บทที่ 49
การออกล่า
ในตอนนี้เข้าสู่ช่วงเดือนแปดเรียบร้อยแล้วท้องนภาด้านบนเบิกกว้างมันเมฆสีขาวเคลื่อนตัวออกให้แสงอาทิตย์ส่องแสงสว่างไสวลอดผ่านลงมาบริเวณด้านล่าง
ภายในหุบเขากระบี่แห่งนี้มันถูกปกคลุมไปด้วยแสงอบอุ่นในช่วงยามเช้าในตอนนี้เข้าสู่เดือนแปดบรรยากาศที่อบอุ่นแม้ว่าจะมีสายลมเย็นๆพัดผ่านอยู่บ้างในช่วงยามราตรีอากาศมักจะเย็นตัวลงตามระดับ
มันเป็นเพราะว่าในตอนนี้มันใกล้จะเข้าสู่ในช่วงฤดูหนาวแล้วมันเลยทำให้บรรยากาศบริเวณรอบรอบนั้นยังตัวบ้างเป็นระยะ
ลู่หมิงอยู่ภายในเขตหลังเขามาเป็นเวลานานตอนนี้ฝึกฝนวิชาอย่างหนักและก็ทำการพัฒนาความสามารถของตนเองอย่างต่อเนื่อง
ในการพัฒนาความสามารถของตนเองอย่างต่อเนื่องภายในสถานที่แห่งนี้มันทำให้ความสามารถถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด
ผู้ใดจะคาดคิดเราตอนนี้ก้าวข้ามผ่านพ้นขอบเขตเริ่มต้นระดับสีม่วงขั้นสองขึ้นมาจนถึงระดับสีม่วงขั้นสี่เรียบร้อยแล้วการที่จะสามารถพัฒนาความสามารถของตนเองได้รวดเร็วขนาดนี้มันเองก็เป็นเพราะปัจจัยหลายหลายอย่าง
แต่สิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ก็คือการที่ความสามารถพัฒนาได้รวดเร็วขนาดนี้ก็เป็นเพราะว่ามาอยู่บริเวณด้านหลังเขา
หลังเขาเป็นสถานที่ที่มีเคล็ดวิชามากมายแค่ผู้ชายพวกนั้นสามารถส่งเสริมความรู้และทำให้เข้าใจกับวิถีแห่งการฝึกฝนมากขึ้น
ก่อนหน้านี้มีวิธีการฝึกฝนที่อยู่ในระดับเริ่มต้นเพราะเคยศึกษามาจากภายในตำราระดับพื้นฐานของสำนักที่ตนเองสามารถเข้าถึงได้
แต่ในตอนนี้พวกวิชาแล้วก็ตำราทั้งหมดที่ตนเองศึกษาอยู่ภายในสถานที่อย่างนี้เป็นเวลาหลายวันมันทำให้คุณสมบัติภายในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ในตอนนี้ตัวของมันเข้าใจแก่นสารในการฝึกฝนมากขึ้นและมันเองก็ทำให้การขัดเก่าสามารถขัดเกลาได้ง่ายดายมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
นี่ถือว่าเป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ตนเองนั้นเข้ามาอยู่ภายในสถานที่อย่างนี้
กล่าวถึงวิชาขี่กระบี่ตอนนี้สามารถฝึกฝนได้จนอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าเริ่มจะคุ้นชินกับมันมากขึ้นโดยทั่วไปแล้วการที่จะสามารถควบคุมมันได้มันจะคำนึงถึงพลังวิญญาณและพลังจิต
รวมไปถึงความสูงและความเร็วของมันเองก็เช่นเดียวกันจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งสองนั้นในตอนนี้มีพลังวิญญาณภายในร่างกายเพิ่มขึ้นแล้วก็ขัดเกลาพลังจิตของตนเองให้มากขึ้น
ทำให้กระบี่ของตนเองสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความรวดเร็วหนึ่งลี้ในเวลาเท่าการเดินยี่สิบก้าว
มันถือว่ารวดเร็วเป็นอย่างมากส่วนความสูงที่สามารถเคลื่อนที่และบังคับได้เลยตอนนี้มันก็สามารถลอยสูงจากพื้นได้ประมาณ50 ถึง 60 เมตร
นี่คือขอบเขตที่สามารถทำได้ในตอนนี้แน่นอนว่าถ้าทำการฝึกฝนไปเรื่อยเรื่อยขอบเขตทั้งหมดนี้มันจะถูกเพิ่มขึ้นแล้วก็สามารถใช้งานมันได้หลากหลายมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
การฝึกฝนพลังจิตไม่ได้มีเพียงแค่สิ่งที่ช่วยในการทำให้บังคับกระบี่ได้เท่านั้นแน่นอนว่าการฝึกฝนมันย่อมสามารถนำไปใช้ในการต่อสู้ได้เพราะแบบนั้นการลงทุนลงแรงฝึกฝนในครั้งนี้อย่างไรก็ไม่เสียเปล่า
ในช่วงยามเช้าหลังจากเข้าเดือนแปดมาได้ประมาณสองวัน
ผู้เป็นอาจารย์เรียกตัวของมันให้เดินทางไปสนทนากันบริเวณตัวห้องโถงหลัก
เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ก็พบเจอศิษย์พี่ใหญ่แล้วก็ศิษย์รองนั่งรออยู่ก่อนแล้วผู้ที่เป็นศิษย์พี่ใหญ่ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะปรากฏกายอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้แต่ว่าศิษย์คนรองของท่านอาจารย์มัดจะหมกตัวอยู่ภายในห้องตำรา
แต่ในตอนนี้กลับมาปรากฏกายที่สถานที่แห่งนี้มันมีอะไรกันแน่คำถามนั้นปรากฏขึ้นภายในใจของตนเองหลังจากที่ก้าวเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้แล้วเห็นทั้งสองว่ากำลังนั่งอยู่
ลู่หมิงในฐานะผู้น้อยก้าวเดินเข้ามาแสดงท่าทางนอบน้อมคารวะทั้งสามอย่างรวดเร็ว
“ มานั่งสิเราจำเป็นจะต้องหารือกันในตอนนี้ภายในสำนักกำลังจะมีงานใหญ่เกิดขึ้น”ผู้เป็นอาจารย์ที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธานทำการชักชวนศิษย์คนเล็กของตนเอง
ลู่หมิงที่กำลังยืนอยู่รีบเดินไปนั่งในตำแหน่งที่ว่างอยู่ของตนเองอย่างรวดเร็วเมื่อทำการนั่งลงเรียบร้อยแล้วมองไปที่ท่านอาจารย์และก็ศิษย์พี่ทั้งสอง
หลี่ฉีหงที่กำลังนั่งอยู่ทำการพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “เริ่มเข้าเรื่องในตอนนี้เดือนแปดของสำนักพวกเจ้าเองก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่ามันจะมีงานอะไรเกิดขึ้น”
หลังจากที่ได้ยินแบบนั้นลู่หมิงหยุดนิ่งตัวของมันลืมอะไรไปซักอย่างหลังจากที่หยุดคิดอยู่สักพักจึงปรากฏความคิดภายในใจของตนเองขึ้นมา “เทศกาลออกล่าสัตว์อสูร!!! ”
“ ตัวของเราลืมไปได้อย่างไรว่าในช่วงเดือนแปดเป็นช่วงเวลาสำคัญสำนักจะทำการส่งเหล่าศิษย์ที่มีความสามารถออกไปเพื่อล่าสัตว์อสูรบริเวณรอบรอบหนึ่งเพื่อที่จะนำพวกสัตว์อสูรเหล่านั้นมาเป็นทรัพยากรของสำนัก ”
“ ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาพวกชิ้นส่วนร่างกายของมันนำมาทำเป็นเครื่องอาวุธหรือว่าสวมใส่แถมเนื้อของมันยังสามารถกินได้นี่เข้าใกล้ช่วงหน้าหนาวภายในสำนักเองก็ต้องทำการกักตุนเสบียงเอาไว้เป็นจำนวนมาก ”ในตอนนี้ตัวของมันลืมเรื่องสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปได้อย่างไร
ภายในสำนักกำลังจะมีงานใหญ่โตถูกจัดขึ้นมาแน่นอนว่างานในครั้งนี้มันก็คืองานล่าสัตว์อสูร
อย่างที่รู้กันดีบริเวณรอบรอบหุบเขากระบี่เป็นป่าขนาดใหญ่มันมีพื้นที่กว้างขวาง
และก็มีพวกสัตว์อสูรจำนวนมากอยู่บริเวณรอบรอบด้วยเช่นเดียวกันมองเองก็จะทำให้ทางด้านของสำนักจะส่งคนออกไปเพื่อทำการโจมตีพวกสัตว์อสูรออกล่าพวกมันมาเป็นเสบียงสำรองของสำนักในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง
แต่ว่าจุดประสงค์ของงานในครั้งนี้มันเองก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่งานธรรมดาธรรมดาทั่วไปเท่านั้นถ้าจะทำการออกล่าพวกสัตว์อสูรมาเป็นเสบียงแน่นอนว่าภายในสำนักก็คงจะมีกองกำลังที่สามารถทำแบบนั้นได้
แต่ในตอนนี้การที่ต้องจัดขึ้นมาเป็นเทศกาลก็แสดงว่ามันมีการแข่งขัน
เกาเทียนที่กำลังนั่งอยู่ดวงตาทั้งสองข้างมองตรงไปที่ท่านอาจารย์ก่อนที่จะถามขึ้น“ ในทุกๆปีท่านอาจารย์ไม่เคยให้พวกเราเข้าร่วมงานเทศกาลนี้ปีนี้ท่านอาจารย์อยากจะให้เข้าร่วมอย่างนั้นหรือขอรับ ”
ก่อนหน้านีศิษย์หลังเขาทั้งสี่คนไม่เคยเข้าร่วมงานเทศกาลการล่าสัตว์อสูรเลยสักครั้ง
ในครั้งนี้แปลกประหลาดที่ท่านอาจารย์ชักชวนพวกมันมานั่งสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ศิษย์คนโตอย่างมันก็เลยตั้งข้อสงสัย
“ นั่นสินะจะพูดแบบนั้นเองก็ไม่ผิดเสียทีเดียวอันที่จริงแล้วตัวของข้าอยากจะให้พวกเราเข้าร่วมการล่าสัตว์อสูรในครั้งนี้เพราะว่าอยากจะให้พวกเจ้าตามหาใครบางคนให้ตัวของข้าสักหน่อย” หลี่ฉีหงพูด
“ ตามหาใครบางคนเหตุใดท่านอาจารย์ถึงไม่บอกให้คนภายในสำนักหาตัวคนผู้นั้นมาแล้วขอรับ” เกาเทียนสงสัย
“ เพราะว่าคนผู้นั้นซ่อนตัวอย่างแนบเนียนอย่างไรล่ะอันที่จริงแล้วตัวของข้าก็ได้ยินข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้มาสักพักแล้วว่าบริเวณด้านหน้าสำนักมันมีลูกศิษย์ของสำนักกระบี่ราชันย์แฝงตัวเข้ามา”
“ สำนักกระบี่ราชันย์!!! ” เกาเทียนอุทานขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนกตกใจ
ลู่หมิงที่เป็นผู้นั่งฟังอย่างเงียบเงียบคิดภายในใจของตนเองอย่างรวดเร็ว“สำนักกระบี่ราชันย์กล่าวถึงสำนักกระบี่ราชันเป็นสำนักขนาดใหญ่เทียบได้กับสำนักหุบเขากระบี่แห่งนี้ผู้ที่เป็นผู้นำสำนักมีตำแหน่งเทียบเท่ากับท่านอาจารย์เป็นหนึ่งในสามคนที่ถูกขนานนามว่าเป็นราชันย์กระบี่ ”
“ สำนักหุบเขากระบี่และสำนักกระบี่ราชันย์มันขัดแย้งกันมาเป็นเวลานานในตอนนี้จะกล่าวว่ามีศิษย์ของสำนักกระบี่ราชันย์ทำการแทรกแซงเข้ามาภายในสถานที่อย่างนี้แห่งนั้นหรอ”
“ พวกเจ้าทั้งสามคนนี่คือภารกิจที่ตัวของข้าจะมอบให้” ผู้เป็นอาจารย์ที่อยู่เบื้องหน้าแสดงแววตาจริงจัง
ลูกศิษย์ทั้งสามคนที่อยู่บริเวณด้านหน้าแสดงแววตาและเผยหน้าจริงจังขานรับพวกเขามองตรงไปที่ท่านอาจารย์ยังไม่กระพริบตาเอี้ยวหูรอฟังคำสั่ง
จบบท