ชายที่ถูกโยนลงพื้นค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ซูเหยาหันไปสบตากับเขาโดยไม่ตั้งใจดวงตาทั้งคู่ประสานกันเพียงเสี้ยววินาที แต่พลันเหมือนยาวนาน สายตาของซูเหยาสั่นไหว นางเบิกตากว้างเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น ส่วนชายผู้นั้นก็ตกตะลึงไม่ต่างกัน
ซูเหยาหลุบตาลงเล็กน้อย หัวใจกระตุก เป็ไปไม่ได้... ชายพิการตรงหน้าคือ... หานเฟิง? นางพยายามบังคับตนเองให้สงบนิ่ง
“นายท่าน?” เป็น้ำเสียงใของเสี่ยวจูที่ดังขึ้น
หานเฟิงเบิกตากว้างจ้องมองแต่เพียงซูเหยา เขาขยับริมฝีปากช้า ๆ คล้ายยังไม่แน่ใจว่าควรเชื่อสิ่งที่ได้เห็น
“ซู... เหยา?” น้ำเสียงแหบพร่า เต็มไปด้วยทั้งความดีใจและความไม่อยากเชื่อ
ทั้งสองนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง บรรยากาศรอบกายหนักอึ้งราวกับโลกหยุดหมุน เสี่ยวจูที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ กวาดตามองสลับระหว่างซูเหยากับชายพิการ
ซูเหยาก้มหน้าลง ดวงตาสั่นระริกแทนที่จะรู้สึกดีใจที่เจอกันอีกครั้ง นางกลับรู้สึกเ็ป เมื่อเจอคนที่รักในสภาพนี้ ซูเหยาไม่ใช่คนโง่ แปดในสิบ หลิงซินต้องมีส่วนรู้เห็น จะมากน้อยเพียงใดมิอาจทราบ เอาแค่ที่ลากเขามาทิ้งไว้ให้นางดูแล ก็บอกได้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างพวกเขา
ในที่สุดจิ้งจอกก็โผล่หางออกมา หลิงซินคงไม่อยากจะซ่อนหางของนางอีกต่อไป
“ซูเหยา? เป็เ้าเองหรือ” หานเฟิงถามซ้ำ เขาอ้าแล้วหุบปาก ลังเลแต่สุดท้ายก็ถามออกมา “เกิดอะไรขึ้นกับใบหน้าของเ้า”
ซูเหยาทำเสียงฮึในลำคอเบาๆ เขาไม่รู้จริงหรือว่านางอยู่ในสภาพนี้เพราะผู้ใด
“ใช่เป็ข้าเอง ซูเหยา ในเมื่อท่านเ้าสำนัก้าให้ข้าดูแลท่าน ท่านก็อยู่พักฟื้นที่นี่กับข้าเถอะ” กล่าวจบซูเหยาก็หันหลังเดินหายไปจากห้องนั่งเล่นห้องใหญ่ทันที
เหลือแต่เพียงเสี่ยวจูที่ยังยืนอยู่ นางไม่รู้จะจัดการอย่างไร ต้องเตรียมห้องให้เขาหรือไม่ แล้วผู้ใดจะเป็ผู้พาเขาไป
“เ้าบอกได้ไหมเกิดอะไรขึ้นกับนาง”
เสี่ยวจูถลึงตาใส่ ไม่รู้สึกกลัวเกรงหานเฟิงเช่นแต่ก่อน เขามีอะไรน่ากลัวกัน ในตอนนี้ขาพิการ ร่างกายซูบผอม เสี่ยวจูไม่มีความสงสารหรือเห็นใจใดๆ ให้สักนิด นางยังอยากจะขอบคุณ์เสียด้วยซ้ำ ที่เขาเป็เช่นนี้
คงจะสูญเสียพลังยุทธ์เช่นเดียวกับคุณหนู เสี่ยวจูไม่สามารถััได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งของเขาได้เหมือนก่อน
“ก็นางจิ้งจอกภรรยารักของท่าน นางสู้ไม่ได้เลยลอบกัดใช้ยาพิษ พอพลั้งมือทำคุณหนูเสียโฉม กลัวท่านกลับมาจะลงโทษจึงได้เอาข้ากับคุณหนูมาขังไว้อย่างไรเล่า”
หานเฟิงอึ้งเมื่อได้ยิน
“คุณหนูของเ้าไม่ได้กลับไปเยี่ยมท่านแม่ยายหรือ”
เสี่ยวจูเบ้ปาก “คุณหนูของข้าหรือจะกล้าขัดคำสั่งท่าน ท่านสั่งให้ดูแลสำนัก นางหรือจะกล้าไปไหน”
หานเฟิงกำมือแน่น พลันเข้าใจทุกอย่าง สิบห้าปีก่อนเขาเคยตามไปถึงเรือนท่านแม่ยาย นางกลับบอกว่าซูเหยาปิดด่านบำเพ็ญเพียร แท้จริงแล้วเมิ่งอวี้ฮวากับหลิงซินคงร่วมมือกันปกปิดเื่ซูเหยามาโดยตลอด
สำนึกเสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว
เสี่ยวจูรู้สึกรำคาญด้วยซ้ำเมื่อเห็นท่าทางรู้สึกผิด
“ข้าจะไปจัดห้องให้ท่าน ขาท่านพิการแต่แขนยังดีอยู่ หาทางไปเองแล้วกันนะ ห้องอยู่ทางซ้ายด้านนั้น” เสี่ยวจูชี้นิ้วส่งๆ แล้วหมุนตัว จะเดินไป
“เ้าไม่ถามหรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้า” หานเฟิงไม่ได้้าเล่าให้เสี่ยวจูฟัง คนที่เขา้าให้รู้แท้จริงคือซูเหยา
นางเพิกเฉยเดินหนีไป นี่เป็ครั้งแรกที่ถูกซูเหยาหมางเมิน หานเฟิงรู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้างจึงคิดจะยืมปากของเสี่ยวจูช่วยอธิบาย
เสี่ยวจูหมุนตัวกลับมา “เกิดอะไรขึ้นกับท่านยังต้องให้ถามอีกหรือ ก็แค่ถูกนางจิ้งจอกถีบหัวส่ง ดูสภาพท่านตอนนี้สิ ยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็เป็คุณหนูของข้าดูแล ยามสุขภาพดีมีสุขก็เบิกบานอยู่กับนาง เป็เช่นนี้เสมอ ยังต้องให้ข้าถามอีก”
กล่าวจบเสี่ยวจูก็สะบัดหน้าจากไปทันที
หานเฟิงจุกในอก ใช่ ไม่ผิดจากที่นางกล่าว เขาทำให้คนที่รักแท้จริงต้องเ็ประทมทุกข์ ห้าปีที่ต้องอยู่อย่างคนพิการ ภาพซูเหยาร้องไห้แวบขึ้นมาในความทรงจำบ่อยครั้ง
หากย้อนเวลากลับไปได้เขาอยากจะทำดีกับนางให้มากกว่านี้ เขาจะไม่ผิดคำสัญญา จะรักแต่ซูเหยา สิ่งใดที่นาง้าเขาจะขวนขวายหามาให้
แต่เป็ได้เพียงแค่ความคิด ไม่เป็ไร ตอนนี้ยังมีโอกาสเริ่มใหม่ คงยังไม่สาย หานเฟิงได้แต่ตั้งความหวัง