บทที่ 9 ฝ่าาประสงค์ให้หม่อมฉันปรนนิบัติหรือไม่
ในห้องทรงพระอักษร
สตรีหน้าตางดงามวัยสิบเก้าปี สวมชุดสีเขียวอ่อน ปักลายต้นไผ่หลิวลู่ลม กำลังคุกเข่าทูลรายงานบางอย่างที่จริงจังต่อเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้
“ที่เ้าพูดออกมาทั้งหมดแน่ใจหรือไม่ว่าเป็ความจริง” ฮ่องเต้มีสีพระพักตร์เคร่งขรึมดูน่ากลัว
“หม่อมฉันแน่ใจเพคะ”หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาอย่างเอียงอาย ก่อนกล่าวต่อเสียงหวานหยดย้อย“คืนนี้ฝ่าาประสงค์ให้หม่อมฉันปรนนิบัติหรือไม่เพคะ”
เพล้ง! ฮ่องเต้เขวี้ยงถ้วยชาลงพื้นแตกกระจายทันทีทำเอาหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าสะดุ้งโหยง สักพักความรู้สึกหวาดกลัวก็กัดกร่อนเข้ามาภายในจิตใจ
“บังอาจยิ่งนักเ้าที่เป็เพียงทาสรับใช้คนหนึ่งเท่านั้น กล้าดีอย่างไรถึงได้มาถามเจิ้นเช่นนี้”ฮ่องเต้กริ้วเป็อย่างมากเพราะหลังจากที่ได้เจอกับจ้าวหนิงเจียวแล้วในพระทัยของพระองค์ก็ไม่สามารถรับใครเข้ามาได้อีกและการที่สตรีตรงหน้าได้เอ่ยถามเช่นนี้ออกมายิ่งตอกย้ำให้พระองค์รู้ว่าที่ผ่านมาพระองค์นั้นกินไม่เลือกอย่างไรบ้างทำให้รู้สึกผิดคล้ายกับว่าพระองค์กำลังนอกใจสาวน้อยผู้งดงามคนนั้นอยู่หากนางรู้จะต้องเสียใจมากเป็แน่
“เ้ากลับไปซะและต่อไปเ้าจะมีหน้าที่เพิ่มอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือต้องคอยสอดส่องและดูแลความปลอดภัยของจ้าวหนิงเจียวให้ดีที่สำคัญห้ามมิให้บุรุษผู้ใดเข้าใกล้นางเกินสามก้าวเป็อันเด็ดขาดหาไม่แล้ว…เ้าคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมไม่อ่อนโยนเหมือนครั้งเก่าก่อน ส่งผลให้หญิงสาวที่แอบรักพระองค์มาโดยตลอดเสียใจเป็อย่างมาก
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ”หญิงสาวโขกศีรษะถวายความเคารพก่อนหมุนกายเดินออกไปด้วยความอิจฉาริษยาที่มีต่อจ้าวหนิงเจียว
เช้าวันถัดมา
“คุณหนูจะเปลี่ยนชุดเลยหรือไม่เ้าคะ”เสี่ยวซินเอ่ยถามผู้เป็นายที่กำลังนั่งมองภาพสะท้อนของตนเองในคันฉ่องทองเหลืองหญิงสาวเหลือบสายตาไปมองชุดสีแดงเพลิงปักลายหงส์ ที่ถืออยู่ในมือของเสี่ยวซินแล้วคิ้วเรียวงามก็ขมวดเข้าหากันแน่น
“เ้ายังจำหน้านางกำนัลที่นำชุดนี้มาให้ได้หรือไม่”
เสี่ยวซินพยักหน้าหงึกๆ “บ่าวจำได้เ้าค่ะคุณหนู”
“นางกำนัลผู้นั้นคือหนึ่งในคนที่ร่วมขบวนรถม้า ส่งข้ากลับจวนเมื่อเย็นวานนี้หรือไม่”
“ไม่เ้าค่ะนางกำนัลผู้นี้บอกว่าตนนั้นมาจากตำหนักในได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ให้มาส่งชุดนี้ให้กับคุณหนูโดยเฉพาะเ้าค่ะ" เสี่ยวซินตอบไปตามความเป็จริง
“ชุดสีแดงเพลิงปักดิ้นทองลายหงส์เช่นนั้นรึข้าล่ะอยากจะรู้จริงๆ ว่านี่คือพระประสงค์ของฮ่องเต้หรือมีผู้ใดจัดฉากอยู่เื้ักันแน่” จ้าวหนิงเจียวกล่าวเสียงเย็น
“คุณหนูแล้วเช่นนี้พวกเราควรทำอย่างไรดีเ้าคะ” เสี่ยวซินเอ่ยถามความคิดจากเ้านายอย่างเป็กังวลเพราะลวดลายหงส์จะสงวนไว้ให้กับฮองเฮาเท่านั้น ถ้าคุณหนูใส่จริงๆนั่นไม่เท่ากับว่าเป็การหาเหาใส่หัวหรือ ‘ฮ่องเต้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่’
มือขาวเรียวเล็กลูบไล้บริเวณหน้าอกซ้ายที่เรียบเนียนไร้ที่ติของตนเบาๆก่อนส่งรอยยิ้มเย้ยหยันผ่านคันฉ่องทองเหลืองให้กับเงาของตนเอง “รองพื้นที่ข้าทำขึ้นมาอย่างยากลำบาก ช่างไม่ทำให้ข้าต้องผิดหวังเลยจริงๆ”
เสี่ยวซินมองดูคุณหนูพูดกับเงาของตนอย่างงุนงง นางไม่รู้ว่าอะไรคือรองพื้นและเหตุใดจู่ๆ คุณหนูถึงได้เอ่ยคำพูดที่ไม่ตรงกับเหตุการณ์เช่นนี้ออกมาอีกอย่างเมื่อคืนนี้คุณหนูก็เอาแต่ขลุกตัวอยู่ในห้องสมุนไพรจนใกล้ฟ้าสางถึงได้กลับเข้ามาในห้องนอน
“เอ่อ…แล้วชุดนี้คุณหนูยัง้าที่จะใส่อยู่หรือไม่เ้าคะ”เสี่ยวซินเอ่ยถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“หึ!ในเมื่อคนเขาอุตส่าห์ตั้งใจส่งมาให้ข้าเช่นนี้แล้วข้าจะไม่รับน้ำใจของเขาได้อย่างไรเล่า เสี่ยวซินเ้าเข้ามาเปลี่ยนชุดให้ข้าเถิด”
“แต่ว่า…หากคุณหนูใส่ชุดนี้แล้วจะไม่เกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลร้ายต่อคุณหนูหรือเ้าคะ” เสี่ยวซินกล่าวอย่างเป็กังวลนางรู้สึกลังเลเล็กน้อย
“นางกำนัลผู้นั้นก็บอกเ้าแล้วมิใช่หรือว่าเป็พระประสงค์ของฮ่องเต้คำรับสั่งจากฮ่องเต้ก็เปรียบดั่งพระราชโองการจาก์ผู้ใดขัดขืนย่อมมิอาจละเว้นโทษตายได้เช่นนี้แล้วเ้ายังจะบอกให้ข้าไม่ต้องสวมชุดนี้อีกต่อไปหรือไม่”
“ฮือ ฮือ ฮือบ่าวไร้ความสามารถ ไม่อาจปกป้องคุณหนูได้สักครั้งเลยเหตุใดคุณหนูของบ่าวถึงต้องเจอแต่เื่ร้ายๆ เช่นนี้ด้วยนะ ฮือ ฮือ ฮือ” เสี่ยวซินยกสองมือขึ้นมาปิดหน้าร้องไห้คร่ำครวญจ้าวหนิงเจียวเห็นเช่นนั้นก็รีบดึงสาวใช้ตัวน้อยเข้ามาไว้ในอ้อมกอด พร้อมเอ่ยปลอบ“อดทนนะเสี่ยวซิน อีกไม่นานหรอกพวกเราก็จะหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่น่าอึดอัดเช่นนี้เสียที ต่อไปเวลาจะทำอะไรก็ไม่ต้องคอยมองดูสีหน้าคนอื่นแล้ว”
“ฮือ ฮือ ฮือ”เสี่ยวซินยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิมอีก “คุณหนูของบ่าวช่างอาภัพยิ่งนักเหตุใดถึงมีแต่คน้าที่จะจ้องเล่นงานคุณหนูอยู่ตลอดเลย ฮือ ฮือ ฮือ”
หน้าประตูพระราชวัง
หญิงสาวสวมเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีขาวทั้งตัวปกปิดชุดที่ใส่อยู่ด้านในอย่างมิดชิดกำลังจะก้าวเท้าไปอีกทางพร้อมกับสาวใช้ข้างกายคนสนิทของตน
“เจียวเอ๋อร์นั่นเ้ากำลังจะไปที่ใดกัน” จ้าวฮูหยินเอ่ยถามพร้อมยื่นมือออกไปคว้าแขนนางไว้
จ้าวหนิงเจียวสะบัดแขนออกด้วยความเฉยชา “ข้าจะไปที่ใดแล้วมันเกี่ยวอันใดกับจ้าวฮูหยินด้วยเช่นนั้นหรือ”
“เจียวเอ๋อร์อย่าเอาแต่ใจเช่นนี้ที่นี่คือพระราชวังมิใช่จวนตระกูลจ้าว เ้าจะเดินไปไหนตามลำพังได้เยี่ยงไร”จ้าวฮูหยินส่ายศีรษะไปมา กล่าวอย่างคนปลงตก
“พี่หญิงใหญ่ท่านก็เชื่อฟังท่านแม่สักครั้งเถิดเ้าค่ะหากท่านแม่ไม่ได้เป็ห่วงพี่หญิงใหญ่จริงๆก็คงไม่ต้องคอยมาเอ่ยเตือนให้ขุ่นข้องหมองใจกันเช่นนี้หรอกเ้าค่ะ” จ้าวเฟยเฟิ่งเอ่ยตำหนิหญิงสาว
จ้าวหนิงเจียวแค่นเสียง หึ! หนึ่งคราใช้สายตาดูถูกเหยียดหยามมองน้องสาวั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า วันนี้จ้าวเฟยเฟิ่งก็ยังคงแต่งตัวด้วยชุดสีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัวที่นางชอบสวมใส่อยู่เป็ประจำทุกวัน ช่างงดงามราวกับเทพธิดาบนสรวง์ผิดกับจิตใจที่โเี้เืเย็นของนางยิ่งนัก
“จงเอาเวลาที่เ้าคอยมาอบรมสั่งสอนข้าไปดูแลคู่หมั้นที่เ้าวางแผนอย่างยากลำบาก เพื่อแย่งชิงไปจากข้าไว้ให้ดีเถิดเพราะข้าได้ยินมาว่ามีสตรีอีกหลายนางที่้าจะเป็พระชายาเอกขององค์ชายรองดีไม่ดีวันนี้พวกนางอาจจะทำสำเร็จก็เป็ได้” กล่าวจบหญิงสาวก็สะบัดหน้าหนีแล้วเดินจากไปทันทีด้วยความรวดเร็วพร้อมกับเสี่ยวซินที่วิ่งตามหลังเ้านายไปอย่างทุลักทุเล นางหอบของพะรุงพะรังวิ่งไปพลางะโไป “คุณหนูรอบ่าวด้วยเ้าค่ะ”
จ้าวฮูหยินยกมือขึ้นมานวดขมับเบาๆ “เหตุใดเจียวเอ๋อร์ถึงได้มองความหวังดีของข้าผิดไปเช่นนี้ั้แ่เมื่อใดกัน ที่ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับนางเหินห่างไปไกลขนาดนี้”
จ้าวเฟยเฟิ่งสองมือกำหมัดแน่นอยู่ภายใต้ชายอาภรณ์ยาวของตนนางไม่ได้มีเวลามาสนใจกล่าวปลอบใจมารดาอย่างเช่นเคยเพราะในตอนนี้ภายในใจของนางรู้สึกกระวนกระวายยิ่งนักสืบเนื่องมาจากคำพูดของจ้าวหนิงเจียว “ท่านแม่พวกเรารีบเข้าไปด้านในกันเถอะเ้าค่ะ” นางไม่รอให้จ้าวฮูหยินทันได้เอ่ยอะไรก็ประคองมารดาเดินไปอีกทิศทางหนึ่งแล้ว
อีกด้านหนึ่ง
“เสี่ยวซินเหตุใดพระราชวังถึงได้ดูกว้างใหญ่ขนาดนี้” หญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามเอ่ยถามสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ
เสี่ยวซินหอบหายใจแฮกๆ เพราะนางแทบจะวิ่งตามคุณหนูไม่ทันอยู่แล้ว “คุณหนู นี่พวกเรายังเดินไม่ถึงครึ่งของพระราชวังเลยนะเ้าคะว่าแต่คุณหนู้าจะไปที่ใดเ้าคะ”
“ตำหนักเฉียนชาง”หญิงสาวเอ่ยตอบอย่างไม่คิดปิดบัง
เสี่ยวซินครุ่นคิดสักพักก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยความใสุดขีด ‘ตำหนักเฉียนชางที่คุณหนูกล่าวมานั่นมิใช่ตำหนักของฮ่องเต้หรอกหรือ’ เฮือก!!!เสี่ยวซินสูดหายใจแรงเข้าปอดเพื่อระงับความใเมื่อวานนี้นางได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับคุณหนูของตนและฮ่องเต้มาก็มากมายแต่นางเพียงแค่นเสียงหัวเราะให้กับคนโง่พวกนั้น แล้วเดินจากไปทันทีเพราะนางไม่มีวันเชื่อว่าคุณหนูจะยอมเป็สนมของฮ่องเต้ เหมือนดั่งคำเล่าลือเด็ดขาดแต่ไฉนตอนนี้คุณหนูถึงทำให้ความมั่นใจของนางแตกสลายไปแล้วเล่า
“จะ จะ ดีหรือ เ้าคะ” เสี่ยวซินเอ่ยออกมาทีละคำอย่างยากลำบาก