ก่อนที่ท่อนไมม้ขนาดั์จะเข้าปะทะกับกระโหลกน้อย ๆ ของเด็กชายก็มีมีม่านหินพุ่งขึ้นมาจากพื้นแบบไม่มีปี่มีขุ่ยห่อหุ้มทั้งเกวียนเหมือนลูกหินกลม ๆ ขนาดเท่าเนินย่อม ๆ
นั่นทำให้เกนมีเวลาตั้งตัวเค้ากระโดษลงจากเกวียนทันทีพร้อมกับเรียกอาวุธที่หนักที่สุดที่เค้าพกมาด้วยมันคือดาบของคนขนาดปกติความยาว ใบดาบ สามฟุตด้านอีกฟุตครึ่ง หากคนธรรมดาใช้มันคือดาบมือเดียวแต่สำหรับเด็กน้อยมันคือดาบยาวสองมือ มันคือดาบที่เค้าไว้ใช้ซ้อมตอนเรียนดาบกับเหล่าครูฝึกของเค้ามันไม่มีสล็อตสำหรับใส่อัญมณีเวทย์แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ดูมีน้ำหนักมากที่สุดหากต้องปะทะกับสิ่งมามีชีวิตเผ่าพันธุ์ั์ และเค้าแก้เกมส์จากการไม่มีช่องใส่อัญมณีโดยการใส่สนับที่ลอร์ดอวาลอนให้ไว้ที่มือข้างหนึ่งและบรรจุอัญมณสีเหลืองเข้าไป แล้วเอาผ้าพันกับดาบติดกันระหว่างพันมืออยู่เค้ามองลอดช่องรอยร้าวของบาเรียหินที่ไม่บอกก็รู้ว่าเป็ฝีมือลอร์ดอวาลอนแน่นอนเวทย์ลังไหมภูผา ภาพที่เห็นตรงหน้าคือโทลกำลังง้างอีกครั้งแล้ว
ลอร์ดอวาลอนมายืนจังก้าขวางอยู่ด้านหน้ามือขวาถือโล่มือซ้ายถือทวนยาว 3 เมตรใบทวนยาวครึ่งเมตรส่วนด้านด้ามยาวสองเมตรครึ่ง อยู่ในท่าเตรียมตัวตั้งรับและเซอร์เบลมอร์ดีดตัวจากบนหลังม้าพุ่งอ้อมไปพร้อมดาบคู่ในมือรวดเร็วมากจากการใช้รองเท้าเร่งความเร็วที่เป็อุปกรณ์เวทมนต์ เค้าเล็งหมายจะตัดเอ็นหลังหัวเข่าของโทลแต่หัวเข่าของโทลูเาซึ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากเกนเตรียมการพร้อมแล้วใช้ด้ามดาบกระทุ้งบาเรียร้าว ๆ จนหินกระเทาออกเป็แผ่น และมุดออกมาจนได้ในขณะที่ทหารทั้งสองยังปลอบขวัญม้าที่ตื่นใอยู่
ลอร์ดอวาลอนที่ว่าร่างั์กว่าสองเมตรยังดูเป็เด็กน้อยเมื่อเทียบกับโทลูเาที่ยืนอยู่ตรงหน้าเค้าเอาโล่ที่เสริมเวทย์ธาตุดินป้องกันไว้รับการโจมตีของโทลขาสองข้างจมลงไปในดินถึงข้อเท้าของรองเท้าบูธเกาะเหล็กก่อนจะสะบัดท่อนไม้ไปพ้นทาง เซอร์เบลมอร์พุ่งทะยานขึ้นไปสามเมตรแล้วหมุนดาบรวดเร็วแสงยามสายที่ตกกระทบดาบหมุนเป็เกรียวก่อนตวัดาบอย่างรวดเร็วส่องแสงสวยงามปนน่ากลัวพิลึก เกนอ้าปากหวอเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเค้ายังไม่เคยเห็นการต่อสู้จริงมาก่อนในชีวิตนอกจากการประลองของกองทัพและราชวังเท่านั้น แต่นี่คือการห่ำหั่นเพื่อ่ชิงชีวิตของอีกฝ่ายอย่างแท้จริง เซอร์เบลมอร์ช่างแข็งแกร่งและตัดสินใจได้รวดเร็วและเลือกกลยุทธ์ที่ประสิทธิภาพสูงสุดเสมอ นั่นคือโจมตีจุดสมดุลของโทลูเาเบลมอร์ลงมายืนทรงตัวบนพื้นอย่างนิ่มนวลในขณะที่โทลูเาทรุดลง หากเป็สิ่งมีชีวิตที่เล็กกว่านี้การโดนดาบคู่ตวัดคมดาบที่แฝงพลังเวทย์ระดับนี้คงทำให้ขาทั้งสองข้างขาดออกจากลำตัวไปแล้ว
โทลทรุดลงในท่าคุกเข่าแต่มือสองข้างของมันข้างหนึ่งยังคงขวาดท่อนไม้หรือจะเรียกว่าท่อนซุงก็ไม่ผิดนักไปมา ลอร์ดอวาลอนทำเพียงแค่หยุดมันไว้ด้วยทวนแล้วเล่นจ้องตากับโทลที่ทำหน้าตางงงวยและคำรามด้วยความโมโห เบลมอร์ไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียวหลังจากขาทั้งสองข้างแตะพื้นเขาวิ่งไต่จากขาไปบนหลังแขนอีกข้างของโทลูเาพยายามคว้าเบลมอร์ที่ขาแต่เขาะโม้วนตัวไปข้างหน้าแล้ว ฉั่วว !! เสียงดาบสองเล่มปักบนกระโหลกของโทลูเาอย่างนิ่มนวลเหมือนมีดปักลงไปบนเค้กแครอท ดาบยาว สามฟุตหนึ่ง และ สองฟุตเจ็ดปักมิดไปจนถึงโกร่งดาบ โดยดาบเคลย์มอร์ใบกว้างทั้งสองเล่มมีแสงสีเขียวอ่อน ๆ เป็สัญลักษณ์แสดงถึงการฝังเวทย์ธาตุลมไว้ในนั่นเอง
เบลมอร์ยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉยไม่ไหวติงทำเพียงหยุดการกระตุ้นดาบแล้วเช็ดใบดาบกับเสื้อแล้วเก็บมันเข้ากระเป๋าไป
"นี่สินะที่เ้าอยากมาตรวจสอบน่ะ"
ลอร์ดอวาลอนพูดออกมา
"ใช่ครับท่านครูฝึก มันออกจะแปลกไปหน่อยมีชาวเมืองที่มักเข้าป่ามาเก็บเห็ดทรัพเฟิลแจ้งมาว่าพบเจอสิ่งมีชีวิตที่เคยพบในป่านี้ และมีบางคนถูกทำร้าย แต่ไม่คิดว่าจะเป็โทลูเาเพราะปกติเ้าพวกนี้ไม่ค่อยออกมาเพ่นพ่านในป่าเท่าไหร่"
เบลมอร์พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบสายตายังคงสอดส่อง
"ข้ามีความคิดในใจแล้วล่ะแต่หวังว่าข้าจะคิดผิด"
อวาลอนกล่าวก่อน หยิบของบางอย่างขึ้นมาในมือมันส่องแสงอ่อน ๆ แล้วอวาลอนกระซิบเบา ๆ เกนฟังไม่ออกว่าเค้าพูดอะไรแต่หลังจากนั้นมันก็ลอยหายไปเกนมองอย่างสงสัยแต่ไม่พูดอะไรเค้ารู้ดีว่าสำหรับลอร์ดอวาลอนผู้เป็อาจารย์ของเค้าคนนี้หากยามสงบคือพูดเยอะแต่เมื่อใดเค้าเงียบนั่นคือเวลาที่เราควรเปิดประสาทััทั้งหมดและระแวดระวัง
"เกรงว่าข้าก็คิดไม่ต่างจากท่าน"
เบลมอร์เดินก้าวยาว ๆ ไปตรงสัมภาระและทหารทุกสิ่งยังคงปลอดภัยดีมีการกำชับบางอย่างกับเหล่าทหารทุกคนเตรียมพร้อมอาวุธแล้วเดินกลับมา
"เราเดินทางต่อเถอะครับยิ่งอยู่นานยิ่งไม่ปลอดภัย"
เกนมองหน้าทั้งสองเหมือน้าคำตอบแต่ไม่มีคำตอบมีแต่ลอยยิ้มของลอร์ดอวาลอนที่เหมือนเป็สัญลักษณ์บอกว่าไม่เป็อะไรเ้าหนู เกนกระโดษขึ้นไปบนเกวียนอีกครั้งคราวนี้อาวุธพร้อมดาบถูกเสียบอยู่ในซองด้านหลังเค้าไม่กล้าเก็บเข้ากระเป๋าอีกแล้วเพราะเวลาเพียงเสี้ยววินาทีนั้นสำคัญหากเค้าไม่ได้มากับลอร์ดอวาลอนเค้าคงได้ไปโลกหน้าแล้ว เพราะไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ทัน สัตว์ป่าที่ควรอยู่ในป่าดาโลเนียหายไปจนหมดโทลูเาคงไล่กินพวกมันจนหมดเพราะมีเพียงหมาป่า จิ้งจอก กวางลาโค และพวกสัตว์เล็ก ๆ เท่านั้นที่อาศัยอยู่ในป่านี้แล้วจะเอาอะไรมาสู้กับโทลั์ขนาดนั้นเซอร์เบลมอร์ลดความเร็วม้าลงมาประกบกับลอร์ดอวาลอนและปรึกษาอะไรก้ันเล็กน้อยโดยระหว่างนั้นนายกองที่เป็มือขวาของเบลมอร์ชื่อครูแซกส์เป็ทหารเผ่าพันธุ์สมิง ประเภทหมาป่าหิมะขึ้นมานำอยู่ด้านหน้าเผ่าสมิงคือเผ่าที่ผสมระหว่างสัตว์ป่าและมนุษย์เป็เผ่าพันธุ์ที่มีอารยะธรรมและเข้าร่วมเป็ส่วนหนึ่งของอนาจักรควอดัสการ์มาช้านาน ครูแซกส์ใช้ความสามารถในการดมกลิ่นและนำทางแทนเบลมอร์ไปด้วยหมาป่าในชุดเกราะสีเงินมันชั่งเท่เหลือเกินเกนคิดในใจ ครูแซกส์ยกมือที่เป็กงเล็บขึ้นแล้วกำมันเป็สัญญาณให้หยุดในคณะที่เซอร์เบลมอร์และลอร์ดอวาลอนเหมือนรู้อยู่แล้วและมองไปทางทิศใต้ซึ่งก็คือขวามือของเกนนั่นเอง
"มาอีกแล้วหรอ" เกนคิดในใจแต่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นก่อนครูแซกส์จะแบบมือแล้วทำสัญญาณชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือให้เดินขบวนต่อเบลมอร์ควบม้ามาประกบกับครูแซกส์
"อยู่ไกลแค่ไหน"
"สามกิโลเมตรทางทิศใต้ครับ" ครูแซกส์ตอบด้วยเสียงแหบห้าวจมูกฟุดฟิดตลอดเวลาและมีแววตาระแวดวระวัง
"จำนวนเท่าไหร่พอระบุได้มั้ย" เบลมอร์ถามครูแซกซ์
จากทักษะของครูแซกซ์เกนประเมินว่าเค้าต้องเป็เรนเจอร์ขั้นสูงเป็อย่างน้อยแน่นอนนอกจากนี้อาวุธที่ใช้ยังเป็หอกซัดสั้น ๆ ติดอยู่บริเวรหลังถึง 8 อันแสดงว่าเค้าถนัดการโจมตีระยะกลางในการเดินทางหนึ่งหน่วยย่อยต้องมีเรนเจอร์หรือฮันเตอร์อยู่ในทีมเสมอซึ่งข้อได้เปรียบของเผ่าสมิงคือไม่ต้องเน้นการฝึกสัตว์เพื่อเป็ฮันเตอร์เพราะมีความสามารถนั้นอยู่ในตัวอยู่แล้วนอกจากนี้ยังมีพลังกายที่แข็งแกร่งและเวทมนต์ลับของเผ่าอีกด้วย โดยปกติเผ่าสมิงจะสังกัดกองทัพแดนใต้ที่เป็พื้นที่ของเผ่าพันธุ์สมิงแต่การมาอยู่กองทัพหลวงนี่ถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียว
"ไม่ต่ำกว่า 20 ครับกลิ่นมันสับสนมากมีหลากหลายชนิดเราสามารถปะทะได้แต่คงหลีกเลี่ยงการสูญเสียไม่พ้นผมคิดว่าเลี่ยงไปก่อนดีกว่า"
ครูแซกส์รายงาน
"เดี๋ยวเราค่อยจัดการมันตอนฟ้ามืดตอนนี้หลบใต้ลมไปเรื่อย ๆ ก่อนรักษาระยะห่างเอาไว้เ้านำทางต่อจากนี้อย่าให้ทิศทางคาดเคลื่อนจากซาวัลบ็อคเกินครึ่งวัน"
เบลมอร์สั่งการก่อนมาประกบข้างเกวียนอมยิ้มเล็ก ๆ ให้เกนแต่แววตาตอนนี้ของเค้าคาดเดาไม่ได้เลย
"ตื่นเต้นดีมั้ยเด็กน้อย" เบลมอร์ถามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ใจแทบหลุดออกมาจากอกเลยครับท่านเบลมอร์" เกนตอบกลับไปพร้อมเกาหัวแกรก ๆ
"ข้าเคยอ่านมาว่าโทลูเาจะชอบอยู่ในที่ราบสูงหรือบนูเานี่ครับทำไมถึงมาอยู่ในป่าได้" เกนแกล้งถามเหมือนไม่ได้ยินที่คนอื่นคุยกันเพื่อหยั่งเชิง
"ฮ่า ๆ นั่นน่ะสินะเ้าคิดว่าว่าอย่างไรล่ะไหนวิเคราะห์ให้ข้าฟังหน่อยสิ" เบลมอร์ตอบกลับเป็คำถามมาซะงั้นคน ๆ นี้คงจะหมดหวังหาก้าข้อมูลอะไรง่าย ๆ
"ข้ามองว่าการที่โทลูเาทิ้งถิ่นฐานของตัวเองมีความเป็ไปได้หลายอย่างที่ข้านึกออกก็ ประการที่หนึ่งอาหารบนูเาอาจจะหมดซึ่งนั่นทำให้ศัตรูของเราคงมีเพียงแค่โทลูเาเท่านั้น แต่ข้าคิดว่าประการนี้คงเป็การมองในแง่ดีเกินไป ประการที่สองมีผู้นำใหมม่ในถิ่นมันที่แข็งแกร่งกว่าจนยึดครองเขตเดิมของมันได้ อันนี้ก็ถือว่าไม่เลวเท่าไหร่แต่ก็มีโอกาสสูงว่าถ้าเป็แบบนี้ระหว่างทางตรงช่องเขาก่อนถึงซัลวาบ็อคเราต้องได้ปะทะกับมันอีกแน่ และอีกประการน่าจะเป็ไปได้ที่สุดจากการดูภาพรวมโดยรอบและปฏิกิริยาของทุกคนคงเป็ มีกองกำลังที่แข็งแกร่งพอสามารถต้อนโทลูเาลงมาจากเขาเพื่อให้มันมาอาละวาดที่ป่านี้ได้ ข้าคิดว่าเป็อย่างหลังครับ" เกนวิเคราะห์ออกมาให้เบลมอร์ฟังเบลมอร์สีหน้าเรียบเฉยแต่หางตายกขึ้นเล็กน้อยก่อนกลับมาเป็ปกติพร้อมกับพยักหน้าเบา ๆ
"เ้าวิเคราะห์ได้ดีเกนข้าคิดว่าเป็อย่างหลังเช่นกันและด้วยการตรวจจับด้วยกลิ่นของนายกองครูแซกส์มันคือก็อบบลินฝูงหนึ่ง ข้าอยากให้เ้าเตรียมตัวให้ดีมีความเป็ไปได้ว่ามันจะมากกว่าก็อบบลินแน่ ๆ หากเป็ไปได้เราจะเลี่ยงการปะทะให้ได้มากที่สุดและคือนี้ข้าจะไปตรวจสอบเพื่อเตรียมการรับมือเพราะการเดินทางครั้งนี้เป็แค่การมาลาดตระเวรเท่านั้น" เบลมอร์พูดด้วยสีหน้าเลียบเฉยหน้าเรียวยาวได้รูปของเค้าสะท้อนแสงแดดยามสายดูเหมือนรูปปั้นหินก็ไม่ปาน
"แต่เท่าที่ข้าอ่านมากำลังรบของก็อบบลินมันอ่อนแอไม่ใช่หรอครับทหารราบหนึ่งคนสามารถจัดการก็อบบลินสองตนพร้อมกันได้สบายๆ แต่เรามีทั้งแม่ทัพ และจอมพลทำไมเราต้องเกรงกลัวมันด้วยเล่า" เกนถามอย่างสนใจอะไรกันแค่ก็อบบลินหรอกหรอทำไมต้องกลัวมันด้วยล่ะจอมพลคำนี้เป็มากกว่าแค่ยศตำแหน่งมันคือที่สุดของนักรบและอัศวิน ต้องผ่านามาเท่าไหร่คร่าชีวิตมานับไม่ถ้วนเค้าคิดว่าแค่ลอร์ดอวาลอนและเซอร์เบลมอร์สองคนก็ปิดงานนี้ได้สบายแล้ว
เบลมอร์ถอนใจเล็ก ๆ "เ้ายังเด็กนักเลยไม่รู้ฤทธิ์เดชของก็อบบลินหนังสือกล่าวไว้ถูกต้องเื่กำลังรบ แต่ก็อบบลินนั้นฉลาดมากพวกมันเ้าเล่ห์และมากด้วยแผนการ จริงคือเท็จเท็จคือจริงหากจมูกจับได้ 20 ในสถานการณ์ไล่ล่าอาจเป็ไปได้ว่ามันมีแค่ 10 แต่ในสถาการณ์ที่มันจู่โจมอาจมีีเป็ร้อยก็อบบลินไม่เคยเดินทัพด้วยจำนวนน้อย ข้าแค่มาตรวจสอบเท่านั้นว่าจริงหรือไม่ที่คนหาของป่าบอกมาว่าเห็นก็อบบลินไม่มีการกล่าวถึงโทลูเาแม้แต่น้อย เพราะคนที่รอดมาเพียงคนเดียวที่เหลือตายหมดข้าเลยต้องมายืนยันบางอย่างก่อน เราจะเคลื่อนทัพใหญ่มั่วซั่วไม่ได้มันส่งผลถึงขวัญกำลังใจของคนในนครแห่งแสงได้แต่มีการออกคำสั่งเป็เขตหวงห้ามไปในตอนนี้ และคืนนี้จะได้รู้ชัดกันว่าใช่หรือไม่ พวกก็อบบลินยังมีลูกไม้อีกมากมายที่เ้าไม่สามารถอ่านเจอในตำรา เ้าจะประมาทไม่ได้"
เบลมอร์อธิบายให้เกนฟังอีกชุดใหญ่ทำให้เค้ารู้สึกดีใจจริง ๆ ที่ได้ออกมาครั้งนี้เพราะหลาย ๆ เื่คงไม่สามารถหาได้แต่ในตำราการที่องค์าาพร่ำบอกเค้าทุกวันว่าให้ออกไปเจอโลกภายนอกเพื่อจะได้เรียนรู้และเติบโตไม่ผิดแม้แต่คำเดียว คณะเดินทางยังคงเดินทางต่อไปโดยหยุดดื่มน้ำและกินอาหารเวทมนต์อัดแท่งเพียงชั่วครู่ก็เดินทางต่อแต่สีหน้าของทุกคนยังคงเคร่งเครียดป่าทั้งป่าเงียบสงบไม่มีแม้แต่เสียงนกร้องมันเป็สัญญาณของอันตราย และที่เลวร้ายกว่านั้นคือมีฝูงนกกินซากศพบินอยู่ไกล ๆ เป็ลางที่ไม่ดีของนักเดินทางเข้าสู่่บ่ายเส้นทางการเดินเปลี่ยนจากมุ่งตะวันออกเฉียงเหนือกลับเข้าทิศตะวันออกอีกครั้งและยังคงรักษาความเร็วต่อไป ไม่หยุดแต่การวิ่งของม้ามีเสียงที่เบามากจากการควบคุมม้าชั้นยอดของณะทหารที่มากับคณะจากยศที่สลักอยู่บนชุดเกราะทุกคนล้วนไปต่ำกว่านายกองหัวหน้าหน่วยย่อยซึ่งเป็มนุษย์ทั้งหมดยกเว้น ครูแซกส์ที่เป็เผ่าสมิง แต่ยังไม่สามารถรู้ได้ว่าใครมีความสามาถอะไรบ้าง เกนสนใจในตัวครูแซกส์เป็อย่างมากเพราะเค้ามีความชื่นชอบในตัวเผ่าสมิงอยู่แล้วโดยเค้ารู้จักเผ่าสมิงคนนึงซึ่งนิสัยดีมาก ๆ และชอบมาฝึกซ้อมให้กับเค้าหลังจากนั้นจึงมีความประทับใจกับเผ่าสมิงเรื่อยมาเพราะเผ่านี้ขึ้นชื่อเื่ความจริงใจและเสียงดังมาก ๆ "ดูเ้าจะชอบครูแซกส์นะ" เบลมอร์เอ่ย
"ใช่ครับข้อชื่นชอบเผ่าสมิงความได้เปรียบทางพันธุกรรมไม่ธรรมดาเลยแม้แต่อ็อคก็จัดการด้วยมือเปล่าได้" เกนพูดด้วยสายตาทอประกาย
"ใช่แล้วเค้าคือนายกองคนสำคัญของข้าเลยล่ะหัวหน้าหน่วยสังเกตุการณ์ เ้าจะไม่มีวันหลงป่าหรือเดินเข้าไปหากับดักแน่ ๆ และใช่พวกเรารู้ั้แ่เข้ามาในป่านี้แล้วว่ามีโทลซ่อนอยู่" เบลมอร์ยังคงควบม้าต่อไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"แต่ไม่มีใครบอกข้าเลยนะครับ" เกนแย้งอย่างหัวเสีย
"หากเราประเมินแล้วว่าไม่เป็อันตรายก็ไม่จำเป็ต้องบอกเ้าให้เ้าตื่นตระหนก" เบลมอร์ตอบกลับอย่างไร้อารมณ์
"อีกไม่ไกลจะถึงจุดพักแรมในคืนนี้แล้วเตรียมตัวให้ดีเ้าหนู เดี๋ยวเ้าจะได้เห็นเบลมอร์สไตล์"
เบลมอร์สไตล์คือสิ่งที่กองทัพเล่าลือกันว่าเป็ค่ายกลกับดักที่เซอร์เบลมอร์มักใช้เวลาต้องไปพักกองที่ใด ๆ ไม่เคยมีศัตรูคนไหนลอบเข้าโจมตีการพักแรมของเค้าได้
บ่ายแก่ ๆ คณะเดินทางเลือกที่พักที่้าเปิดโล่งไม่มีต้นไม้กันการโจมตีจากบนต้นไม้และติดกับก้อนหินใหญ่เพื่อให้ศัตรูเข้าได้ทางเดียวเบลมอร์ง้วนอยู่กับกระเป๋าเวทมนต์เค้าหยิบอุปกรณ์ออกมามากมายมีอุปกรณ์เวทมนต์บางอย่างลักษณะเป็เสาสูงครึ่งเมตรอยู่หลายเสาและทหารเตรียมเต๊นท์ขึ้นมากลางขณะที่อีกคนกำลังจะลงมือขุดดิน ลอร์ดอวาลอนก็ทำมือบอกให้ช้าก่อน แล้วเอามือสองข้างแต่ดิน พื้นที่ที่จะกลางเต๊นท์สูงเด่นขึ้นเป็เนินขึ้นไปและทหารเริ่มกลางเต๊นทั้งหมดสามเต๊นท์ และเดินออกอีกประมาณหนึ่งร้อยเมตร ลอร์ดอวาลอนเอามือแตะพื้นอีกครั้งคราวนี้ดินยุบลงไปเป็สี่เหลี่ยมขนาดกว้างขวางมาก หลังจากนั้น เบลมอร์เริ่มปักเสาต่าง ๆ ลงตามมุมเป็รูปดาวนายกองเริ่มเอาสัมภาระไปใส่ไว้ในหลุมและแยกสัมภาระบางอย่างไว้ในเต๊นท์ เกนมองอย่างสนใจ อะไรคือเบลมอร์สไตล์กันนะ เบลมอร์กับทหารในสังกัดของเค้ายังเตรียมการที่พัก ส่วนทหารของลอร์ดอวาลอนเริ่มก่อไฟบริเวณกลางหลุม
"ก่อกองไฟจะดีหรอครับ" เกนถาม
"ไม่เป็ไรหรอกหนูน้อย" เรามีบาเรียพลางตา ส่วนที่เต๊นท์ก็มีเหมือนกัน
ตรงเต๊นท์ก็มีการวางกับดักและอุปกรณ์เวทย์เต็มไปหมดบางชิ้นซ่อนมิดชิดบางชิ้นมีโพล่มาให้เห็นแต่ทางฝั่งของหลุมนั้นมีมากยิ่งกว่าและทุกอันซ่อนมิดชิดทั้งหมดเกนก็ยิ่งมีความสงสัย เกนกำลังจะไปนอนที่เต๊นเบลมอร์หลังจากเสร็จจากหลุมรีบมาคว้ามือ
"ไว้ใจเย็นหนูน้อย นั่นมันกับดักเอาไว้เผื่อมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยี่ยมเยียนวันนี้เราจะนอนกันในหลุม !!! "