เทพสงครามสายเลือดมังกร

    ตอนที่ 80 ความอบอุ่นที่ปลายนิ้ว

    เมื่อได้ยินที่หลิงซีพูด  หลงเฉินก็จำได้ทันทีว่าผู้ที่มาเยือนคือใคร


    หลิงซีหดตัวเล็กลงและหลบเข้าไปอยู่ในกระบี่หลิงซีตามเดิม  หลงเฉินเปิดประตูอย่างว่าง่าย ก่อนจะพบกับใบหน้าอันน่าตกตะลึงที่อยู่อีกฟาก


    ภายใต้แสงจันทร์สุกสกาว  หลิวหลานสวมชุดคลุมที่ทำจากผ้าพลิ้วบาง ๆ สีดำซึ่งเผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้างดงาม  ดวงตาที่สดใสคู่นั้นมองดูหลงเฉินอย่างตั้งใจ  สายตาที่เย้ายวนของนางเปี่ยมด้วยเสน่ห์แพรวพราว  จมูกและคอของหลงเฉินรู้สึกแห้งผากขึ้นมาทันที


    เขาตั้งใจเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามด้วยรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มบริสุทธิ์ไร้เดียงสา  ดังนั้นเขาจึงทำตัวสบาย ๆ และเฉื่อยชาก่อนจะเอ่ยถามด้วยความงุนงง 


    “ท่าน... ท่านผู้คุมกฎ” 


    เมื่อเห็นท่าทีงุ่นง่านของหลงเฉิน หลิวหลานถึงกับหัวเราะคิกคัก  นางพูดจายั่วยวน


    “หลงเฉิน ที่นี่ไม่ต้อนรับข้าอย่างนั้นรึ?”


    “มันจะไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไร...”


    แม้ว่าปากของหลงเฉินจะพูดไปเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ได้หมายความตามนั้นจริง ๆ


    หลิวหลานไม่ตอบหากแต่ยื่นมือขาวนวลผุดผ่องผลักประตูให้เปิด  ทันใดนั้นนางก็ผลักหลงเฉินให้เข้าไปข้างในด้วยเช่นกัน  เมื่อเสียงประตูกระแทกปิดดังขึ้น  ดวงตางดงามของนางก็มองหลงเฉินด้วยความอ่อนหวาน


    เมื่อเห็นสายตางุนงงของหลงเฉิน หลิวหลานก็รู้สึกขบขัน  นางนั่งลงบนม้านั่งพร้อมกับส่งยิ้มให้   สัดส่วนโค้งเว้าของนางทำให้หลงเฉินจ้องมองตาไม่กะพริบ


    “เอาล่ะ ข้าไม่หยอกเจ้าแล้ว ที่ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อให้เจ้าทำความคุ้นเคยกับข้าเอาไว้  อย่าปล่อยให้จินตนาการของเจ้าเตลิดไปไหนต่อไหนเสียล่ะ ข้าไปเยี่ยมอีกสี่คนที่ห้องของพวกเขามาแล้ว ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นตาของเจ้า”


    แม้ภายนอกหลงเฉินจะทำตัวบริสุทธิ์ไร้เดียงสา แต่ภายในใจเขากำลังพินิจพิจารณาเรือนร่างของหญิงสาวผู้งดงามผู้นี้


    ‘ในฐานะผู้คุมกฎ ความแข็งแกร่งของนางจึงอยู่ในระดับแก่นปฐพี --- นับเป็นยอดฝีมือระดับหัวกะทิ  เหตุที่หวงเฟยหยางหวาดกลัวนางถึงเพียงนั้นอาจเป็นเพราะนางเป็นคนที่รับมือได้ยากก็เป็นได้  ข้าต้องไม่ไขว้เขวกับรูปลักษณ์ของนางในตอนนี้...’


    แม้หลงเฉินจะพยายามปลงใจ แต่สิ่งที่ออกจากปากของเขาไปคือ…


    “ข้าสงสัยว่าเหตุใดท่านผู้คุมกฎถึงมาหาข้า?”


    “ข้าแค่มาทำความรู้จักเจ้าไว้เท่านั้น  แล้วก็อีกเรื่อง... เจ้ามีศัตรูที่ต้องจัดการหรือไม่?”


    ดวงตาของหลงเฉินเป็นประกาย


    นี่เป็นจุดประสงค์ที่ทำให้เขาเข้าตระกูลหลิงอู่  เมื่อตอนกลางวันหลงเฉินสังเกตว่ากานหลินมิได้เอ่ยถึงเรื่องนี้  ดังนั้นเขาจึงไม่รีบร้อนที่จะถามเช่นกัน  แต่ดูเหมือนว่าเฉินสงโจวและเฟิงหมิงหยางจะไม่ได้โกหก  ตระกูลหลิงอู่มีอิทธิพลอย่างแท้จริง และช่วยกำจัดศัตรูของสมาชิกในเหล่านอกตระกูลได้อีกด้วย


    หลังจากลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง ภายใต้ดวงตาเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอกทรงเสน่ห์คู่นั้น หลงเฉินจึงเอ่ยออกมา


    “ข้ามี --- ลัทธิเซียนโลหิต”


    เมื่อได้ยินชื่อลัทธิเซียนโลหิต  หลิวหลานนิ่วหน้าและส่ายศีรษะ ก่อนจะเอ่ยถาม


    “เจ้ากับลัทธิเซียนโลหิตไปเป็นศัตรูกันได้อย่างไร?”


    เมื่อได้ยินว่าหลิวหลานรู้จักลัทธิเซียนโลหิต  หลงเฉินจึงรู้สึกดีใจอยู่ลึก ๆ เขาเอ่ยขึ้นด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด


    “หนึ่งในผู้คุมกฎของลัทธิเซียนโลหิตไปที่เมืองพฤกษาหมอกและร่วมมือกับตระกูลไป๋เพื่อกำจัดตระกูลหยางของข้า  ดังนั้นข้าจึงฆ่าผู้คุมกฎคนนั้น  และหากลัทธิเซียนโลหิตรู้ว่าเป็นฝีมือของข้าละก็  ตระกูลหยางคงถึงคราวจบสิ้น”


    “ดังนั้นเจ้าก็เลยมาที่ตระกูลหลิงอู่สินะ?”


    เพียงปราดเดียว หลิงหลานก็เข้าใจจุดประสงค์ของเขาอย่างแจ่มแจ้ง


    หลงเฉินพยักหน้า


    “ข้าอยากทราบว่าตระกูลหลิงอู่พอจะช่วยข้าเรื่องนี้ได้หรือไม่?”


    หลงเฉินมองหลิวหลานด้วยความคาดหวัง  นางหัวเราะเบา ๆ พลางส่ายศีรษะ


    “ในตอนนี้เจ้าเป็นเพียงผู้ติดตามระดับสี่ และการจะกำจัดศัตรูของเจ้าจำต้องใช้ยอดฝีมือระดับแก่นปฐพี  นี่เป็นสิทธิพิเศษที่มากเกินกว่าสิทธิ์ที่เจ้ามี  ยิ่งไปกว่านั้น... คะแนนผลงานในตอนนี้และศักยภาพของเจ้าที่ข้าคาดหวังไว้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ตระกูลหลิงอู่ช่วยเจ้ากำจัดลัทธิเซียนโลหิตได้หรอกนะ... ดังนั้น...”


    สีหน้าของหลงเฉินหม่นหมองลงทันที  เมื่อมองไปที่หญิงสาวงดงามน่าหลงใหลผู้นี้ หลงเฉินรู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่นางพูด


    ‘เกินกว่าสิทธิ์ที่ข้าควรจะได้งั้นรึ? และยังมีเรื่องศักยภาพต่อตระกูลหลิงอู่อีก  ข้าใช้ทักษะยุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นกลางต่อหน้าพวกเขาแท้ ๆ แต่ยังไม่เพียงพอให้พวกเขาจัดการกับลัทธิเซียนโลหิตได้อีกรึ?’


    ความเป็นความตายของตระกูลหยางเป็นสิ่งเดียวที่สำคัญต่อหลงเฉิน  เวลานี้เขาไม่สามารถรับมือกับลัทธิเซียนโลหิตได้ด้วยตัวเองและทำได้เพียงพึ่งความช่วยเหลือจากตระกูลหลิงอู่  อย่างไรก็ตาม   เห็นได้ชัดว่าในเวลานี้เขายังไม่มีความสามารถพอจะเรียกร้องสิ่งใดจากตระกูลหลิงอู่


    หลิวหลานลุกขึ้นจากม้านั่งและเดินเข้ามาหาหลงเฉินอย่างช้า ๆ ทันใดนั้นกลิ่นกายที่เย้ายวนชวนฝันก็ลอยมาต้องจมูก เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น  ตัวเขาและหลิวหลานอยู่ห่างกันเพียงเอื้อมมือ  เนินอกกลมกลึงและขาวนวลเนียนลอยเด่นอยู่เบื้องหน้า  ราวกับเป็นสิ่งที่ชายทุกคนปรารถนาจะเอื้อมมือไปสัมผัส


    เปลวไฟลุกโชนอยู่ในดวงตาของหลงเฉิน แต่แล้วความเจ็บปวดที่หูก็ทำให้ร่างกายของเขาเย็นลง  หลงเฉินรู้ว่าแม่นางน้อยกำลังเกรี้ยวกราดและผลที่ตามมาจะต้องร้ายแรงอย่างมาก  ทันใดนั้น  หลงเฉินรีบเบือนสายตาไปอีกทางและไม่เหลือบมองมาที่หลิวหลานอีก


    เมื่อเห็นท่าทีของหลงเฉิน  หลิวหลานหัวเราะคิกคัก


    “ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กใหม่ตัวน้อยนี่จะเป็นชายผู้ยึดถือศักดิ์ศรีอีกด้วย หืม... น่าสนใจจริง  อย่างไรก็ตาม...ตระกูลหลิงอู่ที่แสนเย็นชาและไม่ไยดีสิ่งใดไม่ใช่ที่ที่เด็กโง่อย่างเจ้าจะเข้ามาวิ่งเล่นได้หรอกนะ  ข้าจะสอนให้เจ้าได้รู้จักกับความโหดร้ายเอง...”


    เมื่อคิดเช่นนั้นนางก็พูดด้วยน้ำเสียงเฉยชา


    “หลงเฉิน เจ้าต้องการให้ตระกูลหลิงอู่ยื่นมือเข้าไปช่วยเจ้า ข้าขอแนะนำอะไรเจ้าเสียหน่อย ระดับขั้นของผู้ติดตาม คะแนนผลงาน และศักยภาพ สามสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง  สำหรับเจ้าในตอนนี้ข้าพอมองเห็นความเป็นไปได้ของเจ้าอยู่บ้าง ดังนั้นข้าจะขอเตือนเจ้าว่าหากเจ้าอยากโดดเด่น  เจ้าต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาล  ในตระกูลหลิงอู่น่ะ... ไม่มีที่ให้ขยะไร้ค่าหรอกนะ...”


    แม้ว่าน้ำเสียงของหลิวหลานจะเรียบเฉย  แต่จากที่เขาได้ฟัง  หลงเฉินก็ตระหนักว่าตระกูลหลิงอู่นั้นมีความเด็ดขาดอย่างไม่ต้องสงสัย  พวกเขาเลือดเย็นเมื่อต้องชี้ขาด  ทุกอย่างเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยน หากต้องการให้ตระกูลหลิงอู่หยิบยื่นสิ่งใดให้ก็จำต้องแลกมาด้วยคะแนนผลงานหรือแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตนเอง


    ‘เจ้าคิดว่าศักยภาพของข้ายังไม่เพียงพองั้นรึ? เดี๋ยวลูกพี่จะทำให้พวกเจ้าหันมามองข้าให้ชัด ๆ และจะได้รู้เองว่าศักยภาพของข้าเป็นเช่นไร!’


    ตลอดเวลาที่ผ่านมา  หลงเฉินตระหนักได้ว่าเรื่องอัศจรรย์ไม่มีอยู่จริง และแม้แต่เรื่องนี้ก็ไม่สามารถจัดการได้โดยง่าย  สำหรับตอนนี้เขายังไม่สามารถเรียกร้องให้ตระกูลหลิงอู่ช่วยเขาจัดการกับลัทธิเซียนโลหิต  แต่ทว่าอัตราความก้าวหน้าของเขานั้นยอดเยี่ยมมาก  เขาจึงไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปไม่ได้


    หลิวหลานตบไหล่หลงเฉินและมองเข้าไปในดวงตาของเขา  เสียงของนางเป็นเหมือนมดที่คืบคลานเข้าไปในหู


    “หลงเฉิน ในฐานะส่วนหนึ่งของตระกูลหลิงอู่  เจ้าต้องจดจำคำนี้ไว้ – ‘พรสวรรค์ที่โดดเด่น’ หากเจ้าแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่ว่าได้ เช่นนั้นแล้วความมั่งคั่ง ทักษะยุทธ์ ยาบำรุงวิญญาณ อาวุธศักดิ์สิทธิ์หรือแม้แต่หญิงงามก็จะเป็นของเจ้า!”


    เมื่อพูดถึงผู้หญิง  ลมหายใจอันหอมหวานของหลิวหลานก็ปะทะเข้าที่ใบหน้าของหลงเฉิน  ทำให้เขารู้สึกว้าวุ่นขึ้นมาในทันที  แต่แล้วความเจ็บปวดที่หูก็ทำให้เขาได้สติขึ้นมา


    มีเพียงหลงเฉินเท่านั้นที่รู้ถึงความยากลำบากของหลิงซีจนกระทั่งตอนนี้


    อย่างไรก็ตาม หลงเฉินจดจำคำเหล่านั้นเอาไว้ขึ้นใจ ‘พรสวรรค์ที่โดดเด่น’


    “วางใจเถอะ”


    เมื่อเห็นว่าเด็กใหม่ผู้นี้ไม่มีความกล้าพอ  หลิวหลานจึงรู้สึกเปล่าประโยชน์ที่จะยั่วยวนเขาต่อไป  นางถอยออกไปและจัดผมเผ้าให้เข้าที่


    “ตระกูลหลิงอู่มีเครือข่ายข่าวกรองที่ทรงพลัง  เพราะเห็นแก่เจ้า... ข้าจะคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของลัทธิเซียนโลหิตไว้เอาไว้หน่อยก็แล้วกัน  หากมีอะไรข้าจะมาบอกให้เจ้ารู้”


    แม้ว่าเขาจะไม่สามารถทำให้นางกำจัดลัทธิเซียนโลหิตได้  แต่ดูเหมือนเรื่องนี้จะเปลี่ยนไปในทางที่ดี  หลงเฉินรู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง


    “ข้าน้อยขอขอบคุณท่านผู้คุมกฎ”


    หลิวหลานพยักหน้าก่อนจะเดินออกไปจากห้อง  ก่อนที่นางจะก้าวออกไป  นางหันกลับมาและหัวเราะคิกคักอย่างอ่อนหวาน


    “เจ้าหลงเฉินน้อย เจ้าจะได้รับภารกิจแรกในอีกห้าวันข้างหน้า  เจ้าจะต้องทำให้ดีที่สุดนะ  ตระกูลหลิงอู่จะตัดสินเจ้าจากผลงาน”


    หลังจากที่หลิวหลานจากไปแล้ว  หลิงซีพุ่งตัวออกมาจากกระบี่หลิงซีในทันที  นางจ้องเขม็งมาที่หลงเฉินและห่อปากด้วยความขุ่นเคือง  ดูราวกับว่านางอยากจะกินเขาเข้าไปทั้งอย่างนั้น


    หลงเฉินยิ้มอย่างเขินอายและเอ่ยขึ้น


    “ข้าว่าจะไปฝึกกระบวนท่า [มังกรสวรรค์ย่างก้าว] เสียหน่อย...”


    หลิงซีจับจ้องเขาอย่างเกรี้ยวกราดและไม่พูดอะไร


    หลงเฉินรีบลงไปยังห้องใต้ดินทันที  เขาตบหน้าอกตัวเองและคิดในใจ


    ‘ข้ามองนางแค่ไม่กี่ครั้งเอง ยัยจิ๋วนั่นก็มาโกรธข้าเสียแล้ว  น่ากลัวชะมัด...’


    เมื่อหลิงซีเห็นหลงเฉินรีบหนีไป  นางก็พ่นลมออกมาอย่างไม่พอใจขณะนอนอยู่บนเตียงของตนเอง  เมื่อนางเอนหัวลง จู่ ๆ ดวงตาที่เคยเต็มไปความขุ่นเคืองก็ถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่า นางยื่นมือออกไปสัมผัสผ้าห่ม แต่กลับไม่มีความรู้สึกที่นางเคยมีก่อนหน้านี้   


    ความรู้สึกของกายเนื้อเมื่อเทียบกับร่างวิญญาณแล้วช่างแตกต่างกันเหลือเกิน


    หัวใจของนางเต็มไปด้วยความเศร้าสลด  หลิงซีรู้สึกถึงแรงกระตุ้นที่ทำให้นางอยากจะร้องไห้ออกมา  นางมองไปทางหลงเฉินและพึมพำกับตนเอง


    ‘อย่างที่คิดเอาไว้เลย เขาชอบผู้หญิงที่มีร่างกายจริง ๆ มากกว่า  แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ข้าไม่ถือว่าเป็นคนจริง ๆ เสียด้วยซ้ำ  ข้าไม่มีอะไรให้เขาเลย...’


    นางกัดฟันและรู้สึกสิ้นหวังอยู่นาน


    เมื่อเวลาผ่านไปพักใหญ่  นางก็ถอนหายใจและนึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่ตนเองเคยพบพาน


    ‘ข้าเป็นอย่างนี้ไปแล้ว  ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือตายไปก็ไม่มีผลอะไรกับเขาหรอก  ข้าควรเลิกคิดเข้าข้างตัวเองและเลิกฝันลม ๆ แล้งๆ เสียที เขาก็มีชีวิตของตัวเอง ความรู้สึกที่ได้อยู่เคียงข้างและปกป้องเขาอยู่หลายครั้งก็ไม่เลวนักหรอก...’


    หลิงซีเงยหน้าขึ้นมองเพดานสีขาวราวหิมะ


    ‘ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านต้องอวยพรและปกป้องข้าด้วย  ข้าหวังว่าจะได้พบพวกท่านอีกสักครั้ง...’


    เมื่อนางคิดถึงผู้เป็นบิดามารดา  หากในตอนนี้นางสามารถร้องไห้ได้ น้ำตาก็คงรินไหลออกมาแล้ว


    “เสี่ยวซี เจ้าทำตัวเหมือนผู้หญิงงี่เง่าเลย คิดอะไรอยู่งั้นรึ? เล่าให้ลูกพี่ฟังได้หรือไม่?’


    จู่ ๆ หลงเฉินก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างเตียงและหัวเราะคิกคักขณะนั่งพิงกำแพง


    เมื่อเห็นท่าทางหยอกล้อของเขา  ไม่ว่าหลิวซีจะรู้สึกหดหู่เพียงใด  ความรู้สึกเหล่านั้นก็อันตรธานหายไปสิ้น  นางรู้สึกว่านางทำสิ่งที่น่าอายอย่างมากและรีบเปลี่ยนท่าทีในทันที  นางมองหลงเฉินด้วยสายตาดุร้าย


    “ออกไปจากที่นี่เลยนะ  เจ้าคนเลว  ข้า...นายหญิงของเจ้าไม่อยากคุยด้วยแล้ว!”


    เวลานี้หลงเฉินนั่งลงบนเตียง  เขาดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาทันทีด้วยสีหน้าจริงจังที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย  เขายื่นนิ้วออกไปขณะที่วางฝ่ามือไว้เบื้องหน้าหลิงซี  


    “ใช้นิ้วของเจ้าแตะที่นิ้วข้าสิ”


    “เพื่ออะไรกันล่ะ?”


    หลิงซีไม่รู้ว่าเขาต้องการจะทำอะไรและมองเขาด้วยความงุนงง


    “แตะดูเถอะ”


    เมื่อเห็นว่าหลงเฉินมีท่าทีจริงจัง  หลิงซีจึงพ่นลมก่อนยื่นนิ้วเล็ก ๆ ที่สองแสงเป็นประกายและโปร่งแสงออกไปสัมผัสนิ้วชี้ของหลงเฉินเบา ๆ  ทันใดนั้นนางก็ชักมือกลับและมองหน้าหลงเฉินอย่างระมัดระวังด้วยดวงตาเบิกกว้าง


    เมื่อเห็นท่าทีน่าเอ็นดูของนาง หลงเฉินไม่ได้หัวเราะออกมาหากแต่เอ่ยถาม


    “เจ้ารู้สึกถึงความอุ่นของร่างกายข้าหรือไม่?”


    เมื่อหลงเฉินถามคำถามนี้ออกมา  หลิงซีผงะไปก่อนจะพยักหน้าอย่างงุนงง


    หลงเฉินหัวเราะพลางดึงนิ้วกลับมาและเอ่ยขึ้น


    “ข้ามีความปรารถนาอย่างหนึ่ง  นั่นก็คือฟื้นฟูร่างกายของเจ้า  เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าต้องทำเช่นไร? ข้าอยากให้เจ้าได้มีความอบอุ่นเช่นนี้ด้วย”


    สีหน้าจริงจังและคำพูดของหลงเฉินในตอนนี้ตราตรึงอยู่ในใจของหลิงซี  ทำให้นางรู้สึกอึ้งจนทำตัวไม่ถูก นางรู้ว่าเขาคงเห็นท่าทางสลดหดหู่ของนาง  หาไม่แล้วเขาคงไม่พูดอะไรเช่นนี้ออกมา


    หลิงซีรู้สึกตื้นตันจนร้องไห้


    “บอกข้ามาเร็ว ๆ สิ อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย!”


    เมื่อเห็นท่าทีดุดันของหลงเฉิน หลิงซีจึงรีบตอบในทันที


    “หากข้าได้ ผลวิญญาณภูติเก้าชั้นฟ้า ข้าก็จะสามารถฟื้นฟูกายเนื้อได้”


    เมื่อได้ยินว่ามีความเป็นไปได้  หลงเฉินรู้สึกดีใจอย่างที่สุด เขารีบถามต่อ


    “แล้วข้าจะหาผลวิญญาณภูติเก้าชั้นฟ้านี้ได้ที่ใดกัน?”


    หลิงซีส่ายศีรษะอย่างเจ็บปวด


    “อย่าไปคิดถึงมันเลย ต่อให้เจ้ากลายเป็นยอดฝีมือระดับหัวกะทิแห่งนครหยวนหลิง เจ้าก็ไม่มีวันแตะต้องมันได้หรอก...”


    ด้วยตัวตนที่ลึกลับของหลิงซีทำให้หลงเฉินคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าสิ่งที่นางต้องการเพื่อฟื้นฟูกายเนื้อของตนเองนั้นจะต้องไม่ธรรมดา  เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


    “หลิงซี ข้าจะไปที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งในวันพรุ่งนี้เพื่อหาสมุนไพรเยียวยาวิญญาณให้เจ้า!”


    ************************



    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามสายเลือดมังกร ที่คุณอ่าน