แสงตะวันยามเย็นค่อยๆ ลับขอบฟ้าไป ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดที่เริ่มแผ่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณของคฤหาสน์หลังงาม แสงไฟจากโคมระย้าคริสตัลภายในห้องโถงใหญ่ถูกเปิดขึ้น สาดส่องแสงสีทองอร่ามสะท้อนกับพื้นหินอ่อนขัดมันจนดูหรูหราตระการตา ทว่าความวิจิตรบรรจงเหล่านั้นกลับไม่อาจช่วยบรรเทาความรู้สึกหนักอึ้งที่เกาะกุมอยู่ในจิตใจของผมได้เลยแม้แต่น้อย
ผม ภัทร ชายหนุ่มวัยยี่สิบเก้าปี ผู้ซึ่งในสายตาของคนภายนอกอาจจะมองว่าเป็นเพียงผู้ชายโชคดีที่ตกถังข้าวสาร ได้แต่งงานกับคุณเกด แม่หม้ายสาวสวยผู้มั่งคั่งและเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ภายใต้ฉากหน้าอันงดงามนี้ ผมกลับต้องเผชิญกับความกดดันและอุปสรรคมากมายที่มองไม่เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในค่ำคืนนี้ ค่ำคืนที่ผมจะต้องสวมบทบาทเจ้าบ้านเพื่อต้อนรับแขกคนสำคัญ แขกที่ผมไม่อยากจะพบหน้ามากที่สุดในชีวิต... กิตติธัช อดีตสามีมหาเศรษฐีวัยเกือบห้าสิบปีของคุณเกด
ผมยืนสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ สวมเสื้อทำงานสีขาวสะอาดตา ทับด้วยเสื้อคลุมตัวนอกสีเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีตพอดีตัว พยายามจัดระเบียบเสื้อผ้าและหน้าผมให้ดูดีที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นที่ครหาหรือดูด้อยค่าเมื่อต้องยืนเคียงข้างผู้ชายที่เคยครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างในคฤหาสน์หลังนี้มาก่อน ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามข่มความรู้สึกประหม่าและความไม่ชอบมาพากลที่ก่อตัวขึ้นในใจ กิตติธัชไม่ใช่แค่ชายวัยกลางคนธรรมดา แต่เขาคือผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงกิจการระดับประเทศ การที่เขากลับมาเยือนสถานที่แห่งนี้อีกครั้งในฐานะผู้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินระดับพันล้าน มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงมดปลวกที่ไร้ค่า เป็นเพียงเด็กหนุ่มไร้ต้นทุนที่ไม่มีอะไรจะไปสู้รบปรบมือกับเขาได้เลย
เสียงเครื่องยนต์อันทรงพลังของยานพาหนะหรูหราดังก้องเข้ามาถึงในตัวบ้าน เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าแขกคนสำคัญได้เดินทางมาถึงแล้ว ผมรีบก้าวเดินออกจากห้องพัก ตรงไปยังห้องโถงรับรองด้านล่างทันที
ที่หน้าประตูบานใหญ่ กิตติธัชก้าวลงจากรถยนต์ยุโรปสีดำขลับด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและอำนาจบารมี เขาสวมชุดทำงานตัดเย็บจากผ้าเนื้อดีราคาแพงระยับ ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งจองหอง ราวกับว่าเขายังคงเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้อยู่ ผมปั้นรอยยิ้มต้อนรับตามมารยาทของเจ้าบ้านที่ดี ก่อนจะก้าวเข้าไปทักทาย
"สวัสดีครับคุณกิตติธัช ยินดีต้อนรับครับ" ผมกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพ พร้อมกับค้อมศีรษะลงเล็กน้อยตามมารยาท
กิตติธัชปรายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามและดูแคลน ก่อนจะแสยะยิ้มที่มุมปาก "สวัสดี... ภัทรสินะ ดูดีขึ้นนี่ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ คงจะสุขสบายสินะ ไม่ต้องดิ้นรนอะไรเหมือนแต่ก่อน"
คำพูดที่แฝงไปด้วยความนัยและน้ำเสียงที่จงใจข่มเหงจิตใจ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างจัง ผมพยายามระงับอารมณ์ขุ่นมัวที่พุ่งพล่านขึ้นมาในอก พยายามเตือนตัวเองว่านี่คือแขกคนสำคัญของคุณเกด ผมไม่ควรจะสร้างปัญหาหรือทำให้บรรยากาศเสีย
"เชิญด้านในเลยครับ อาหารค่ำเตรียมพร้อมแล้ว" ผมผายมือเชิญเขาเข้าไปยังห้องรับประทานอาหาร
กิตติธัชเดินนำหน้าผมเข้าไปอย่างคุ้นเคย ราวกับว่าเขาหลับตาก็สามารถเดินไปทั่วทุกซอกทุกมุมของบ้านหลังนี้ได้ เขาเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องรับประทานอาหาร สายตาจับจ้องไปยังข้าวของเครื่องใช้ประดับตกแต่งต่างๆ ก่อนจะเอ่ยปากวิจารณ์ออกมาอย่างไม่เกรงใจ
"ดูเหมือนว่ารสนิยมของเกดจะยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เครื่องเรือนพวกนี้... ฉันเป็นคนเลือกซื้อมาเองกับมือเมื่อหลายปีก่อน ไม่คิดว่าเกดจะยังคงเก็บมันไว้อย่างดีขนาดนี้" เขากล่าวพร้อมกับหัวเราะในลำคอเบาๆ "สงสัยว่าของบางอย่าง มันก็ยากที่จะตัดใจทิ้งไปได้จริงๆ ว่าไหมภัทร?"
คำพูดของเขาจงใจเสียดสีและตอกย้ำให้ผมตระหนักถึงสถานะของตัวเอง ว่าผมเป็นเพียงคนมาทีหลัง เป็นเพียงตัวแทนที่เข้ามาสวมรอยใช้ชีวิตในที่ที่เคยเป็นของเขามาก่อน ผมกำหมัดแน่น พยายามข่มความโกรธที่กำลังคุกรุ่นอยู่ภายในใจ
"สิ่งไหนที่มีคุณค่า คุณเกดเธอก็คงอยากจะรักษามันไว้ครับ แต่สิ่งไหนที่หมดความหมายไปแล้ว เธอก็คงไม่เสียดายที่จะทิ้งมันไปเช่นกัน" ผมตอบโต้กลับไปอย่างสุภาพแต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น
กิตติธัชชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหรี่ตามองผมด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา "ปากดีใช้ได้นี่... หวังว่านายจะเก่งให้ได้อย่างปากพูดก็แล้วกัน"
บรรยากาศภายในห้องรับประทานอาหารเต็มไปด้วยความอึดอัดและตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเราสามคนนั่งลงประจำที่บนโต๊ะอาหารตัวยาว ผมนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะฝั่งหนึ่ง กิตติธัชนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะอีกฝั่งหนึ่ง ส่วนคุณเกด... เธอนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างเราสองคน ราวกับเป็นกรรมการห้ามทัพในสมรภูมิรบที่ไม่มีใครยอมใคร
ผมสังเกตเห็นว่าคุณเกดมีอาการผิดปกติไปอย่างมาก ใบหน้าของเธอซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาของเธอหลุกลิกไปมา คอยเลี่ยงที่จะสบตากับผมและกิตติธัชอยู่ตลอดเวลา มือเรียวเล็กของเธอที่ประสานกันอยู่บนตักสั่นระริกอย่างเห็นได้ชัด แม้กระทั่งตอนที่สาวใช้ยกอาหารมาเสิร์ฟ เธอก็แทบจะหยิบจับช้อนส้อมไม่ถนัด จนกระทั่งทำช้อนหลุดมือหล่นกระทบจานเสียงดัง
"ขอโทษค่ะ... ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อย" เธอรีบเอ่ยปากขอโทษด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ผมรู้สึกเป็นห่วงเธอจับใจ ผมเอื้อมมือไปกุมมือของเธอที่สั่นเทาอยู่ใต้โต๊ะ เพื่อหวังจะส่งผ่านความอบอุ่นและกำลังใจไปให้ ทว่าเธอกลับสะดุ้งสุดตัวและรีบชักมือกลับราวกับถูกไฟลวก ผมตกใจเล็กน้อย แต่ก็พยายามทำความเข้าใจว่าเธอคงจะรู้สึกอึดอัดและวางตัวไม่ถูก ที่ต้องมานั่งร่วมโต๊ะอาหารกับอดีตสามีและสามีใหม่พร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้
"เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณเกด ให้ผมพาขึ้นไปพักผ่อนบนห้องไหมครับ?" ผมถามด้วยความเป็นห่วง
"ไม่เป็นไรหรอกภัทร ฉัน... ฉันไหวค่ะ" เธอตอบเสียงแผ่วเบา โดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองผม
ในขณะเดียวกัน กิตติธัชกลับนั่งรับประทานอาหารด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ราวกับว่าเขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่รอบตัว เขายกแก้วเครื่องดื่มสีแดงเข้มขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะหันไปมองคุณเกดด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง
"อาหารมื้อนี้อร่อยมากเลยนะเกด ฝีมือแม่ครัวที่นี่ไม่เคยทำให้ฉันผิดหวังเลยจริงๆ" กิตติธัชเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ "เห็นไหมว่าความคุ้นเคยเก่าๆ มันก็ยังมีข้อดีของมันอยู่เสมอ... เหมือนกับเรื่องกิจการของเรานั่นแหละ"
เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจงใจเน้นเสียงในประโยคถัดมา "เกดเขารู้ดีว่าผมชอบอะไร... และเขาก็ตอบแทนน้ำใจช่วยเหลือพันล้านของผมได้อย่างประทับใจที่สุด"
คำพูดของกิตติธัชทำให้ผมขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ผมพยายามตีความหมายของประโยคนั้น คิดในแง่ดีว่าเขาคงจะหมายถึงการที่คุณเกดทำงานหนักเพื่อฟื้นฟูกิจการของบริษัทจนสามารถสร้างผลกำไรกลับคืนมาให้กับเขาได้อย่างงดงามตามที่ตกลงกันไว้ มันเป็นเพียงการพูดคุยเจรจาข่มเชิงในทางธุรกิจธรรมดาๆ เท่านั้น
แต่ทว่า ปฏิกิริยาของคุณเกดกลับทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจและสับสนมากยิ่งขึ้นไปอีก ทันทีที่สิ้นประโยคนั้นของคุณกิตติธัช คุณเกดก็สำลักน้ำที่กำลังดื่มเข้าไปอย่างรุนแรง ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงกว่าเดิม ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เธอรีบยกผ้าเช็ดปากขึ้นมาปิดปากและไอโขลกๆ ตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
"เกด! เป็นอะไรไปครับ!" ผมรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้และเข้าไปประคองเธอด้วยความตกใจ
"ฉัน... ฉันไม่เป็นไรค่ะ แค่สำลักน้ำนิดหน่อย" เธอพยายามตอบด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าและพยายามผลักไสผมออกห่าง
กิตติธัชมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก เขาไม่แม้แต่จะขยับตัวเข้ามาช่วยเหลือ หรือแสดงความห่วงใยใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย เขากลับเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าหนักแน่นและทรงอำนาจ
"คนเราเมื่อได้รับโอกาส ก็ต้องรู้หน้าที่ในการดูแลตอบสนองให้ดีที่สุด... หวังว่าเกดจะยังคงจำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างขึ้นใจนะ"
คำพูดนั้นราวกับมีดปลายแหลมที่กรีดลึกลงไปในจิตใจของคุณเกด เธอตัวสั่นเทาอย่างหนัก ก้มหน้างุดลงกับอก ไม่กล้าแม้แต่จะเปล่งเสียงใดๆ ออกมา ผมสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเธอ แต่ผมกลับไม่เข้าใจเลยว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เธอต้องหวาดกลัวอดีตสามีคนนี้มากมายถึงเพียงนี้
อาหารค่ำมื้อนั้นดำเนินต่อไปอย่างเชื่องช้าและทรมานจิตใจ ผมพยายามชวนคุณเกดพูดคุยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แต่เธอก็เอาแต่นิ่งเงียบ ตอบคำถามด้วยคำสั้นๆ เพียงไม่กี่คำ ส่วนกิตติธัชก็เอาแต่พูดจาโอ้อวดความร่ำรวยและอำนาจบารมีของตัวเอง สลับกับการพูดจาเสียดสีและข่มขู่คุณเกดด้วยคำพูดที่มีความหมายแอบแฝง ซึ่งผมก็ยังคงโง่เขลาเกินกว่าที่จะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนดึกดื่น กิตติธัชก็ขอตัวลานำทางกลับ ผมและคุณเกดเดินออกไปส่งเขาที่หน้าประตูบ้าน
"ขอบใจมากนะสำหรับอาหารค่ำมื้อนี้ เป็นมื้อที่... น่าจดจำมากจริงๆ" กิตติธัชกล่าวพร้อมกับปรายตามองคุณเกดด้วยสายตาที่มีเลศนัย ก่อนจะหันมามองผมด้วยสายตาเหยียดหยามเช่นเดิม "ดูแลภรรยาของนายให้ดีๆ นะภัทร... เพราะของบางอย่าง ถ้าดูแลไม่ดี มันอาจจะหลุดลอยกลับไปหาเจ้าของเดิมเมื่อไหร่ก็ได้"
เขาพูดทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะก้าวขึ้นรถและขับออกไปจากคฤหาสน์ ทิ้งให้ผมยืนจมอยู่กับความสับสนและคำถามมากมายที่ไร้ซึ่งคำตอบ
บรรยากาศภายในบ้านกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง แต่ทว่ามันกลับเป็นความเงียบที่แฝงไปด้วยความอึดอัดและกดดันอย่างหนักหน่วง คุณเกดขอตัวขึ้นไปพักผ่อนบนห้องทันทีโดยอ้างว่าปวดศีรษะอย่างรุนแรง เธอเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองหน้าผม ทิ้งให้ผมยืนเคว้งคว้างอยู่เพียงลำพัง
ผมเดินเตร็ดเตร่ไปตามโถงทางเดินที่มืดสลัวของคฤหาสน์ ภายในหัวเต็มไปด้วยเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งค่ำคืนนี้ คำพูดของกิตติธัช ปฏิกิริยาหวาดกลัวของคุณเกด ทุกอย่างมันดูมีเงื่อนงำและซ่อนเร้นความลับบางอย่างที่ผมไม่รู้ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินหลงทางอยู่ในเขาวงกตที่มืดมิด ไม่รู้ว่าจะหาทางออกได้อย่างไร
ในขณะที่ผมกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเองนั้น จู่ๆ ก็มีเงาร่างของใครบางคนก้าวออกมาจากมุมมืดของโถงทางเดิน ผมสะดุ้งตกใจเล็กน้อย ก่อนจะเพ่งมองไปที่ร่างนั้น
นิชา ลูกสาวคนโตวัยยี่สิบสี่ปีของคุณเกด เธอยืนกอดอกพิงผนังด้วยท่วงท่าที่ดูเย้ายวนและอันตราย ใบหน้าสวยเฉี่ยวของเธอประดับไปด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปาก ดวงตาของเธอจ้องมองมาที่ผมราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องมองเหยื่ออันโอชะ
"ว่าไงคะคุณน้าภัทร... อาหารค่ำมื้อนี้อร่อยถูกปากไหมคะ?" เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย แต่ทว่าแฝงไปด้วยความเย้ยหยันอย่างเห็นได้ชัด
"นิชา... มาทำอะไรตรงนี้มืดๆ ดึกป่านนี้แล้วทำไมยังไม่เข้านอน" ผมถามกลับไปด้วยความรู้สึกไม่ไว้วางใจ
นิชาเดินเยื้องย่างเข้ามาหาผมอย่างช้าๆ ร่างกายของเธอเบียดชิดเข้ามาจนผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ลอยเตะจมูก เธอชะโงกหน้าเข้ามาใกล้จนริมฝีปากของเธอแทบจะสัมผัสกับใบหูของผม
"หนูก็แค่มารอดูว่า น้าภัทรจะทนกับความกดดันได้สักแค่ไหน..." เธอกระซิบเสียงแผ่วเบา แต่ทว่าดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผม "เห็นไหมคะน้าภัทร ว่าคุณแม่เกร็งขนาดไหนยามอยู่ต่อหน้าคุณพ่อ... อาการแบบนั้นน่ะ มันไม่ใช่แค่อึดอัดหรอกนะคะ แต่มันคือความหวาดกลัว... หวาดกลัวความผิดที่ตัวเองได้ก่อเอาไว้"
คำพูดของนิชาทำให้ผมเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ผมพยายามจะขยับตัวถอยห่าง แต่เธอกลับใช้มือเรียวยาวของเธอคว้าต้นแขนของผมเอาไว้แน่น
"ความผิดอะไร... นิชาพูดเรื่องอะไร" ผมถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
นิชาหัวเราะในลำคอเบาๆ รอยยิ้มของเธอดูน่ากลัวและเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์เพทุบาย "เรื่องนั้น... น้าภัทรก็ต้องไปสืบหาความจริงเอาเองสิคะ หนูคงบอกอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้... แต่น้าภัทรก็อย่ามัวแต่ไปสนใจเรื่องของคุณแม่ จนลืมเรื่องสำคัญของเราไปเสียล่ะ"
เธอยกมือขึ้นลูบไล้ไปตามแผงอกของผมอย่างแผ่วเบา สัมผัสของเธอมันช่างเย็นเยียบและทำให้ผมรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"และอย่าลืมนะคะว่า... พรุ่งนี้เที่ยงคืนตรง เป็นเวลาเล่นเกมที่สองของเรา... อย่าเบี้ยวเชียวล่ะ เพราะถ้าหากน้าภัทรผิดสัญญา... น้าภัทรคงรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตคู่ที่แสนสวยงามของน้าภัทร"
นิชาพูดจบก็ผละตัวออกห่าง เธอส่งยิ้มหวานหยดย้อยมาให้ผมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินหายลับเข้าไปในความมืดของโถงทางเดิน ทิ้งให้ผมยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
หัวใจของผมเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่นและกังวลใจอย่างถึงที่สุด ความลับของคุณเกดที่ซ่อนเร้นเอาไว้ เกมอันตรายของนิชาที่ผมไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และการกลับมาของกิตติธัชที่เปรียบเสมือนเมฆหมอกทะมึนที่พร้อมจะบดบังแสงสว่างในชีวิตของผม ทุกสิ่งทุกอย่างมันกำลังถาโถมเข้ามาหาผมพร้อมๆ กัน ราวกับพายุร้ายที่พร้อมจะพัดทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้พังพินาศลงไปในพริบตา
ผมได้แต่ยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าจะต้องรับมือกับสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ต่อไปอย่างไร อนาคตที่รอคอยผมอยู่เบื้องหน้า มันช่างมืดมนและน่าหวาดหวั่นเสียเหลือเกิน...