โยชิโอกะ ริวจิรับฟังจนตะลึงงัน กล่าวอย่างสงสัยยิ่ง
“มัน...มันอายุเพียงแค่นั้น ไฉนมีพลังฝีมือ ล้ำเลิศปานนั้น?”
นาคามูระ โยชิอิก้มลง อ่านข้อความบนกระดาษในมืออีกครั้ง น้ำเสียงกังวาน
“ฟางเสวี่ยเฟยออกจากหมู่ตึกตระกูลฟางคาดว่าเดินทางใกล้ถึงหมู่ตึกพันอักษรแล้ว...”
“ท่านว่ากระไร!”
นาคามูระ โยชิอิไม่ตอบ กลับย้อนถามอีกว่า
“อย่างนั้นเ้าคิดว่า ห้าสำนักใหญ่เป็อย่างไร?” กล่าวพลางส่งกระดาษอีกแผ่นในมือให้ริวจิ
โยชิโอกะ ริวจิฉงนใจยิ่ง เส้าหลิน อู่ตัง เอ๋อเหมย์ หัวซาน คุนหลุนเป็ห้าสำนักใหญ่ของจงหยวน
เหตุไฉนท่านโยชิอิ เอ่ยถามถึงพวกมัน?
งานชุมนุม ณ หมู่ตึกพันอักษร ทั้งสี่ครั้งที่ผ่านมาห้าสำนักใหญ่ไม่เคยส่งผู้คน เข้าร่วมประลองสักครั้ง หรือคราวนี้พวกมันคิดเข้าร่วมการประลองในงานชุมนุมด้วย?
ริวจิยื่นมือกำลังจะรับ แผ่นกระดาษจากโยชิอิ แต่แล้วสายตาซึ่งมีอานุภาพสยบดรุณีมามากมาย กลับหนักอึ้งอย่างยิ่ง ไม่ทราบเพราะเหตุใด เวลานี้ดวงตาของมันถึงกับปิดลงแล้ว!
จู่ ๆ ร่างโยชิโอกะ ริวจิ กลับล้มฟุบลง บนโต๊ะเตี้ย!
นาคามูระ โยชิอิย่อมเกิดอาการมึนศีรษะ อย่างยิ่งเช่นกันหากมันยังสามารถฝืนประคองสติไว้ ทั้งมิได้ตื่นตระหนก ต่อเหตุเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสีหน้ายังสงบนิ่งดุจเดิม พับกระดาษทั้งสองแผ่น เก็บไว้ในชายเสื้ออย่างแช่มช้าไม่ทราบดาบยาวมาอยู่ในมือั้แ่เมื่อไร
แม้สติเริ่มเลือนลาง ทว่าประสาทััทุกส่วนของมัน กลับตื่นตัวแจ่มชัดยิ่งมันทราบ อาการมึนงงแทบสิ้นสติในบัดดลเช่นนี้ เกิดขึ้นเนื่องเพราะสาเหตุเพียงประการเดียว
มีผู้ลอบวางยาพวกมัน...
นาคามูระ โยชิอิหยิบขวดเล็ก ๆ ใบหนึ่ง ออกจากชายเสื้อ ในขวดนั้นบรรจุยาสีดำเม็ดเล็ก ๆ อยู่เต็ม
มันหยิบใส่ปากริวจิเม็ดหนึ่ง แล้วหยิบอีกเม็ดหนึ่งกลืนลงไป จากนั้นค่อยลุกขึ้นเดินอย่างไม่รีบร้อนไปเปิดประตูห้อง
นาคามูระ โยชิอิเดินแช่มช้า ออกมายืนเพ่งมอง ไปยังสวนดอกไม้ด้านนอก
ท้องฟ้ายังมืดสนิท แม้มิอาจแลเห็นผู้ใด หากมันมั่นใจว่าผู้วางยาต้องยังอยู่บริเวณนี้ เนื่องเพราะที่มันใช้ไม่ใช่ยาพิษ แต่กลับเป็ยาสลบผู้คิดวางยาสลบผู้คน ย่อมต้องมีจุดประสงค์อื่น อันมิใช่้าสังหารชีวิตหาก้าชีวิต ใช้ยาพิษย่อมง่ายดายกว่า
ดังนั้นเมื่อวางยาแล้ว คนผู้นั้นต้องรอคอยอยู่ รอคอยให้ทั้งสองสิ้นสติมันจึงลงมือขั้นต่อไป
นาคามูระ โยชิอิหันไปมอง สำรวจทั่วบริเวณครู่หนึ่งยาถอนพิษเม็ดเมื่อครู่เริ่มออกฤทธิ์ อาการมึนงงค่อย ๆ สลายไปมันพลันเคลื่อนไหวร่างอย่างรวดเร็ว พุ่งพลิ้วตรงไปยังประตูทางออกด้านหลังวิ่งตะบึงไปตามตรอกเล็ก ๆ หลังโรงเตี๊ยม กระทั่งออกสู่ทางใหญ่ที่มุ่งไปนอกเมือง
นับเป็ระดับความเร็ว อันไม่มีผู้ใดคาดคิด!
ใครจะคาดคิดว่า ผู้มิได้ฝึกวิชาตัวเบา กลับเคลื่อนไหวร่างกายได้รวดเร็วถึงเพียงนี้!
หลักวิทยายุทธ์แดนอาทิตย์อุทัย แตกต่างจากชาวจงหยวนอย่างสิ้นเชิงมันไม่รู้จักทั้งวิชาสกัดจุด และวิชาตัวเบา กระนั้นในแดนอาทิตย์อุทัยยังมีสำนักซึ่งมีวิชาคล้าย การสกัดจุดและวิชาตัวเบาอยู่ คนของสำนักนี้ล้วนแต่งกายรัดกุมด้วยชุดสีดำสนิทปิดหน้าตา หน้าที่หลักของพวกมันคือ การสืบข่าวและลอบสังหาร
นาคามูระ โยชิอิเคยประมือกับพวกนี้บ่อยครั้ง สำหรับมันแล้ววิชาเ่าั้เป็เพียงการละเล่นของเด็ก ๆ เท่านั้น
ทางออกนอกเมือง ถูกปกคลุมด้วยหิมะหนา มันวิ่งอย่างรวดเร็วแม้ไม่ถึงขนาดเหยียบหิมะไร้รอย กระนั้นในยุทธจักร ผู้มีความเร็วระดับนี้ต้องมีไม่มากอย่างแน่นอน ดังนั้นมันจึงมั่นใจ ตามผู้อยู่เบื้องหน้าทันแน่
ทว่าทันใด เท้าของมันกลับเหยียบลง บนวัตถุชิ้นหนึ่งซึ่งถูกฝังโดยปราศจากร่องรอย บนพื้นหิมะหนา!
เพียงพริบตา ทั่วร่างมันถูกคลุมด้วยตาข่ายเหนียวแกร่งเชือกเส้นใหญ่ปลายด้านหนึ่ง คล้องกับต้นไม้ขนาดใหญ่ ส่งแรงเหวี่ยงทั้งคนทั้งตาข่ายขึ้นสูงเหนือต้นไม้ใหญ่อย่างรวดเร็ว กระทั่งแทบไม่สามารถทรงตัวได้
ทว่าพริบตาเช่นกัน ดาบยาวในมือวาดออกทันที ร่างแหซึ่งคลุมกายพลันขาดสะบั้น
ร่างไม่สูงใหญ่ในชุดเขียว ลอยละลิ่วพลิกกายตามแรงส่งปลายเท้าเมื่อแตะถูกยอดไม้ รีบหยิบยืมสภาวะแรง หมุนร่างยืนทรงตัวอย่างมั่นคงสายตาเ็าจับจ้อง ไปยังพุ่มไม้เบื้องล่าง
คนผู้หนึ่ง เดินออกจากพุ่มไม้ข้างทาง ใบหน้าคลุมผ้าสีดำจนมิดชิด
“คิดจะจับเหยื่อตัวโตเช่นนี้ กลับไม่ง่ายดายนัก” สุ้มเสียงนี้กลับเป็ของดรุณีน้อยผู้หนึ่ง
นาคามูระ โยชิอิเพ่งมองนางแน่วนิ่ง โผร่างลงมาเบื้องล่าง ดวงตาเป็ประกายจับจ้องร่างดรุณีนางนั้น
“จ้องมองข้าพเ้าทำไม” นับเป็น้ำเสียง อันยียวนก่อกวนผู้ได้ยินอย่างยิ่งจริง ๆ
“...ต้องมิใช่เ้าอย่างแน่นอน” จบประโยค ดาบยาวพลันออกจากฝักอีกครั้ง
“มิใช่อะไร! เ้าทำกับดักเสียหาย แล้วยังคิดฆ่าคนปิดปากอีกหรือ!”คำกล่าวเหมือนไร้เดียงสา ไม่รู้ถึงความน่ากลัวของสิ่งซึ่งอยู่ตรงหน้าแต่เป็เช่นนั้นหรือ?
รังสีจากประกายดาบนาคามูระ โยชิอิ แม้แต่เทพพู่กันคู่ะเืและเทวราชหัตถ์ะเื ซึ่งถ้าวัดเฉพาะความหนักหน่วง รุนแรงของพลังฝ่ามือต้องถือว่าเป็ยอดฝีมือ อันดับต้นเต็มภาคภูมิ กลับถูกรังสีชนิดนี้คุกคามจนไม่อาจเคลื่อนไหวถนัด ทว่าเวลานี้รังสีดาบเย็นเยือก คล้ายไม่ส่งผลต่อดรุณีนางนี้แม้แต่น้อย
สิ่งเหล่านี้ผู้อื่นอาจดูไม่ออก ทว่าโยชิอิดูออกนางมิใช่ดรุณีน้อยธรรมดาอย่างแน่นอน
ผู้แพร่ยาสลบจะใช่นางหรือไม่ ล้วนไม่สำคัญ เพราะบุคคลเช่นนี้ลดลงไปอีกคนหนึ่ง ย่อมต้องดีกว่า
ดาบแรกฟันเฉียง ๆ ขึ้น้าอย่างรวดเร็ว พลันดาบยาวพลิกวูบลงล่างติดตามต่อเนื่องในทันที นี่นับเป็ดาบที่สอง บังเกิดประกายวาววับวูบวาบรังสีดาบกระจายรัศมีเป็วงกว้าง คุกคามจนดรุณีนางนั้นต้องะโถอยห่างออกมาหลาย่ตัว
กระบวนท่าพลิกแพลงไม่สิ้นสุด สองเท้านาคามูระ โยชิอิก้าวด้วยท่วงท่าพิสดารยิ่ง พริบตากลับพุ่งถึงร่างดรุณีนางนั้นแล้ว!
ดาบที่สามยิ่งเกรี้ยวกราด พลิกข้อมือวูบ ตวัดปลายดาบลงเบื้องล่างแล้ววาดขึ้นบนอย่างรวดเร็ว
กระบวนท่านี้อานุภาพ รุนแรงเร่งร้อนยิ่ง หิมะบนพื้นถูกรังสีดาบอัดกระแทกสามครั้งแล้ว รอบบริเวณเวลานี้ ถึงกับบังเกิดละอองสีขาวดุจหมอกควันฟุ้งกระจาย ปกคลุมร่างคนทั้งสองไว้จนสิ้น
ความเร็วของกระบวนท่านี้ แม้แต่เหล่ายอดฝีมือ ยังยากยิ่งจะหลบได้ทว่าดรุณีนางนี้กลับหลบได้!
คมดาบเพียงตวัด เฉียดร่างนางไปไม่ถึงหนึ่งเชียะ!
กระนั้นรังสีดาบคมกริบ ยังจู่โจมคุกคาม ตัดผ้าคลุมหน้าสีดำของนางฉีกขาดเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
แต่ทันใดนั้น เมื่อสายตากล้าแข็งเ็า เหลือบไปเห็นใบหน้าดรุณีน้อยนางนั้นดาบซึ่งว่องไวเป็เอกในแผ่นดิน กลับต้องหยุดชะงักในทันที!
ดาบต่อไปของมัน ถึงกับไม่สามารถใช้ออกได้!
ใบหน้าเช่นนี้ มันไม่มีวันลืมเลือนเป็อันขาด!
ท่าร่างชะงักหยุดลง เนื่องเพราะมันไม่มีปัญญา กระทำสิ่งใดต่อไปได้
ในขณะมันกำลังตะลึงลาน ร่างนั้นพลันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วหายไปท่ามกลางความมืดแห่งราตรี
นาคามูระ โยชิอิไม่ได้ไล่ตามไป เนื่องเพราะเวลานี้ทั่วร่างปราศจากเรี่ยวแรง ดั่งโดนดาบหนึ่งฟันใส่ร่าง!
กระนั้นจิตใจของมัน กลับร่ำร้องยินดียิ่ง!
น้ำอุ่น ๆ เอ่อเต็มดวงตาทั้งสองข้าง ไหลลงอาบสองแก้มต่อเนื่อง...
แปดปีแล้ว...นี่เป็การหลั่งน้ำตาครั้งที่สองของมัน!
หลินอิงฮวาออกวิ่งตะบึงอย่างรวดเร็ว
มาจนวันนี้ จึงค่อยสำนึกขอบคุณบิดาและท่านพี่ซึ่งคอยเคี่ยวเข็ญให้นางฝึกวิชาเสมอมา
ปกตินางไม่ค่อยใส่ใจวิชาตัวเบา เพราะนางไม่เคยต้องวิ่งหนีผู้ใด
นางไม่เคยเกรงกลัวผู้คน เมื่อยังเด็กเคยเกรงกลัวแต่ปีศาจเท่านั้น
ทว่าเมื่อครู่ นางเพิ่งเผชิญหน้ากับปีศาจร้าย!
ต้องเป็ปีศาจจากอเวจีอย่างแน่นอน ไม่มีทางที่ผู้คนจะใช้ดาบได้รวดเร็วและอำมหิตถึงเพียงนั้น!
ท่ามกลางความมืด ร่างเล็กบอบบาง พุ่งดุจลูกธนูหลุดจากแล่งซอกซอนไปมาระหว่างต้นไม้ใหญ่ โดยไม่อาจกำหนดรู้ทิศทาง
ใบหน้าเรียวมน ซึ่งปกติเป็สีแดงเรื่อ ๆ กลับกลายเป็ซีดเผือด ดวงตากลมโตแฝงแววซุกซน เ้าเล่ห์อยู่ตลอดเวลา บัดนี้กลายเป็ตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
นางเพียงหวัง ไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด ทว่าเพียงชั่ววูบเมื่อหวนคิดถึงดาบยาวสีเงินะเื เต็มไปด้วยรังสีการฆ่าฟัน ราวกำเนิดจากอเวจีพลันปรากฏฝ่ามือข้างหนึ่ง พุ่งตรงเข้ากระแทกไหล่นางอย่างจัง ร่างบอบบางซวนเซไปหลายก้าวแทบล้มลง
“อิงฮวาเ้าเป็อะไรไป พี่ะโเรียกตั้งนาน ทำไมเ้าไม่หยุด”น้ำเสียงร้อนรนอันคุ้นเคยยิ่ง ดังกระทบโสตประสาท ร่างหนึ่งโผเข้ามา พยุงนางไว้อย่างรวดเร็วก่อนจะล้มคะมำลง บนพื้นหิมะเย็นเยียบ
นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาซึ่งปกติมักแฝงแวว กลิ้งกลอกหายไปจนสิ้นสีหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ริมฝีปากบางสั่นระรัวขณะละล่ำละลักออกมา ทีละคำอย่างยากเย็น
“ปีศาจ! ปีศาจจะเอาชีวิตข้าพเ้า!”
หลินจวี๋ฮวาไม่เคยเห็น น้องของนางใเยี่ยงนี้มาก่อนแต่ในโลกนี้มีปีศาจที่ไหนกัน
“เหลวไหล...”
กล่าวเพียงเท่านั้น พลันคลุมเสื้อหนังจิ้งจอกทั้งหนาทั้งอบอุ่นบนร่างสั่นเทา จูงมือเย็นเฉียบกลับโรงเตี๊ยมนางถือเสื้อคลุมตัวนี้วิ่งตามมา หลังรู้ว่าผู้เป็น้องสาวแอบออกจากโรงเตี๊ยมยามวิกาล
เมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยม หลินอิงฮวายังหน้าซีดเซียวไร้สีเืหลินจวี๋ฮวาพานางไปนั่งที่โต๊ะ จากนั้นเดินไปยื่นเทียบยาพร้อมห่อบรรจุตัวยาอีกซองให้เถ้าแก่ แล้วอธิบายกำชับอีกหลายคำ
เถ้าแก่ซึ่งปกติต้องตื่นเช้า กว่าแขกผู้พักอาศัยรีบรินน้ำชาให้ดรุณีทั้งสอง รับเทียบกับห่อบรรจุตัวยา พร้อมพยักหน้าหงึก ๆจากนั้นเดินเงอะงะ ไปรินน้ำชาให้แขกอีกโต๊ะ แขกผู้เมาหลับ ๆ ตื่น ๆอยู่บนโต๊ะตัวนี้ มาเป็เช้าวันที่สี่ จากนั้นจึงเดินเข้าไปต้มยาในครัว
มือซึ่งยังสั่นระริก หยิบถ้วยชาขึ้นดื่มจนหมด เค้าความสดใสของดรุณีแรกรุ่นหายไปจากใบหน้า ร่างเล็กผอมบาง ยังตกอยู่ในอาการหวาด ๆ
“ข้าพเ้าเจอปีศาจ” หลังดื่มชาอุ่น ๆ เสียงของนาง เริ่มลดความตระหนกลง
“เหลวไหล...” หลินจวี๋ฮวากล่าวได้เพียงแค่นี้ กระนั้นนางเองยังคิดไม่ออกเพราะเหตุใดผู้เป็น้องสาว จึงต้องวิ่งกระเซอะกระเซิงมาเช่นนี้ถ้าอย่างนั้นนางเจอะเจอปีศาจจริง ๆ หรือ?
“อากาศหนาวเย็นเพียงนี้ เ้าออกไปข้างนอกทำไม?”
หลินอิงฮวาอ้อมแอ้ม กล่าวว่า
“ข้าพเ้า...ข้าพเ้า...”
เพียงได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้ หลินจวี๋ฮวาย่อมคาดเดา ความคิดผู้เป็น้องได้สีหน้าเป็ห่วงกังวล กลับกลายเป็ตึงเครียดขึ้นทันที
“เ้าซุกซนยิ่ง! แอบออกไปจับหนูหิมะ อีกแล้วใช่ไหม!อากาศข้างนอกหนาวเย็นเพียงนี้ หากเ้าถูกความเย็นแทรกซึมคงต้องล้มหมอนนอนเสื่ออีกแน่!”
“ที่แท้แถวนี้ กลับมีหนูหิมะอยู่ด้วย” ผู้พูดเป็ปีศาจสุราซึ่งคิดว่าเมามายจนหลับแล้ว
หลินจวี๋ฮวาหันไปแค่นยิ้มให้เล็กน้อย เป็รอยยิ้มเ็า
“ดูท่าท่านจะหลับยากอย่างยิ่ง”
บัณฑิตซอมซ่อบิดกายอย่างเกียจคร้าน กล่าวว่า
“ไม่ว่าผู้ใด หากได้ยินชื่อหนูหิมะ ย่อมต้องตื่นง่ายอย่างยิ่ง”
“หนูหิมะแม้ไม่ใช่ยาอายุวัฒนะ แต่มีค่าควรแก่การตื่นเช้าเช่นนี้จริง ๆ”ผู้พูดเป็ติงฝูหรง นางเดินลงมาจากห้องพักชั้นบน ตื่นเช้าขนาดนี้กระนั้นนางยังมีรอยยิ้ม เต็มลักยิ้มสองข้าง
บัณฑิตซอมซ่อหัวร่อเบา ๆ กล่าววาจาเหน็บแนม
“เ้ามีน้องเช่นนี้ นับว่ามีประโยชน์จริง ๆ ยามอากาศเยี่ยงนี้กลับออกไปตรากตรำ วางกับดักหนูหิมะ มิน่าเพราะเหตุนี้เ้าถึงต้มยาบำรุงให้นางเป็ประจำ”
น้ำเสียงเ็าของหลินจวี๋ฮวา กลายเป็ขุ่นเคืองทันที
“ท่านคิดว่าข้าพเ้า ใช้ให้นางไปหาของแบบนั้น?”
หยางป๋อหูจ้องมองพวกนาง ราว้าหยั่ง ให้ถึงก้นบึ้งจิตใจ
“หนูหิมะแม้ไม่ใช่ยาอายุวัฒนะ แต่สรรพคุณในการดูดซึมพิษของมันสามารถนำมาจำแนกแยกแยะ ส่วนประกอบของพิษชนิดต่าง ๆ ได้ หากสามารถรู้ว่าผู้ถูกพิษโดนพิษประเภทใด การเยียวยาย่อมไม่ยากเย็น สำหรับผู้ศึกษาเื่ยาและพิษ ต้องนับเป็ของวิเศษล้ำค่า”
หลินจวี๋ฮวาแค่นหัวร่อ กล่าวว่า
“เฮอะ...ข้าพเ้า้าของแบบนั้นไปทำไม?”
หยางป๋อหูสวนคำกลับทันที
“หรือไม่มีพิษใด ซึ่งเ้าไม่สามารถจำแนกได้?”
เซียนแพทย์ไร้ใจตอบอย่างมั่นใจยิ่ง
“จนวันนี้ยังไม่มี”
พญาจิ้งจอกยังล่าเหยื่อของมัน อย่างไม่ลดละ
“จนวันนี้ยังไม่มีจริงหรือ?”
“ท่านคิดพูดอะไรกันแน่! พิษทุกชนิดเท่าที่เคยตรวจสอบ ท่านพี่ล้วนระบุได้”หลินอิงฮวาเริ่มคลาย ความตื่นตระหนกแล้ว
หยางป๋อหูจ้องหน้าหลินจวี๋ฮวาเขม็ง กล่าวช้าอย่างชัดเจน
“ชาวยุทธ์ทุกผู้ล้วนทราบว่า มีพิษชนิดหนึ่งตระกูลหลินของเ้า ไม่อาจเยียวยารักษาได้ ซ้ำไม่รู้กระทั่งว่าใครกันเป็ผู้แพร่พิษชนิดนั้น!”