เมื่อได้ยินที่หลิงซีพูด หลงเฉินก็จำได้ทันทีว่าผู้ที่มาเยือนคือใคร
หลิงซีหดตัวเล็กลงและหลบเข้าไปอยู่ในกระบี่หลิงซีตามเดิม หลงเฉินเปิดประตูอย่างว่าง่าย ก่อนจะพบกับใบหน้าอันน่าตกตะลึงที่อยู่อีกฟาก
ภายใต้แสงจันทร์สุกสกาว หลิวหลานสวมชุดคลุมที่ทำจากผ้าพลิ้วบาง ๆ สีดำซึ่งเผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้างดงาม ดวงตาที่สดใสคู่นั้นมองดูหลงเฉินอย่างตั้งใจ สายตาที่เย้ายวนของนางเปี่ยมด้วยเสน่ห์แพรวพราว จมูกและคอของหลงเฉินรู้สึกแห้งผากขึ้นมาทันที
เขาตั้งใจเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามด้วยรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ดังนั้นเขาจึงทำตัวสบาย ๆ และเฉื่อยชาก่อนจะเอ่ยถามด้วยความงุนงง
“ท่าน... ท่านผู้คุมกฎ”
เมื่อเห็นท่าทีงุ่นง่านของหลงเฉิน หลิวหลานถึงกับหัวเราะคิกคัก นางพูดจายั่วยวน
“หลงเฉิน ที่นี่ไม่ต้อนรับข้าอย่างนั้นรึ?”
“มันจะไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไร...”
แม้ว่าปากของหลงเฉินจะพูดไปเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ได้หมายความตามนั้นจริง ๆ
หลิวหลานไม่ตอบหากแต่ยื่นมือขาวนวลผุดผ่องผลักประตูให้เปิด ทันใดนั้นนางก็ผลักหลงเฉินให้เข้าไปข้างในด้วยเช่นกัน เมื่อเสียงประตูกระแทกปิดดังขึ้น ดวงตางดงามของนางก็มองหลงเฉินด้วยความอ่อนหวาน
เมื่อเห็นสายตางุนงงของหลงเฉิน หลิวหลานก็รู้สึกขบขัน นางนั่งลงบนม้านั่งพร้อมกับส่งยิ้มให้ สัดส่วนโค้งเว้าของนางทำให้หลงเฉินจ้องมองตาไม่กะพริบ
“เอาล่ะ ข้าไม่หยอกเจ้าแล้ว ที่ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อให้เจ้าทำความคุ้นเคยกับข้าเอาไว้ อย่าปล่อยให้จินตนาการของเจ้าเตลิดไปไหนต่อไหนเสียล่ะ ข้าไปเยี่ยมอีกสี่คนที่ห้องของพวกเขามาแล้ว ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นตาของเจ้า”
แม้ภายนอกหลงเฉินจะทำตัวบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่ภายในใจเขากำลังพินิจพิจารณาเรือนร่างของหญิงสาวผู้งดงามผู้นี้
‘ในฐานะผู้คุมกฎ ความแข็งแกร่งของนางจึงอยู่ในระดับแก่นปฐพี --- นับเป็นยอดฝีมือระดับหัวกะทิ เหตุที่หวงเฟยหยางหวาดกลัวนางถึงเพียงนั้นอาจเป็นเพราะนางเป็นคนที่รับมือได้ยากก็เป็นได้ ข้าต้องไม่ไขว้เขวกับรูปลักษณ์ของนางในตอนนี้...’
แม้หลงเฉินจะพยายามปลงใจ แต่สิ่งที่ออกจากปากของเขาไปคือ…
“ข้าสงสัยว่าเหตุใดท่านผู้คุมกฎถึงมาหาข้า?”
“ข้าแค่มาทำความรู้จักเจ้าไว้เท่านั้น แล้วก็อีกเรื่อง... เจ้ามีศัตรูที่ต้องจัดการหรือไม่?”
ดวงตาของหลงเฉินเป็นประกาย
นี่เป็นจุดประสงค์ที่ทำให้เขาเข้าตระกูลหลิงอู่ เมื่อตอนกลางวันหลงเฉินสังเกตว่ากานหลินมิได้เอ่ยถึงเรื่องนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่รีบร้อนที่จะถามเช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าเฉินสงโจวและเฟิงหมิงหยางจะไม่ได้โกหก ตระกูลหลิงอู่มีอิทธิพลอย่างแท้จริง และช่วยกำจัดศัตรูของสมาชิกในเหล่านอกตระกูลได้อีกด้วย
หลังจากลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง ภายใต้ดวงตาเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอกทรงเสน่ห์คู่นั้น หลงเฉินจึงเอ่ยออกมา
“ข้ามี --- ลัทธิเซียนโลหิต”
เมื่อได้ยินชื่อลัทธิเซียนโลหิต หลิวหลานนิ่วหน้าและส่ายศีรษะ ก่อนจะเอ่ยถาม
“เจ้ากับลัทธิเซียนโลหิตไปเป็นศัตรูกันได้อย่างไร?”
เมื่อได้ยินว่าหลิวหลานรู้จักลัทธิเซียนโลหิต หลงเฉินจึงรู้สึกดีใจอยู่ลึก ๆ เขาเอ่ยขึ้นด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด
“หนึ่งในผู้คุมกฎของลัทธิเซียนโลหิตไปที่เมืองพฤกษาหมอกและร่วมมือกับตระกูลไป๋เพื่อกำจัดตระกูลหยางของข้า ดังนั้นข้าจึงฆ่าผู้คุมกฎคนนั้น และหากลัทธิเซียนโลหิตรู้ว่าเป็นฝีมือของข้าละก็ ตระกูลหยางคงถึงคราวจบสิ้น”
“ดังนั้นเจ้าก็เลยมาที่ตระกูลหลิงอู่สินะ?”
เพียงปราดเดียว หลิงหลานก็เข้าใจจุดประสงค์ของเขาอย่างแจ่มแจ้ง
หลงเฉินพยักหน้า
“ข้าอยากทราบว่าตระกูลหลิงอู่พอจะช่วยข้าเรื่องนี้ได้หรือไม่?”
หลงเฉินมองหลิวหลานด้วยความคาดหวัง นางหัวเราะเบา ๆ พลางส่ายศีรษะ
“ในตอนนี้เจ้าเป็นเพียงผู้ติดตามระดับสี่ และการจะกำจัดศัตรูของเจ้าจำต้องใช้ยอดฝีมือระดับแก่นปฐพี นี่เป็นสิทธิพิเศษที่มากเกินกว่าสิทธิ์ที่เจ้ามี ยิ่งไปกว่านั้น... คะแนนผลงานในตอนนี้และศักยภาพของเจ้าที่ข้าคาดหวังไว้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ตระกูลหลิงอู่ช่วยเจ้ากำจัดลัทธิเซียนโลหิตได้หรอกนะ... ดังนั้น...”
สีหน้าของหลงเฉินหม่นหมองลงทันที เมื่อมองไปที่หญิงสาวงดงามน่าหลงใหลผู้นี้ หลงเฉินรู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่นางพูด
‘เกินกว่าสิทธิ์ที่ข้าควรจะได้งั้นรึ? และยังมีเรื่องศักยภาพต่อตระกูลหลิงอู่อีก ข้าใช้ทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นกลางต่อหน้าพวกเขาแท้ ๆ แต่ยังไม่เพียงพอให้พวกเขาจัดการกับลัทธิเซียนโลหิตได้อีกรึ?’
ความเป็นความตายของตระกูลหยางเป็นสิ่งเดียวที่สำคัญต่อหลงเฉิน เวลานี้เขาไม่สามารถรับมือกับลัทธิเซียนโลหิตได้ด้วยตัวเองและทำได้เพียงพึ่งความช่วยเหลือจากตระกูลหลิงอู่ อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าในเวลานี้เขายังไม่มีความสามารถพอจะเรียกร้องสิ่งใดจากตระกูลหลิงอู่
หลิวหลานลุกขึ้นจากม้านั่งและเดินเข้ามาหาหลงเฉินอย่างช้า ๆ ทันใดนั้นกลิ่นกายที่เย้ายวนชวนฝันก็ลอยมาต้องจมูก เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น ตัวเขาและหลิวหลานอยู่ห่างกันเพียงเอื้อมมือ เนินอกกลมกลึงและขาวนวลเนียนลอยเด่นอยู่เบื้องหน้า ราวกับเป็นสิ่งที่ชายทุกคนปรารถนาจะเอื้อมมือไปสัมผัส
เปลวไฟลุกโชนอยู่ในดวงตาของหลงเฉิน แต่แล้วความเจ็บปวดที่หูก็ทำให้ร่างกายของเขาเย็นลง หลงเฉินรู้ว่าแม่นางน้อยกำลังเกรี้ยวกราดและผลที่ตามมาจะต้องร้ายแรงอย่างมาก ทันใดนั้น หลงเฉินรีบเบือนสายตาไปอีกทางและไม่เหลือบมองมาที่หลิวหลานอีก
เมื่อเห็นท่าทีของหลงเฉิน หลิวหลานหัวเราะคิกคัก
“ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กใหม่ตัวน้อยนี่จะเป็นชายผู้ยึดถือศักดิ์ศรีอีกด้วย หืม... น่าสนใจจริง อย่างไรก็ตาม...ตระกูลหลิงอู่ที่แสนเย็นชาและไม่ไยดีสิ่งใดไม่ใช่ที่ที่เด็กโง่อย่างเจ้าจะเข้ามาวิ่งเล่นได้หรอกนะ ข้าจะสอนให้เจ้าได้รู้จักกับความโหดร้ายเอง...”
เมื่อคิดเช่นนั้นนางก็พูดด้วยน้ำเสียงเฉยชา
“หลงเฉิน เจ้าต้องการให้ตระกูลหลิงอู่ยื่นมือเข้าไปช่วยเจ้า ข้าขอแนะนำอะไรเจ้าเสียหน่อย ระดับขั้นของผู้ติดตาม คะแนนผลงาน และศักยภาพ สามสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับเจ้าในตอนนี้ข้าพอมองเห็นความเป็นไปได้ของเจ้าอยู่บ้าง ดังนั้นข้าจะขอเตือนเจ้าว่าหากเจ้าอยากโดดเด่น เจ้าต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาล ในตระกูลหลิงอู่น่ะ... ไม่มีที่ให้ขยะไร้ค่าหรอกนะ...”
แม้ว่าน้ำเสียงของหลิวหลานจะเรียบเฉย แต่จากที่เขาได้ฟัง หลงเฉินก็ตระหนักว่าตระกูลหลิงอู่นั้นมีความเด็ดขาดอย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาเลือดเย็นเมื่อต้องชี้ขาด ทุกอย่างเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยน หากต้องการให้ตระกูลหลิงอู่หยิบยื่นสิ่งใดให้ก็จำต้องแลกมาด้วยคะแนนผลงานหรือแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตนเอง
‘เจ้าคิดว่าศักยภาพของข้ายังไม่เพียงพองั้นรึ? เดี๋ยวลูกพี่จะทำให้พวกเจ้าหันมามองข้าให้ชัด ๆ และจะได้รู้เองว่าศักยภาพของข้าเป็นเช่นไร!’
ตลอดเวลาที่ผ่านมา หลงเฉินตระหนักได้ว่าเรื่องอัศจรรย์ไม่มีอยู่จริง และแม้แต่เรื่องนี้ก็ไม่สามารถจัดการได้โดยง่าย สำหรับตอนนี้เขายังไม่สามารถเรียกร้องให้ตระกูลหลิงอู่ช่วยเขาจัดการกับลัทธิเซียนโลหิต แต่ทว่าอัตราความก้าวหน้าของเขานั้นยอดเยี่ยมมาก เขาจึงไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปไม่ได้
หลิวหลานตบไหล่หลงเฉินและมองเข้าไปในดวงตาของเขา เสียงของนางเป็นเหมือนมดที่คืบคลานเข้าไปในหู
“หลงเฉิน ในฐานะส่วนหนึ่งของตระกูลหลิงอู่ เจ้าต้องจดจำคำนี้ไว้ – ‘พรสวรรค์ที่โดดเด่น’ หากเจ้าแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่ว่าได้ เช่นนั้นแล้วความมั่งคั่ง ทักษะยุทธ์ ยาบำรุงวิญญาณ อาวุธศักดิ์สิทธิ์หรือแม้แต่หญิงงามก็จะเป็นของเจ้า!”
เมื่อพูดถึงผู้หญิง ลมหายใจอันหอมหวานของหลิวหลานก็ปะทะเข้าที่ใบหน้าของหลงเฉิน ทำให้เขารู้สึกว้าวุ่นขึ้นมาในทันที แต่แล้วความเจ็บปวดที่หูก็ทำให้เขาได้สติขึ้นมา
มีเพียงหลงเฉินเท่านั้นที่รู้ถึงความยากลำบากของหลิงซีจนกระทั่งตอนนี้
อย่างไรก็ตาม หลงเฉินจดจำคำเหล่านั้นเอาไว้ขึ้นใจ ‘พรสวรรค์ที่โดดเด่น’
“วางใจเถอะ”
เมื่อเห็นว่าเด็กใหม่ผู้นี้ไม่มีความกล้าพอ หลิวหลานจึงรู้สึกเปล่าประโยชน์ที่จะยั่วยวนเขาต่อไป นางถอยออกไปและจัดผมเผ้าให้เข้าที่
“ตระกูลหลิงอู่มีเครือข่ายข่าวกรองที่ทรงพลัง เพราะเห็นแก่เจ้า... ข้าจะคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของลัทธิเซียนโลหิตไว้เอาไว้หน่อยก็แล้วกัน หากมีอะไรข้าจะมาบอกให้เจ้ารู้”
แม้ว่าเขาจะไม่สามารถทำให้นางกำจัดลัทธิเซียนโลหิตได้ แต่ดูเหมือนเรื่องนี้จะเปลี่ยนไปในทางที่ดี หลงเฉินรู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง
“ข้าน้อยขอขอบคุณท่านผู้คุมกฎ”
หลิวหลานพยักหน้าก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ก่อนที่นางจะก้าวออกไป นางหันกลับมาและหัวเราะคิกคักอย่างอ่อนหวาน
“เจ้าหลงเฉินน้อย เจ้าจะได้รับภารกิจแรกในอีกห้าวันข้างหน้า เจ้าจะต้องทำให้ดีที่สุดนะ ตระกูลหลิงอู่จะตัดสินเจ้าจากผลงาน”
หลังจากที่หลิวหลานจากไปแล้ว หลิงซีพุ่งตัวออกมาจากกระบี่หลิงซีในทันที นางจ้องเขม็งมาที่หลงเฉินและห่อปากด้วยความขุ่นเคือง ดูราวกับว่านางอยากจะกินเขาเข้าไปทั้งอย่างนั้น
หลงเฉินยิ้มอย่างเขินอายและเอ่ยขึ้น
“ข้าว่าจะไปฝึกกระบวนท่า [มังกรสวรรค์ย่างก้าว] เสียหน่อย...”
หลิงซีจับจ้องเขาอย่างเกรี้ยวกราดและไม่พูดอะไร
หลงเฉินรีบลงไปยังห้องใต้ดินทันที เขาตบหน้าอกตัวเองและคิดในใจ
‘ข้ามองนางแค่ไม่กี่ครั้งเอง ยัยจิ๋วนั่นก็มาโกรธข้าเสียแล้ว น่ากลัวชะมัด...’
เมื่อหลิงซีเห็นหลงเฉินรีบหนีไป นางก็พ่นลมออกมาอย่างไม่พอใจขณะนอนอยู่บนเตียงของตนเอง เมื่อนางเอนหัวลง จู่ ๆ ดวงตาที่เคยเต็มไปความขุ่นเคืองก็ถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่า นางยื่นมือออกไปสัมผัสผ้าห่ม แต่กลับไม่มีความรู้สึกที่นางเคยมีก่อนหน้านี้
ความรู้สึกของกายเนื้อเมื่อเทียบกับร่างวิญญาณแล้วช่างแตกต่างกันเหลือเกิน
หัวใจของนางเต็มไปด้วยความเศร้าสลด หลิงซีรู้สึกถึงแรงกระตุ้นที่ทำให้นางอยากจะร้องไห้ออกมา นางมองไปทางหลงเฉินและพึมพำกับตนเอง
‘อย่างที่คิดเอาไว้เลย เขาชอบผู้หญิงที่มีร่างกายจริง ๆ มากกว่า แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่ถือว่าเป็นคนจริง ๆ เสียด้วยซ้ำ ข้าไม่มีอะไรให้เขาเลย...’
นางกัดฟันและรู้สึกสิ้นหวังอยู่นาน
เมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่ นางก็ถอนหายใจและนึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่ตนเองเคยพบพาน
‘ข้าเป็นอย่างนี้ไปแล้ว ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือตายไปก็ไม่มีผลอะไรกับเขาหรอก ข้าควรเลิกคิดเข้าข้างตัวเองและเลิกฝันลม ๆ แล้งๆ เสียที เขาก็มีชีวิตของตัวเอง ความรู้สึกที่ได้อยู่เคียงข้างและปกป้องเขาอยู่หลายครั้งก็ไม่เลวนักหรอก...’
หลิงซีเงยหน้าขึ้นมองเพดานสีขาวราวหิมะ
‘ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านต้องอวยพรและปกป้องข้าด้วย ข้าหวังว่าจะได้พบพวกท่านอีกสักครั้ง...’
เมื่อนางคิดถึงผู้เป็นบิดามารดา หากในตอนนี้นางสามารถร้องไห้ได้ น้ำตาก็คงรินไหลออกมาแล้ว
“เสี่ยวซี เจ้าทำตัวเหมือนผู้หญิงงี่เง่าเลย คิดอะไรอยู่งั้นรึ? เล่าให้ลูกพี่ฟังได้หรือไม่?’
จู่ ๆ หลงเฉินก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างเตียงและหัวเราะคิกคักขณะนั่งพิงกำแพง
เมื่อเห็นท่าทางหยอกล้อของเขา ไม่ว่าหลิวซีจะรู้สึกหดหู่เพียงใด ความรู้สึกเหล่านั้นก็อันตรธานหายไปสิ้น นางรู้สึกว่านางทำสิ่งที่น่าอายอย่างมากและรีบเปลี่ยนท่าทีในทันที นางมองหลงเฉินด้วยสายตาดุร้าย
“ออกไปจากที่นี่เลยนะ เจ้าคนเลว ข้า...นายหญิงของเจ้าไม่อยากคุยด้วยแล้ว!”
เวลานี้หลงเฉินนั่งลงบนเตียง เขาดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาทันทีด้วยสีหน้าจริงจังที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย เขายื่นนิ้วออกไปขณะที่วางฝ่ามือไว้เบื้องหน้าหลิงซี
“ใช้นิ้วของเจ้าแตะที่นิ้วข้าสิ”
“เพื่ออะไรกันล่ะ?”
หลิงซีไม่รู้ว่าเขาต้องการจะทำอะไรและมองเขาด้วยความงุนงง
“แตะดูเถอะ”
เมื่อเห็นว่าหลงเฉินมีท่าทีจริงจัง หลิงซีจึงพ่นลมก่อนยื่นนิ้วเล็ก ๆ ที่สองแสงเป็นประกายและโปร่งแสงออกไปสัมผัสนิ้วชี้ของหลงเฉินเบา ๆ ทันใดนั้นนางก็ชักมือกลับและมองหน้าหลงเฉินอย่างระมัดระวังด้วยดวงตาเบิกกว้าง
เมื่อเห็นท่าทีน่าเอ็นดูของนาง หลงเฉินไม่ได้หัวเราะออกมาหากแต่เอ่ยถาม
“เจ้ารู้สึกถึงความอุ่นของร่างกายข้าหรือไม่?”
เมื่อหลงเฉินถามคำถามนี้ออกมา หลิงซีผงะไปก่อนจะพยักหน้าอย่างงุนงง
หลงเฉินหัวเราะพลางดึงนิ้วกลับมาและเอ่ยขึ้น
“ข้ามีความปรารถนาอย่างหนึ่ง นั่นก็คือฟื้นฟูร่างกายของเจ้า เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าต้องทำเช่นไร? ข้าอยากให้เจ้าได้มีความอบอุ่นเช่นนี้ด้วย”
สีหน้าจริงจังและคำพูดของหลงเฉินในตอนนี้ตราตรึงอยู่ในใจของหลิงซี ทำให้นางรู้สึกอึ้งจนทำตัวไม่ถูก นางรู้ว่าเขาคงเห็นท่าทางสลดหดหู่ของนาง หาไม่แล้วเขาคงไม่พูดอะไรเช่นนี้ออกมา
หลิงซีรู้สึกตื้นตันจนร้องไห้
“บอกข้ามาเร็ว ๆ สิ อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย!”
เมื่อเห็นท่าทีดุดันของหลงเฉิน หลิงซีจึงรีบตอบในทันที
“หากข้าได้ ผลวิญญาณภูติเก้าชั้นฟ้า ข้าก็จะสามารถฟื้นฟูกายเนื้อได้”
เมื่อได้ยินว่ามีความเป็นไปได้ หลงเฉินรู้สึกดีใจอย่างที่สุด เขารีบถามต่อ
“แล้วข้าจะหาผลวิญญาณภูติเก้าชั้นฟ้านี้ได้ที่ใดกัน?”
หลิงซีส่ายศีรษะอย่างเจ็บปวด
“อย่าไปคิดถึงมันเลย ต่อให้เจ้ากลายเป็นยอดฝีมือระดับหัวกะทิแห่งนครหยวนหลิง เจ้าก็ไม่มีวันแตะต้องมันได้หรอก...”
ด้วยตัวตนที่ลึกลับของหลิงซีทำให้หลงเฉินคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าสิ่งที่นางต้องการเพื่อฟื้นฟูกายเนื้อของตนเองนั้นจะต้องไม่ธรรมดา เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“หลิงซี ข้าจะไปที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งในวันพรุ่งนี้เพื่อหาสมุนไพรเยียวยาวิญญาณให้เจ้า!”
************************