“ฉันจะไม่มีวันกลับไปยัง...ที่ที่เป็นของเธอ”
มาสิ เรด...เอาชนะไวโอเลตให้ได้แล้วขึ้นมายืนอยู่บนตำแหน่งสูงสุดของห้านักรบอเวจีมายืนอยู่ข้างฉันสิ...
ตู้ม!
เสียงระเบิดที่ดังอยู่รอบตัวดึงสติเด็กหนุ่มให้กลับมาสนใจการต่อสู้อีกครั้งแต่นัยน์ตาสีแดงข้างที่ถูกปิดผนึกนั่นมันกำลังปวดแสบปวดร้อนดึงเขาให้หลุดเข้าไปอยู่ระหว่างห้วงความทรงจำกับภาพของการต่อสู้ตรงหน้าจนแยกไม่ออกว่าสิ่งไหนคือความจริงสิ่งไหนคืออดีตอันแสนเลือนรางถ้าไม่ได้เสียงระเบิดและความเจ็บปวดที่แล่นวาบไปทั่วร่างช่วยย้ำเตือนสติเอาไว้
เรดสะบัดดาบทิ้งฝ่ามือสองข้างกุมนัยน์ตาต้องสาปแน่น มันร้อนผ่าวราวกับจะหลอมนัยน์ตาเขาให้ละลายอาการของเขาว่าแย่แล้วแต่ผู้พิทักษ์ตรงหน้าเขาแย่กว่าเพราะหมอนั่นต้องทุกข์ทรมานเพราะนัยน์ตาต้องสาปทั้งสองข้าง
“นี่มัน--เรื่องบ้าอะไรกัน!”
เด็กหนุ่มสบถร้องทุรนทุรายจากผลกระทบของคำสาปที่เมตาเรียร่ายไว้ มันทรมานเขายิ่งกว่าครั้งไหนๆ นัยน์ตาทั้งสองข้างของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันมีหยดเลือดไหลซึมออกมาจากนัยน์ตาแทนที่จะเป็นน้ำตารอยเลือดนั้นไหลลากเป็นทางยาวไปทั่วแก้มทั้งสองข้างฉุดเครื่องหน้าคมเข้มของเด็กหนุ่มให้ดูน่ากลัวขึ้นมาทันตา
“หยุด--หยุดนะ! หยุด!”
มาโมรุตะโกนใส่ร่างของตัวเองมือสองข้างกุมขมับแน่น เด็กหนุ่มทรุดนั่งลงกับพื้นอย่างทรมานตอนนี้เขามองไม่เห็นอะไรตรงหน้านอกเสียจากอดีตที่เคยเกิดขึ้นกับใครบางคนและตัวเขาเอง
‘อาล่า ฉันจะต้องไปแล้ว ขอร้องล่ะ ให้ฉันไปเถอะ’
‘แต่เดียร์ ถ้าเธอไปล่ะก็ ลูฟต์จะต้องทรมานมากแน่’
‘ฉันรู้ แต่ถ้าฉันไม่ไปจากที่นี่ เธอคนนั้นจะต้องมาพาตัวฉันไปแน่ๆแล้วถ้าตอนนั้นลูฟต์อยู่ด้วยกันกับฉัน หรือแม้แต่เธอเองล่ะเมตาเรียจะต้องไม่ปล่อยเอาไว้แน่ๆ เพราะงั้น ขอร้องล่ะนะให้คนที่สูญเสียไปมีแค่ฉันก็พอแล้ว’
‘ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้!ทำไมคนที่ถูกเลือกถึงกลายเป็นเดียร์ไปได้ล่ะ!?’
‘ดีแล้วล่ะที่เป็นฉัน’
มือเล็กๆยื่นมากุมมืออีกคู่ประสานหน้าผากของทั้งสองแนบชิดติดกัน
‘ดีแล้วที่เป็นฉันไม่ใช่ลูฟต์ ขอร้องล่ะนะ ถ้าฉันไปแล้วอาล่าช่วยอยู่เคียงข้างเขาแทนฉันที’
‘ฉัน...’
‘ฉันขอร้องล่ะ แล้วชั่วชีวิตนี้จะไม่ขออะไรอีกเลยมีเพียงเขาเท่านั้นที่ฉันไม่อาจปล่อยให้ตกลงสู่ความมืดได้’
‘เดียร์... ฉันขอโทษ’
‘นี่ไม่ใช่ความผิดของเธอเลย อาล่า...’
‘ฉันให้นี่ เดียร์เก็บมันเอาไว้นะ’
‘สร้อยคอนี่ของลูฟต์...? มันเป็นของสำคัญของเธอนะ อาล่า!’
‘เดียร์เองก็สำคัญกับฉัน และสำหรับลูฟต์ เธอคือคนสำคัญของเขาเช่นกันเพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะทรมานสักแค่ไหน อย่าให้ความมืดทำลายเธอได้เลยนะอย่าให้แสงสว่างในใจของเดียร์ จางหายไปเลยนะ ฉันขอภาวนา...’
‘ฉันสาบาน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวฉันต่อจากนี้ ฉันจะไม่ทรยศเอิร์ธซันเพราะฉะนั้น ช่วยดูแลเขาแทนฉันที...’
นัยน์ตาของมาโมรุเบิกโพลงกว้าง ใบหน้าของเด็กสาวคนหนึ่งลอยเข้ามาในหัว
‘ทำไมสร้อยที่ฉันให้ถึงไปอยู่กับเดียร์ในวันนั้นได้ล่ะอาล่า?’
เด็กหนุ่มถาม แต่เด็กสาวเลือกที่จะปิดปากเงียบ
‘เธอมีเรื่องปิดบังฉันใช่ไหม?’
ใบหน้าของเธอนั้นช่างเลือนรางเหลือเกิน...
‘เราไม่รู้ว่านัยน์ตานั่นทำอะไรได้บ้าง’ ราชาแห่งเอิร์ธซันกล่าว ‘อยู่ใกล้ลูฟว์เข้าไว้ ถ้ามีเรื่องอะไรผิดปกติล่ะก็ให้รีบรายงานฉันทันที’
‘เข้าใจแล้วค่ะ’
ภาพในอดีตเปลี่ยนไปอีกครั้งคราวนี้มันแจ่มชัดมากขึ้น และใบหน้าของเด็กสาวที่เขามองเห็นได้เพียงเลือนรางคนนั้นก็เริ่มมีรูปร่างชัดเจนขึ้นมา
‘ท่านลุง เรื่องงานสืบรัชทายาทของลูฟว์’ เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลใจ ‘ท่านพ่อบอกว่าพวกเอิร์ธสตาร์กับเอิร์ธมูนจะมาด้วย’
‘พวกนั้นคิดจะกำจัดเจ้าหญิงรัชทายาทที่นี่’ ราชาแห่งเอิร์ธซันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบลึกที่คาดเดาอารมณ์ได้ยาก
‘หมายความว่าลูฟว์จะต้อง--’
‘มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้’ ชายหนุ่มว่า
‘หนูขอขัดคำสั่ง!หนูทำตามความต้องการนั้นไม่ได้! จะต้องให้ลูฟว์ถูกความมืดกัดกินอีกมากมายแค่ไหนกว่าที่เขาจะมีความสุขได้’
‘อาล่า’ คนตรงหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบลึกที่ทำให้เด็กสาวหวาดกลัวจนตัวสั่นสายตาของคนสูงวัยกว่ามองมาที่เธอนั้นมันเป็นสายตาที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิตนี้
‘อย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ ฉันขอเตือน...’
ใบหน้าของเด็กสาวอยู่ใกล้ชิดกับใบหน้าเขามากกว่าทุกครั้งเขาสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ร้อนผ่าวกับร่างเล็กๆที่สั่นสะท้านของเธอตอนที่พยายามขยับเข้ามาใกล้มาโมรุรู้สึกว่าตัวเองยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อทั้งที่เหตุการณ์นั้นผ่านมาได้นานมากแล้ว
‘สุขสันต์วันเกิดครบรอบสิบแปดปีนะลูฟว์ ฉันขอให้ลูฟว์เจอแต่สิ่งดีๆนะ’
ความทรงจำในตอนนั้นผ่านพ้นไปก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเสียงตะโกนดังอื้ออึงอยู่ในหู เด็กหนุ่มมองเห็นภาพตรงหน้าไม่ชัดมันสับสนไปหมด มีผู้คนมากมายวิ่งวนอยู่รอบตัวเขา เขามองไม่เห็นใครที่เขารู้จักเลยนอกจากเด็กสาวแปลกหน้าที่เขาเพิ่งพบในวันนี้เองร่างของเธอลอยอยู่ตรงหน้าเขา นัยน์ตาของเธอพริ้มหลับ-- ไม่สิ! เธอหมดสติไปเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอรู้แต่เพียงว่าตอนนี้เสียงระเบิดดังขึ้นไปทั่วลานกว้างมีใครบางคนกำลังใช้เวทมนตร์อะไรบางอย่างทำร้ายผู้คนรอบข้างเพื่อปกป้องเด็กสาวคนนั้นมันเป็นเวทมนตร์ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ชั่ววูบหนึ่งที่เขาเองรู้สึกตัว แต่แล้วก็เหมือนมีอะไรบางอย่างดึงสติเขาไปเหมือนเขากำลังตกอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่นครั้งแรกเขาเห็นเด็กสาวแปลกหน้าคนนั้นลอยอยู่ตรงหน้าครั้งต่อมาเขากำลังยืนอยู่หน้าเธอ แล้วอีกครั้ง--ในครั้งสุดท้ายที่เขาจำได้นั้นเอง ใบหน้าของเด็กสาวคนนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยร่างของผู้หญิงอีกคนที่เขารู้จักเธอมานานเท่ากับช่วงชีวิตของเขาเธอคนนั้นยืนอยู่ตรงหน้า ยิ้มให้เขา มีหยดเลือดไหลซึมออกมาอยู่ตรงมุมปากแล้วไม่กี่วินาทีต่อจากนั้น ร่างของเธอก็ล้มลง... ไร้สิ้นลมหายใจ
“มิกิ”มาโมรุพึมพำ นัยน์ตาเบิกโพลงกว้าง “มิกิ... มิกิ! ไม่!!”
อากาศรอบข้างสั่นสะเทือนดวงไฟสีส้มแสบตานับร้อยดวงผุดขึ้นมาจากอากาศที่ว่างเปล่าพวกมันวิ่งไปพล่านไปมาในอากาศ บ้างก็พุ่งเข้าปะทะกันส่งเสียงดังสนั่น ขณะที่คนสร้างนั่งอยู่ตรงใจกลางที่ล้อมรอบด้วยดวงไฟส่งเสียงร้องทุรนทุรายอย่างทรมาน
เรดพุ่งฝ่าดวงไฟนับร้อยนับพันเข้าหามาโมรุ
“เลิกแหกปากซะทีไอ้เด็กบ้า!แค่นี้น่ะมันชดเชยกับสิ่งที่ยัยนั่นทำเพื่อนายไม่ได้หรอก!”
เรดตวัดมือใส่มาโมรุแต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเองที่ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันจับความเคลื่อนไหวได้ทันฝ่ามือแข็งแกร่งคู่นั้นบีบข้อมือของเรดแน่นนัยน์ตาสีแดงสดทั้งสองข้างจ้องมองเด็กหนุ่มที่ได้แต่ตื่นตะลึงด้วยสายตาอาฆาต
“นาย...รู้เรื่องนี้อยู่แล้วสินะ”
เรดไม่ตอบคำถามอะไรเขาเด็กหนุ่มได้แต่สร้างวงล้อมไฟขึ้นรอบตัว มาโมรุเม้มริมฝีปากแน่นเขาเคยสู้กับเรดมาก่อนจึงรู้...ภายใต้ท่าทีที่เฉยชาของคนตรงหน้าเขามีความปรารถนาอันแรงกล้าซ่อนอยู่ความคิดที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างตรงหน้าให้กลายเป็นจุล
ร่างของนักรบอเวจีหนุ่มในชุดขาวพุ่งตรงเข้าใส่เขาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวมาโมรุกระโดดหลบ เฉียดลูกไฟอุณหภูมิหลายร้อนองศาไปแบบเฉียดฉิวแต่เรดไม่ปล่อยให้เขาได้ตั้งหลักทันลูกไฟดวงเล็กเท่าเข็มก็พุ่งเข้าใส่เขาราวกับห่ากระสุน พวกมันส่องแสงสีแดงสว่างจ้าบางลูกที่พุ่งเข้ากระทบกันเกิดเสียงดังเปรี๊ยะก่อนที่ลูกไฟพวกนั้นจะแตกตัวเป็นเศษเสี้ยวของความร้อนที่มีความเร็วเพิ่มขึ้นหลายเท่า
พื้นดินที่เด็กหนุ่มยืนอยู่สั่นไหวเพราะแรงปะทะของลูกไฟที่พุ่งเข้าใส่แม้จะไม่โดนจุดสำคัญของร่างกายแต่ก็เล่นงานเขาได้ไม่ใช่น้อยสภาพชายเสื้อคลุมที่ขาดวิ่นและรอยแผลไฟไหม้ตามแขนและขาบ่งบอกว่าการโจมตีของเรดแม้จะไม่ประสบผลสำเร็จในการทำให้เขาถึงแก่ชีวิตแต่มันก็สร้างความเสียหายให้เขาได้มากโข
นักรบอเวจีหนุ่มพุ่งตัวเข้าหาเขาอีกครั้งก่อนจะเงื้อหมัดขึ้นลูกไฟดวงใหญ่สว่างวาบขึ้นรอบข้อมือก่อนที่มันจะพุ่งเข้าใส่ใบหน้าเขา
เปรี้ยง!
ร่างของมาโมรุเซถลาไปไกลเพราะรับแรงกระแทกจากหมัดลุ่นๆของเรดเข้าไปเต็มๆข่ายเวทของเรดใต้ฝ่าเท้าทำให้เขาใช้พลังได้ไม่สะดวกแต่ถึงจะไม่มีของพรรค์นี้เขาก็ไม่รู้เลยว่าจะผ่านคนตรงหน้านี่ไปได้อย่างไร
แข็งแกร่ง...
“นายรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว”มาโมรุพูดเสียงเดือด “นายรู้ดีอยู่แล้วแต่ก็ยังพาเธอไป!”
เรดไม่สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
วงแหวนไฟที่ล้อมรอบตัวเขาไว้เป็นวงกลมโหมกระหน่ำแสงจากเปลวไฟกระทบนัยน์ตาข้างที่เป็นสีเหลืองทองของเรดจนกลายเป็นสีแดงฉานส่วนนัยน์ตาอีกข้างภายใต้ผ้าคลุมสีดำสนิทนั่นก็กำลังกรีดร้องท่ามกลางหยาดน้ำตาสีเลือดที่ไหลซึมออกจากขอบตา
“รู้แล้วจะทำไมล่ะ?”เด็กหนุ่มถามกลับ
ฝ่ามือหยาบของนักรบอเวจีหนุ่มกระชากคอเสื้อของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันขึ้นมาก่อนจะยกร่างนั้นให้สูงขึ้นจากพื้น มาโมรุหายใจติดขัดไม่คิดมาก่อนเลยว่าเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งอย่างเรดจะมีเรี่ยวแรงมหาศาลถึงขนาดยกเขาขึ้นด้วยมือเดียวได้แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับนัยน์ตาสีเหลืองทองที่ส่อแววตามุ่งร้ายมาที่เขาอยู่ในตอนนี้มันบ่งบอกชัดว่าต้องการฆ่าเขาอย่างไม่ปราณี
“มิกิบอกว่านายจะชนะฉัน”
ร่างของมาโมรุลอยหวือออกจากวงล้อมไฟไปกระทบฝาผนังห้องฝั่งตรงข้ามไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นเรดก็พุ่งเข้าหาเขาพร้อมกับยื่นฝ่ามือที่ไฟลุกท่วมเข้ามาใกล้มาโมรุเอนตัวหลบ แต่คนตรงหน้าเขาไวกว่า แม้หมัดไฟจะทำอะไรไม่ได้แต่ลูกเตะจากร่างที่หมุนตัวเตะเข้าใส่มันก็ทำให้เขากระเด็นไปไกลได้อีกหลายเมตร
“ฉันจะกลับไปบอกยัยนั่นให้ละกันว่าเลิกเป็นห่วงเป็นใยนายได้สักทีเพราะต่อจากนี้ไปจะไม่มีนายอยู่บนโลกใบนั้นอีกต่อไปแล้ว”
ปีกเพลิงที่เด็กหนุ่มเคยใช้กับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนงอกขึ้นมากลางหลังอีกครั้งก่อนที่มันจะแผ่สยายกว้างแล้วดวงไฟรูปขนนกก็พุ่งเข้าใส่ร่างที่ล้มกองอยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
แรงปะทะระหว่างลูกไฟกับอะไรสักอย่างดังลั่นไปทั่วปราสาทจนอากาศโดยรอบสั่นสะเทือนเรดสลัดปีกที่กลางหลังของเขาทิ้งก่อนจะมองดูร่างที่ลุกขึ้นมาจากภายในม่านพลังแสงสีเหลืองทองที่ใช้ป้องกันตัวเอง
“ขอบคุณที่เป็นห่วงแต่ฉันว่านายเป็นห่วงตัวเองจะดีกว่า” มาโมรุว่า เช็ดเลือดที่มุมปากออกอย่างไม่แยแส“เรื่องของฉันกับยัยนั่นฉันจะเป็นคนพูดเอง!”
แล้วผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันก็เดินออกมาจากม่านพลังแสงขณะที่รอบตัวเขาเต็มไปด้วยแผ่นลำแสงรูปทรงประหลาดผุดขึ้นรายล้อมอยู่รอบตัว
นัยน์ตาสีเลือดของเด็กหนุ่มเรืองแสงโรจน์ขณะที่สบตากับเรด
“ฉันเบื่อที่จะถูกคนอื่นใช้งานมามากพอทนแล้วคราวนี้ขอทำอะไรตามใจบ้างเถอะ!”
ม่านพลังของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันหายวับไปก่อนจะถูกแทนที่ด้วยวงแหวนเวทขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นรอบตัว
หนึ่ง...สอง... สาม... สี่... ห้า...
เรดกระตุกรอยยิ้มเหี้ยมเหมือนเบญจดาราที่ออเร้นจ์เคยใช้ไม่มีผิด!
แล้ววงแหวนเวทนั่นก็พุ่งเข้าหาเขาเรดหมุนตัวหลบแต่พวกมันยังคงไล่วนรอบตัวเขาก่อนจะกระจัดกระจายไปทุกทิศทุกทางเหมือนกำลังสร้างรูปแบบนักรบอเวจีหนุ่มดีดนิ้ว วงแหวนเวทอันที่อยู่ใกล้ตัวเขามากที่สุดไฟลุกท่วมก่อนที่เขาจะจัดการกับสี่อันที่เหลือด้วยวิธีเดียวกัน
วิ้ง...
ปลายเท้าของเรดส่องแสงสว่างจ้าก่อนที่จะรู้ว่าตัวเองเสียท่าผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันเข้าให้อย่างจังเบญจดาราที่หมอนั่นใช้เป็นแค่ตัวล่อเพื่อถ่วงเวลาให้ตัวเองสร้างวงแหวนเวทอันใหม่เสร็จ
ไม่ทันการ!
ลำแสงสีเหลืองทองส่องออกมาจากเส้นสายทุกเส้นของวงแหวนก่อนที่ร่างของเรดซึ่งอยู่ใจกลางวงแหวนเวทจะกระตุกเฮือกและลอยขึ้นสูงอากาศรอบตัวเขาเสียดสีกันลั่นก่อนพื้นที่ทุกตารางนิ้วในอากาศจะระเบิดขึ้นต่อๆกันเป็นลูกโซ่
รุนแรงซะยิ่งกว่าเบญจดาราที่ออเร้นจ์เคยใช้ซะอีก!
ร่างในชุดขาวเปื้อนเลือดยืนโซเซอยู่บนพื้นที่แตกเป็นหลุมของตัวปราสาทฝ่ามือข้างหนึ่งของเด็กหนุ่มเช็ดเลือดริมฝีปากออกขณะที่นัยน์ตาข้างเดียวที่ยังคงใช้การได้กำลังจับจ้องดูร่างที่กระอักเลือดอยู่ตรงหน้า
“ฝืนเกินไปล่ะสินะ”
เรดพึมพำถึงเขาจะได้รับบาดเจ็บจากเวทที่ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันใช้แต่ดูเหมือนคนที่ได้รับอานิสงค์ของมันมากกว่าจะเป็นตัวผู้สร้างซะเอง
น่าเศร้า...ถ้าหมอนี่โตกว่านี้อีกนิดล่ะก็ คนที่แพ้อาจจะเป็นเขาเองก็ได้
“อยากเอาชนะฉันถึงขนาดนั้นเลยหรือไง?”
เรดยืดตัวขึ้นเต็มความสูงซ่อนความเจ็บปวดที่แล่นพ่านไปทั่วร่างไว้ภายใต้ใบหน้าที่เฉยชาก่อนที่ร่างสูงจะค่อยๆเดินตรงเข้าไปหาร่างของเด็กหนุ่มที่นอนคดคู้อยู่ที่พื้นตรงหน้าเขา
“ฉัน...ต...ต้องกลับ... ไปหา... ”
มาโมรุฝืนพูดก่อนจะพยายามดันตัวเองขึ้นมาจากพื้นเด็กหนุ่มเค้นพลังเฮือกสุดท้ายใส่ปลายนิ้วที่ยื่นตรงไปหาร่างที่กำลังเดินตรงมาที่เขาดวงไฟสีส้มสว่างจ้าขึ้นที่ปลายนิ้วก่อนที่พวกมันจะมอดดับไปกลายเป็นเพียงควันสีขาวขุ่นม้วนตัวขึ้นสู่อากาศช้าๆพร้อมกับสติของเขาที่เริ่มจะเลือนรางลงไปทุกที
แม้แต่หน้าของคนที่เดินเข้ามาใกล้ในตอนนี้ก็มองเห็นไม่ชัด
“ฉันคงให้นายไปต่อไม่ได้หรอก”เรดว่า สะบัดมือข้างหนึ่งไปข้างตัวก่อนที่ปลายดาบสีเงินยวงจะผุดขึ้นมากลางอากาศก่อตัวเป็นรูปร่างของดาบเล่มใหญ่ในมือของเขา
“หนทางต่อจากนี้ไปไม่ใช่สิ่งที่นายควรจะรับรู้เลยสักนิด”
ฉึก!
ปลายดาบแทงเข้ากลางร่างที่ล้มลงไปนอนกองอยู่กับพื้นหยาดเลือดอุ่นๆพุ่งออกมาจากริมฝีปากก่อนจะไหลเปื้อนไปทั่วคางนัยน์ตาสีแดงสดของเด็กหนุ่มเลืองพร่ามองเห็นเพียงใบหน้าของเรดที่ส่งยิ้มให้เขาเพียงเลือนรางก่อนที่ภาพทั้งหมดจะปิดตัวลง
พี่....
...
...
ผมยังไม่อยากตาย
กลับไป...อยากกลับไป....
มาสิ เรด... เอาชนะไวโอเลตให้ได้แล้วขึ้นมายืนอยู่บนตำแหน่งสูงสุดของห้านักรบอเวจีมายืนอยู่ข้างฉันสิ...
“ไปอีกคนแล้วเหรอ?”
เสียงของกรีนดังขึ้นตรงกรอบประตูก่อนที่เด็กหนุ่มจะย่างเท้าเข้ามาในห้องที่มอดไหม้เป็นตอตะโกด้วยฝีมือของคนตรงหน้าที่กำลังฉีกชายผ้าคลุมของตัวเองเอามาทำเป็นผ้าพันแผลอยู่
“ไม่ได้เห็นมานานแล้วนะออราเคิลวิงส์ของนาย”กรีนหมายถึงปีกเพลิงสีขาวเล็กๆที่กำลังลุกโชติช่วงอยู่เหนือหัวเรดเด็กหนุ่มมักจะใช้มันในการสมานแผลหลังการต่อสู้ นั่นเป็นความสามารถพิเศษของเรด
“ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันทำนายบาดเจ็บถึงขนาดต้องใช้มันเลยรึไง?”
กรีนถามขณะที่เรดใช้ปากกัดชายผ้าข้างหนึ่งให้มัดแน่นกับแขนของตัวเองอยู่
“เปล่าหรอกก่อนหน้านั้นเจอผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนมา”
“หมอนั่นอีกแล้วป่วนไม่เลิก”
กรีนบ่นมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่าข้างตัวที่เมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ร่างของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันยังอยู่ก่อนที่จะหายวับไปราวกับเถ้าถ่าน
“พิงค์กับแบล็ค?”
“ไปแล้วทั้งคู่”กรีนบอก “ม่านพลังของยัยนั่นไม่อยู่แล้ว คิดว่าเวทมนตร์ที่ไวโอเลตร่ายทิ้งไว้คงทำงานไปแล้วล่ะ”
“เวทมนตร์?”เรดพึมพำ “หมายถึงเทเลพอร์ตของไวโอเลตน่ะเหรอ”
“เปล่าคิดว่าน่าจะเป็นผนึกน่ะ” กรีนว่า“ก่อนหน้านี้ไวโอเลตเคยให้ของแปลกๆกับพิงค์หรือเปล่าล่ะ?”
คำถามของกรีนนั้นทำให้เรดนึกถึงกลีบดอกไอริสที่ไวโอเลตเคยให้เขาเอาไปให้พิงค์และเมื่อสังเกตได้ว่าเด็กหนุ่มเงียบไปกรีนคงรู้แล้วล่ะว่าเรดกำลังนึกถึงบางอย่างอยู่
“คงจะเป็นเวทปิดผนึกที่ขอให้ออเร้นจ์ใช้ความสามารถพิเศษช่วยสร้างนายเองก็รู้ว่าข้อเสียเดียวของพิงค์คือเป็นพวกทำอะไรไม่นึกถึงตัวเองเพราะงั้นคงเป็นไปได้มากที่จะทุ่มสุดตัวกับศึกนี้จนตัวตาย”
‘ถ้าจัดการทุกอย่างได้แล้ว ฉันก็ต้องหายไปจากที่นี่แล้วสิก็ฉันไม่ใช่คนของที่นี่นี่นา’
เรดคุ้นๆว่าพิงค์เคยพูดเรื่องทำนองนี้กับเขาเมื่อไม่นานมานี้
กรีนถอนหายใจ
“เพราะงั้นแหละไวโอเลตถึงต้องป้องกันไว้ไม่ให้ยัยนั่นทำอะไรเกินตัวมากเกินไปพวกเราน่ะรู้ดีนี่นาว่ายัยนั่นแข็งแกร่งแค่ไหน”
“นั่นสินะ...”
เรดพึมพำอย่างเงียบเชียบความคิดที่ว่าผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์สามารถเอาชนะพิงค์ได้นั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจอีกต่อไปถ้าไวโอเลตใช้พลังของออเร้นจ์ปิดกั้นพลังของพิงค์ก็เป็นไปได้มากว่าพิงค์ไม่ได้สู้อย่างเต็มที่
ดีแล้วล่ะ...
“แต่ฉันไม่แน่ใจว่าแบล็คมันจะรู้หรือเปล่าเรื่องผนึกของออเร้นจ์เห็นมันเลือกที่จะซ่อนตัวอยู่บนปราสาทใกล้ข่ายเวทของพิงค์แทนที่จะออกไปสู้ข้างนอกฉันเลยสังหรณ์ใจว่ามันจะไม่รู้เรื่องนี้เพราะคนอย่างมันไม่น่าเลือกสถานที่ต่อสู้ที่ตัวเองเสียเปรียบแบบนั้นได้”
“ไม่หรอก...นั่นล่ะแบล็ค” เรดว่า “หมอนั่นไม่เคยปล่อยให้พิงค์อยู่นอกสายตาหรอก”
“ฉันล่ะปวดหัวกับพวกมันจริงๆ”
กรีนบ่น
“แล้วนี่ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์หายไปไหน?”เรดถาม
“ไม่รู้”กรีนส่ายหน้า “นึกว่ามันจะขึ้นมาช่วยเพื่อนที่นี่ ฉันก็เลยกะว่าจะมาสมทบกับนาย”
นักรบอเวจีจากเอิร์ธวู้ดอธิบายก่อนจะหันไปมองตามเพื่อนร่วมทีมที่เดินไปยังรูโหว่ข้างผนังที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหน้าต่างบานใหญ่ก่อนที่มันจะถูกทำลายลานกว้างหน้าปราสาทอยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากตรงนั้นนักมองเห็นแสงสว่างจากวงแหวนเวทสีน้ำเงินขนาดยักษ์อยู่ที่นั่น
“ไวโอเลตคงเริ่มแล้วสินะ”เรดเอ่ย
“ฉันน่ะไม่อยากให้เวลานี้มาถึงเลย”กรีนพึมพำ เดินออกไปยืนอยู่ข้างเรดก่อนจะยื่นฝ่ามือลงไปที่พื้น “แต่ก็ดีเหมือนกัน หน้าที่ของพวกเราจะได้สิ้นสุดลงสักที”
รอบตัวปราสาทสั่นไหวอีกครั้งก่อนที่พื้นดินด้านข้างปราสาทจะแยกตัวออกเถาวัลย์เส้นยักษ์ผุดขึ้นมาจากพื้นเลื้อยขึ้นมายังที่ที่กรีนยืนอยู่ นักรบอเวจีหนุ่มกระโดดออกจากห้องลงไปยืนอยู่บนเถาวัลย์ก่อนจะหันมาหาเรดที่ยังคงยืนอยู่ในห้อง
“นายจะไปด้วยกันรึเปล่า?”
“ฉันไม่ไหวแล้วล่ะ”เรดบอก โบกมือไล่กรีนที่ขมวดคิ้วมองหน้าเขาอย่างไม่เชื่อในเหตุผลนั้น
“ฉันไม่อยากเห็นหน้ายัยนั่น”
“ฉันเองก็ไม่อยากเห็นเหมือนกัน”กรีนว่า “แต่จะปล่อยให้ไวโอเลตรับมือกับยัยนั่นคนเดียวก็ลำบาก-- ไปล่ะ”
แล้วเถาวัลย์ก็ขยับตัวออกจากปราสาทพวกมันเลื้อยไปตามพื้นดินที่แตกระแหงราวกับงูยักษ์ มีกรีนยืนอยู่บนยอดเถาวัลย์มองดูลานกว้างตรงหน้าด้วยแววตาปวดร้าวขณะที่เรดยืนมองส่งเขาจากบนปราสาทก่อนที่เด็กหนุ่มจะหมุนตัวกลับ หายวับไปกับเถ้าธุลีที่ปลิวว่อน
ขอโทษนะ..เมตาเรีย แต่ฉันจะไม่มีวันกลับไปยังที่ที่เป็นของเธอหรอก...