
“ยอดเยี่ยมจริง ๆ นี่มันสวรรค์ชัด ๆ เอาล่ะ ข้าขอรับพลังชีวิตอันสดใหม่ของพวกเจ้าไปล่ะนะ ส่วนเจ้าพวกที่อายุ 35 ขึ้นไป ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย พวกแกหมดประโยชน์แล้ว” ฉับพลันหัวของคนเหล่านั้นก็ขาดกระเด็นเลือดพุ่ง เหล่าผู้ที่เห็นอยากจะกรีดร้อง แต่ก็ส่งเสียงออกมาได้แค่เบา ๆ เท่านั้น ร่างกายของพวกเขาขยับไม่ได้เลยแม้แต่น้อยด้วยพิษอัมพาตของเบี้ยนฝู๋
เบี้ยนฝู๋ เป็นมารค้างคาว ฝึกพลีงปราณจากการสูบโลหิตของผู้อื่น ยิ่งเป็นโลหิตของผู้ฝึกยุทธ์ด้วยแล้ว จะทำให้พลังปราณของเขารุดหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่เพราะชีวิตที่แล้วเขาโลภมากเกินไป ทำให้ถูกพบเห็นและถูกตามล่าจนแทบจะไม่มีเวลาให้มองหาโลหิตผู้ฝึกยุทธ์มาฝึกฝนพลังให้ตนไม่ได้
เบี้ยนฝู๋ในร่างมี่หมิงเดินมาที่ชายหนุ่มบาร์เทนเดอร์ที่ตอนนี้ตัวสั่นด้วยความกลัว เขาถูกเบี้ยนฝู๋จับมานั่งบนเก้าอี้ ก่อนที่เบี้ยนฝู๋จะใช้มือข้างซ้ายจับไปที่ใบหน้าซีกซ้ายของบาร์เทนเดอร์ มือขวาจับที่บ่าข้างซ้ายของบาร์เทนเดอร์เช่นกัน จากนั้นเขาก็ดันใบหน้าของบาร์เทนเดอร์ ทำให้คอของบาร์เทนเดอร์ตึงจนเห็นเส้นเลือดใหญ่
“จงดีใจที่ได้รับเกียรติที่ได้เป็นเหยื่อรายแรกตั้งแต่ข้ามาถึงโลกนี้เสียเถอะ” เบี้ยนฝู๋อ้าปากออก เขี้ยวทั้ง 2 ยืดยาวขึ้น ก่อนจะฝังลงบนต้นคอของบาร์เทนเดอร์หนุ่ม
“อึก อึก อึก อึก” เสียงที่ออกมาจากเบี้ยนฝู๋ มีเพียงเสียงคนเหมือนกำลังดื่มน้ำเท่านั้น
ส่วนบาร์เทนเดอร์หนุ่มตอนนี้กลัวจนปัสสาวะราด แต่เขาก็ยังขยับตัวไม่ได้ หัวของเขาเริ่มเบลอ ตาเหลือกขึ้น เขากำลังจะช็อกเพราะสูญเสียเลือดมากเกินไป ร่างกายกระตุกทุกครั้งที่เลือดถูกดูดออกจากร่างกาย ผิวของเขาซีดขาวลง ในที่สุดเขาก็ตาย
“ชื่นใจจริง ๆ แต่มันยังไม่พอสำหรับข้า” เบี้ยนฝู๋เดินไปหาเหยื่อที่นอนเรียงรายอยู่ เขาดูดเลือดจากเหยื่อทีละคน ๆ โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นชายหรือหญิง ขอเพียงอายุไม่เกิน 35 ปี สาเหตุเพราะคนที่อายุต่ำกว่า 35 ปี ยังคงมีพลังชีวิตที่สดใหม่ เป็นรสชาติของพลังชีวิตที่เขาชอบ พลังชีวิตนี้เขาจะนำมาแปลงเป็นพลังปราณอีกทีหนึ่ง
ใช้เวลาไม่นาน บาร์ชั้น 1 ก็มีแต่ร่างซีดขาวไร้สีเลือด ซากศพทั้งหมดเป็นฝีมือของเบี้ยนฝู๋ แต่เขาเหลือชายหนุ่มคนที่พูดเรื่องพรรคตะวันดับเอาไว้ ตอนนี้สีผมของร่างมี่หมิงได้เปลี่ยนจากสีดำเป็นสีแพลตินั่ม นอกจากนี้นัยตาสีดำ ได้กลายเป็นสีแดงทับทิมส่องประกายน่าหลงไหล กล้ามเนื้อได้รูปที่ถูกสร้างขึ้นจากการสำเร็จพลังปราณ ส่งผลให้ร่างของมี่หมิงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“ทั้งหมด 500 คน พลังปราณของข้ามาถึงชั้นปราณแท้จริง เยี่ยมยอดมาก พลังหนุ่มสาวของพวกมันช่วยข้าไว้แท้ ๆ เอาล่ะ ทีนี้แก ต้องพาฉันไปยังสถานที่ตั้งของพรรคตะวันดับ เดี๋ยวนี้” เบี้ยนฝู๋ใช้วิชาเนตรสะกด ทำการสะกดจืตชายหนุ่มที่พูดเรื่องพรรคตะวันดับ
ทั้ง 2 เดินทางมาถึงตรอกมืดอีกตรอกหนึ่ง ในตรอกนี้มีคนสวมชุดคลุมสีดำนั่งเฝ้าประตูเหล็กอยู่ เบี้ยนฝู๋สามารถรับรู้ได้ว่าระดับของคนเฝ้าคือระดับนภา ตอนนี้เขายังไม่สามารถสู้คนเฝ้าประตูนี้ได้
“มาที่นี่ต้องการอะไร” ชายชุดคลุมสีดำถามขึ้น
“ข้ามาที่นี่เพราะต้องการข้อมูล ส่วนสิ่งแลกเปลี่ยนคือชายคนนี้” เบี้ยนฝู๋กล่าว
“เป็นชายหนุ่มที่แข็งแรงดี เจ้าพาเขาไปข้างใน แล้วบอกธุระของเจ้ากับเจ้าหน้าที่ข้างใน” ชายชุดคลุมเปิดประตูให้
เบี้ยนฝู๋แบกชายคนที่นำทางเขามา นำวางมันลงที่เคาน์เตอร์ ก่อนจะบอกความต้องการ แต่ข้อมูลที่เขาต้องการมีมากเกินไป ซึ่งชายหนุ่มที่เขาเอามาด้วยมีค่าไม่พอสำหรับข้อมูลทั้งหมด
“ถ้าอย่างนั้น มีขวดเปล่าไหม ข้ามีของที่คิดว่าพวกเจ้าน่าจะต้องการ” เบี้ยนฝู๋กล่าว
เจ้าหน้าที่หยิบขวดเปล่าขึ้นมาใบหนึ่งก่อนจะผายมือเป็นเชิงบอกว่าให้นำมันออกมาได้เลย เบี้ยนฝู๋นำนิ้วของตนจ่อไว้ที่ปากขวด ก่อนจะมีหยดน้ำใส ๆ หยดออกมาจากปลายเล็บของเขา
“นะ...นี่มัน อัศจรรย์นัก” เจ้าหน้าที่พรรคตะวันดับมองสลับระหว่างน้ำใส ๆ ในขวดกับชายหนุ่มตรงหน้า ร่างกายคนเราสามารถขับสารคัดหลั่งผ่านปลายนิ้วได้ด้วยงั้นรึ
“เจ้ามีกระต่ายหรือคนให้ทดสอบไหมล่ะ พิษอัมพาตของข้าเด็ดขาดมากเลยนะ หึหึ” เบี้ยนฝู๋กล่าว
เจ้าหน้าที่ได้นำพิษในขวดไปทดสอบ ผลที่ได้น่าตกตะลึง มันให้ผลดีกว่าพิษที่พวกเขาทำขึ้นมาเสียอีก พวกเขาจึงให้ราคามันสูงมาก
'เงินทองในโลกนี้หาง่ายยิ่งนัก พิษที่แรงกว่านี้ข้าก็สามารถสร้างได้ รวมถึงยาถอนพิษด้วย ชีวิตนี้ข้าคงไม่ลำบากเรื่องเงินทองอีกแล้ว' เบี้ยนฝู๋คิด
เมื่อรับเงินค่ายาพิษกับยาแก้พิษแล้ว เบี้ยนฝู๋ได้ซื้อข้อมูลจำนวนมาก จากข้อมูลที่ได้รับมา เขาค่อย ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้ และก็พบว่าการมีอยู่ของชาวยุทธ์เป็นเพียงเรื่องเหลวไหลสำหรับคนส่วนมาก แต่มีข้อมูลหนึ่งที่เขาจ้องมันอยู่นาน และทำให้เขาหวาดวิตก
'ตาแก่อวี้กง มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันเนี่ย มันหมดอายุขัยตายไปที่ภูเขาพำนักเซียนแล้วมิใช่รึ เห็นทีข้าคงต้องระวังตัวมากกว่านี้เสียแล้ว' เบี้ยนฝู๋คิด จากนั้นเขาก็เดินทางกลับไปที่ห้องเช่าของเจ้าของร่าง ก่อนจะนอนหลับไป
ตอนเช้า
ร่างของมี่หมิงขยับตัวลุกขึ้น สายตาของเขาเหม่อลอย ก่อนร่างของชายหนุ่มจะลุกขึ้นไปอาบน้ำ และแต่งตัวเพื่อไปโรงเรียน แต่จู่ ๆ ใบหน้าของชายหนุ่มกลับเปลี่ยนแปลงเป็นใบหน้าที่โกรธเกรี้ยวแทน
“เจ้าพวกนั้นทำให้ฉันต้องตาย เอ๋” มี่หมิงเพิ่งรู้สึกตัวว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ร่างกายของเขาไม่มีอาการเจ็บเลย แถมยังรู้สึกสบายตัวอีกต่างหาก นี่มันอะไรกัน หรือว่าเมื่อคืนเขาฝันไปงั้นเหรอ มี่หมิงยังคงสงสัย ตอนนี้เส้นผมและสีตาก็กลับเป็นสีดำตามปกติที่มันควรจะเป็น
ซึ่งวิญญาณของเบี้ยนฝู๋ได้กลับไปหลับไหลอีกครั้ง จนกว่ารัตติกาลจะมาเยือน โดยมี่หมิงไม่ได้รู้เลยว่ามีมารร้ายกำลังสิงอยู่ในร่างของเขา
ทางด้านไป่ฉีที่กลับมาที่ห้องเช่า เขาก็เตรียมไปโรงเรียนเช่นกัน ผลจากความบ้าบิ่นเมื่อคืนของเขาทำให้เขาเข้าสู่ชั้นปราณจักรพรรดิขั้น 2 ได้แล้ว หากฝึกต่ออีกเพียงนิดเดียว เขาก็จะสามารถขึ้นถึงขั้น 3 ได้ในคืนนี้แน่นอน
ระหว่างนั่งรถ ไป่ฉีก็นั่งอ่านข่าว แล้วก็พบข่าวที่น่าสนใจมาก เมืองชายแดนประเทศมังกรทอง เช้านี้ได้พบศพกว่า 500 ศพนอนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบในตัวผับด้านล่าง พอเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบกลับพบว่าศพเหล่านั้นลุกขึ้นมาโจมตีใส่พวกเขา เมื่อเจ้าหน้าที่ถอยออกมา ศพที่ลุกขึ้นจะทำร้ายพวกเขานั้นก็วิ่งตามออกมาด้วย เพียงแต่พอพวกมันโดนแสงอาทิตย์ก็สลายกลายเป็นขี้เถ้าเหมือนกับผีดูดเลือดในซีรีส์ไม่มีผิด
“ข่าวนั้นดูน่ากลัวเนอะ ภาพชัดขนาดนั้นฉันคงไม่กล้ากลับบ้านคนเดียวแน่ ๆ เลย” เมิ่งชิงชิงมีสีหน้าไม่ค่อยดีตั้งแต่เธอเห็นข่าวแล้ว
“งั้นพี่ชิงชิง วันนี้หลังจากไปหาปู่เมิ่งเจี่ยแล้ว พี่ไปเก็บเสื้อผ้ากับของใช้จำเป็นมาอยู่ที่ห้องเช่าของครอบครัวผมก่อนไหม ที่ห้องผมมีพ่อกับแม่แล้วก็ผม พี่จะได้ไม่ต้องกลัว ถ้าพี่ยังเป็นแบบนี้จะพักผ่อนไม่พอเอานะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“ได้เหรอ งั้นรบกวนด้วย” เมิ่งชิงชิงคิดว่าไม่เสียหายอะไร เพราะรู้ว่าถ้าเธอไม่อนุญาตไป่ฉีไม่ทำอะไรเกินเลยกับเธอแน่นอน
'ทำไมรู้สึกว่าการลงมือคล้ายเจ้าค้างคาวน้อยเบี้ยนฝู๋เลย ต้องลองสอบถามสมาคมการค้าตะวันจันทราสักหน่อยแล้ว' ไป่ฉีคิด สีหน้าของเขาดูเป็นกังวลมาก ใครที่เป็นเหยื่อของเบี้ยนฝู๋ หากถูกสูบเลือดจนหมดตัว ศพเหล่านั้นจะกลายเป็นผีดิบที่ไม่สุก เข้าโจมตีดูดเลือดเหยื่อที่อยู่ใกล้ตน แต่พวกมันแพ้แสงอาทิตย์
ส่วนเบี้ยนฝู๋นั้นสามารถโดนแดดได้สบาย ๆ ไม่เหมือนกับบริวารของมัน ทำให้เขากลัวว่าชิงเอ๋อของเขาจะถูกมันเล่นงาน ถ้าเธออยู่ห่างจากเขา เขาจึงเสนอให้เธอมาอยู่กับเขาชั่วคราวไปก่อน เพราะห้องเช่าของเขาวางค่ายกลและอาคมป้องกันเอาไว้ทั้งหมด ต่อให้มันแข็งแกร่งแต่ก็ใช่ว่าจะเข้ามาในห้องของเขาได้ง่าย ๆ