ลูซี่คิดว่าตัวเองอาจจะหูฝาดจึงถามว่า
“ขอโทษนะคะเหมือนหม่อมฉันจะฟังไม่ชัดไม่ทราบว่าจะ...”
เออร์วินยิ้มแล้วพูดว่า
“คุณลูซี่ฟังไม่ผิดหรอกครับจากนี้ไปทั้งตัวคุณและน้องสาวของคุณสามารถเดินและเที่ยวเล่นในเมืองได้โดยไม่ต้องกังวลครับ แต่ถ้าว่าคุณยังรู้สึกกลัวอยู่บ้างจะให้ผมเดินเป็นเพื่อนก็ได้นะครับเพียงแค่บอกมา”
“มะมะไม่รบกวนดีกว่าค่ะ”
ลูซี่โบกมือโบกไม้เป็นพัลวันส่วนหางสุนัขของเธอที่โผล่ออกมาจากรูบนกระโปรงนั้นก็โบกส่ายไปมา เออร์วินยิ้มให้เธอ
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ”
“มะไม่ได้นะเพคะท่านเป็นเจ้าแล้วอีกอย่างหม่อมฉันก็เป็นส่วใช้ส่วนตัวของท่านด้วย”
“ถ้าคุณยืนกรานขนาดนั้นก็เอาเป็นว่าถ้าวันไหนผมต้องการไปซื้อของในเมืองผมจะให้คุณไปช่วยถือของนะครับ”
เมื่อได้ยินเออร์วินพูดเช่นนั้นลูซี่จึงตอบไปว่า
“ถ้าหากว่าเจ้าชายไม่รังเกียจหม่อมฉันก็ยินดีเพคะ แล้วที่เจ้าชายบอกว่าลิลลี่จะได้เข้ารับการฝึกเป็นอัศวินนี่คือ...”
“อ๋อถ้าเป็นเรื่องนี้คือว่าวันนี้ตอนที่เดินเล่นเธอได้พบกับมีเรียที่เป็นอัศวินฝึกหัดครับ แล้วก็เหมือนจะคุยกันถูกคอ พอมีเรียได้รู้ว่าลิลลี่อยากเป็นอัศวินจึงพูดกับอัศวินหญิงที่มากับเธอให้ครับ”
“พบกับอัศวินฝึกหัด? คุยกันถูกคอ?”
ลูซี่รู้สึกสับสนลิลลี่น้องสาวของเธอแค่ออกไปเดินเล่นวันเดียวก็พัฒนาไปถึงระดับนี้
“ส่วนเรื่องในค่ายทหารผมคิดว่าคงไม่น่าเป็นห่วงครับเพราะมีเรียเธอเป็นถึงลูกสาวของดยุคกาเลออนที่เป็นเสนาบดีใหญ่ การมีเธออยู่ด้วยผมคิดว่าคงไม่ต้องกังวลมากนักและผมจะบอกท่านพี่ให้ช่วยดูแลเธออีกทีครับ”
ในฐานะพี่สาวเธอสังเกตตั้งแต่วันแรกๆ ที่มาอยู่ที่ปราสาทนี่แล้วว่า ลิลลี่นั้นหนูจะชอบและหลงใหลในชุดเกราะของพวกอัศวินเป็นพิเศษ เมื่อก่อนตอนที่เธอกับน้องๆ ยังอยู่ที่เผ่า เวลาลิลลี่เล่นกับเพื่อนๆ เธอก็มักจะเล่นเป็นอัศวินอยู่เสมอ ทั้งที่สำหรับคนที่เป็นเผ่ามารหูสัตว์อย่างพวกเธอแล้วอัศวินก็เปรียบเสมือนฝันร้าย แต่ลิลลี่คล้ายไม่สนเรื่องนั้นเธอมักจะพูดกับคนในครอบครัวอยู่เสมอว่าโตขึ้นหนูจะเป็นอัศวินที่เก่งกาจและปกป้องทุกคน เดิมทีลูซี่คิดว่าน่าเป็นเพียงความฝันแบบเด็กๆ และมันคงไม่มีวันเป็นจริงสำหรับเผ่ามารหูสัตว์อย่างพวกเธอ ดังนั้นเมื่อได้เห็นว่าน้องสาวของเธอได้ทำสิ่งที่อยากทำแม้เธอจะรู้ว่าที่สุดแล้วก็คือการทำหน้าที่เป็นทั้งดาบและโล่ให้กับเจ้าชายผู้นี้เธอก็ยังรู้สึกยินดีกับน้องสาว
ลูซี่ถอนสายบัวให้เออร์วิน
“พร้อมฉันต้องขอขอบพระคุณเจ้าชายแทนน้องสาวด้วยเพคะ”
“ไม่จำเป็นหรอกครับกลับกันแล้วผมต้องเป็นฝ่ายขอบคุณด้วยซ้ำ ที่ถึงแม้จะรู้ว่าผมต้องการอะไรจากพวกคุณคุณก็ยังให้ความร่วมมือ”
ลูซี่ยิ้มเล็กน้อยสำหรับเธอแล้วสิ่งที่อีกฝ่ายเรียกร้องจากเธอมันไม่ใช่สิ่งที่เกินเลยเลยแม้แต่น้อย พวกเธอสามพี่น้องได้รับการช่วยเหลือมีอาหารให้กินมีที่พักได้กลับมายิ้มและหัวเราะอีกครั้ง ทั้งยังได้เรียนหนังสือซึ่งเป็นโอกาสที่พวกเธอไม่เคยได้รับมาก่อน สำหรับข้อแลกเปลี่ยนที่เขาต้องการนั้นเธอจึงมองว่ามันสมเหตุสมผล และที่สำคัญอย่างน้อยเขาก็บอกเธอตามตรงว่าเขาต้องการอะไรจากพวกเธอ
“ในเมื่อลิลลี่จะได้ฝึกเป็นอัศวินแล้วไม่ทราบว่าเจ้าชายจะเริ่มฝึกเดซี่เมื่อไหร่คะ”
เออร์วินตอบพลางหยิบเสื้อสีขาวที่ลูซี่เตรียมไว้ขึ้นมาสวม
“สำหรับกับคุณเดซี่ตอนนี้ยังไม่ต้องรีบครับผมอยากให้เธอคอยอยู่ดูแลคุณโซอี้ต่อไปอีกสักพัก และอีกอย่างผมรู้สึกว่าคุณเดซี่นั้นดูจะชอบการอยู่ในห้องสมุดมากกว่า ผมเลยตั้งใจว่าจะลองให้สามารถทำให้คุณโซอี้กลับมาเดินได้อีกครั้งแล้วค่อยฝึกพวกเธอสองคนพร้อมกัน”
เมื่อพูดถึงโซอี้แววตาของลูซี่ก็ดูเศร้าลงเล็กน้อย แม้ว่าจะมีความต่างในเรื่องเผ่าพันธุ์แต่แต่สำหรับผู้หญิงด้วยกันแล้วเธออดสงสารและเห็นใจผู้หญิงคนนี้ไม่ได้จริงๆ
“เจ้าชายเพคะ โซอี้เธอ... จะกลับมาเดินได้จริงๆ หรอคะ”
เออร์วินยิ้มแล้วตอบอย่างสบายๆ ว่า
“คุณโซอี้จะกลับมาเดินได้แน่นอนครับเพียงแต่ว่าต้องให้เวลาผมสักหน่อย”
ไม่ได้ฟังคำตอบลูซี่ก็มีสีหน้าดีขึ้นทว่าในใจลึกๆ ของเธอกลับรู้สึกไม่เห็นด้วยที่จะให้โซอี้เป็นเช่นเดียวกับเธอ ลูซี่อยากให้โซอี้ได้พักบ้างเพราะผู้หญิงคนนี้เจอเรื่องโหดร้ายมามากเกินพอแล้ว
ขณะที่ลูซี่กำลังคิดว่าเธอควรจะพูดอะไรบางอย่างเผื่อจะเปลี่ยนใจเออร์วินเรื่องโซอี้ได้บ้าง เรเวนที่อยู่หลังฉากกั้นก็พูดขึ้นว่า
“ดูท่าเธอคงไม่คิดจะเปลี่ยนใจเรื่องโซอี้สินะ?”
“ผมบอกพี่สาวไปแล้วนี่ครับว่าถ้าคุณโซอี้เลือกที่จะกลับมาเดินได้ด้วยอวัยวะเทียมที่ผมสร้างขึ้น คุณโซอี้ก็จะไม่สามารถใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาได้อีก”
เสียงเรเวนที่แสดงความไม่พอใจดังมาจากอีกฝั่งของฉากกั้น
“เธอก็บอกเสียทีสิว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น”
เออร์วินกลับเมินเรเวนเขาหยิบกางเกงขึ้นมาสวมพลางถามลูซี่ว่า
“แล้วน้ำหนักเป็นยังไงบ้างครับคุณลูซี่”
“ตอนนี้เริ่มชินกับน้ำหนักแบบนี้แล้วค่ะเจ้าชาย”
เรเวนที่ได้ยินคำตอบของลูซี่จึงโผล่หน้าจากฉากกั้น
“นี่เธอก็ให้ลูซี่ใส่กำไลถ่วงน้ำหนักด้วยหรอ”
“ครับก็อย่างที่บอกว่าต้องการให้เธอมาทำหน้าที่คุ้มกันให้ผมก็เลยต้องสร้างกล้ามเนื้อก่อนที่ผมจะฝึกทักษะการต่อสู้ให้เธอเหมือนที่ผมทำกับคุณอยู่ตอนนี้ไงครับ”
เรเวนนิ่งไปก่อนจะหันไปมองลูซี่
“คงลำบากเธอแย่เลยสินะที่ทำงานไปด้วยแล้วใส่ของหนักๆ แบบนั้นไปด้วย”
ลูซี่ยิ้มและส่ายหน้าตอบว่า
“ก็ไม่ได้ลำบากขนาดนั้นหรอกค่ะก็แค่รู้สึกไม่ชินบ้างในตอนแรกแต่พอเริ่มชินกับน้ำหนักครับระดับนี้แล้วก็ไม่รู้สึกอะไรแล้วค่ะ”
เรเวนยืนนิ่งไม่พูดอะไรฆรืจะพูดให้ถูกก็คือพูดอะไรไม่ออกมากกว่า วันนี้เธอใส่กำไลเหล็กแค่ตอนวิ่งก็เล่นเอาซะสลบเหมือด แต่ผู้หญิงที่ดูเหมือนอ่อนแอคนนี้กลับใส่กำไลเหล็กแล้วเดินไปเดินมาทั้งวันแถมยังทำงานบ้านไปได้ กลับบอกแค่ว่าไม่ชินอยู่บ้างเท่านั้น
“สุดยอดไปเลยนะครับใส่ของหนักตั้งสิบกิโลแบบนี้”
“เอ๊ะ?” เรเวนทุทานออกมาแล้วถามว่า “เมื่อกี้เธอบอกว่าลูซี่ใส่ของหนักตั้งสิบกิโลสินะ”
“ครับ”
เรเวนนึกสภาพตัวเองที่แค่ใส่น้ำหนักรวมกันแค่แปดกิโลก็แทบไม่ไหวแล้ว แต่ผู้หญิงคนนี้กลับใส่มากกว่าเธออยู่สองกิโล ทว่าเออร์วินกลับพูดออกมาว่า
“กำไลหนึ่งอันก็ตั้งสิบกิโลคุณลูซี่ใส่สี่อันก็เป็นสี่สิบกิโลเนี่ยยอดไปเลยนะครับ”
เรเวนยืนนิ่งไปทันทีในเรื่องที่ว่าเผ่ามารหูสัตว์มีจุดเด่นที่ร่างกายเหนือกว่ามนุษย์นั้นเธอเองก็รู้อยู่แล้ว แต่ตอนแรกที่เรเวนไปเจอเธอเข้าตอนนั้นเธอทั้งอ่อนแรงและอิดโรย จนทำเอาเรเวนลืมไปเลยว่าผู้หญิงคนนี้มีศักยภาพขนาดไหน
ลูซี่พูดอย่างถ่อมตนว่า
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะเจ้าชาย เดิมทีเรื่องที่เผ่าหูสัตว์อย่างพวกเรามีพื้นฐานร่างกายสูงกว่ามนุษย์ก็ปกติอยู่แล้ว แต่น่าเสียดายที่พื้นฐานร่างกายสูงแค่ไหนก็ไร้ความหมายหากต้องมาเจอกับเวทย์มนต์อันทรงพลังของมนุษย์”
สิ่งที่ลูซี่พูดออกมานั้นเป็นความจริงที่รู้กันโดยทั่วกันของโลกไปนี้ ถ้าวัดกันที่พื้นฐานร่างกายเพียงอย่างเดียวมนุษย์จัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าสุดแสนจะอ่อนแอ แต่ด้วยเวทย์มนต์อันทรงพลังที่มนุษย์ได้ครอบครองกลับทำให้เผ่าพันธ์ที่แสนจะอ่อนแอนี้กลายเป็นผู้ปกครองอย่างไม่เป็นทางการของทวีปอาร์เคนัส
เออร์วินยิ้มอย่างไม่ใส่ใจพูดพลางติดกระดุมที่แขนเสื้อว่า
“พวกคุณได้ครอบครองพลังที่ยอดเยี่ยมแต่ไม่รู้วิธีที่จะใช้มันต่างหากล่ะครับ”
ลูซี่เงยหน้ามองเออร์วินในขณะที่เรเวนเหมือนจะพอเดาได้ว่าเออร์วินจะพูดว่าอะไร
“ตอนนี้สิ่งที่คุณควรใส่ใจก็คือยกระดับศักยภาพร่างกายของคุณให้สูงขึ้น และจากที่ผมเห็นในตอนนี้คิดว่าอีกไม่นานร่างกายของคุณคงจะพร้อมที่จะเริ่มฝึกทักษะการต่อสู้ได้แล้ว”
“ทักษะการต่อสู้?” ลูซี่ทวนคำที่เธอไม่เคยได้ยิน แต่เรเวนกลับถามว่า
“แล้วฉันจะเริ่มฝึกทักษะการต่อสู้ที่เธอว่าได้เมื่อไร”
“ก็เมื่อร่างกายของคนพร้อมครับ”
เมื่อได้ฟังคำตอบเรเวนก็เดินจากไป
“พี่สาวจะไปไหนครับ”
เรเวนตอบโดยไม่หันมาว่า
“ไปหยิบกำไลเหล็กมาใส่จากนี้ฉันจะใส่มันตลอดเวลา”
ภายในสนามหญ้าด้านหลังปราสาทซึ่งเป็นหน้าผา ยามมองออกไปจะพบเห็นคลื่นทะเลอันบ้าคลั่งสากซัดกระทบหน้าผาไม่หยุด โต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่ราชินีเอลิเซียนั่งดื่มน้ำชาอย่างปลอดโปร่งส่วนฝั่งตรงข้ามกลับมีมาร์ควิสเฟลิกซ์นั่งอยู่ มีลาน่าคอยยืนรอบริการอยู่ด้านข้าง ตรงข้ามกับองค์ราชินีมาร์ควิสกลับมีเอาแต่นั่งก้มหน้านิ่งสายตาจ้องมองชาในถ้วย แม้กลิ่นหอมของชาจะชวนให้ปลอดโปร่งขนาดไหน แต่มันก็ไม่อาจคลายความกังวลในใจเขาไปได้
หลังจากจบเรื่องที่เขาก็กลับที่คฤหาสน์แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พักผ่อน ก็มีทหารองครักษ์สองนายมาหาเขาแจ้งว่าองค์ราชินีต้องการเรียกพบ ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นเขาก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง ราชินีเอลิเซียผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นไข่มุกของเมืองไพร์ล็อก ได้ความงามที่ยากจะหาใดเทียบของเธอทำให้เขานึกภาพว่ากำลังค่อมบนตัวเธอหรือไม่ก็ให้เธอเป็นฝ่ายขึ้นควบให้เขาอยู่บ่อยครั้งขณะที่กำลังร่วมรักกับสตรีอยู่ ทุกครั้งที่เขาเห็นปทุมถันที่ทั้งใหญ่และอวบอัดอยู่ใต่ร่มผ้าเขาต้องอดทนไม่ให้เข้าไปบีบปทุมถันคู่นั้น หรือไม่ก็ยามเห็นริมฝีปากที่งดงามของเธอเขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกภาพขณะที่เธอกำลังเป่าเข้าให้เขา ทว่าทั้งหมดนี้เขาก็ได้แค่คิด ด้วยฐานะของเธอที่สูงเกินเอื้อมทำให้เขาต้องสะกดความต้องการนี้เอาไว้แล้วนำมันไปลงกับสตรีอื่นแทน
ทว่าวันนี้กับมีเรื่องที่ร้อยวันพันปีไม่เคยเกิดขึ้นเมื่อองค์ราชินีที่แสนงดงามนั้นเรียกเขาเข้าพบ หากเป็นเวลาอื่นเขาคงกระดี๊กระด๊าดีใจแล้วใช้โอกาสนี้ใช้สายตาลวนลามองค์ราชินี แต่เขารู้ดีว่าสาเหตุที่ถูกเรียกนั้นก็เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ เดิมเขาไม่คิดว่าเด็กสาวเผ่ามารหูสัตว์พวกนั้นจะมีความสำคัญอะไรนัก แต่จากการที่องค์ราชินีเรียกเขาไปพบดูท่าคงจะไม่ใช่อย่างที่เขาคิดเสียแล้ว
เขามาพบองค์ราชินีด้วยความรู้สึกกังวลเต็มอกเดินตามทหารองค์รักษ์มาเรื่อยๆ จนมาพบกับองค์ราชินีที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ในเวลานี้เขาไม่มีกะใจไปคิดเรื่องลามกใดๆ ทั้งสิ้น ทันทีที่เขานั่งลงบนเก้าอี้ตามคำกล่าวเชิญขององค์ราชินี เขาก็รู้สึกหนักอึ้งอึดอัดไปหมดเหมือนกับว่าหายใจไม่ทั่วท้อง
“ท่านมาร์ควิสดื่มชาก่อนสิคะ”
องค์ราชินีพูดอย่างปลอดโปร่งดังเช่นปกติส่วนสาวใช้ลาน่าก็ทำการเสิร์ฟชาให้มาร์ควิส มาร์ควิสมองถ้วยชาตรงหน้าตนอยู่เงียบๆ เห็นเพียงองค์ราชินีดื่มชาอยู่อย่างสบายอารมณ์ เขาฝืนความรู้สึกอึดอัดที่แน่นอกเอื้อมมือมาหยิบถ้วยชาแล้วยกมันขึ้น กลิ่นหอมของชาฟุ้งไปทั่วบริเวณตาความกังวลในใจของเขากลับไม่ได้ลดน้อยถอยลง เขาไม่รู้ว่าต้นตอของความรู้สึกที่เขาได้รับนี้มาจากใคร หัวหน้าสาวใช้ลาน่าหรือองค์ราชินี แต่ไม่ว่าจะมาจากใครล้วนเป็นสิ่งที่น่าพรั่นพรึงทั้งสิ้น
“ไม่ทราบว่าองค์ราชินีที่เรียกกระหม่อมมาพบมีเรื่องอะไรให้รับใช้พะยะค่ะ”
ราชินีเอลิเซียยิ้มให้มาร์ควิส
“ท่านมาร์ควิสดื่มชาก่อนเถอะค่ะก่อนที่มันจะเย็นชืดเสียก่อน”
มาร์ควิสเฟลิกซ์พยักหน้ารับก่อนจะยกชาขึ้นมาดื่ม เขาพบว่ากลิ่นหอมของชาทำให้สมองของเขาปลอดโปร่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เขาดื่มต่อจนหมดถ้วยพบว่าความกังวลของเขานั้นคลายลงเยอะพร้อมกับความรู้สึกอึดอัดแน่นอกที่มันหายไป
เมื่อเห็นว่ามาร์ควิสดื่มชาจนหมดถ้วยแล้วองค์ราชินีเอลิเซียก็ยิ้มให้อีกฝ่าย
“ที่เรียกท่านมาร์ควิสมานี่ก็ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะเพียงแค่ว่ามีเรื่องอยากจะขอร้องท่านมาร์ควิส”
“เรื่องอะไรที่องค์ราชินีต้องการให้กระหม่อมช่วยขอทรงโปรดบอกมารับรองว่าต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟก็บ่ายเบี่ยงพะย่ะค่ะ”
ราชินีเอลิเซียเอามือปิดปากทำหน้าตื่นตะลึง
“ท่านมาร์ควิสจริงจังขนาดนี้เชียวหรือคะ”
เมื่อไร้ความรู้สึกกดดันนิสัยหมกมุ่นในกามราคะของมาร์ควิสก็เริ่มกลับคืนมา เขายิ้มเห็นฟันพลางเหลือบมองปทุมถันคู่งามขององค์ราชินีพลางตอบว่า
“ย่อมต้องจริงจังพะยะค่ะในเมื่อเป็นคนขอขององค์ราชินีผู้ที่สิริโฉมงดงาม...”
มาร์ควิสเฟลิกซ์พูดยังไม่ทันจบก็หยุดปากก่อนจะเริ่มมีสีหน้าบิดเบี้ยวลำตัวเริ่มงอ เหงื่อไหลเต็มไปหน้า มือทั้งสองกุมไว้ที่อกซ้ายตามสัญชาตญาณ
‘พิษ ในชามีพิษ?”
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวขณะตัวเขาเริ่มงอตัวเรื่อยๆ จนสุดท้ายเก้าอี้ที่เขานั่งอยู่ก็ล้มลงทำให้ตัวเขาลงไปนอนงอตัวกับพื้น องค์ราชินีเอลิเซียยังคงดื่มชาอย่างสบายอารมณ์โดยมีลาน่ายืนรับใช้อยู่ด้านข้างเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
มาร์ควิสเฟลิกซ์ทรมานอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งก่อนจะเริ่มมีสีหน้าดีขึ้น เขาหอบหายใจเล็กน้อยแม้จะยังคงนอนอยู่กับพื้นแต่อาการของเขาก็ดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ได้ยินเสียงองค์ราชินีพูดว่า
“ท่านมาร์ควิสอย่างที่อยากจะขอร้องก็ไม่มีอะไรมากหรอกก็เพียงแค่อย่ารังแกเด็กๆ เหล่านั้นจะได้มั้ยคะ”
เดิมทีมาร์ควิสเฟลิกซ์ไม่ใช่คนโง่แต่จากการที่สมองยังไม่ฟื้นจากความทรมานทำให้เขายังคงรู้สึกสับสนว่าที่องค์ราชินีพูดหมายถึงอะไร
“อุ๊ยตายจริงฉันนี่แย่จังเลยนะ” ราชินีเอลิเซียพูดขึ้นพลางแตะฝ่ามือที่แก้มแล้วเอียงคอ “ต้องขอโทษด้วยนะคะท่านมาร์ควิสที่ฉันไม่ได้อธิบายอะไรเลย เอาเป็นว่าท่านมาร์ควิสคงได้เห็นเด็กสาวพวกนั้นแล้วใช่ไหมคะ เด็กที่แสนจะน่ารักน่ากอดที่มีหูกับหางของสุนัขเหล่านั้น คือว่าฉันอยากขอร้องท่านมาร์ควิสช่วยปกป้องดูแลแล้วก็อย่ารังแกพวกเธอจะได้ไหมคะ”
มาร์ควิส้ฟลิกซ์ยันตัวเองขึ้นมานั่งที่บนพื้นก่อนจะฝืนยันกายลุกขึ้นมานั่งที่โต๊ะอย่างยากลำบาก
“กระหม่อมต้องขอประทานอภัยในความผิดครั้งนี้ด้วยพะยะค่ะ กระหม่อม กระหม่อมขอสัญญาว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก อั๊ก!!!”
มาร์ควิสเฟริกซ์พูดได้เพียงเท่านี้อาการเดิมก็กลับมาอีกรอบเขารู้สึกเหมือนมีอะไรรัดแน่นที่หัวใจพร้อมความรู้สึกเหมือนกับว่ามีอะไรแหลมหลายอันที่มันแทงอยู่ที่หัวใจ สองมือของเขากุมแน่นที่อกซ้าย ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่แต่มาร์ควิสกลับรู้สึกเหมือนผ่านไปนานนับปี ก่อนที่มาร์ควิสจะได้ลงไปนอนตัวงอกับพื้นอีกครั้ง ความเจ็บปวดที่เกิดจากการถูกรัดที่หัวใจแล้วถูกของแหลมทิ่งแทงก็หายไป
ราชินีเอลิเซียวางถ้วยชาลงแล้วพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า
“ต้องขอบคุณท่านมาควิสจังเลยนะคะที่ช่วยฟังคำของร้องที่แสนจะเอาแต่ใจของฉันด้วย ต้องขอขอบคุณจากใจเลยนะคะท่านมาร์ควิส”
“หามิได้พะยะค่ะเป็นหน้าที่ของกระหม่อมอยู่แล้ว”
มาร์ควิสตอบได้สภาพที่ย่ำแย่
“ลาน่าจ๊ะ”
“เพคะราชินี”
“พวกเรารบกวนเวลาของท่านมาร์เควิสมาก้กินไปแล้วเดี๋ยวรบกวนช่วยไปส่งท่านหน่อยนะ”
“เพคะราชินี” ลาน่าพูดจบก็ผายมือไปที่ประตูด้านหลังปราสาท “ท่านมาร์ควิสเชิญค่ะ”
มาร์ควิสเฟลิกซ์ใช้มือยันกับโต๊ะก่อนจากฝนลุกขึ้นยืน ทาบฝ่ามือกับอกซ้ายโค้งคำนับให้ราชินีเอลิเซีย
“กระหม่อมขอทูลลา”
ราชินีเอลิเซียยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มพลางยิ้มให้อย่างเป็นมิตร