ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 51 ภายในร่างงูเกล็ดขาวตัวนี้ มีเลือดมังกร!

            ทว่าเพียงไม่กี่วินาทีต่อมาพายุหมุนลูกใหญ่ก็พัดกระหน่ำ

            เมื่อสายลมสงบลงร่างของคณบดีคณะวิถียุทธ์พลังเลือดที่เพิ่งถูกเคลื่อนย้ายออกไปก็กลับมายืนอยู่ข้างกายทั้งสองท่านอีกครั้ง

            ลมพายุเมื่อครู่นี้ที่แท้ก็คือคลื่นกระแทกที่เกิดจากการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงของเขานั่นเอง!

            แต่คณบดีอีกสองท่านดูเหมือนจะไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรกับเรื่องนี้

            “ตาแก่เจ้าเล่ห์ บังอาจใช้ลูกไม้สกปรกนะ”

            “ก็แค่ลูกศิษย์ฉันมีพรสวรรค์สูงกว่าพวกคณะเวทมนตร์ของนายหน่อยเดียวเองทำเป็นรับไม่ได้ไปได้”

            เมื่อได้ยินคำเหน็บแนมคณบดีคณะเวทมนตร์เพียงแต่ยกมือขึ้นอีกครั้ง แล้วเอ่ยออกมาสั้นๆ คำเดียวว่า“ชู่ว์”

            สิ้นคำนั้นเสียงโหวกเหวกรอบข้างก็พลันเงียบกริบ เหลือเพียงความสงัดไปทั่วบริเวณแน่นอนว่าสีหน้าของคณบดีคณะวิถียุทธ์พลังเลือดยังคงปรากฏให้เห็นชัดเจนว่าเขากำลังโมโหอย่างหนัก

            สิ่งที่ตอบกลับเขามีเพียงสายตาเรียบเฉยคู่หนึ่งเท่านั้น

            ทางด้านคณบดีคณะควบคุมสัตว์อสูรที่มองดูคนหนึ่งกำลังคลั่งอีกคนก็ทำเป็น ‘ไม่ได้ยิน ไม่รับรู้’ เขาได้แต่รู้สึกจนปัญญาและขบขันในใจ ในขณะเดียวกันก็แอบทอดถอนใจไม่ได้

            คณะเวทมนตร์มีหลี่ฉางหมิงคณะวิถียุทธ์พลังเลือดก็มีเจียงจืออวี๋ปรากฏตัวขึ้นมาทั้งคู่ต่างเป็นนักศึกษาที่มีศักยภาพไร้ขีดจำกัดตามกันมาติดๆ

            มีเพียงคณะควบคุมสัตว์อสูรของเขาเท่านั้นที่ยังไม่มีนักศึกษาคนไหนโดดเด่นพอจะขึ้นมาเชิดหน้าชูตาได้เลย

            แม้ในคณะจะมีอัจฉริยะอยู่บ้างแต่หากนำไปเทียบกับหลี่ฉางหมิงหรือเจียงจืออวี๋แล้วก็ยังถือว่าห่างชั้นกันอยู่หนึ่งระดับ

            “เอาเถอะ เลิกทะเลาะกันได้แล้วเจียงจืออวี๋กำลังจะเริ่มทดสอบชั้นที่แปดแล้วนะ”

            เหลือบเห็นในกระจกวารีเริ่มมีจุดแสงดาวพุ่งมารวมตัวกันคณบดีคณะควบคุมสัตว์อสูรจึงเอ่ยปากห้ามทั้งสองคน

            “เหอะ วันนี้ฉันอารมณ์ดี จะไม่ถือสาเอาความกับนายแล้วกัน”

            คณบดีวิถียุทธ์สะบัดแขนเสื้ออย่างแรงส่วนอีกฝ่ายก็ยอมคลายเวทมนตร์เมื่อครู่ออกให้

            ความสนใจของทุกคนกลับมาจดจ่ออยู่ที่ภาพในกระจกวารีอีกครั้ง

            ในภาพนั้นจุดแสงดาวเล็กๆ พลันรวมตัวกันจนค่อยๆก่อรูปร่างกลายเป็นพยัคฆ์ยักษ์ตัวสีขาวโพลนทั้งตัว ดวงตาสีแดงฉานและมีลวดลายอักขระคำว่า ‘ราชา’ สลักอยู่บนหน้าผาก

            “ความสูงสองเมตรเจ็ดสิบ ลำตัวยาวสี่เมตรห้าสิบ ระดับพลังเลือดหกพัน!”

            “ทหารอสูรระดับสามระดับกลาง พยัคฆ์ขาวเนตรชาด!”

            “เสี่ยวไป๋!”

            ทันทีที่เห็นสัตว์อสูรชั้นที่แปดก่อตัวเสร็จเจียงจืออวี๋ก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เธอสะบัดถุงกักวิญญาณที่เอวออกไป๋ฉางเซิงพลันปรากฏกายขึ้นนอกถุง ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นจนกลับสู่ร่างเดิม

            เขาเลื้อยพันรอบกายเจียงจืออวี๋อย่างช้าๆปกป้องเธอไว้ภายในวงล้อมของลำตัว

            วานรสะเทือนปฐพีเมื่อครู่แม้จะมีค่าพลังเลือดที่น่าตกใจแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่พอจะรับมือไหว

            แต่พยัคฆ์ขาวเนตรชาดในตอนนี้มีค่าพลังเลือดที่เกินกว่าเจียงจืออวี๋จะรับมือเพียงลำพังได้แล้ว

            พลังเลือดหกพันหน่วยมากกว่าเจียงจืออวี๋ถึงสองเท่าตัว!

            ในสถานการณ์เช่นนี้หากเธอยังเลือกที่จะสู้คนเดียวเกรงว่าเพียงแค่พลาดพลั้งนิดเดียวผลลัพธ์คือความพ่ายแพ้แน่นอนเธอจึงเรียกตัวไป๋ฉางเซิงออกมาอย่างเด็ดขาด

            ส่วนไป๋ฉางเซิงเองก็เข้าใจสิ่งที่เจียงจืออวี๋คิดดีทันทีที่ถูกเรียกออกมา เขาก็เข้าทำหน้าที่คุ้มกันเจียงจืออวี๋ไว้อย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันไม่ให้พยัคฆ์ขาวเนตรชาดจู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน

            “โฮก!”

            เสียงคำรามกึกก้องยาวนานทำให้ไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋สัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากทหารอสูรระดับสามระดับกลางได้อย่างชัดเจน

            เจ้านี่คือตัวตนที่มอบแรงกดดันให้พวกเขามากที่สุดเท่าที่เคยเจอมาอย่างแน่นอน

            ยามที่ประจันหน้ากับราชันหมาป่ากระดูกเหล็กคนที่รับแรงกดดันจากด้านหน้าคือซินซวงและจางสิง แม้กระบวนการทั้งหมดจะดูหวาดเสียวแต่หากพูดถึงแรงกดดันโดยตรงแล้วกลับไม่ได้มากมายเท่าไรนัก

            แต่ในเวลานี้ไป๋ฉางเซิงต้องเป็นผู้รับมือกับพยัคฆ์ขาวเนตรชาดด้วยตัวเอง!

            เจียงจืออวี๋กระชับหอกยาวในมือมั่นสายตาจ้องเขม็ง กวาดมองไปตามจุดต่างๆ ของพยัคฆ์ขาวเนตรชาดเพื่อหาจุดอ่อน

            ทว่าเห็นได้ชัดว่าเมื่อเผชิญกับค่าพลังเลือดที่เหนือกว่าพวกเขาทั้งสองอย่างสิ้นเชิงจุดอ่อนบนร่างของพยัคฆ์ขาวเนตรชาดจึงมีน้อยจนน่าใจหาย ต่อให้มีก็เป็นจุดที่ยากจะโจมตีถึง เช่น ดวงตา หรือทวารหนัก

            ศึกครั้งนี้...ลำบากแน่!

            ขณะเดียวกันที่ด้านนอกหอพิชิตดาวเมื่อทุกคนเห็นไป๋ฉางเซิงปรากฏตัวขึ้น ต่างก็พากันชะงักไปชั่วครู่

            พวกเขารู้อยู่แล้วว่าเจียงจืออวี๋มีพรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์พลังเลือดที่โดดเด่นแต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเธอจะฝึกวิถีผู้ควบคุมสัตว์อสูรไปพร้อมกันด้วย!

            แถมสัตว์เลี้ยงวิญญาณของเธอยังมีค่าพลังเลือดที่แข็งแกร่งกว่าตัวเธอเองเสียอีกโดยก้าวข้ามขีดจำกัดของทหารอสูรระดับสามไปแล้ว!

            ปัญหาเดียวก็คือทำไมสัตว์เลี้ยงวิญญาณของเธอถึงได้ดูเหมือน... งูเกล็ดขาวนักล่ะ?

            “สัตว์เลี้ยงวิญญาณของเจียงจืออวี๋เป็นแค่งูเกล็ดขาวเองเหรอ?”

            “เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า? ถ้าจำไม่ผิดงูเกล็ดขาวมันเป็นแค่สัตว์เลี้ยงสวยงามไม่ใช่หรือไง? มันเอามาฝึกเป็นสัตว์เลี้ยงวิญญาณได้จริงๆเหรอ?”

            “งูเกล็ดขาวทั่วไป ต่อให้โตเต็มที่ลำตัวก็ยาวไม่เกินสามสิบเซนติเมตรแต่พวกนายดูลูกตามันสิ งูเกล็ดขาวของเจียงจืออวี๋มันเหมือนงูทั่วไปที่ไหนกัน!”

            “ลำตัวยาวแปดเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำตัวเกินห้าสิบเซนติเมตรไปแล้วถ้าไอ้นี่คืองูเกล็ดขาวธรรมดา ฉันจะยอมเขียนชื่อกลับหลังเลย!”

            “ฉันว่ามันดูเหมือนพวกสายพันธุ์กลายพันธุ์รอบสองมากกว่านะ?”

            ท่ามกลางฝูงชนซินซวงและจางสิงหันมาสบตากัน ทั้งคู่ต่างเห็นความตกตะลึงในดวงตาของกันและกัน

            เรื่องที่เจียงจืออวี๋ฝึกทั้งวิถียุทธ์และผู้ควบคุมสัตว์อสูรพวกเขาย่อมรู้อยู่แล้วแต่ที่คาดไม่ถึงคือหลังจากแยกกันเพียงไม่นานเจียงจืออวี๋กลับเติบโตขึ้นถึงระดับนี้กระทั่งเสี่ยวไป๋เองก็ก้าวข้ามจากระดับสองเข้าสู่ระดับสามแล้ว!

            หากให้เวลาพวกเขาอีกเพียงไม่กี่เดือนเกรงว่าแม้แต่เธอกับจางสิงก็คงถูกทิ้งไว้ข้างหลังแน่ๆ

            และเมื่อเทียบกับพวกนักศึกษาแล้วคณบดีทั้งสามท่านที่อยู่แถวหน้าสุดย่อมมีสายตาที่แหลมคมกว่ามาก

            ทันทีที่ไป๋ฉางเซิงปรากฏตัวหนังตาของคณบดีคณะควบคุมสัตว์อสูรก็กระตุกวูบเขามองออกทันทีถึงความไม่ธรรมดาบนร่างของไป๋ฉางเซิง

            “งูเกล็ดขาวตัวนี้ผ่านการกลายพันธุ์มาอย่างน้อยสองครั้งหรืออาจจะสามครั้งเลยด้วยซ้ำ!”

            “ไม่อย่างนั้นไม่มีทางโตมาได้ขนาดนี้แน่”

            “ไม่เพียงเท่านั้น ภายใต้เกล็ดของมันยังมีพลังงานไหลเวียนอยู่จางๆแถมโครงกระดูกยังแข็งแกร่งมากอีกด้วย”

            “มันทำลายขีดจำกัดการเติบโตเดิมของงูเกล็ดขาวไปจนหมดแล้ว!”

            “ฉันไม่เคยเห็นงูเกล็ดขาวแบบนี้มาก่อนเลย ประหลาดจริงๆ ประหลาดมาก!”

            “แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ...”

            คณบดีอีกสองท่านเมื่อได้ยินดังนั้นต่างก็พากันหันมามองเขาเป็นตาเดียว

            พวกเขาไม่เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์อสูรแต่เพื่อนเก่าคนนี้ในฐานะคณบดีคณะควบคุมสัตว์อสูรแห่งสุ่ยมู่ย่อมศึกษาวิจัยเรื่องสัตว์อสูรมาอย่างทะลุปรุโปร่งเขาย่อมมองเห็นความพิเศษได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าพวกเขา

            “ไม่รู้เพราะอะไร... แต่ฉันกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสายเลือดมังกรจากงูเกล็ดขาวตัวนี้!”

            มังกร?!

            ทันทีที่ได้ยินคำนี้หลุดออกมาจากปากของเขาแม้คณบดีทั้งสองจะผ่านโลกมามากเพียงใดก็ยังอดไม่ได้ที่จะมองเข้าไปในกระจกวารีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย

            โลกนี้มีมังกรอยู่จริงๆ

            ฝ่ายสัตว์อสูรมีเทพอสูรทั้งหมดยี่สิบสองตนกระจายอยู่ทั่วโลกโดยในเขตเทียนเฉามีอยู่ถึงเก้าตน!

            และในบรรดาเก้าเทพอสูรนี้มีอยู่สามตนที่มีสายเลือดมังกร ได้แก่ เทพมังกรทะเลลึก เทพมังกรรั่วสุ่ยและเทพมังกรดำ!

            ทว่าสายเลือดของเทพอสูรทั้งสามนี้ก็ยังถือว่าไม่บริสุทธิ์เพียงพอ

            พูดอีกอย่างคือพวกมันไม่ใช่ ‘มังกรแท้จริง’ เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดมังกรอยู่ในกายเท่านั้น!

            แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นมันก็ยังส่งผลให้พวกมันเติบโตไปจนถึงระดับเทพอสูรได้!

            ส่วนพวกที่มีความเข้มข้นของเลือดมังกรน้อยกว่านั้นส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นระดับจักรพรรดิอสูรหรือราชาอสูร

            พูดได้เลยว่าขอเพียงมีสายเลือดมังกรความสำเร็จในอนาคตย่อมไร้ขีดจำกัดแน่นอน

            แต่ตอนนี้เพื่อนของพวกเขา คณบดีคณะควบคุมสัตว์อสูรแห่งสุ่ยมู่กลับบอกว่างูเกล็ดขาวตัวนี้มีกลิ่นอายของเลือดมังกรอย่างนั้นหรือ?

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน