วันรุ่งขึ้น องค์ชายจ้าวหลินฟู่เยี่ย เจียจือสิงและองค์รักษ์ยี่สิบกว่าคนล้วนแต่งกายเต็มยศมายืนรออยู่หน้าประตูก่อนประตูเปิดเกือบครึ่งชั่วยาม ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างมองดูด้วยความสนใจ จวนท่านแม่ทัพวันนี้แปลกกว่าทุกวันมีคนท่าทางสง่างามหน้าตาหล่อเหลาพร้อมผู้ติดตามที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยท่ายืนแข็งขันมองเหมือนทหาร มายืนรอตั้งแต่ฟ้าเริ่มสว่าง ประตูจวนแม่ทัพเปิดออก เมื่อผู้เฝ้าประตูมองเห็นว่าเป็นผู้ใดก็รีบเปิดกว้างรับผู้มาเยือน ก่อนจะรีบวิ่งเข้าแจ้งด้านในจวน
“ท่านพ่อบ้านฉิน คุณชายจ้าวและท่านเจียจือสิง มาขอรับ”
“เจ้าก็เชิญเข้ามาสิ พวกเขาต่างเป็นสหายและพี่ชายบุญธรรมของคุณหนู แค่นี้ทำเป็นตื่นเต้นตกใจไปได้ ไปๆ รีบเชิญคนเข้ามา”
“เอ่อ ท่านพ่อบ้านข้าว่าท่านไปเชิญดีกว่านะขอรับ วันนี้คุณชายทั้งสองแต่งกายงดงามกว่าปกติ ทั้งยังนำผู้ติดตามมาด้วยนับสิบกว่าคน ดูเหมือนแต่งเต็มยศเลยขอรับผู้ติดตามเหล่านั้นแต่งชุดเหมือนกันหมดเลย”
“เอ๋ เช่นนั้นก็แปลก พวกเราไปดูกัน”
พ่อบ้านฉินเดินตามคนเฝ้าประตูออกมา ได้เห็นกลุ่มคนเบื้องหน้าในระยะไกลดูแตกต่างจากปกติที่เคยมาในครั้งก่อนๆ จึงได้หยุดมองพิจารณาแล้วรีบหันไปเรียกบ่าวรับใช้ที่ทำงานอยู่ในบริเวรที่ไม่ไกลนัก
“เจ้ารีบไปเรียนนายท่าน ข้าจะพาคุณชายจ้าวและคุณชายเยี่ยเข้าไปพบที่โถงหลัก เสร็จแล้วรีบให้สาวใช้ไปเรียนคุณหนูด้วยว่าคุณชายจ้าวมา”
“เรียนเชิญคุณชายจ้าว”
“ท่านพ่อบ้านฉิน วันนี้ข้ามาขอพบท่านแม่ทัพเฉิน มิทราบว่าอยู่หรือไม่”
“คุณชายข้าให้บ่าวรับใช้เข้าไปเรียนนายท่านให้ทราบแล้วขอรับ เชิญคุณชายทั้งสองและผู้ติดตามทั้งหลายด้านในขอรับ”
พ่อบ้านฉินดูแลจวนท่านแม่ทัพมานานหลายปี แค่มองดูก็รู้เจตนาของชายหนุ่มทั้งสองจึงได้ให้บ่าวรับใช้พาผู้ติดตามทั้งหมดไปพักในห้องรับรองด้านข้างจัดเตรียมชาและของว่างรับรองคนทั้งยี่สิบกว่าคน ส่วนจ้าวหลินฟู่เยี่ยและเจียจือสิงเขาพาเดินไปห้องโถงในเรือนหลักด้วยตนเองดูเป็นพิธีการมากกว่าปกติ (ที่ผ่านมาทั้งสองเคยมาเดินเข้าไปราวกับบ้านของตนเองไม่ต้องมีผู้ใดนำพา)
เฉินอวี้อันได้รับรายงานจากบ่าวรับใช้ก็เพียงแปลกใจเล็กน้อยเท่านั้น ด้วยฐานะของจ้าวหลินฟู่เยี่ยตนก็ได้รับรู้มาก่อนหน้านี้แล้ว จึงคาดเดาว่าวันนี้ชายหนุ่มต้องการสิ่งใดกันแน่หากจะสู่ขอบุตรสาวของตนคงต้องผิดหวังกลับไปเป็นแน่ จึงให้บ่าวรับใช้รีบไปเรือนรับแขกเชิญท่านลุงซางกวนหมิง เพื่อไปต้อนรับชายหนุ่มทั้งสองด้วยกัน
“คุณชายจ้าววันนี้ พวกท่านทำสิ่งใดกันแน่”
“ท่านลุงเฉิน ข้าขอแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการขอรับ ข้าชอบบุตรสาวของท่าน ย่อมต้องการทำทุกอย่างให้เปิดเผยไม่มีสิ่งใดปิดบังให้ชาวบ้านติติงได้ในภายหลัง”
“เชิญเจ้าว่ามา”
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ ทำความเคารพเต็มพิธีการให้กับเฉินอวี้อันตามแบบผู้เยาว์เคารพผู้อาวุโส ตามความเป็นจริงด้วยยศศักดิ์แล้วชายหนุ่มไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นก็ได้
“ข้าจ้าวหลินฟู่เยี่ย องค์ชายแห่งแคว้นจ้าว ขอพบเฉินหมิงเยว่ขอรับ”
“ท่านต้องการพบนางเพื่อสิ่งใด”
เป็นเสียงของซางกวนหมิงที่ใช้มือเปิดม่านไข่มุกก่อนจะเข้ามานั่งลงข้างๆ เฉินอวี้อันยกมือเทชาใส่จอกก่อนยกขึ้นดื่มโดยไม่สนใจทักทายชายหนุ่มทั้งสองคน
“ท่านลุงซางกวน”
“มีอะไรก็ว่ามา”
“ข้า จ้าวหลินฟู่เยี่ยขออนุญาตคบหากับเฉินหมิงเยว่ ขอรับ”
“เจ้าแน่ใจ บุรุษพูดแล้วมิอาจคืนคำ”
“แน่นอนขอรับ หากนางยินยอมข้าเองก็อยากสู่ขอนางทันทีขอรับ”
ซางกวนหมิง มองชายหนุ่มที่พูดเสียงดังฟังชัดนี้อย่างพิจารณาคราที่พบกันในแคว้นจ้าว ตัวเขาวุ่นวายกับการถอนพิษให้หลานสาวเพียงคนเดียวจึงมิได้ใส่ใจชายหนุ่มที่ร่างกายบาดเจ็บหนักมีแผลไปทั่วทั้งตัวที่เสียสละทุ่มเทกายใจไปตามหาน้ำตานางเงือกมาเป็นส่วนประกอบสำคัญของโอสถที่ใช้รักษา จวบจนต้องแยกจากกันไปคนละทางอีกฝ่ายถูกนำกลับไปรักษาในพระราชวังแคว้นจ้าว ส่วนเขาและเฉินหมิงเยว่เดินทางรีบกลับมารักษาต่อที่แคว้นอู๋พร้อมกับคนของสำนักคุ้มภัยและองค์รักษ์ที่เป็นคนของนาง ยามนี้อีกฝ่ายถึงขนาดออกปากขอคบหาหลานสาวของตนซึ่งหน้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน (ประเพณีการออกเรือนของหญิงสาวล้วนผ่านการให้แม่สื่อดำเนินการ บิดามารดาเห็นพ้องก็ออกเรือนได้)
การคบหาฟังดูเหมือนดีและไม่ดี ตนสองคนเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงย่อมต้องคิดหนัก ระหว่างนั้นเสียงเดินที่คุ้นหูของจ้าวหลินฟู่เยี่ยก็ดังใกล้เข้ามา ผ้าม่านถูกเปิดออกเป็นนางที่เดินเข้ามาเขาได้แต่มองจ้องนางเดินเข้ามาใกล้จนคนย่อกายทำความเคารพผู้ใหญ่และหันมาทักทายตนเขาจึงรู้สึกตัวยิ้มให้กับนาง
ต่างกับเฉินอวี้อันและซางกวนหมิงเห็นชายหนุ่มจ้องมองไม่กระพริบตารู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังรับไม่ได้กับรูปลักษณ์ของเฉินหมิงเยว่ที่ยามนี้ผอมบางผมบนศรีษะก็ขาวตั้งแต่โคนจรดปลายผม แม้ได้โอสถรักษาอาการไว้ได้แต่ก็มิอาจกลับมาดำขลับได้ดังเดิม ความกังวลล้วนกระจายออกมาทางสีหน้าและแววตาด้วยความรักและความเป็นห่วงนางจึงเฝ้าดูว่าทั้งสองจะทำอย่างไร
“เจ้าเห็นนางเป็นเช่นนี้ คิดจะเปลี่ยนใจก็ยังไม่สายดีกว่าปล่อยให้เวลาเนิ่นนานจะส่งผลให้นางเสียใจภายหลัง หลานสาวเพียงคนเดียวข้าเลี้ยงได้”
“ใช่ บุตรสาวคนเดียวจวนข้าเลี้ยงได้”
“ท่านแม่ทัพ ท่านซางกวน ข้าบอกแล้วข้าต้องการคบหากับนางเพื่อให้นางได้รู้จักข้าเพิ่มขึ้นและข้าสามารถพูดต่อหน้าท่านทั้งสองได้ว่าข้าจะมีนางเพียงคนเดียวตลอดชีวิต”
“ไม่มีหลักประกันใดว่าเจ้าจะสามารถทำได้ตามคำที่พูดมา”
“ข้ายินดีทำสัญญาเลือดขอรับ”
“สัญญาเลือด? คืออันใด”
เฉินอวี้อันได้ยินคำที่ชายหนุ่มเอ่ยออกมาก็ได้แต่สงสัยตัวเขาอายุขนาดนี้ยังมิเคยได้ยินมาก่อน เจ้าองค์ชายพระองค์นี้คิดจะหลอกพวกตนหรืออย่างไร ก่อนที่จะหันไปหาซางกวนหมิงก็พบว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าแปลกไปคล้ายจะรู้จักหรือเข้าใจคำที่อีกฝ่ายกล่าวออกมา
“เจ้าแน่ใจ”
"ขอรับ"
ตั้งแต่นางเข้ามาในห้องนี้เหล่าบุรุษพูดกันไปมาไม่มีใครสอบถามนางสักคำ ไม่มีใครใส่ใจตัวนางราวกับนางเป็นคนนอกพวกเขาตกลงกันเอง
“หากตกลงกันได้แล้ว พวกท่านก็แจกเทียบให้ข้าด้วยแล้วกัน”
“เยว่เอ๋อร์เจ้าอย่าพึ่งโกรธ พวกข้าเป็นห่วงเจ้ากลัวว่าเจ้าหนุ่มนี่จะหาทางรังแกเจ้า”
“เยว่เอ๋อร์ ข้าไม่ผิดนะข้าเพียงอย่างอธิบายและทำความเข้าใจกับผู้อาวุโสทั้งสองเท่านั้น”
เฉินอวี้อันและซางกวนหมิงคิ้วกระตุก หน่อยเจ้าหนุ่มนี่กล้าเล่นลิ้นพูดจนฟังดูเหมือนพวกตนเป็นตัวร้ายกำลังรังแกเขยใหม่ยังไงยังงั้น
หน้าเรือนรุ่ยเซียง สองหนุ่มสาวนั่งจิบชาคุยกันสบายอกสบายใจ บ่าวรับใช้และสาวใช้ในเรือนต่างจงใจหลีกหนีไปไม่เห็นในสายตา พวกนางเดิมทีกังวลใจที่นายสาวรูปลักษณ์เปลี่ยนไปกลัวจะกลายเป็นอุปสรรคในการหาคู่ออกเรือนเกรงว่าชายหนุ่มจะหลีกหนียามได้เห็นผมสีขาว ยามนี้จึงยินดีที่ทั้งสองยังมีท่าทีที่รักใคร่ปรองดองเช่นนี้
“ท่านจงใจทำให้เอิกเริกเพื่อสิ่งใด”
“ข้ามาดังเช่นปกติที่เคยมาก็ทำได้ หากแต่ความกังวลใจของท่านแม่ทัพและท่านซางกวนเกรงจะเป็นปมค้างในใจท่านทั้งสอง วันนี้เห็นข้ามาพร้อมคนมากมายเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับอนาคตของเราทั้งสอง”
“ใครมีอนาคตร่วมกันกับท่าน”
“เจ้าถอยไม่ทันแล้วเยว่เอ๋อร์ เกรงว่าหลังจากวันนี้ท่านทั้งสองคงกำลังจัดเตรียมสินสมรสให้เจ้าเป็นแน่”
“ท่านแน่ใจว่าจะแต่งงานกับข้า”
“หากเจ้าไม่แต่งให้ข้า เปลี่ยนเป็นข้าแต่งให้เจ้าก็ได้”
“ท่านพูดอะไร ใครจะเชื่อท่านกันเล่า”
“เสด็จพ่อข้ามีลูกชายมากมาย ข้าเพียงคนเดียวไม่ขาดทุนหรอก”
“ข้าตัวข้าแสนแพง”
“ข้าทุุ่มหมดตัว”
เฉินอวี้อันมองดูสองคนหยอกล้อกันอย่างมีความสุขก็ยิ้มออกมาก่อนจะค่อยๆเดินถอยหลังหันกลับก็ได้พบว่าข้างหลังตนเองคือซางกวนหมิงที่แท้พวกเขาสองคนใจเดียวกัน เมื่อรู้สึกไร้กังวลใบหน้าก็ยิ้มแย้มหันไปพยักหน้ากันชวนกันออกไปปรึกษาหารือกันด้านนอก
พ่อบ้านฉินคือคนที่มีความสำคัญในการเตรียมตัวขึ้นมาทันที ความวุ่นวายดูเหมือนจะอยู่รอบตัวเขาจนรู้สึกเหนื่อยสายตัวแทบขาด จึงหาโอกาสพูดคุยกับแม่ทัพเฉิน
“นายท่านขอรับ การจัดเตรียมสิ่งของต่างๆ สำหรับเป็นสินสมรสเดิมเป็นหน้าที่ของสตรีในเรือน บ่าวชราไม่มีประสบการณ์ครองเรือนทั้งยังมิเคยจัดเตรียมสิ่งของเหล่านั้น หากเป็นไปได้นายท่านให้ หลิวเหนียงมาช่วยดูแลดีหรือไม่ขอรับ”
“นางจะทำไหวหรือ”
“ให้นางค่อยกำกับส่วนบ่าวจะจัดเตรียมทุกอย่าง แล้วให้นางตรวจเช็คอีกครั้งดีหรือไม่ขอรับ อย่างน้อยสตรีที่ผ่านการครองเรือนมาแล้วน่าจะมีความละเอียดรอบคอบในการจัดเตรียมสินสมรสได้ดีกว่าพวกเราที่เป็นบุรุษนะขอรับ”
“เช่นนั้น เจ้าไปเชิญนางมาพบข้า”
หลิวเหนียง เป็นสตรีอายุราวสามสิบห้าแต่งกายในรูปแบบสตรีที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วรูปร่างงดงามใบหน้าสวยสง่าสมวัย เดินตามหลังพ่อบ้านฉินเข้ามาอย่างนอบน้อม เดิมทีนางเป็นสตรีตัวคนเดียวที่อพยพหนีตายมาบังเอิญได้รับความช่วยเหลือจากท่านแม่ทัพทั้งยังให้นางเข้ามาทำงานในจวนเป็นผู้ช่วยพ่อบ้านฉิน
“หลิวเหนียง พ่อบ้านฉินอยากให้เจ้าเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดเตรียมสินสมรสของคุณหนู เจ้าพอทำได้หรือไม่”
“ข้ายังไม่เคยทำแต่พอจะจดจำและทราบรายละเอียดเจ้าค่ะ หากนายท่านต้องการข้าจะพยายามทำให้เต็มที่เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นการจัดเตรียมสินสมรสมอบให้เจ้ารับผิดชอบ สิ่งใดต้องใช้สิ่งใดต้องมีเจ้าจดรายการให้พ่อบ้านฉินไปจัดหาแล้วเจ้าตรวจสอบ พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจขอรับ/เจ้าค่ะ”
“เจ้าอยู่ที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง”
“ดีมากเจ้าค่ะ ขอบคุณนายท่านที่ให้โอกาสแก่ข้าเจ้าค่ะ”
พ่อบ้านฉินเห็นเฉินอวี้อันมีเรื่องสนใจสอบถามหลิวเหนียงจึงขอตัวออกมาดูแลจัดการงานในจวนที่ยังคั่งค้างอยู่ ปล่อยให้ทั้งสองพูดคุยกันต่อไป