ทว่าเพียงไม่กี่วินาทีต่อมาพายุหมุนลูกใหญ่ก็พัดกระหน่ำ
เมื่อสายลมสงบลงร่างของคณบดีคณะวิถียุทธ์พลังเลือดที่เพิ่งถูกเคลื่อนย้ายออกไปก็กลับมายืนอยู่ข้างกายทั้งสองท่านอีกครั้ง
ลมพายุเมื่อครู่นี้ที่แท้ก็คือคลื่นกระแทกที่เกิดจากการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงของเขานั่นเอง!
แต่คณบดีอีกสองท่านดูเหมือนจะไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรกับเรื่องนี้
“ตาแก่เจ้าเล่ห์ บังอาจใช้ลูกไม้สกปรกนะ”
“ก็แค่ลูกศิษย์ฉันมีพรสวรรค์สูงกว่าพวกคณะเวทมนตร์ของนายหน่อยเดียวเองทำเป็นรับไม่ได้ไปได้”
เมื่อได้ยินคำเหน็บแนมคณบดีคณะเวทมนตร์เพียงแต่ยกมือขึ้นอีกครั้ง แล้วเอ่ยออกมาสั้นๆ คำเดียวว่า“ชู่ว์”
สิ้นคำนั้นเสียงโหวกเหวกรอบข้างก็พลันเงียบกริบ เหลือเพียงความสงัดไปทั่วบริเวณแน่นอนว่าสีหน้าของคณบดีคณะวิถียุทธ์พลังเลือดยังคงปรากฏให้เห็นชัดเจนว่าเขากำลังโมโหอย่างหนัก
สิ่งที่ตอบกลับเขามีเพียงสายตาเรียบเฉยคู่หนึ่งเท่านั้น
ทางด้านคณบดีคณะควบคุมสัตว์อสูรที่มองดูคนหนึ่งกำลังคลั่งอีกคนก็ทำเป็น ‘ไม่ได้ยิน ไม่รับรู้’ เขาได้แต่รู้สึกจนปัญญาและขบขันในใจ ในขณะเดียวกันก็แอบทอดถอนใจไม่ได้
คณะเวทมนตร์มีหลี่ฉางหมิงคณะวิถียุทธ์พลังเลือดก็มีเจียงจืออวี๋ปรากฏตัวขึ้นมาทั้งคู่ต่างเป็นนักศึกษาที่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัดตามกันมาติดๆ
มีเพียงคณะควบคุมสัตว์อสูรของเขาเท่านั้นที่ยังไม่มีนักศึกษาคนไหนโดดเด่นพอจะขึ้นมาเชิดหน้าชูตาได้เลย
แม้ในคณะจะมีอัจฉริยะอยู่บ้างแต่หากนำไปเทียบกับหลี่ฉางหมิงหรือเจียงจืออวี๋แล้วก็ยังถือว่าห่างชั้นกันอยู่หนึ่งระดับ
“เอาเถอะ เลิกทะเลาะกันได้แล้วเจียงจืออวี๋กำลังจะเริ่มทดสอบชั้นที่แปดแล้วนะ”
เหลือบเห็นในกระจกวารีเริ่มมีจุดแสงดาวพุ่งมารวมตัวกันคณบดีคณะควบคุมสัตว์อสูรจึงเอ่ยปากห้ามทั้งสองคน
“เหอะ วันนี้ฉันอารมณ์ดี จะไม่ถือสาเอาความกับนายแล้วกัน”
คณบดีวิถียุทธ์สะบัดแขนเสื้ออย่างแรงส่วนอีกฝ่ายก็ยอมคลายเวทมนตร์เมื่อครู่ออกให้
ความสนใจของทุกคนกลับมาจดจ่ออยู่ที่ภาพในกระจกวารีอีกครั้ง
ในภาพนั้นจุดแสงดาวเล็กๆ พลันรวมตัวกันจนค่อยๆก่อรูปร่างกลายเป็นพยัคฆ์ยักษ์ตัวสีขาวโพลนทั้งตัว ดวงตาสีแดงฉานและมีลวดลายอักขระคำว่า ‘ราชา’ สลักอยู่บนหน้าผาก
“ความสูงสองเมตรเจ็ดสิบ ลำตัวยาวสี่เมตรห้าสิบ ระดับพลังเลือดหกพัน!”
“ทหารอสูรระดับสามระดับกลาง พยัคฆ์ขาวเนตรชาด!”
“เสี่ยวไป๋!”
ทันทีที่เห็นสัตว์อสูรชั้นที่แปดก่อตัวเสร็จเจียงจืออวี๋ก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เธอสะบัดถุงกักวิญญาณที่เอวออกไป๋ฉางเซิงพลันปรากฏกายขึ้นนอกถุง ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นจนกลับสู่ร่างเดิม
เขาเลื้อยพันรอบกายเจียงจืออวี๋อย่างช้าๆปกป้องเธอไว้ภายในวงล้อมของลำตัว
วานรสะเทือนปฐพีเมื่อครู่แม้จะมีค่าพลังเลือดที่น่าตกใจแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่พอจะรับมือไหว
แต่พยัคฆ์ขาวเนตรชาดในตอนนี้มีค่าพลังเลือดที่เกินกว่าเจียงจืออวี๋จะรับมือเพียงลำพังได้แล้ว
พลังเลือดหกพันหน่วยมากกว่าเจียงจืออวี๋ถึงสองเท่าตัว!
ในสถานการณ์เช่นนี้หากเธอยังเลือกที่จะสู้คนเดียวเกรงว่าเพียงแค่พลาดพลั้งนิดเดียวผลลัพธ์คือความพ่ายแพ้แน่นอนเธอจึงเรียกตัวไป๋ฉางเซิงออกมาอย่างเด็ดขาด
ส่วนไป๋ฉางเซิงเองก็เข้าใจสิ่งที่เจียงจืออวี๋คิดดีทันทีที่ถูกเรียกออกมา เขาก็เข้าทำหน้าที่คุ้มกันเจียงจืออวี๋ไว้อย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันไม่ให้พยัคฆ์ขาวเนตรชาดจู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน
“โฮก!”
เสียงคำรามกึกก้องยาวนานทำให้ไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋สัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากทหารอสูรระดับสามระดับกลางได้อย่างชัดเจน
เจ้านี่คือตัวตนที่มอบแรงกดดันให้พวกเขามากที่สุดเท่าที่เคยเจอมาอย่างแน่นอน
ยามที่ประจันหน้ากับราชันหมาป่ากระดูกเหล็กคนที่รับแรงกดดันจากด้านหน้าคือซินซวงและจางสิง แม้กระบวนการทั้งหมดจะดูหวาดเสียวแต่หากพูดถึงแรงกดดันโดยตรงแล้วกลับไม่ได้มากมายเท่าไรนัก
แต่ในเวลานี้ไป๋ฉางเซิงต้องเป็นผู้รับมือกับพยัคฆ์ขาวเนตรชาดด้วยตัวเอง!
เจียงจืออวี๋กระชับหอกยาวในมือมั่นสายตาจ้องเขม็ง กวาดมองไปตามจุดต่างๆ ของพยัคฆ์ขาวเนตรชาดเพื่อหาจุดอ่อน
ทว่าเห็นได้ชัดว่าเมื่อเผชิญกับค่าพลังเลือดที่เหนือกว่าพวกเขาทั้งสองอย่างสิ้นเชิงจุดอ่อนบนร่างของพยัคฆ์ขาวเนตรชาดจึงมีน้อยจนน่าใจหาย ต่อให้มีก็เป็นจุดที่ยากจะโจมตีถึง เช่น ดวงตา หรือทวารหนัก
ศึกครั้งนี้...ลำบากแน่!
ขณะเดียวกันที่ด้านนอกหอพิชิตดาวเมื่อทุกคนเห็นไป๋ฉางเซิงปรากฏตัวขึ้น ต่างก็พากันชะงักไปชั่วครู่
พวกเขารู้อยู่แล้วว่าเจียงจืออวี๋มีพรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์พลังเลือดที่โดดเด่นแต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเธอจะฝึกวิถีผู้ควบคุมสัตว์อสูรไปพร้อมกันด้วย!
แถมสัตว์เลี้ยงวิญญาณของเธอยังมีค่าพลังเลือดที่แข็งแกร่งกว่าตัวเธอเองเสียอีกโดยก้าวข้ามขีดจำกัดของทหารอสูรระดับสามไปแล้ว!
ปัญหาเดียวก็คือทำไมสัตว์เลี้ยงวิญญาณของเธอถึงได้ดูเหมือน... งูเกล็ดขาวนักล่ะ?
“สัตว์เลี้ยงวิญญาณของเจียงจืออวี๋เป็นแค่งูเกล็ดขาวเองเหรอ?”
“เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า? ถ้าจำไม่ผิดงูเกล็ดขาวมันเป็นแค่สัตว์เลี้ยงสวยงามไม่ใช่หรือไง? มันเอามาฝึกเป็นสัตว์เลี้ยงวิญญาณได้จริงๆเหรอ?”
“งูเกล็ดขาวทั่วไป ต่อให้โตเต็มที่ลำตัวก็ยาวไม่เกินสามสิบเซนติเมตรแต่พวกนายดูลูกตามันสิ งูเกล็ดขาวของเจียงจืออวี๋มันเหมือนงูทั่วไปที่ไหนกัน!”
“ลำตัวยาวแปดเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำตัวเกินห้าสิบเซนติเมตรไปแล้วถ้าไอ้นี่คืองูเกล็ดขาวธรรมดา ฉันจะยอมเขียนชื่อกลับหลังเลย!”
“ฉันว่ามันดูเหมือนพวกสายพันธุ์กลายพันธุ์รอบสองมากกว่านะ?”
ท่ามกลางฝูงชนซินซวงและจางสิงหันมาสบตากัน ทั้งคู่ต่างเห็นความตกตะลึงในดวงตาของกันและกัน
เรื่องที่เจียงจืออวี๋ฝึกทั้งวิถียุทธ์และผู้ควบคุมสัตว์อสูรพวกเขาย่อมรู้อยู่แล้วแต่ที่คาดไม่ถึงคือหลังจากแยกกันเพียงไม่นานเจียงจืออวี๋กลับเติบโตขึ้นถึงระดับนี้กระทั่งเสี่ยวไป๋เองก็ก้าวข้ามจากระดับสองเข้าสู่ระดับสามแล้ว!
หากให้เวลาพวกเขาอีกเพียงไม่กี่เดือนเกรงว่าแม้แต่เธอกับจางสิงก็คงถูกทิ้งไว้ข้างหลังแน่ๆ
และเมื่อเทียบกับพวกนักศึกษาแล้วคณบดีทั้งสามท่านที่อยู่แถวหน้าสุดย่อมมีสายตาที่แหลมคมกว่ามาก
ทันทีที่ไป๋ฉางเซิงปรากฏตัวหนังตาของคณบดีคณะควบคุมสัตว์อสูรก็กระตุกวูบเขามองออกทันทีถึงความไม่ธรรมดาบนร่างของไป๋ฉางเซิง
“งูเกล็ดขาวตัวนี้ผ่านการกลายพันธุ์มาอย่างน้อยสองครั้งหรืออาจจะสามครั้งเลยด้วยซ้ำ!”
“ไม่อย่างนั้นไม่มีทางโตมาได้ขนาดนี้แน่”
“ไม่เพียงเท่านั้น ภายใต้เกล็ดของมันยังมีพลังงานไหลเวียนอยู่จางๆแถมโครงกระดูกยังแข็งแกร่งมากอีกด้วย”
“มันทำลายขีดจำกัดการเติบโตเดิมของงูเกล็ดขาวไปจนหมดแล้ว!”
“ฉันไม่เคยเห็นงูเกล็ดขาวแบบนี้มาก่อนเลย ประหลาดจริงๆ ประหลาดมาก!”
“แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ...”
คณบดีอีกสองท่านเมื่อได้ยินดังนั้นต่างก็พากันหันมามองเขาเป็นตาเดียว
พวกเขาไม่เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์อสูรแต่เพื่อนเก่าคนนี้ในฐานะคณบดีคณะควบคุมสัตว์อสูรแห่งสุ่ยมู่ย่อมศึกษาวิจัยเรื่องสัตว์อสูรมาอย่างทะลุปรุโปร่งเขาย่อมมองเห็นความพิเศษได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าพวกเขา
“ไม่รู้เพราะอะไร... แต่ฉันกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสายเลือดมังกรจากงูเกล็ดขาวตัวนี้!”
มังกร?!
ทันทีที่ได้ยินคำนี้หลุดออกมาจากปากของเขาแม้คณบดีทั้งสองจะผ่านโลกมามากเพียงใดก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองเข้าไปในกระจกวารีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
โลกนี้มีมังกรอยู่จริงๆ
ฝ่ายสัตว์อสูรมีเทพอสูรทั้งหมดยี่สิบสองตนกระจายอยู่ทั่วโลกโดยในเขตเทียนเฉามีอยู่ถึงเก้าตน!
และในบรรดาเก้าเทพอสูรนี้มีอยู่สามตนที่มีสายเลือดมังกร ได้แก่ เทพมังกรทะเลลึก เทพมังกรรั่วสุ่ยและเทพมังกรดำ!
ทว่าสายเลือดของเทพอสูรทั้งสามนี้ก็ยังถือว่าไม่บริสุทธิ์เพียงพอ
พูดอีกอย่างคือพวกมันไม่ใช่ ‘มังกรแท้จริง’ เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดมังกรอยู่ในกายเท่านั้น!
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นมันก็ยังส่งผลให้พวกมันเติบโตไปจนถึงระดับเทพอสูรได้!
ส่วนพวกที่มีความเข้มข้นของเลือดมังกรน้อยกว่านั้นส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นระดับจักรพรรดิอสูรหรือราชาอสูร
พูดได้เลยว่าขอเพียงมีสายเลือดมังกรความสำเร็จในอนาคตย่อมไร้ขีดจำกัดแน่นอน
แต่ตอนนี้เพื่อนของพวกเขา คณบดีคณะควบคุมสัตว์อสูรแห่งสุ่ยมู่กลับบอกว่างูเกล็ดขาวตัวนี้มีกลิ่นอายของเลือดมังกรอย่างนั้นหรือ?