เจ็ดวันหลังจากสงครามสี่หมู่ตึกจบลง
หน้าประตูสถานศึกษาอีเดนขณะนี้มีกลุ่มเด็กสิบกว่าคนยืนสนทนากันอยู่
ทั้งหมดนี้คือตัวแทนของแต่ละหมู่ตึกที่จะไปทำการประลองณ สถานศึกษาฝั่งตะวันออก ทุกหมู่ตึกสามารถเลือกสมาชิกนักเรียนชั้นปีหนึ่งร่วมด้วยได้เพียงสามคนภายใต้การนำของหัวหน้าชั้นปีที่สอง
ตัวแทนของหมู่ตึกวสันต์ในครั้งนี้ประกอบไปด้วยลูคัส เรน , ไบรอัน เกร และ เรนนี่ บลูมเบิร์ก ส่วนตัวแทนจากหมู่ตึกอื่นๆมีคนที่ลูคัสรู้จักดีอยู่แล้ว ได้แก่ วาตานาเบะ อากิโกะ , หยางเฉิน
และฟุส ฟรานเชสเตอร์พวกเขาต่างทำผลงานได้ดีในสงครามสี่หมู่ตึกจึงถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนในครั้งนี้
อาจารย์ที่เป็นผู้นำเหล่าศิษย์ไปเยือนสถานศึกษาฝั่งตะวันออกคืออาจารย์ใหญ่ ฟรองซ์ทัวร์ เดอ ลากูน และ เฒ่าฮานขณะที่พวกเขากำลังยืนรออาจารย์ใหญ่เฒ่าฮาน จึงชี้แนะการบ่มเพาะให้กับเหล่านักเรียนไปพลางๆ
“ส่งที่พวกเจ้าต้องรู้คือผู้ฝึกตนระดับแรกเริ่มมักไม่เข้าใจวิถีแห่งการฝึกตนเพราะการบ่มเพาะอาณาจักรพลังที่1 ไปสู่อาณาจักรพลังที่ 2ล้วนใช้เวลาเพียงน้อยนิดทำให้พวกเขาหลงระเริงและคิดว่าการบ่มเพาะพลังนั้นง่ายดาย แต่พอเข้าสู่อาณาจักรพลังที่3 แม้จะถูกเรียกว่าขั้นย่อยแต่การจะก้าวข้ามหนึ่งขั้นย่อยไประดับสูงสุดนั้นล้วนยากเย็นแสนเข็ญราวกับการปีนป่ายขึ้นสู่สวรรค์ก็มิปานมันคล้ายกับการที่พวกเจ้าต้องบ่มเพาะตั้งแต่เริ่มต้นกำเนิดวนใหม่ไปเรื่อยๆนับสิบนับร้อยครั้ง”เฒ่าฮานพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเพื่อให้เหล่าเด็กนึกภาพออก
"เมื่อบ่มเพาะถึงอาณาจักรพลังที่ 4 ร่างกายจะยกระดับความแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขอบขั้นใหญ่และได้ทักษะติดตัวที่เรียกว่าล่องนภา ทำให้ผู้ฝึกตนสามารถเหินบินบนอากาศได้อย่างอิสระ"เมื่อเฒ่าฮานเอ่ยประโยคนี้ทุกคนจึงหันมองมาทางลูคัสโดยอัตโนมัติ
"นายว่านักเรียนสถานศึกษาฝั่งตะวันออกจะเก่งไหม" ฟุส เดินเข้ามาถาม
"ปีหนึ่งเหมือนกันก็น่าจะมีฝีมือพอๆ กับพวกเราล่ะมั้ง" ลูคัสตอบ
หลังจากนั้นลูคัสก็ออกไปทักทายผู้คนที่เหลือจากหมู่ตึกอื่น
"นักเรียนพร้อมกันหรือยัง" ฟรองซ์ทัวร์ เดอ ลากูนเดินเข้ามาพร้อมนกสีเหลืองที่เกาะอยู่บนไหล่ขวา
เมื่ออาจารย์ใหญ่เห็นว่านักเรียนครบตามจำนวนแล้วเขาก็หันไปพูดกับนกที่กำลังทำท่าทางเหมือนกำลังหลับ
"มิงโก้ขยายร่างออก"
“แกว๊ก”
นกสีเหลืองตัวเล็กร้องออกมาหนึ่งครั้งก่อนขยายขนาดตัวกลายร่างเป็นนกยักษ์
ลูคัสแอบตกใจเล็กน้อยเขาเคยเห็นภาพจำลองสัตว์เวทในตึกสมบัติไม่คิดว่านกที่อาจารย์ใหญ่แหย่เล่นอยู่เป็นประจำ
จะเป็นสัตว์เวทพาหนะประเภทบิน
บนท้องฟ้าเหล่านักเรียนกำลังยืนอยู่บนหลังของนกยักษ์สีเหลืองที่กำลังบินมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออก
ขนาดตัวของมันทำให้มีพื้นที่นับร้อยเมตรสามารถจุเหล่าผู้คนหลักสิบได้สบายๆเมื่ออยู่บนตัวของมิงโก้อาจารย์ใหญ่ได้สร้างม่านพลังคุ้มกายครอบทุกคนเอาไว้ด้านในทำให้สายลมแรงไม่สามารถทำอันตรายแก่พวกเขาได้
เบื้องหน้าเป็นท้องฟ้าสีครามรายล้อมไปด้วยปุยเมฆสร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่านักเรียนเป็นอย่างมาก
"เราจะใช้เวลาเดินทางกันหนึ่งเดือน" เฒ่าฮานอธิบายรายละเอียดการเดินทางให้เด็กๆ ฟังเนื่องจากสถานศึกษาฝั่งตะวันออกอยู่ห่างไกลทำให้
พวกเขาต้องออกเดินทางล่วงหน้านานขนาดนี้เฒ่าฮานอธิบายต่อว่ายังมีสถานศึกษาอื่นอีกที่เข้าร่วมการประลองในครั้งนี้
ซึ่งได้แก่สถานศึกษาฝั่งตะวันตกมีชื่อว่าสถานศึกษาโนเบอร์และสถานศึกษาจากอาเทนจากฝั่งใต้
สำหรับผู้ที่ทำผลงานได้ดีในการประลองครั้งนี้ทางสี่สถานศึกษาจะมอบของล้ำค่าให้เป็นรางวัลตอบแทน
เมื่อได้ฟังเรื่องต่างๆจากเฒ่าฮานลูคัสรู้สึกตื่นเต้นพอสมควรเขากำลังจะได้เจอนักเรียนที่เป็นผู้ฝึกตนจากสถานศึกษาอื่น
ขณะที่เหล่านักเรียนยังสนทนากันด้วยความตื่นเต้น
ลูคัสเดินไปที่มุมหนึ่งก่อนนั่งลงดูดซับปราณจากผลึกเพื่อบ่มเพาะ
ผลึกระดับสูงหนึ่งก้อนพอจะให้เขาบ่มเพาะได้เกือบยี่สิบวันหากเป็นคนปกติจะประหยัดเวลาบ่มเพาะได้เป็นเท่าตัว แต่ลูคัสนั้นพิเศษกว่าคนอื่นมากเจ็ดวันที่ผ่านมาเขาบ่มเพาะอย่างบ้าคลั่ง ปัจจุบันเขามีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่รวมปรานขั้นเก้าและผ่านการหลอมกายถึงห้าชั้นฟ้าเด็กชายคำนวณเวลาไว้แล้วว่าการเดินทางภายในหนึ่งเดือนนี้ตัวเขาจะต้องเข้าต้องสู่การหลอมกายชั้นที่หกให้ได้
"สมกับเป็นหมอนั่น เพราะขยันฝึกจึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้" อากิโกะพูดขึ้นมา
"เราต้องตามเขาให้ทัน"เฉินกล่าวก่อนเดินออกไปนั่งที่มุมหนึ่งแล้วเริ่มบ่มเพาะ
เป็นเพราะเฉินไม่ขาดแคลนทรัพยากรเขาจึงแบ่งผลึกปราณระดับสองออกเป็นสองส่วนให้กับอากิโกะและฟุสไปคนละห้าก้อน
หลังจากผ่านไปยี่สิบแปด
วันนกยักษ์ร่อนลงบริเวณชายป่าติดเมืองรามอสตามแผนที่วางไว้เหล่าคณะเดินทางจะหยุดพักสัตว์เวททุกเจ็ดวันก่อนหน้านี้พวกเขาล้วนผ่านการแวะพักเมืองน้อยใหญ่มากว่าสามเมืองแล้ว
ขณะนี้ใกล้เวลาค่ำอาจารย์ทั้งสองพากลุ่มเด็กเดินเข้าไปในตัวเมืองคืนนี้พวกเขาจะต้องค้างคืนที่เมืองรามอส สถานที่ตั้งของเมืองนี้อยู่ติดทะเลเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญทางการขนส่งสินค้าทางน้ำ
“ที่นี่สวยจัง”เรนนี่ บลูมเบิร์กกล่าวขึ้นเธอเคยอาศัยแต่ในเมืองหลวงภาคกลางจึงไม่เคยเห็นทะเลมาก่อน
คนทั้งสิบแปดเดินเท้ามาจนถึงบริเวณหน้าที่พักชื่อว่าโรงแรมเวลซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านขวาของเมืองติดชายทะเล บรรยากาศของโรงแรมตกแต่งสวยงามน่าพักเป็นอย่างมากมีเปลือกหอยประดับทั่วผนัง
โรงแรมนี้ไม่ใหญ่มากนักเมื่อก้าวเข้ามาก็พบกับชั้นล่างที่มีโต๊ะสำหรับต้อนรับแขกเรียงรายอยู่ห้องโถงโรงแรมติดตะเกียงไฟไว้โดยรอบมีดนตรีดังเบาๆ คลอไปกับเสียงคลื่น จุดแปลกตาคือที่พื้นไม้ของโรงแรมมีการนำทรายขาวโรยเอาไว้ทั่วทำให้พวกเขารู้สึกว่ากำลังอยู่บนชายหาดจริงๆ
"สหายฟรองซ์ทัวร์" มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาทักทายอาจารย์ใหญ่
"สหายฉางไม่ได้พบกันเสียนาน" ฟรองซ์ทัวร์ เดอ ลากูนตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
"ท่านเองก็จะเข้าพักที่นี่เช่นกันรึ" ชายที่ถูกเรียกว่าสหายฉางยิงคำถามออกมา
“ใช่แล้วช่างบังเอิญเสียจริงที่มาเจอเหล่าสหายจากสถานศึกษาฝั่งตะวันตกที่นี่”
ฟรองซ์ทัวร์กล่าวพร้อมกวาดสายตาไปรอบด้าน
"สถานศึกษาอีเดนยังคงเน้นปริมาณเหมือนเช่นเคยสินะ"ชายที่ถูกเรียกว่าสหายฉางกวาดสายตาไปยังกลุ่มเด็กด้านหลัง
"ก็ตามธรรมเนียมเดิมนั่นแหละว่าแต่สหายฉางเถอะสถานศึกษาโนเบอร์ส่งท่านมาคนเดียวหรืออย่างไร"
"ถูกต้อง...ยังไงเชิญพวกท่านมาร่วมวงสนทนากันสักหน่อยดีไหม"สหายฉางผายมือไปยังโต๊ะที่มีเหล่ากลุ่มเด็กชายหญิงในชุดเครื่องแบบสีน้ำตาลประจำอยู่
ฟรองซ์ทัวร์กล่าวแนะนำฉางยีให้นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพจากนั้นทั้งหมดก็มาร่วมโต๊ะจับกลุ่มสนทนากัน
ลูคัสได้ฟังคำอธิบายจากรุ่นพี่เซเวียร์คร่าวๆว่าชายที่ถูกเรียกว่าสหายฉางมีชื่อเต็มว่าฉางยีเขาเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวรยุทธที่สถานศึกษาฝั่งตะวันตกเป็นคู่ปรับเก่าของฟรองซ์ทัวร์เดอ ลากูน
ซึ่งในทุกๆ ปีฉางยีจะพากลุ่มเด็กที่มีความสามารถมาประลองเพื่อเกทับและหักหน้าฝั่งสถานศึกษาอีเดนเสมอ
เมื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมลูคัสรู้ข้อมูลมาว่าสถานศึกษาอีเดนมักเป็นที่สุดท้ายในการประลอง “ศึกรวมสถานศึกษา” นี้ติดต่อกันห้าปีซ้อนแล้ว
ฟรองซ์ทัวร์ เดอ ลากูนนั่งตรงข้ามฉางยีทางสถานศึกษาโนเบอร์พาเด็กนักเรียนมาเข้าร่วมการประลองทั้งหมดสิบคนจากนั้นฉางยีก็เริ่มแนะนำเหล่านักเรียนจากฝั่งตะวันตกทีละคน
“นี่มูซี่ จอมเวทเพียงคนเดียวของเรา” เด็กหญิงในชุดสีน้ำตาลโค้งให้ทุกคน
“เต๋อชิสายวรยุทธเขามีพรสวรรค์อย่างมาก” ชายผิวเหลืองประสานมือให้ทุกคน
จนมาถึงเด็กชายคนสุดท้าย"คนนี้เป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงสุดของชั้นปีหนึ่งของสถานศึกษาเรา หยวนซีทำความเคารพอาจารย์ใหญ่ฟรองซ์ทัวร์สิ" เด็กชายร่างผอมผงกศีรษะให้ฟรองซ์ทัวร์เล็กน้อย
ภาพนี้ทำให้เหล่านักเรียนจากฝั่งสถานศึกษาอีเดนมองด้วยสายตาไม่พอใจ
"อัยหย๊า หยวนซีหากยังทำกริยาแบบนี้อีกอาจารย์คงต้องลงโทษเจ้าแต่ผู้มีพรสวรรค์ก็อหังการแบบนี้แหละสหายฟรองซ์ทัวร์พวกเราก็อายุปาไปร้อยกว่าแล้วท่านก็อย่าไปถือสาเด็กมันเลย"แม้จะดูเป็นการตักเตือนแต่ฉาง ยีก็ยังปิดสีหน้าที่แสดงออกถึงความสะใจไว้ไม่มิด
"เหอะ ไม่รู้จักมารยาท"เด็กชายร่างใหญ่ในกลุ่มสถานศึกษาอีเดนกล่าวออกมา
"พวกมดปลวก" หยวนซีพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจก่อนแผ่ปราณออกมาเพื่อสะกดข่มคนโดยรอบ
ลูคัสขมวดคิ้วเล็กน้อยชายคนนี้อายุไม่ได้ต่างจากเขาเท่าไหร่แต่กลับมีระดับพลังถึงจอมยุทธขั้นสาม
"สมแล้วที่เป็นผู้มีพรสวรรค์" อากิโกะเอ่ยปากออกมา
ในระดับมาตรฐานของโลกผู้ฝึกตนใครก็ตามที่เข้าสู่อาณาจักรพลังที่3 ได้ก่อนอายุสิบแปดปีจะถูกนับว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์และหากเข้าสู่อาณาจักรพลังที่4 ก่อนอายุสามสิบปีจะนับว่าเป็นผู้มีอัจฉริยภาพอย่างแท้จริง
"อย่างที่เห็นหยวนซี แม้จะมีอายุสิบห้าปีแต่เขาเป็นนักเรียนชั้นปีหนึ่งที่มีพรสวรรค์มากคนหนึ่งของสถานศึกษาโนเบอร์"
ฉางยี ยังคงเกทับต่อไปก่อนกวาดสายตาไปรอบๆ
"ดูเหมือนเหล่าปีสองของสถานศึกษาอีเดนก็คือผู้เข้าประลองปีที่แล้วสินะดูมีพัฒนาการขึ้นไม่น้อยนี่แต่จิ๊ทำไมระดับพลังของพวกเขาถึงน้อยนักคนที่มากสุดเหมือนจะเป็นพ่อหนุ่มหัวแดงนั่นสินะ"เขาจงใจชี้ไปที่อาโนลด์ดีนที่มีระดับไนท์ขั้นที่สองซึ่งยังด้อยกว่าหยวนซีหนึ่งขั้นย่อย
ประโยคนี้ทำให้เหล่านักเรียนสถานศึกษาอีเดนล้วนก้มหน้าลง
"ฮ่า ฮ่า สหายฉางท่านก็รู้ว่าคุณภาพมันไม่ได้วัดกันที่ระดับพลัง ไว้ถึงวันประลองท่านก็จะรู้เอง"ฟรองซ์ทัวร์ เดอ ลากูน
กล่าวขึ้นพร้อมกวาดสายตาไปยังเหล่านักเรียนสถานศึกษาอีเดนก่อนเบนสายตาไปทางลูคัสเล็กน้อย
ประโยคนี้ทำให้เหล่านักเรียนสถานศึกษาอีเดนตระหนักได้ว่าในกลุ่มตัวแทนฝั่งพวกเขายังมีปีศาจผู้นั้นอยู่พวกเขายังรู้สึกขนลุกตอนนึกถึงภาพลูคัส เรนทิ้งตัวลงมาจากฟ้าในสงครามสี่หมู่ตึกครั้งนั้น
"เฮ้อ สหายฟรองซ์ทัวร์ท่านก็ปลงเสียทีเถอะยังไงสถานศึกษาอีเดนก็คงเป็นที่โหล่หกครั้งซ้อนเอาเป็นว่าอีกสองวันเรามาตัดสินกันที่สถานศึกษามอวู้ดส์"
หลังฉางยีกล่าวจบเขาก็พาเหล่านักเรียนเดินออกไปจากวงสนทนาทันที
"พวกเจ้าเห็นกันแล้วใช่ไหมว่าสถานศึกษาอื่นมีศักยภาพเป็นอย่างไรจงอย่าท้อถอยจงเก็บเอามาเป็นแรงผลักดันในการฝึกฝน" เฒ่าฮานให้ข้อคิดแก่เหล่าศิษย์เห็นได้ชัดว่าตัวเขาเองก็ไม่สบอารมณ์กับท่าทีของเหล่าสมาชิกจากสถานศึกษาโนเบอร์เช่นกัน
.