ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 76 สัญญาเลือด

    บทที่ 76สัญญาเลือด

    “ฉันจะไม่มีวันกลับไปยัง...ที่ที่เป็นของเธอ”

     

            

            มาสิ เรด...เอาชนะไวโอเลตให้ได้แล้วขึ้นมายืนอยู่บนตำแหน่งสูงสุดของห้านักรบอเวจีมายืนอยู่ข้างฉันสิ...

             

            

            ตู้ม!

            

            เสียงระเบิดที่ดังอยู่รอบตัวดึงสติเด็กหนุ่มให้กลับมาสนใจการต่อสู้อีกครั้งแต่นัยน์ตาสีแดงข้างที่ถูกปิดผนึกนั่นมันกำลังปวดแสบปวดร้อนดึงเขาให้หลุดเข้าไปอยู่ระหว่างห้วงความทรงจำกับภาพของการต่อสู้ตรงหน้าจนแยกไม่ออกว่าสิ่งไหนคือความจริงสิ่งไหนคืออดีตอันแสนเลือนรางถ้าไม่ได้เสียงระเบิดและความเจ็บปวดที่แล่นวาบไปทั่วร่างช่วยย้ำเตือนสติเอาไว้

            

            เรดสะบัดดาบทิ้งฝ่ามือสองข้างกุมนัยน์ตาต้องสาปแน่น มันร้อนผ่าวราวกับจะหลอมนัยน์ตาเขาให้ละลายอาการของเขาว่าแย่แล้วแต่ผู้พิทักษ์ตรงหน้าเขาแย่กว่าเพราะหมอนั่นต้องทุกข์ทรมานเพราะนัยน์ตาต้องสาปทั้งสองข้าง

            

            “นี่มัน--เรื่องบ้าอะไรกัน!”

            

            เด็กหนุ่มสบถร้องทุรนทุรายจากผลกระทบของคำสาปที่เมตาเรียร่ายไว้ มันทรมานเขายิ่งกว่าครั้งไหนๆ นัยน์ตาทั้งสองข้างของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันมีหยดเลือดไหลซึมออกมาจากนัยน์ตาแทนที่จะเป็นน้ำตารอยเลือดนั้นไหลลากเป็นทางยาวไปทั่วแก้มทั้งสองข้างฉุดเครื่องหน้าคมเข้มของเด็กหนุ่มให้ดูน่ากลัวขึ้นมาทันตา

            

            “หยุด--หยุดนะ! หยุด!”

            

            มาโมรุตะโกนใส่ร่างของตัวเองมือสองข้างกุมขมับแน่น เด็กหนุ่มทรุดนั่งลงกับพื้นอย่างทรมานตอนนี้เขามองไม่เห็นอะไรตรงหน้านอกเสียจากอดีตที่เคยเกิดขึ้นกับใครบางคนและตัวเขาเอง

             

            

            ‘อาล่า ฉันจะต้องไปแล้ว ขอร้องล่ะ ให้ฉันไปเถอะ’

            

            ‘แต่เดียร์ ถ้าเธอไปล่ะก็ ลูฟต์จะต้องทรมานมากแน่’

            

            ‘ฉันรู้ แต่ถ้าฉันไม่ไปจากที่นี่ เธอคนนั้นจะต้องมาพาตัวฉันไปแน่ๆแล้วถ้าตอนนั้นลูฟต์อยู่ด้วยกันกับฉัน หรือแม้แต่เธอเองล่ะเมตาเรียจะต้องไม่ปล่อยเอาไว้แน่ๆ เพราะงั้น ขอร้องล่ะนะให้คนที่สูญเสียไปมีแค่ฉันก็พอแล้ว’

            

            ‘ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้!ทำไมคนที่ถูกเลือกถึงกลายเป็นเดียร์ไปได้ล่ะ!?’

            

            ‘ดีแล้วล่ะที่เป็นฉัน’

            

            มือเล็กๆยื่นมากุมมืออีกคู่ประสานหน้าผากของทั้งสองแนบชิดติดกัน

            

            ‘ดีแล้วที่เป็นฉันไม่ใช่ลูฟต์ ขอร้องล่ะนะ ถ้าฉันไปแล้วอาล่าช่วยอยู่เคียงข้างเขาแทนฉันที’

            

            ‘ฉัน...’

            

            ‘ฉันขอร้องล่ะ แล้วชั่วชีวิตนี้จะไม่ขออะไรอีกเลยมีเพียงเขาเท่านั้นที่ฉันไม่อาจปล่อยให้ตกลงสู่ความมืดได้’

            

            ‘เดียร์... ฉันขอโทษ’

            

            ‘นี่ไม่ใช่ความผิดของเธอเลย อาล่า...’

            

            ‘ฉันให้นี่ เดียร์เก็บมันเอาไว้นะ’

            

            ‘สร้อยคอนี่ของลูฟต์...? มันเป็นของสำคัญของเธอนะ อาล่า!’

            

            ‘เดียร์เองก็สำคัญกับฉัน และสำหรับลูฟต์ เธอคือคนสำคัญของเขาเช่นกันเพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะทรมานสักแค่ไหน อย่าให้ความมืดทำลายเธอได้เลยนะอย่าให้แสงสว่างในใจของเดียร์ จางหายไปเลยนะ ฉันขอภาวนา...’

            

            ‘ฉันสาบาน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวฉันต่อจากนี้ ฉันจะไม่ทรยศเอิร์ธซันเพราะฉะนั้น ช่วยดูแลเขาแทนฉันที...’

             

            

            นัยน์ตาของมาโมรุเบิกโพลงกว้าง ใบหน้าของเด็กสาวคนหนึ่งลอยเข้ามาในหัว

             

            

            ‘ทำไมสร้อยที่ฉันให้ถึงไปอยู่กับเดียร์ในวันนั้นได้ล่ะอาล่า?’

                 

            เด็กหนุ่มถาม แต่เด็กสาวเลือกที่จะปิดปากเงียบ


            ‘เธอมีเรื่องปิดบังฉันใช่ไหม?’

             

            

            ใบหน้าของเธอนั้นช่างเลือนรางเหลือเกิน...

             

            

            ‘เราไม่รู้ว่านัยน์ตานั่นทำอะไรได้บ้าง’ ราชาแห่งเอิร์ธซันกล่าว ‘อยู่ใกล้ลูฟว์เข้าไว้ ถ้ามีเรื่องอะไรผิดปกติล่ะก็ให้รีบรายงานฉันทันที’

            

            ‘เข้าใจแล้วค่ะ’

             

            

            ภาพในอดีตเปลี่ยนไปอีกครั้งคราวนี้มันแจ่มชัดมากขึ้น และใบหน้าของเด็กสาวที่เขามองเห็นได้เพียงเลือนรางคนนั้นก็เริ่มมีรูปร่างชัดเจนขึ้นมา

             

           

            ‘ท่านลุง เรื่องงานสืบรัชทายาทของลูฟว์’ เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลใจ ‘ท่านพ่อบอกว่าพวกเอิร์ธสตาร์กับเอิร์ธมูนจะมาด้วย’

            

            ‘พวกนั้นคิดจะกำจัดเจ้าหญิงรัชทายาทที่นี่’ ราชาแห่งเอิร์ธซันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบลึกที่คาดเดาอารมณ์ได้ยาก

            

            ‘หมายความว่าลูฟว์จะต้อง--’

            

            ‘มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้’ ชายหนุ่มว่า

            

            ‘หนูขอขัดคำสั่ง!หนูทำตามความต้องการนั้นไม่ได้! จะต้องให้ลูฟว์ถูกความมืดกัดกินอีกมากมายแค่ไหนกว่าที่เขาจะมีความสุขได้’

            

            ‘อาล่า’ คนตรงหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบลึกที่ทำให้เด็กสาวหวาดกลัวจนตัวสั่นสายตาของคนสูงวัยกว่ามองมาที่เธอนั้นมันเป็นสายตาที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิตนี้

            

            ‘อย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ ฉันขอเตือน...’

             

            


            ใบหน้าของเด็กสาวอยู่ใกล้ชิดกับใบหน้าเขามากกว่าทุกครั้งเขาสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ร้อนผ่าวกับร่างเล็กๆที่สั่นสะท้านของเธอตอนที่พยายามขยับเข้ามาใกล้มาโมรุรู้สึกว่าตัวเองยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อทั้งที่เหตุการณ์นั้นผ่านมาได้นานมากแล้ว

             

            ‘สุขสันต์วันเกิดครบรอบสิบแปดปีนะลูฟว์ ฉันขอให้ลูฟว์เจอแต่สิ่งดีๆนะ’

     

            




            ความทรงจำในตอนนั้นผ่านพ้นไปก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงตะโกนดังอื้ออึงอยู่ในหู เด็กหนุ่มมองเห็นภาพตรงหน้าไม่ชัดมันสับสนไปหมด มีผู้คนมากมายวิ่งวนอยู่รอบตัวเขา เขามองไม่เห็นใครที่เขารู้จักเลยนอกจากเด็กสาวแปลกหน้าที่เขาเพิ่งพบในวันนี้เองร่างของเธอลอยอยู่ตรงหน้าเขา นัยน์ตาของเธอพริ้มหลับ-- ไม่สิ! เธอหมดสติไปเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอรู้แต่เพียงว่าตอนนี้เสียงระเบิดดังขึ้นไปทั่วลานกว้างมีใครบางคนกำลังใช้เวทมนตร์อะไรบางอย่างทำร้ายผู้คนรอบข้างเพื่อปกป้องเด็กสาวคนนั้นมันเป็นเวทมนตร์ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ชั่ววูบหนึ่งที่เขาเองรู้สึกตัว แต่แล้วก็เหมือนมีอะไรบางอย่างดึงสติเขาไปเหมือนเขากำลังตกอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นครั้งแรกเขาเห็นเด็กสาวแปลกหน้าคนนั้นลอยอยู่ตรงหน้าครั้งต่อมาเขากำลังยืนอยู่หน้าเธอ แล้วอีกครั้ง--ในครั้งสุดท้ายที่เขาจำได้นั้นเอง ใบหน้าของเด็กสาวคนนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยร่างของผู้หญิงอีกคนที่เขารู้จักเธอมานานเท่ากับช่วงชีวิตของเขาเธอคนนั้นยืนอยู่ตรงหน้า ยิ้มให้เขา มีหยดเลือดไหลซึมออกมาอยู่ตรงมุมปากแล้วไม่กี่วินาทีต่อจากนั้น ร่างของเธอก็ล้มลง... ไร้สิ้นลมหายใจ



            “มิกิ”มาโมรุพึมพำ นัยน์ตาเบิกโพลงกว้าง “มิกิ... มิกิ! ไม่!!”

            

            อากาศรอบข้างสั่นสะเทือนดวงไฟสีส้มแสบตานับร้อยดวงผุดขึ้นมาจากอากาศที่ว่างเปล่าพวกมันวิ่งไปพล่านไปมาในอากาศ บ้างก็พุ่งเข้าปะทะกันส่งเสียงดังสนั่น ขณะที่คนสร้างนั่งอยู่ตรงใจกลางที่ล้อมรอบด้วยดวงไฟส่งเสียงร้องทุรนทุรายอย่างทรมาน

            

            เรดพุ่งฝ่าดวงไฟนับร้อยนับพันเข้าหามาโมรุ

            

            “เลิกแหกปากซะทีไอ้เด็กบ้า!แค่นี้น่ะมันชดเชยกับสิ่งที่ยัยนั่นทำเพื่อนายไม่ได้หรอก!”

            

            เรดตวัดมือใส่มาโมรุแต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเองที่ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันจับความเคลื่อนไหวได้ทันฝ่ามือแข็งแกร่งคู่นั้นบีบข้อมือของเรดแน่นนัยน์ตาสีแดงสดทั้งสองข้างจ้องมองเด็กหนุ่มที่ได้แต่ตื่นตะลึงด้วยสายตาอาฆาต

            

            “นาย...รู้เรื่องนี้อยู่แล้วสินะ”

            

            เรดไม่ตอบคำถามอะไรเขาเด็กหนุ่มได้แต่สร้างวงล้อมไฟขึ้นรอบตัว มาโมรุเม้มริมฝีปากแน่นเขาเคยสู้กับเรดมาก่อนจึงรู้...ภายใต้ท่าทีที่เฉยชาของคนตรงหน้าเขามีความปรารถนาอันแรงกล้าซ่อนอยู่ความคิดที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างตรงหน้าให้กลายเป็นจุล

            

            ร่างของนักรบอเวจีหนุ่มในชุดขาวพุ่งตรงเข้าใส่เขาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวมาโมรุกระโดดหลบ เฉียดลูกไฟอุณหภูมิหลายร้อนองศาไปแบบเฉียดฉิวแต่เรดไม่ปล่อยให้เขาได้ตั้งหลักทันลูกไฟดวงเล็กเท่าเข็มก็พุ่งเข้าใส่เขาราวกับห่ากระสุน  พวกมันส่องแสงสีแดงสว่างจ้าบางลูกที่พุ่งเข้ากระทบกันเกิดเสียงดังเปรี๊ยะก่อนที่ลูกไฟพวกนั้นจะแตกตัวเป็นเศษเสี้ยวของความร้อนที่มีความเร็วเพิ่มขึ้นหลายเท่า

            

            พื้นดินที่เด็กหนุ่มยืนอยู่สั่นไหวเพราะแรงปะทะของลูกไฟที่พุ่งเข้าใส่แม้จะไม่โดนจุดสำคัญของร่างกายแต่ก็เล่นงานเขาได้ไม่ใช่น้อยสภาพชายเสื้อคลุมที่ขาดวิ่นและรอยแผลไฟไหม้ตามแขนและขาบ่งบอกว่าการโจมตีของเรดแม้จะไม่ประสบผลสำเร็จในการทำให้เขาถึงแก่ชีวิตแต่มันก็สร้างความเสียหายให้เขาได้มากโข

            

            นักรบอเวจีหนุ่มพุ่งตัวเข้าหาเขาอีกครั้งก่อนจะเงื้อหมัดขึ้นลูกไฟดวงใหญ่สว่างวาบขึ้นรอบข้อมือก่อนที่มันจะพุ่งเข้าใส่ใบหน้าเขา

            

            เปรี้ยง!

            

            ร่างของมาโมรุเซถลาไปไกลเพราะรับแรงกระแทกจากหมัดลุ่นๆของเรดเข้าไปเต็มๆข่ายเวทของเรดใต้ฝ่าเท้าทำให้เขาใช้พลังได้ไม่สะดวกแต่ถึงจะไม่มีของพรรค์นี้เขาก็ไม่รู้เลยว่าจะผ่านคนตรงหน้านี่ไปได้อย่างไร

            

            แข็งแกร่ง...

            

            “นายรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว”มาโมรุพูดเสียงเดือด “นายรู้ดีอยู่แล้วแต่ก็ยังพาเธอไป!”

            

            เรดไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย

            

            วงแหวนไฟที่ล้อมรอบตัวเขาไว้เป็นวงกลมโหมกระหน่ำแสงจากเปลวไฟกระทบนัยน์ตาข้างที่เป็นสีเหลืองทองของเรดจนกลายเป็นสีแดงฉานส่วนนัยน์ตาอีกข้างภายใต้ผ้าคลุมสีดำสนิทนั่นก็กำลังกรีดร้องท่ามกลางหยาดน้ำตาสีเลือดที่ไหลซึมออกจากขอบตา

            

            “รู้แล้วจะทำไมล่ะ?”เด็กหนุ่มถามกลับ

            

            ฝ่ามือหยาบของนักรบอเวจีหนุ่มกระชากคอเสื้อของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันขึ้นมาก่อนจะยกร่างนั้นให้สูงขึ้นจากพื้น  มาโมรุหายใจติดขัดไม่คิดมาก่อนเลยว่าเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งอย่างเรดจะมีเรี่ยวแรงมหาศาลถึงขนาดยกเขาขึ้นด้วยมือเดียวได้แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับนัยน์ตาสีเหลืองทองที่ส่อแววตามุ่งร้ายมาที่เขาอยู่ในตอนนี้มันบ่งบอกชัดว่าต้องการฆ่าเขาอย่างไม่ปราณี

            

            “มิกิบอกว่านายจะชนะฉัน”

            

            ร่างของมาโมรุลอยหวือออกจากวงล้อมไฟไปกระทบฝาผนังห้องฝั่งตรงข้ามไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นเรดก็พุ่งเข้าหาเขาพร้อมกับยื่นฝ่ามือที่ไฟลุกท่วมเข้ามาใกล้มาโมรุเอนตัวหลบ แต่คนตรงหน้าเขาไวกว่า แม้หมัดไฟจะทำอะไรไม่ได้แต่ลูกเตะจากร่างที่หมุนตัวเตะเข้าใส่มันก็ทำให้เขากระเด็นไปไกลได้อีกหลายเมตร

            

            “ฉันจะกลับไปบอกยัยนั่นให้ละกันว่าเลิกเป็นห่วงเป็นใยนายได้สักทีเพราะต่อจากนี้ไปจะไม่มีนายอยู่บนโลกใบนั้นอีกต่อไปแล้ว”

            

            ปีกเพลิงที่เด็กหนุ่มเคยใช้กับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนงอกขึ้นมากลางหลังอีกครั้งก่อนที่มันจะแผ่สยายกว้างแล้วดวงไฟรูปขนนกก็พุ่งเข้าใส่ร่างที่ล้มกองอยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

            

            ตู้ม! ตู้ม!  ตู้ม!

            

            แรงปะทะระหว่างลูกไฟกับอะไรสักอย่างดังลั่นไปทั่วปราสาทจนอากาศโดยรอบสั่นสะเทือนเรดสลัดปีกที่กลางหลังของเขาทิ้งก่อนจะมองดูร่างที่ลุกขึ้นมาจากภายในม่านพลังแสงสีเหลืองทองที่ใช้ป้องกันตัวเอง

            

            “ขอบคุณที่เป็นห่วงแต่ฉันว่านายเป็นห่วงตัวเองจะดีกว่า” มาโมรุว่า เช็ดเลือดที่มุมปากออกอย่างไม่แยแส“เรื่องของฉันกับยัยนั่นฉันจะเป็นคนพูดเอง!”

            

            แล้วผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันก็เดินออกมาจากม่านพลังแสงขณะที่รอบตัวเขาเต็มไปด้วยแผ่นลำแสงรูปทรงประหลาดผุดขึ้นรายล้อมอยู่รอบตัว

            

            นัยน์ตาสีเลือดของเด็กหนุ่มเรืองแสงโรจน์ขณะที่สบตากับเรด

            

            “ฉันเบื่อที่จะถูกคนอื่นใช้งานมามากพอทนแล้วคราวนี้ขอทำอะไรตามใจบ้างเถอะ!”

            

            ม่านพลังของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันหายวับไปก่อนจะถูกแทนที่ด้วยวงแหวนเวทขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นรอบตัว

            

            หนึ่ง...สอง... สาม... สี่... ห้า...

            

            เรดกระตุกรอยยิ้มเหี้ยมเหมือนเบญจดาราที่ออเร้นจ์เคยใช้ไม่มีผิด!

            

            แล้ววงแหวนเวทนั่นก็พุ่งเข้าหาเขาเรดหมุนตัวหลบแต่พวกมันยังคงไล่วนรอบตัวเขาก่อนจะกระจัดกระจายไปทุกทิศทุกทางเหมือนกำลังสร้างรูปแบบนักรบอเวจีหนุ่มดีดนิ้ว วงแหวนเวทอันที่อยู่ใกล้ตัวเขามากที่สุดไฟลุกท่วมก่อนที่เขาจะจัดการกับสี่อันที่เหลือด้วยวิธีเดียวกัน

            

            วิ้ง...

            

            ปลายเท้าของเรดส่องแสงสว่างจ้าก่อนที่จะรู้ว่าตัวเองเสียท่าผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันเข้าให้อย่างจังเบญจดาราที่หมอนั่นใช้เป็นแค่ตัวล่อเพื่อถ่วงเวลาให้ตัวเองสร้างวงแหวนเวทอันใหม่เสร็จ

            

            ไม่ทันการ!

            

            ลำแสงสีเหลืองทองส่องออกมาจากเส้นสายทุกเส้นของวงแหวนก่อนที่ร่างของเรดซึ่งอยู่ใจกลางวงแหวนเวทจะกระตุกเฮือกและลอยขึ้นสูงอากาศรอบตัวเขาเสียดสีกันลั่นก่อนพื้นที่ทุกตารางนิ้วในอากาศจะระเบิดขึ้นต่อๆกันเป็นลูกโซ่

            

            รุนแรงซะยิ่งกว่าเบญจดาราที่ออเร้นจ์เคยใช้ซะอีก!

            

            ร่างในชุดขาวเปื้อนเลือดยืนโซเซอยู่บนพื้นที่แตกเป็นหลุมของตัวปราสาทฝ่ามือข้างหนึ่งของเด็กหนุ่มเช็ดเลือดริมฝีปากออกขณะที่นัยน์ตาข้างเดียวที่ยังคงใช้การได้กำลังจับจ้องดูร่างที่กระอักเลือดอยู่ตรงหน้า

            

            “ฝืนเกินไปล่ะสินะ”

            

            เรดพึมพำถึงเขาจะได้รับบาดเจ็บจากเวทที่ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันใช้แต่ดูเหมือนคนที่ได้รับอานิสงค์ของมันมากกว่าจะเป็นตัวผู้สร้างซะเอง

            

            น่าเศร้า...ถ้าหมอนี่โตกว่านี้อีกนิดล่ะก็ คนที่แพ้อาจจะเป็นเขาเองก็ได้

            

            “อยากเอาชนะฉันถึงขนาดนั้นเลยหรือไง?”

            

            เรดยืดตัวขึ้นเต็มความสูงซ่อนความเจ็บปวดที่แล่นพ่านไปทั่วร่างไว้ภายใต้ใบหน้าที่เฉยชาก่อนที่ร่างสูงจะค่อยๆเดินตรงเข้าไปหาร่างของเด็กหนุ่มที่นอนคดคู้อยู่ที่พื้นตรงหน้าเขา

            

            “ฉัน...ต...ต้องกลับ... ไปหา... ”

            

            มาโมรุฝืนพูดก่อนจะพยายามดันตัวเองขึ้นมาจากพื้นเด็กหนุ่มเค้นพลังเฮือกสุดท้ายใส่ปลายนิ้วที่ยื่นตรงไปหาร่างที่กำลังเดินตรงมาที่เขาดวงไฟสีส้มสว่างจ้าขึ้นที่ปลายนิ้วก่อนที่พวกมันจะมอดดับไปกลายเป็นเพียงควันสีขาวขุ่นม้วนตัวขึ้นสู่อากาศช้าๆพร้อมกับสติของเขาที่เริ่มจะเลือนรางลงไปทุกที

            

            แม้แต่หน้าของคนที่เดินเข้ามาใกล้ในตอนนี้ก็มองเห็นไม่ชัด

            

            “ฉันคงให้นายไปต่อไม่ได้หรอก”เรดว่า สะบัดมือข้างหนึ่งไปข้างตัวก่อนที่ปลายดาบสีเงินยวงจะผุดขึ้นมากลางอากาศก่อตัวเป็นรูปร่างของดาบเล่มใหญ่ในมือของเขา

            

            “หนทางต่อจากนี้ไปไม่ใช่สิ่งที่นายควรจะรับรู้เลยสักนิด”

            

            ฉึก!

            

            ปลายดาบแทงเข้ากลางร่างที่ล้มลงไปนอนกองอยู่กับพื้นหยาดเลือดอุ่นๆพุ่งออกมาจากริมฝีปากก่อนจะไหลเปื้อนไปทั่วคางนัยน์ตาสีแดงสดของเด็กหนุ่มเลืองพร่ามองเห็นเพียงใบหน้าของเรดที่ส่งยิ้มให้เขาเพียงเลือนรางก่อนที่ภาพทั้งหมดจะปิดตัวลง

            

            พี่....

            

            ...

            

            ...

            

            ผมยังไม่อยากตาย

            

            กลับไป...อยากกลับไป....

             

             

            


            มาสิ เรด... เอาชนะไวโอเลตให้ได้แล้วขึ้นมายืนอยู่บนตำแหน่งสูงสุดของห้านักรบอเวจีมายืนอยู่ข้างฉันสิ...

             

            




            “ไปอีกคนแล้วเหรอ?”

            

            เสียงของกรีนดังขึ้นตรงกรอบประตูก่อนที่เด็กหนุ่มจะย่างเท้าเข้ามาในห้องที่มอดไหม้เป็นตอตะโกด้วยฝีมือของคนตรงหน้าที่กำลังฉีกชายผ้าคลุมของตัวเองเอามาทำเป็นผ้าพันแผลอยู่

            

            “ไม่ได้เห็นมานานแล้วนะออราเคิลวิงส์ของนาย”กรีนหมายถึงปีกเพลิงสีขาวเล็กๆที่กำลังลุกโชติช่วงอยู่เหนือหัวเรดเด็กหนุ่มมักจะใช้มันในการสมานแผลหลังการต่อสู้ นั่นเป็นความสามารถพิเศษของเรด

            

            “ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันทำนายบาดเจ็บถึงขนาดต้องใช้มันเลยรึไง?”

            

            กรีนถามขณะที่เรดใช้ปากกัดชายผ้าข้างหนึ่งให้มัดแน่นกับแขนของตัวเองอยู่

            

            “เปล่าหรอกก่อนหน้านั้นเจอผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนมา”

            

            “หมอนั่นอีกแล้วป่วนไม่เลิก”

            

            กรีนบ่นมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่าข้างตัวที่เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ร่างของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันยังอยู่ก่อนที่จะหายวับไปราวกับเถ้าถ่าน

            

            “พิงค์กับแบล็ค?”

            

            “ไปแล้วทั้งคู่”กรีนบอก “ม่านพลังของยัยนั่นไม่อยู่แล้ว คิดว่าเวทมนตร์ที่ไวโอเลตร่ายทิ้งไว้คงทำงานไปแล้วล่ะ”

            

            “เวทมนตร์?”เรดพึมพำ “หมายถึงเทเลพอร์ตของไวโอเลตน่ะเหรอ”

            

            “เปล่าคิดว่าน่าจะเป็นผนึกน่ะ” กรีนว่า“ก่อนหน้านี้ไวโอเลตเคยให้ของแปลกๆกับพิงค์หรือเปล่าล่ะ?”

            

            คำถามของกรีนนั้นทำให้เรดนึกถึงกลีบดอกไอริสที่ไวโอเลตเคยให้เขาเอาไปให้พิงค์และเมื่อสังเกตได้ว่าเด็กหนุ่มเงียบไปกรีนคงรู้แล้วล่ะว่าเรดกำลังนึกถึงบางอย่างอยู่

            

            “คงจะเป็นเวทปิดผนึกที่ขอให้ออเร้นจ์ใช้ความสามารถพิเศษช่วยสร้างนายเองก็รู้ว่าข้อเสียเดียวของพิงค์คือเป็นพวกทำอะไรไม่นึกถึงตัวเองเพราะงั้นคงเป็นไปได้มากที่จะทุ่มสุดตัวกับศึกนี้จนตัวตาย”

             

            

            ‘ถ้าจัดการทุกอย่างได้แล้ว ฉันก็ต้องหายไปจากที่นี่แล้วสิก็ฉันไม่ใช่คนของที่นี่นี่นา’

             

            

            เรดคุ้นๆว่าพิงค์เคยพูดเรื่องทำนองนี้กับเขาเมื่อไม่นานมานี้

            

            กรีนถอนหายใจ

            

            “เพราะงั้นแหละไวโอเลตถึงต้องป้องกันไว้ไม่ให้ยัยนั่นทำอะไรเกินตัวมากเกินไปพวกเราน่ะรู้ดีนี่นาว่ายัยนั่นแข็งแกร่งแค่ไหน”

            

            “นั่นสินะ...”

            

            เรดพึมพำอย่างเงียบเชียบความคิดที่ว่าผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์สามารถเอาชนะพิงค์ได้นั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจอีกต่อไปถ้าไวโอเลตใช้พลังของออเร้นจ์ปิดกั้นพลังของพิงค์ก็เป็นไปได้มากว่าพิงค์ไม่ได้สู้อย่างเต็มที่

            

            ดีแล้วล่ะ...

            

            “แต่ฉันไม่แน่ใจว่าแบล็คมันจะรู้หรือเปล่าเรื่องผนึกของออเร้นจ์เห็นมันเลือกที่จะซ่อนตัวอยู่บนปราสาทใกล้ข่ายเวทของพิงค์แทนที่จะออกไปสู้ข้างนอกฉันเลยสังหรณ์ใจว่ามันจะไม่รู้เรื่องนี้เพราะคนอย่างมันไม่น่าเลือกสถานที่ต่อสู้ที่ตัวเองเสียเปรียบแบบนั้นได้”

            

            “ไม่หรอก...นั่นล่ะแบล็ค” เรดว่า “หมอนั่นไม่เคยปล่อยให้พิงค์อยู่นอกสายตาหรอก”

            

            “ฉันล่ะปวดหัวกับพวกมันจริงๆ”

            

            กรีนบ่น

            

            “แล้วนี่ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์หายไปไหน?”เรดถาม

            

            “ไม่รู้”กรีนส่ายหน้า “นึกว่ามันจะขึ้นมาช่วยเพื่อนที่นี่ ฉันก็เลยกะว่าจะมาสมทบกับนาย”

            

            นักรบอเวจีจากเอิร์ธวู้ดอธิบายก่อนจะหันไปมองตามเพื่อนร่วมทีมที่เดินไปยังรูโหว่ข้างผนังที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหน้าต่างบานใหญ่ก่อนที่มันจะถูกทำลายลานกว้างหน้าปราสาทอยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากตรงนั้นนักมองเห็นแสงสว่างจากวงแหวนเวทสีน้ำเงินขนาดยักษ์อยู่ที่นั่น

            

            “ไวโอเลตคงเริ่มแล้วสินะ”เรดเอ่ย

            

            “ฉันน่ะไม่อยากให้เวลานี้มาถึงเลย”กรีนพึมพำ เดินออกไปยืนอยู่ข้างเรดก่อนจะยื่นฝ่ามือลงไปที่พื้น “แต่ก็ดีเหมือนกัน หน้าที่ของพวกเราจะได้สิ้นสุดลงสักที”

            

            รอบตัวปราสาทสั่นไหวอีกครั้งก่อนที่พื้นดินด้านข้างปราสาทจะแยกตัวออกเถาวัลย์เส้นยักษ์ผุดขึ้นมาจากพื้นเลื้อยขึ้นมายังที่ที่กรีนยืนอยู่ นักรบอเวจีหนุ่มกระโดดออกจากห้องลงไปยืนอยู่บนเถาวัลย์ก่อนจะหันมาหาเรดที่ยังคงยืนอยู่ในห้อง

            

            “นายจะไปด้วยกันรึเปล่า?”

            

            “ฉันไม่ไหวแล้วล่ะ”เรดบอก โบกมือไล่กรีนที่ขมวดคิ้วมองหน้าเขาอย่างไม่เชื่อในเหตุผลนั้น

            

            “ฉันไม่อยากเห็นหน้ายัยนั่น”

            

            “ฉันเองก็ไม่อยากเห็นเหมือนกัน”กรีนว่า “แต่จะปล่อยให้ไวโอเลตรับมือกับยัยนั่นคนเดียวก็ลำบาก-- ไปล่ะ”

            

            แล้วเถาวัลย์ก็ขยับตัวออกจากปราสาทพวกมันเลื้อยไปตามพื้นดินที่แตกระแหงราวกับงูยักษ์ มีกรีนยืนอยู่บนยอดเถาวัลย์มองดูลานกว้างตรงหน้าด้วยแววตาปวดร้าวขณะที่เรดยืนมองส่งเขาจากบนปราสาทก่อนที่เด็กหนุ่มจะหมุนตัวกลับ  หายวับไปกับเถ้าธุลีที่ปลิวว่อน

             

            ขอโทษนะ..เมตาเรีย แต่ฉันจะไม่มีวันกลับไปยังที่ที่เป็นของเธอหรอก...

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน