เมื่อขบวนออกเดินทางอีกครั้งคราวนี้ก็ไม่มีเหตุอันใดเกิดขึ้นอีก
ซุนเฉิงที่จับเชือกบังคับลาก็หันมาคุยเล่นกับเฉินอี้และจางฝูลู่
“พี่ซุนเฉิงขอรับ เหตุใดเดินทางครั้งนี้พี่เหอผิงจึงมิได้มาด้วยกัน”เฉินอี้เอ่ยถามซุนเฉิง
“หัวหน้าจินสั่งให้เหอผิงคอยอยู่ดูแลที่กองทหารรักษาเมืองแทนเขาน่ะจึงมิได้มาด้วย”
เฉินอี้พยักหน้า
ทหารฉางผิงคนหนึ่งขี่ม้ามาจากด้านหน้าย้อนมาหาพวกของเฉินอี้ทางด้านหลังและกล่าวกับจางฝูลู่
“เห็นว่าเจ้าถามเกี่ยวกับโรงน้ำชาในตลาดเหยียนตั้นใช่หรือไม่”
จางฝูลู่พยักหน้า“ใช่ขอรับพี่ชายพอจะเคยได้ยินชื่อฟางเหนียงที่เปิดโรงน้ำชาในตลาดเหยียนตั้นหรือไม่ขอรับ”
เฉินอี้เองก็หันไปทางทหารผู้นั้นด้วยความสนใจเช่นกัน
“ในตลาดเหยียนตั้นมีโรงน้ำชาอยู่ประมาณสามร้านแต่ข้ามิเคยได้ยินชื่อฟางเหนียง” ทหารคนนั้นมองจางฝูลู่และเฉินอี้“หากเจ้าตามหาหญิงผู้นี้ ข้าก็ยินดีจะช่วยพวกเจ้าตามหานาง”
“มิเป็นอันใดขอรับพี่ชาย” เฉินอี้ยิ้มพลางปฏิเสธ “พวกเราเพียงมีธุระส่วนตัวหากหาพบก็จะได้จัดการธุระแต่หากไม่พบก็มิเป็นอันใดขอรับ”
ทหารผู้นั้นจึงพยักหน้า“เอาเช่นนี้เถิด หากมีเรื่องต้องการให้ช่วยเหลือเจ้าก็ไปที่กองทหารรักษาเมืองฉางผิง ข้าชื่อลู่จางเหว่ย ตำแหน่งรองหัวหน้ากองทหารรักษาเมือง”
เฉินอี้ยิ้ม“ขอรับ ใต้เท้าลู่”
ลู่จางเหว่ยยิ้มให้เฉินอี้“เรียกข้าว่าพี่ลู่เถิด จริงสิ แล้วพวกเจ้ามีที่พักกันหรือยังถ้าอย่างไรเดี๋ยวข้าช่วย….."
“ขอบคุณท่านมาก แต่เราคงจะไม่รบกวน” จินลี่หยางกล่าวแทรกขึ้นมา“เดี๋ยวข้าจะจัดการหาที่พักให้พวกเขาเอง”
“ถ้าอย่างไรไปพักที่บ้านพักชั่วคราวของกองทหารรักษาเมืองก่อนก็ได้นะ”ลู่จางเหว่ยกล่าวกับจินลี่หยาง
“ข้าเกรงว่าจะไม่เหมาะเท่าใดนัก เฉินอี้กับจางฝูลู่นั้นมิใช่คนของทางการแค่ขอติดตามมาจัดการธุระส่วนตัว ข้ามิอยากให้ท่านได้รับคำครหาและพวกข้าก็ไม่อยากลำบากใจ”จินลี่หยางกล่าวอย่างมีเหตุผล
ลู่จางเหว่ยมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มออกมา“ใต้เท้าจินกล่าวถูกต้องแล้ว เอาเถิดถ้าอย่างไรข้าจะช่วยมองหาที่พักที่ค่อนข้างสะดวกสบายให้ก็แล้วกัน”
“เช่นนั้นก็ได้ ขอบคุณท่านมาก” จินลี่หยางกล่าวกับลู่จางเหว่ย
“ใต้เท้าจิน ข้ามีเรื่องอยากซักถามท่านเล็กน้อย” ลู่จางเหว่ยขี่ม้าเดินมาข้างจินลี่หยาง“ท่านทราบได้อย่างไรว่านักโทษพวกนั้นหักตะเกียบไว้และวางแผนหลบหนี”ลู่จางเหว่ยนั้นเมื่อสงสัยใคร่รู้ในเรื่องใดก็มักไม่มีมีความอดทน ต้องสอบถามจนรู้ความ เขาจึงจะรู้สึกสบายใจ
จินลี่หยางนึกถึงตอนที่เฉินอี้บอกกับเขาว่าคนร้ายหักตะเกียบเตรียมไว้เป็นอาวุธทั้งที่เฉินอี้นั้นอยู่ห่างจากนักโทษพวกนั้นมากกว่าห้าจั้งและตาของเขาก็มองไม่เห็น
จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมองเห็นหรือได้ยินเสียงอันใดจากนักโทษพวกนั้น
“ข้าก็อยากถามท่านเช่นกัน” จินลี่หยางหันไปมองลู่จางเหว่ย“เหตุใดทหารพวกนั้นจึงส่งตะเกียบให้นักโทษ”
ลู่จางเหว่ยรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย“เจ้าพวกนั้นเป็นทหารใหม่ยังมิค่อยรู้เรื่องรู้ราวโชคดีที่ใต้เท้าจินไหวตัวทันเสียก่อน มิเช่นนั้นคงเกิดเรื่องใหญ่ จริงสิแล้วเหตุใดท่านจึง….”
อยู่ๆลู่จางเหว่ยก็หยุดพูดจินลี่หยางที่กำลังเตรียมหาเรื่องอื่นพูดคุยเพื่อมิต้องตอบคำถามของลู่จางเหว่ยก็หันไปมองหน้าเขา
“อีกประมาณสองชั่วยามจึงจะถึงฉางผิง ข้าขอตัวก่อน” ลู่จางเหว่ยกล่าวจบก็บังคับม้าให้เดินไปรวมกับทหารด้านหน้าขบวนจินลี่หยางมองตามงงๆ
จินลี่หยางหันไปมองเฉินอี้ที่ยังคุยกับซุนเฉิงและจางฝูลู่อยู่ราวกับเกิดความสงสัยในตัวของเฉินอี้ขึ้นมาครู่หนึ่งจึงหันกลับไปและส่ายหน้ากับตนเองน้อยๆ
เฉินอี้ลอบมองตงเปียนที่เคลื่อนกายกลับมาอยู่ด้านหน้าของเขาและยิ้มบางๆ
ถ้าหากไม่ขอให้ตงเปียนใช้พลังชวี่ฝูกับลู่จางเหว่ยจินลี่หยางคงยังถูกซักถามไม่เลิกราเป็นแน่
ยามเซินขบวนเดินทางก็มาถึงเมืองฉางผิง
เมืองฉางผิงมีขนาดใหญ่กว่าเมืองซุนฉือสองเท่าผู้คนจึงคึกคักมากกว่า ยิ่งเป็นยามเย็นเช่นนี้ผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยที่ตลาดเหยียนตั้นกันค่อนข้างขวักไขว่แต่เมื่อทุกคนเห็นขบวนของลู่จางเหว่ยนำนักโทษเดินเข้าเมืองมาก็พากันแหวกทางพลางมองนักโทษในกรงทั้งสามคนเสียงสบถด่าและสายตาเกลียดชังก็ดังระงมขึ้นทั้งสองข้างทางทันที
นักโทษสามคนนี้ก่อเหตุไว้มากมายในเมืองฉางผิงเมื่อชาวเมืองฉางผิงเห็นว่าทางการสามารถจับนักโทษกลับมาได้ทั้งหมดก็รู้สึกยินดีกันยิ่งนัก
ซุนเฉิงบังคับลาให้ผ่อนฝีเท้าลงเพื่อจะได้ทิ้งห่างจากขบวนนักโทษออกมาสักหน่อยเพราะไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของชาวเมืองฉางผิงที่กำลังก่นด่าคนร้ายพวกนั้น
ตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยนั้นเคลื่อนกายประกบสองข้างเกวียนสร้างเกราะคุ้มภัยให้เฉินอี้ที่นั่งหลับตาอยู่บนเกวียน
บนเขาซีฝู่ทิศเหนือนั้นวิญญาณมนุษย์มีน้อยมากแต่ในเมืองฉางผิงกลับมีวิญญาณล่องลอยอยู่แทบจะทุกตรอกซอกซอยเสียงร่ำไห้โหยหวนปะปนกับเสียงพูดคุยของคนปกติจนเฉินอี้รู้สึกมึนงงหากเขาลืมตาขึ้นมาตอนนี้ก็คงไม่พ้นต้องสบตาเข้ากับวิญญาณสักดวงหนึ่งเป็นแน่
วิญญาณพวกนั้นมีส่วนหนึ่งที่เคลื่อนกายตามนักโทษไป สามคนนั้นทำร้ายคนไว้มากมายเฉินอี้จึงมิแปลกใจที่ชาวเมือง ฉางผิงจะโกรธแค้นกันมากขนาดนี้
จางฝูลู่หันมาเห็นเฉินอี้นั่งกุมขมับหลับตาอยู่ก็เป็นห่วง“อาอี้ เจ้าเป็นอันใดหรือไม่”
“ข้าปวดหัวนิดหน่อย”
จางฝูลู่เห็นเส้นเลือดที่ขมับเฉินอี้เต้นตุบๆ“เจ้าเห็น…ใช่หรือไม่” จางฝูลู่ถามเขาเบาๆ
เฉินอี้พยักหน้าน้อยๆ“เยอะมากเลย”
“ข้าจะช่วยอันใดเจ้าได้บ้าง เอายันต์ซวนฉือไหม ข้าให้เจ้า”จางฝูลู่น้ำเสียงกังวลและจะล้วงยันต์ออกมาจากอกเสื้อ
เฉินอี้หันมาหาเขาและยิ้ม“มิเป็นไร เจ้าเก็บไว้กับตัวเถิด ข้าจัดการตนเองได้”
จางฝูลู่จึงเอื้อมมือไปกอดไหล่เฉินอี้และดึงเขาเข้ามาหาตัว
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถมองเห็นในสิ่งที่เฉินอี้เห็นได้แต่อย่างน้อยถ้าหากมีสิ่งใดจะเข้ามาหาเฉินอี้ก็ต้องผ่านตัวเขาไปก่อนแม้ว่าเขาจะกลัวผีมากแค่ไหนก็ตามที
เฉินอี้ที่นั่งหลับตาพิงไหล่จางฝูลู่อยู่ภายในใจก็คิดถึงอาหลิ่ง
นางอยู่ในขวดแก้วหลิวหลีที่เฉินอี้พกติดอยู่กับตัวแต่กลับรู้สึกราวกับนางอยู่ห่างไปแสนไกลหนึ่งวันที่มิได้พบหน้ายาวนานราวกับหนึ่งปี
จินลี่หยางขี่ม้าย้อนกลับมาที่เกวียนเห็นเฉินอี้นั่งพิงจางฝูลู่สีหน้ามิสู้ดีก็มองจางฝูลู่เป็นเชิงถาม
จางฝูลู่มองตอบจินลี่หยางและชำเลืองมองซุนเฉิงที่หันมาจ้องหน้าตนเองเช่นกัน
“ใต้เท้าจิน หาโรงเตี๊ยมเถิด เอาแบบที่มีของกินอร่อยๆ ด้วยนะข้าหิวจนปวดท้องแล้ว” จางฝูลู่กล่าว เฉินอี้ที่ยังพิงไหล่หลับตาอยู่ก็ยิ้มบางๆ
“ได้สิ เมื่อครู่ลู่จางเหว่ยบอกทางไปโรงเตี๊ยมให้ข้าแล้ว” จินลี่หยางตอบ
จางฝูลู่ยิ้ม“มิรู้ว่าที่นี่จะมีบะหมี่หน้าเนื้อสับหรือเปล่านะอาอี้”
“ข้าอยากกินเกี๊ยว” เฉินอี้ตอบ
“ได้ ถ้ามีเกี๊ยวก็กินเกี๊ยว”
“ข้าอยากกินซาลาเปาด้วย”
“อาอี้ เจ้าจะอยากกินเยอะเกินไปแล้วนะ”
จางฝูลู่กับเฉินอี้โต้ตอบกันไปมาจินลี่หยางมองทั้งสองคนแล้วหัวเราะเบาๆ
ซุนเฉิงมองทั้งสามคนสีหน้างงๆว่าทำอันใดกัน