หยางเว่ยและเกาหวานไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากทำตามสัญญา แต่เซี่ยปิงก็ไม่ได้อยู่ดู เพราะกว่าจะเสร็จเรื่องราวทั้งหมดก็ใกล้ค่ำแล้ว เขาต้องกลับบ้านเพื่อทานอาหารเย็น
ทันทีที่เขากลับถึงบ้าน เซี่ยปิงสัมผัสถึงกลิ่นอาหารที่หอมอบอวลยั่วน้ำลายไม่หยุด
“แม่ครับ วันนี้ปรุงเมนูอะไร ทำไมหอมจัง”
หญิงวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนอยู่ในวัยกลางคน สวมชุดกันเปื้อนตัวยาว เธอคือแม่ของเซี่ยปิงชื่อว่า หวงหลานซิน
เธอยิ้มบางๆ ตอบว่า “นี่คือเนื้อหมีอัคคีที่แม่เพิ่งซื้อมาเมื่อเช้า วันนี้ลูกต้องกินให้อร่อยละ”
“เนื้อหมีอัคคี แม่เอาเงินมาจากที่ไหนมาซื้อครับ” เซี่ยปิงถามด้วยความสงสัย เพราะว่าเนื้อหมีอัคคีค่อนข้างหายาก ทั้งยังมีพลังงานชีวิต ช่วยปรับปรุงสภาพร่างกาย ดีกว่าโสมกับเขากวางบนโลกมนุษย์หลายเท่า ด้วยคุณประโยชน์อันหลากหลายของมัน เนื้อหมีอัคคีจึงมีราคาแพง คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถซื้อมาทานได้ นอกเสียจากเป็นช่วงเทศกาลสำคัญ
“ไม่ต้องรวยก็กินของแบบนี้ได้ในบางโอกาส เข้าใจไหมลูกพ่อ” เสียงจากเซี่ยชวนหลิว ผู้เป็นพ่อที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น
เซี่ยปิงไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี เขารู้ว่าพ่อของเขาเป็นข้าราชการ มีรายได้ต่อเดือนห้าถึงหกพันเหรียญรัฐบาลกลาง
ส่วนแม่ของเขาเป็นแม่ค้าขายขนม พอมีรายได้เข้ากระเป๋าราวสามพันเหรียญต่อเดือน เมื่อรวมรายได้ของครอบครัวแล้วเฉลี่ยอยู่ที่หนึ่งหมื่นเหรียญ
ปัญหาคือบ้านหลังนี้ยังต้องผ่อนชำระ ไหนจะค่าเรียน ไหนจะค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ทุกอย่างล้วนต้องจ่ายด้วยเงิน
การได้กินเนื้อหมีอัคคีสักครั้ง ถ้าไม่ตรงกับช่วงวันพิเศษของครอบครัวแล้ว เขาคงกลืนมันไม่ลง
“เอาล่ะลูกรัก ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว รีบมาทานข้าวกันดีกว่า” หวงหลานซินยกอาหารขึ้นโต๊ะ
“พ่อบอกผมมาตามตรง พ่อไปยืมเงินมาจากใครรึเปล่า ผมรู้ว่าบ้านเราไม่มีทางได้จะกินอาหารดีๆ แบบนี้แน่” เซี่ยปิงจ้องมองพ่อของเขา
เซี่ยชวนหลิวปฏิเสธ “ยืมเงินอะไรกัน ในสายตาของลูก พ่อเป็นคนแบบนั้นหรือไง”
เซี่ยปิงไล่ถาม “ไม่ติดหนี้ใครใช่ไหมพ่อ”
เซี่ยชวนหลิวจึงรีบอธิบาย “ไม่มีเรื่องแบบนั้น พ่อเป็นข้าราชการที่มีเหตุและผลมากกว่าคนอื่น พ่อแค่ชนะการพนันมาเล็กๆ น้อยๆ แต่พ่อไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับมันเกินกว่านี้”
“แล้วมื้อนี้เนื่องในโอกาสพิเศษอะไรครับ” เซี่ยปิงยังสงสัยอยู่เล็กน้อย
เมื่อเห็นลูกชายตัวเองสงสัยในตัวเขา เซี่ยชวนหลิวรู้สึกประหม่า ใครใช้ให้เขามีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกันเล่า เขากระแอมไอเบาๆ ก่อนจะพูดว่า “ไม่ได้มีอะไรพิเศษ พ่อแค่อยากถามว่า ลูกได้วางแผนเกี่ยวกับอนาคตตัวเองไว้บ้างหรือยัง”
เซี่ยชวนหลิวมองเซี่ยปิงด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความคาดหวัง
“ผมวางแผนเข้าเรียนในสถาบัน” เซี่ยปิงตอบโดยไม่ต้องคิดนาน
หวงหลานซินอดตกใจไม่ได้ “เดี๋ยวก่อน ลูกมีแผนจะเข้าเรียนในสถาบัน”
“ไอ้ลูกชาย ลูกคิดจะสอบเข้าสถาบันจริงๆ ใช่ไหม” ความกังวลใจฉายชัดอยู่ในดวงตาของเซี่ยชวนหลิว
เซี่ยปิงชักเริ่มสงสัย เหตุใดพ่อกับแม่ดูไม่ดีใจที่เขาอยากเข้าเรียนต่อในสถาบันศึกษา
“ผมคิดแบบนั้นจริงๆ” เซี่ยปิงตอบอย่างตรงไปตรงมา
“เจ้าลูกชาย พ่อน่ะอยากให้ลูกทบทวนดูดีๆ”
เซี่ยชวนหลิวยังตัดความวิตกกังวลออกไปไม่ได้ “การเรียนต่อในสถาบันต้องใช้เวลาถึงสี่ปีเต็ม ทั้งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง เรียนจบมาก็ไม่รู้ว่าจะได้งานแบบไหน ถ้าโชคร้ายหน่อยก็อาจเจอเจ้านายกดขี่ข่มเหง ไม่สนใจออกมาทำงานที่หน่วยงานรัฐกับพ่อบ้างหรือ แม้ว่าพ่อของลูกจะไม่มีหน้าตาให้ชื่นชมนัก แต่ตลอดชีวิตการทำงานมายี่สิบปี พ่อก็ยังพอมีสายสัมพันธ์กับคนอื่นไม่น้อย พ่อสามารถฝากลูกเข้าทำงานได้”
พอพูดจบ เซี่ยชวนหลิวแสดงท่าทางภูมิใจในตัวเอง สีหน้าของเขาอาบไว้ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า
มุมปากเซี่ยปิงกระตุกอย่างอดไม่ได้ ก่อนกล่าวว่า “พ่อครับ แต่ผมก็ยังอยากสอบเข้าสถาบันเพื่อศึกษาต่อ”
“เจ้าลูกชาย ไม่ได้ฟังที่พ่อพูดเลยสินะ”
แววตาของเซี่ยชวนหลิวแสดงถึงความผิดหวัง
“เอาล่ะๆ เรามากินข้าวกันก่อนเถอะ ส่วนเรื่องอื่นยังมีเวลาให้คิดก่อนเรียนจบมัธยม” เมื่อเห็นบรรยากาศตึงเครียด หวงหลานซินจึงพูดปรามเป็นนัยๆ
หลังจากได้ยินแบบนี้แล้ว เซี่ยชวนหลิวก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
หลังอาหารมื้อเย็นครึ่งชั่วโมง เซี่ยปิงกลับเข้าห้องนอนของตัวเองเพื่อพักผ่อน เหลือเพียงเซี่ยชวนหลิวกับหวงหลานซินในห้องนั่งเล่น
“ชวนหลี่ เหมือนลูกไม่อยากเดินตามรอยของคุณนะ” หวงหลานซินมองหน้าสามีของเธอ
เซี่ยชวนหลิวปัดมือไม่สนใจ “ธรรมดาของหนุ่มสาวที่อยู่ในวัยนี้ ผมเองก็เคยเป็นแบบเขา ทว่าคนเราต้องมองที่ความเป็นจริง เกรดของเขาอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น เมื่อถึงเวลาสอบเข้าสถาบันศึกษา พอผลสอบทุกอย่างออกมา เขาจะเข้าใจเอง แน่นอนว่าเขาจะต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมพูดไป”
หวงหลานซินก็พยักหน้าตอบ เธอรู้ว่าลูกชายของเธอมีผลการเรียนอยู่ในระดับปานกลาง คงเป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะสอบเข้าสถาบันศึกษาระดับสามได้