สะใภ้ใหญ่ผู้ไม่เอาไหนในยุค 80

    บทที่ 54 คำขอของอาหนาน

            หลังผ่านพ้นเทศกาลไปเจียงม่านม่านก็เปิดร้านขายขนมตามปกติ ส่วนเฉินเสวี่ยก็ไปทำงานของตนตามปกติเช่นเดียวกัน พอร้านเปิดโจวต้าเหนียงก็มาช่วยเลี้ยงหลานๆ ให้ลูกชายและลูกสะใภ้เช่นเดิม แน่นอนว่าเจียงม่านม่านและเฉินเสวี่ยย่อมมีค่าตอบแทนให้ แม้ว่าโจวต้าเหนียงยืนยันว่าจะไม่รับค่าตอบแทนแต่ทั้งเจียงม่านม่านและเฉินเสวี่ยก็ต่างยืนยันที่จะมอบให้ แถมยังพูดว่าถึงอย่างไรนี่ก็เป็นค่าใช้จ่ายของพวกเขาที่ต้องจ่ายเพื่อลูกๆ อยู่ดี เพราะถ้าโจวต้าเหนียงไม่มาช่วยเลี้ยงดูเด็กให้ พวกเขาก็ต้องจ้างคนอื่นมาช่วยเลี้ยงเด็กๆ อยู่ดี อีกทั้งยังไม่อาจจะไว้วางใจให้คนอื่นเลี้ยงดูได้เท่าคุณย่าของเด็กๆ คอยดูแลเองอีกด้วย เพราะฉะนั้นเงินส่วนนี้นอกจากจะเป็นเงินที่ต้องจ่ายอยู่แล้วยังเป็นเงินที่สามารถใช้จ่ายได้อย่างสบายอกสบายใจมากกว่าการที่ต้องจ่ายค่าเป็นตอบแทนให้แก่คนอื่นอีกด้วย โจวต้าเหนียงจึงได้ยอมรับค่าตอบแทนซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยในแต่ละเดือน

            “คุณอ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นด้วยหรือ” เฉินเสวี่ยถามภรรยาเมื่อเย็นวันหนึ่งหลังจากกลับมาจากที่ทำงานแล้วเห็นเจียงม่านม่านวางหนังสือพิมพ์เอาไว้บนโต๊ะ

            “ลูกค้าซื้อมาฝากค่ะ” เจียงม่านม่านพูดพลางชี้ให้เฉินเสวี่ยดูพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์ ลูกสาวนักเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นบ้านเล็กของนายทหารจนถูกภรรยาหลวงไล่ตบตีกลางห้าง เดิมที่เฉินเสวี่ยก็ไม่เคยคิดจะสนใจข่าวที่หาสาระไม่ได้เช่นนี้แต่เมื่อเห็นรูปที่แม้ว่าจะเห็นหน้าไม่ชัดเขาก็รู้ดีว่าเป็นข่าวของใคร

            “ผู้พันฉินน่าจะถูกสอบสวนทางวินัยเพราะเรื่องนี้แน่” คำพูดของฉินเสวี่ยเต็มไปด้วยความเห็นใจแต่เจียงม่านม่านกลับส่ายหน้า

            “เดิมทีตำแหน่งที่ได้มาก็ไม่ได้ขาวสะอาดอยู่แล้ว” เจียงม่านม่านพูดเพียงเท่านี้แล้วไม่ได้พูดต่ออีกเพราะถึงอย่างไรสำหรับเฉินเสวี่ยแล้วฉินหยวนก็นับว่าเป็นเพื่อนร่วมงานที่มีความสนิทสนมกันมากคนหนึ่ง

            “แล้วทำไมลูกค้าของคุณถึงได้ซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับนี้มาให้ล่ะ” เมื่อเฉินเสวี่ยถามเช่นนี้เจียงม่านม่านก็หัวเราะออกมาเบาๆ

            “น่าจะจดจำได้ว่าคนในข่าวเคยมาหาเรื่องฉันที่ร้าน” เมื่อเจียงม่านม่านพูดเช่นนี้เฉินเสวี่ยก็ทอดถอนใจออกมา เขาเดินไปโอบกอดภรรยาเอาไว้แล้วพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

            “ผมไม่เคยให้ความหวังกับสุ่ยอี้หยางเลยสักนิด ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอจึงได้เจ็บแค้นฝังใจจนถึงขั้นตามพาลมาถึงคุณเช่นนี้ แต่คุณวางใจเถอะต่อไปสุ่ยอี้หยางคงไม่อาจจะมาก่อความวุ่นวายให้คุณแล้ว เพราะได้ยินมาว่าพ่อกับแม่ของเธอมารับเธอกลับไปแล้วและดูเหมือนว่าครอบครัวของผู้หญิงที่เธอตบตีคนนั้นมีที่มาที่ไม่ธรรมดา ดูเหมือนว่าจะส่งผลเสียต่อครอบครัวของเธอมากพอสมควร” เมื่อเขาพูดเช่นนี้เจียงม่านม่านก็พยักหน้า ออกมาแล้วชี้ให้เขาเห็นประตูของห้องนั่งเล่นที่เปิดอยู่ เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กน้อยดังออกมาทำให้เขารู้ว่าแม่และลูกชายของเขาอาจจะเดินออกมาเห็นท่าทีเช่นนี้ของเขาได้ทุกเมื่อ เขาจึงได้ยอมปล่อยมือแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ

            “อาหนานกลับมาหรือยัง” พอเขาถามเช่นนี้เฉินมู่หนานก็ยื่นหน้าออกมาจากหลังประตูของห้องนั่งเล่นในทันทีทำให้เฉินเสวี่ยเลิกคิ้วขึ้นในทันที

            “เดี๋ยวนี้ถึงกลับแฝงตัวอยู่หลังประตูเพื่อแอบฟังพ่อกับแม่คุยกันแล้วหรือ” เมื่อพ่อของเขาถามเช่นนี้เฉินมู่หนานก็ส่ายหน้า

            “ผมก็แค่จะออกมากินน้ำเท่านั้น แต่พอเห็นพ่อกับแม่พูดคุยเรื่องส่วนตัวกันอยู่ผมก็เลยไม่กล้าเดินออกมายืนรอให้พ่อกับแม่คุยกันจบก่อน” เฉินมู่หนานพูดด้วยสีหน้านิ่งสนิทแล้วเดินผ่านพ่อของเขาไป

            “ดูเหมือนว่าช่วงนี้ทักษะของนายจะเกินเลยอาสามของนายไปแล้วนะ” เมื่อพ่อของเขาพูดเช่นนี้เฉินมู่หนานก็ส่ายหน้า

            “อย่าเอาผมไปเทียบกับอาสามเลยครับ ผมเป็นคนมีสาระมากกว่านั้น” เมื่อเฉินมู่หนานพูดเช่นนี้เจียงม่านม่านและเฉินเสวี่ยหันไปสบตากันแล้วส่งรอยยิ้มให้แก่กันในทันทีด้วยรู้ดีว่าลูกชายของพวกเขายังห่างไกลจากคำว่ามีสาระมากนัก

            “คุณพ่อครับ คุณแม่ครับ ผมคิดว่าคุณพ่อกับคุณแม่ควรจะพอได้แล้วนะครับ” คำพูดและสีหน้าที่จริงจังของลูกชายทำให้ทั้งสองมีสีหน้าประหลาดใจในทันที

            “พอเรื่องอะไรหรือ” เฉินมู่หนานถามลูกชายด้วยความสงสัย

            “เรื่องมีน้องครับ! ผมคิดว่าคุณพ่อกับคุณแม่ควรจะพอได้แล้ว ต่อไปผมเองก็ไม่คิดจะเห็นแก่ของเล่นเล็กๆ น้อยๆ อีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นคุณพ่อห้ามเอาอะไรมาล่อตาล่อใจผมอีกเพราะผมจะไม่ยอมเชื่อถูกคุณพ่อชักจูงง่ายๆ อีกแล้ว” เมื่อลูกชายพูดเช่นนี้เฉินเสวี่ยก็หัวเราะออกมาในทันที ส่วนเจียงม่านม่านนั้นถึงกับหน้าแดงด้วยความอับอาย

            “เพราะคุณเลย” เธอหันไปพูดกับสามีด้วยน้ำเสียงตำหนิปนความขัดเขิน

            “ไม่ใช่เพราะผมเสียหน่อยเป็นเพราะเจ้าเด็กนี่แก่แดดเกินวัยต่างหาก” เฉินเสวี่ยพูดแก้ตัวให้ตนเองส่วนเฉินมู่หนานได้แต่ส่ายหน้า

            “แก่แดดหรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่ผมไม่เอาน้องแล้วนะครับ” เขาพูดพลางพยักพเยิดไปที่ห้องนั่งเล่น

            “แม่คิดว่าลูกรักน้องๆ มากเสียอีก” เมื่อเจียงม่านม่านพูดเช่นนี้เฉินมู่หนานก็ส่ายหน้า

            “ผมก็ไม่ได้บอกว่าไม่รักน้องเสียหน่อย แต่ที่ผมไม่เอาน้องแล้วก็เพราะผมไม่ไหวจะช่วยเลี้ยงแล้ว คุณแม่ลองคิดดูสิครับ ถ้าเกิดคุณแม่คลอดน้องมาอีกสองคนผมจะไม่กลายเป็นพี่ชายที่มีน้องสี่คนเลยหรือ ถึงวันนั้นนอกจากเราจะต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวนมากเพราะน้องๆ แล้ว เรายังจะต้องสูญเสียเวลาไปกับการเลี้ยงดูน้องๆ อีก เพราะฉะนั้นพ่อกับแม่เลิกแอบมากอดกันลับหลังผมได้แล้ว เพราะผมยังไม่อยากได้น้อง” เมื่อเขาพูดจบก็รีบเดินไปรินน้ำใส่แก้ว แล้วถือแก้วน้ำเดินไปที่ห้องนั่งเล่นในทันที ทิ้งให้สองสามีภรรยาจ้องมองหน้ากันด้วยความสับสน

            “หึ หึ ฮ่า ฮ่า” เฉินเสวี่ยหัวเราะออกมาแล้วรีบยกมือขึ้นมาปิดปากของตนเองในทันที เขาเดินไปกระซิบกับภรรยาเสียงเบา

            “ดูเหมือนอาหนานจะเข้าใจว่าน้องของเขามาจากการที่เราโอบกอดกันบ่อยๆ นะ” คำพูดของเฉินเสวี่ยทำให้เจียงม่านม่านทำหน้าไม่ถูกแล้วสุดท้ายก็ทุบตีเขาด้วยความขัดเขิน

            “อ้าว ทำไมมาลงที่ผมล่ะ โอ๋ๆ คุณไม่ต้องเขินอายไปหรอกเอาไว้ลูกโตกว่านี้ผมจะสอนเขาเองว่าน้องเขาไม่ได้มาจากการที่พวกเราโอบกอดกัน” เมื่อเขาพูดเช่นนี้เจียงม่านม่านก็พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเข่นเขี้ยวในทันที

            “จะสอนอะไรก็สอนไป แต่กรุณาสอนแต่เรื่องดีๆ ให้ลูกด้วย” เมื่อเจียงม่านม่านพูดเช่นนี้เฉินเสวี่ยก็พยักหน้ารับอย่างขึงขัง

            “แน่นอน มีพ่อที่ไหนบ้างที่จะสอนเรื่องไม่ดีให้ลูก” เขาพูดพลางหัวเราะออกมาแล้วเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นเพื่อหยอกเย้าบรรดาลูกๆ ของเขาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

            หลังจากเกิดเรื่องกับฉินหยวนและสุ่ยอี้หยาง เฉินเสวี่ยก็ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น นอกจากเรื่องงานแล้วเขาก็ล้วนใช้เวลาไปกับครอบครัว ส่วนเจียงม่านม่านก็ทุ่มเทกับการดูแลร้านและดูแลลูกๆ อย่างเต็มที่ ด้วยการขอร้องของเฉินมู่หนานทั้งเจียงม่านม่านและเฉินเสวี่ยก็ไปปรึกษาคุณหมออย่างจริงจังเพื่อจะได้ทำตามคำของร้องของเฉินมู่หนานได้อย่างมีประสิทธิภาพ...