เซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์

    ตอนที่ 75 ครึ่งเซียนอสูร

    และดูเหมือนว่าลี่เทียนกั่วจะค่อนข้างที่จะชอบเทียนอี้ มันวิ่งเล่นไปมารอบๆเทียนอี้อยู่ตลอดเวลา เทียนอี้เองก็ชื่นชอบในความร่าเริงของเจ้าตัวน้อยเช่นกัน ระหว่างที่เทียนอี้เล่นอยู่กับเทียนกั่วน้อยอยู่นั้นลี่ซานที่ได้มองสำรวจรอบๆอยู่นานก็ถามเทียนอี้ออกมาด้วยความแปลกใจว่า
    “นายน้อยไม่ทราบว่าเราอยู่ที่ไหนกัน ล่าสุดข้าจำได้ว่าก่อนที่จะหมดสติไปพวกเรากำลังทำพันธสัญญากันอยู่ในถ้ำของพวกข้า แต่สถานที่แห่งนี้ไม่คุ้นตาข้าแม้แต่น้อยข้าจำได้ว่าป่าอสูรที่ข้าปกครองไม่มีสถานที่ที่มีพลังปราณบริสุทธิ์เช่นนี้อยู่เลยสักที่ และข้ายังรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ยังให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป”
    “ฮ่าๆๆ..คือเรื่องมันเป็นเช่นนี้......" เทียนอี้ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดหลังจากที่ลี่ซานและลี่หยินกลายเป็นรังไหมให้ทั้งคู่ฟังรวมทั้งเรื่องที่ซุยหงและเหม่ยลี่ด้วยที่เป็นคนสนิทของตัวเองด้วย และเทียนอี้ยังบอกความลับเกี่ยวกับมิติอนันต์ของตนด้วยเพราะถึงยังไงลี่ซานกับลี่หยินก็ไม่อาจทรยศเทียนอี้ที่เป็นผู้ร่วมพันธสัญญาได้อย่างแน่นอน
    เรื่องของเทียนอี้ทำให้ลี่ซาน ?ท
    ผู้ที่ถูกเรียกว่าเทพล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่แข็งแกร่ง ทรงพลังที่สุดในโลกหลัก (โลกเซียน,โลกชั้นสูง) ทั้งยังเป็นชนชั้นปกครองสูงสุดที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของโลกหลักอีกด้วย เพียงแค่เทพองค์ไดองค์หนึ่งลงมือเคลื่อนไหวก็สามารถทำให้โลกหลักสั่นสะเทือนได้แล้ว เพียงแค่นี้ก็คงสามารถอธิบายถึงความทรงพลังของเหล่าผู้ที่ถูกเรียกว่าทวยเทพได้แล้ว
    “พวกเจ้าเองก็ไม่ธรรมดาเลยน่ะเพียงแค่ย้อนกลับสู่สายเลือดดังเดิมก็กลายเป็นครึ่งเซียนอสูรแล้ว ช่างเป็นสายเลือดที่ทรงพลังจริงๆ” เทียนอี้พูดชมออกมา “เรื่องนี้นับว่าเป็นวาสนาของพวกเราหากไม่ได้ทำพันธสัญญากับนายน้อยไหนเลยพวกเราจะสามารถก้าวมาถึงขั้นนี้ได้ ดีไม่ดีพวกเราทั้งสามอาจจะตกตายด้วยน้ำมือของมังกรเจียวผู้ต่ำช้านั้นแล้วก็ได้”
    “พูดถึงเจ้ามังกรเจียวนั้นข้าก็นึกขึ้นมาได้ตอนที่นายน้อยหมดสติหลังจากการต่อสู้ข้าก็ได้เก็บร่างของมันมาด้วย ข้าคิดไว้ว่าหลังจากที่ท่านได้สติขึ้นมาจะคืนให้กับนายน้อย” พูดเสร็จลี่ซานก็ได้นำร่างของมังกรเจียวที่ถูกเทียนอี้ฟันออกเป็นสองซีกออกมาจากภายในมิติของมัน
    เทียนอี้พยักหน้าพึงพอใจกับความรอบคอบของลลี่ซาน ความจริงเทียนอี้ได้ลืมเรื่องซากของมังกรเจียวไปแล้วด้วยซ้ำ เมื่อซากของมังกรเจียวขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้นเรียนร้อยแล้วเทียนอี้จึงเก็บซากของมันทันที เพราะถึงอย่างไรซากสัตว์อสูรระดับสูงก็ยังมีค่ามากอยู่ดี เทียนอี้จึงไม่รังเกียจที่จะเก็บมันไว้ก่อนแม้ตอนนี้เขาจะยังไม่รู้วิธีใช้ประโยชน์จากมันก็ตาม
    พูดคุยกันอีกนิดน้อยจนได้ข้อสรุปว่าในช่วงเวลาปกติวิหคสวรรค์ทั้ง 3 ตน จะอาศัยอยู่ภายในมิติอนันต์ของเทียนอี้ หากมีความจำเป็นเทียนอี้สามารถเรียกใช้ลี่ซานและลี่หยินได้ตลอดเวลา เพราะถ้าหากอยู่ๆสัตว์อสูรระดับสูงปรากฏตัวขึ้นภายในเมืองก็อาจจะทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นภายในเมืองได้ หลังจากนั้นเทียนอี้ได้ขอตัวออกไปยังโลกภายนอกเพื่อปล่อยให้ทั้งสามตนพักผ่อนทันที
    ~[วืด]~ เสียงฉีกขาดของห้องมิติดังออกมาเบาๆดึงดูดความสนใจของซุยหงและเหม่ยลี่ก่อนที่ทั้งคู่จะเห็นร่างของเทียนอี้เดินออกมาจากรอยฉีกขาดของมิตินั้น เทียนอี้ก็แปลกใจเล็กน้อยที่เมื่อเดินออกมาจากมิติอนันต์แล้วก็ต้องงพบกับซุยหงและเหม่ยลี่ในห้องพักของตน แต่ก่อนที่เทียนอี้จะทันได้พูดอะไรซุยหงก็พูดขึ้นมาก่อนว่า
    “น้องเทียนอี้เกิดอะไรขึ้นทำไมอยู่ๆ เจ้าถึงดูรีบร้อนเข้าไปในมิติอนันต์ขนาดนั้น?”
    “พอดีข้ารู้สึกถึงความผิดปกติอย่างกระทันหันเลยจึงรีบเข้าไปตรวจสอบ ขอโทษด้วยที่ทำให้พวกท่านเป็นห่วง” เทียนอี้ตอบกลับไปขณะเดินตรงไปนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆเหม่ยลี่ ก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่องที่ที่เกิดขึ้นภายในมิติอนันต์ให้ซุยหงฟัง แต่เทียนอี้ก็เลี่ยงที่จะบอกเรื่องที่ตัวเองเป็นผู้ที่มีสายเลือดของทวยเทพออกไป
    “ถ้าเช่นนั้นน้องเทียนอี้จะบอกข้าว่าตอนนี้เรามีวิหคสวรรค์ที่เป็นถึงครึ่งเซียนอสูรขั้นกลางอยู่ถึงสองตนแล้วสิน่ะ ถ้าเรื่องนี้เผยแพร่ออกไปเกรงว่าจะทำให้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอนเกรงว่าทั่วทั้งยุทธภพคงปั่นป่วนวุ่นวายเป็นแน่” ซุยหงพูดออกมาด้วยความตกตลึง และไม่อยากเชื่อ
    ถึงแม้ว่าซุยหงมันจากคาดเดาเอาไว้ก่อนแล้วก็ตาม ว่าสิ่งที่อยู่ภายในรังไหมจะต้องเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน แต่มันก็คิดไม่ถึงอยู่ดีว่ามันจะเป็นถึงครึ่งเซียนอสูรขั้นกลางถึง 2 ตนเช่นนี้ ครึ่งเซียน คำนี้เพียงคำเดียวก็สามารถทำให้โลกสั่นสะเทือนได้แล้ว
    ต้องทราบก่อนว่าในโลกนี้ครึ่งเซียนถือเป็นจุดสูงสุดของผู้ฝึกตน เป็นผู้ปกครองที่แท้จริงของทวีปทั้ง 5 อันได้แก่ ทวีปเหนือ ทวีปใต้ ทวีปตะวันออก ทวีปตะวันตก และทวีปศักดิ์สิทธิ์(ทวีปกลาง) รวมกันแล้วจะมีครึ่งเซียนสักกี่คนกัน 10 คน หรือ 20 คนสิ่งนี้บ่งบอกถึงอะไร
    ในจำนวนผู้ฝึกตนนับล้านล้านคนทั่วโลกกลับมีครึ่งเซียนเพียงถือกำเนิดขึ้นมาเพียงน้อยนิดเท่าหยิบมือ เพียงเท่านี้ก็สามารถบ่งบอกได้แล้วว่า ครึ่งเซียนนั้นเป็นตัวตนที่ทรงพลังและหาได้ยากมากเพียงได คนส่วนใหญ่ทั้งชีวิตกลับได้ยินเพียงชื่อของครึ่งเซียนเท่านั้น แต่ไม่เคยเห็นแม้กระทั้งเงาของครึ่งเซียนเหล่านั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว
    แต่ตอนนี้พวกเขามีถึง 2 ตน ครึ่งเซียนถึง 2 ตนที่กำลังนอนเล่นอยู่ภายในมิติอนันต์ของเทียนอี้ เมื่อเห็นท่าทางน่าขันของซุยหงเทียนอี้ทำเพียงอมยิ้มก่อนจะส่ายหัวออกมาเล็กน้อย เทียนอี้คิดว่าถ้าหากเขาบอกกับซุยหงว่าครึ่งเซียนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆเท่านั้นซุยหงจะมีปฏิกิริยาเป็นเช่นไร บางทีซุยหงอาจจะเป็นลมหมดสติไปเลยก็ได้
    “ดังนั้นเรื่องวิหคสวรรค์เราต้องเก็บเป็นความลับเอาไว้ก่อน ถ้าเกิดมีผู้อื่นรู้เรื่องนี้ขึ้นมาแล้วนำออกไปป่าวประกาศข้าเกรงว่าผลที่ตามมาไม่อาจคาดเดาได้ ” เทียนอี้พูดขึ้นมาทำให้ซุยหงได้สติขึ้นมาก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเทียนอี้อย่างจริงจัง เรื่องของครึ่งเซียนอสูรยังไม่ควรมีผู้ไดทราบไม่เช่นนั้นผลที่ตามมาคงยากเกินกว่าจะจะจินตนาการได้
    “พี่ชายเมื่อครู่พี่ชายบอกว่ามีวิหคสวรรค์ตัวน้อยด้วยอย่านั้นใช่ไหมให้ข้าเล่นกับมันได้หรือไม่” เหม่ยลี่พูดออกมาขณะที่มือข้างหนึ่งกำชายเสื้อของเทียนอี้อยู่ และกำลังจ้องมองเทียนอี้อยู่ด้วยดวงตากระจ่างใสที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง เทียนอี้รู้สึกสงสารน้องสาวตัวน้อยผู้นี้เป็นอย่างมาก เพราะชีวิตที่ผ่านมาของนางนั้นเต็มไปด้วยความยากรำบากมาตลอด
    ตั้งแต่เล็กต้องคอยหนีหัวซุกหัวซุนจากองค์กรนักฆ่า และเหล่าคนของราชวงค์ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังต้องทนทุกทรมานกับคำสาปกัดกินมาตลอดหลายปีจนกระทั้งมาเจอกับเทียนอี้ ทั้งชีวิตของนางตอนนี้มีเพียงผู้เป็นบิดาและเขาที่เป็นครอบครัว เทียนอี้เคยเห็นเด็กน้อยคนนี้นอนละเมอร้องเรียกหาผู้เป็นมารดามาแล้วก็หลายหนตลอดการเดินทาง
    ทำให้เทียนอี้รู้สึกเจ็บปวดใจเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เหม่ยลี่จึงรู้สึกเดียวดายเป็นอย่างมากถึงแม้จะมาผู้ที่เป็นบิดาอยู่ข้างกายตลอดเวลาแต่นางก็ไม่เคยมีเพื่อนเลยสักคน ดังนั้นเมื่อนางได้ยินว่ามีวิหคสวรรค์ตัวน้อยอยู่ภายในมิติอนันต์ของเทียนอี้อีกหนึ่งตัว เหม่ยลี่จึงรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่จะมีเพื่อนเล่นเหมือนคนอื่น
    แต่ถึงอย่างนั้นเหม่ยลี่ก็เข้าใจดีว่านางต้องขออนุญาตจากเทียนอี้ก่อน เพราะถึงยังไงพวกมันก็ยังเป็นสัตว์อสูรเทียนอี้ และยังคนเป็นสัตว์อสูรที่เต็มไปด้วยความอันตรายหากเทียนอี้ไม่อนุญาตนางก็คงทำได้เพียงจำใจยอมแพ้ไป เทียนอี้เข้าใจเหม่ยลี่เป็นอย่างดีเพราะวัยเด็กของตนก็ไม่เคยมีเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียว
    เทียนอี้ส่งยิ้มอบอุ่นให้กับเหม่ยลี่ก่อนจะพูดออกไปว่า “ได้สิไว้พรุ่งนี้ระหว่างการออกเดินทางเจ้าก็เข้าไปเล่นกับเทียนกั่วน้อยภายในมิติอนันต์ก็แล้วกัน” ความจริงแล้วเรื่องนี้เทียนอี้ได้คิดไว้ก่อนแล้วเช่นกัน ความจริงเทียนอี้ได้บอกกับลี่ซานและลี่หยินเอาไว้แล้วว่าจะให้เหม่ยลี่เป็นผู้ทำพันธสัญญากับลี่เทียนกั่ว ซึ่งทั้งคู่ก็ไม่ได้คัดค้านการตัดสินใจของเทียนอี้เลยแม่แต่น้อย
    เช้าวันรุ่งขึ้นพวกของเทียนอี้ได้ออกเดินทางแต่เช้าตรู่ ส่วนเรื่องของแร่ปริศนานั้นเทียนอี้ได้ฝากให้จางจูฮวาเป็นคนจัดการแทนระหว่างที่ตัวเองออกเดินทางไปทวีปเหนือ เทียนอี้ ซุยหง และเหม่ยลี่ เดินทางออกจากเมืองศิลาตรงไปยังทวีปเหนือต่อทันที หลังจากเดินทางออกมาจากเมืองศิลามาได้ครึ่งวันพวกของเทียนอี้ก็ได้มาถึงชายป่าแห่งหนึ่งจึงได้เหินลงมาที่พื้น
    หลังจากสำรวจจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีคนตามมา เทียนอี้ก็พาเหม่ยลี่และซุยหงเข้าไปภายในมิติอนันต์ เพื่อแนะนำให้กับลี่ซานและลี่หยินรู้จัก ทันทีที่เห็นเทียนกั่วน้อยเหม่ยลี่ก็วิ่งเข้าไปหาเทียนกั่วน้อยทันที ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นยังอยู่ในวัยเยาว์จึงเข้ากันได้ไม่ยากนัก และดูเหมือนว่าเทียนกั่วน้อยก็จะชอบเหม่ยลี่มากเช่นกัน
    “เอาล่ะเสียเวลามามากแล้วครั้งนี้ข้าจะขอยืมแรงเจ้าหน่อยก็แล้วกัน” เทียนอี้พูดกับลี่ซาน “นายน้อยวางใจได้เลยข้าจะพาท่านไปถึงที่หมายอย่างรวดเร็วและปลอดภัยแน่นอน” ลี่ซานตอบกลับอย่างมั่นใจ ตอนนี้มันคือเจ้าแห่งเวหาในโลกใบนี้อย่างแท้จริง จะมีใครเล่าบนโลกที่บินบนท้องฟ้าได้รวดเร็วเทียบเท่ามันได้อีก
    เทียนอี้พยักหน้าน้อยๆก่อนจะพาลี่ซาน และซุยหงออกจามิติอนันต์ไป ทิ้งให้เหม่ยลี่และเทียนกั่วน้อยเล่นกันอยู่ในความดูแลของลี่หยิน
    “เอาล่ะให้ข้าดูพลังของเจ้าที่ได้รับมาหน่อยก็แล้วกัน” เทียนอี้ที่ยืนอยู่บนหลังของลี่ซานพูดออกมาโดยมีซุยหงยืนอยู่ข้างๆ “ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องประทับใจอย่างแน่นอน” ลี่ซานกล่าวออกมาอย่างมั่นใจก่อนที่มันจะสร้างสนามพลังไร้รูปร่างขึ้นมาปกป้องร่างกายของเทียนอี้และซุยหงเอาไว้ แล้วกางปีกทั้งสองข้างออก
    ขนปีกสีส้มแดงเมื่อต้องแสงก็ส่องประกายงดงามออกมา เมื่อมองดูขนสีส้มแดงบนปีกและลำตัวที่ตัดกับขนบนแผงคอสีน้ำเงินเข้มนั้นแล้วช่างดูสวยงามเกินบรรยาย สมแล้วกับที่ได้ชื้อว่าวิหคสวรรค์ในตำนาน ~[พรึบ!]~ เพียงการกระพือปีกเบาๆเพียงครั้งเดียวก็ส่งร่างของวิหคสวรรค์ตัวใหญ่โตขึ้นสู่ท้องฟ้าได้สูงนับร้อยเมตร
    ทิ้งไว้เพียงประกายสีรุ่งจางๆที่ยังคงปริวไปมาอยู่ในอากาศด้านหลังที่ว่าเปล่า ก่อนที่ประกายเหล่านั้นจะค่อยๆจางหายไปในที่สุด เทียนอี้และซุยหงตกใจๆไม่น้อย ไม่น่าเชื่อว่าเพียงการกระพือปีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เพียงพริบตาเดียวพวกตนก็จะอยู่บนท้องฟ้าสูงนับร้อยเมตรได้แล้ว ช่างเป็นความเร็วที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
    ด้วยความเร็วระดับนี้หากไม่มีสนามพลังไร้รูปร่างของลี่ซานช่วยปกป้องร่างกายเอาไว้เมื่อสักครู่เกรงว่าพวกเขาทั้งสองคนถ้าไม่เสียหลักจนตกลงไปบาดเจ็บ ก็คงถูกแรงลมปะทะจนร่างต้องติดอยู่บนหลังของลี่ซานเป็นแน่ “เป็นเช่นไรบางนายน้อย” ลี่ซานถามเทียนอี้ด้วยความภูมิใจ “สมแล้วที่เป็นสายเลือดวิหคสวรรค์ในตำนานไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ” เทียนอี้พยักหน้าอย่างพึงพอใจออกมา
    “นั้นเพียงเริ่มต้นเท่านั้นของจริงอยู่ต่อจากนี้ต่างหาก” สิ้นเสียงของลี่ซานมันก็ได้เริ่มที่จะกระพือปีกครั้ง ~[วึด..ปัง]~ เสียงพุ่งทะยานแหวกผ่านอากาศตัดผ่านสายลมของวิหคสวรรค์ ก่อนที่จะตามมาด้วยเสียงดังปังสนั่นหวั่นไหว เสียนนี้คือเสียงของอากาศที่แตกออกจากกันเป็นเสี่ยงๆ เห็นได้ชัดเลยว่าตอนนี้ลี่ซานสามารถทำความเร็วเหนือเสียงได้อย่างง่ายดายแล้ว
    เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นร่างของวิหคสวรรค์เมื่อสักครู่ก็บินทะยานหายขึ้นไปบนท้องฟ้ามุ่งไปทางทิศเหนืออย่างรวดเร็ว บนท้องฟ้าสูงไปหลายร้อยเมตรเห็นเพียงร่างของวิหคสวรรค์ตนหนึ่งพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงเงาและประกายแสงระยิบระยับไว้เบื้องหลังตลอดเส้นทาง ทั้งที่ดินด้วยความเร็วมากขนาดนี้แต่ร่างของเทียนอี้และซุยหง ก็ยังยืนอยู่บนหลังของวิหคสวรรค์อย่างมั่นคง
    “ ฮ่าๆๆ ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงความเร็วระดับนี้เพียงไม่นานพวกเราต้องไปถึงทวีปเหนืออย่างแน่นอน” เทียนอี้หังเราะออกมาเสียงดังลั่น....


    error loaded

    คล้ายกับเรื่องเซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน