ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 16-2 : เวทีปราศรัยพรรคอัตตา

            เมื่อก้าวลงจากรถผมก็ยืนอยู่ในสวนสาธารณะอีกแห่งที่กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยแมกไม้ยืนต้นที่สูงชะลูดทีแรกผมนึกว่ามาผิดที่ แต่อิสราบอกให้ตามมา จึงย่างตามไปกระชั้นชิดโดยไม่ปริปากถามพวกเราเดินผ่านบริเวณสนามหญ้าที่คนเอาเสื่อมานั่งปิกนิกทานอาหารคุยกันภาพชีวิตของผู้คนที่นี่ช่างดูสงบสุขและแปลกตาในเวลาเดียวกัน ผมเดินผ่านชายคนหนึ่งที่สวมอุปกรณ์ครอบศีรษะปิดตาอยู่ในโลกเมือนบนม้านั่งริมทางเบี่ยงตัวหลบให้สุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทริฟเวอร์ที่วิ่งนำหน้าเจ้าของไปอย่างร่าเริงก่อนที่สกูตเตอร์ไฟฟ้าของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งจะชะลอความเร็วและหยุดนิ่งให้เราเดินผ่านไปอย่างรู้งานมันเป็นระบบอัตโนมัติที่ไม่ต้องจับคันบังคับด้วยซ้ำ

            ผมมองบรรยากาศสีเขียวรอบตัวเพลินจนมีความคิดว่าน่าจะหาเวลามาพักผ่อนสูดอากาศบริสุทธ์ในช่วงวันหยุดสักวันผมลืมทัศนียภาพอันสวยงามผสมความร่มรื่นไปสักพักแล้ว มัวหลงไปในโลกเสมือนของเกมเดอะเมเยอร์ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ครั้งสุดท้ายที่หายใจได้เต็มปอดรับรู้ถึงกลิ่นไอดินก็ตอนที่ไปสวนสาธารณะอันที่ใกล้บ้านยายออมสินแม้ว่าในโลกเสมือนจะทำให้เรารับรู้ได้ทุกประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้ทั้งรูป รส กลิ่นเสียง และสัมผัส แต่ผมก็รู้สึกว่าสู้ของจริงไม่ได้อยู่ดี

            พวกเราเดินผ่านหน้าจอสีดำอันหนึ่งคล้ายป้ายโฆษณาที่ผมเคยเห็นที่สถานีรถไฟ เมื่อเข้าไปใกล้ ๆจึงรู้ว่าเป็นป้ายหาเสียง เมื่อเซนเซอร์ของป้ายรู้ว่าผมเดินเข้าไปใกล้หน้าจอจะติดขึ้นเอง ภาพหาเสียงของผู้สมัครคนหนึ่งมาแบบสุ่มโดยปกติจะตั้งค่าไว้ให้เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ทีละห้านาทีแต่บุคคลสามารถใช้อุปกรณ์ความจริงปรุงแต่งเปลี่ยนการแสดงผลส่วนตัวได้โดยมองไปที่ป้ายยังสามารถใช้มือถือกดสั่งป้ายให้แสดงภาพฮอโลแกรมออกมาเป็นทุกพรรคพร้อม ๆ กันได้ พื้นที่ด้านล่าง20 เปอร์เซ็นต์ของป้ายเป็นวีคิวอาร์โค้ดที่สามารถลิงก์เข้าไปดูนโยบายได้มีสำหรับผู้สมัครทุกคนผมกลับรู้สึกว่าคนยุคนี้บ้าในความเท่าเทียมมากเกินไปจนทำให้ดูยุ่งยากซับซ้อนจนเกินไปถ้าพรรคไหนมีกำลังทรัพย์จะติดป้ายเพิ่มก็ได้ภายใต้เงื่อนไขสามข้อ คือ ต้องใช้วัสดุรีไซเคิล ติดเองเก็บเอง และต้องเว้นพื้นที่ด้านล่างหนึ่งในห้าไว้เป็นจุดรวมวีคิวอาร์โค้ดของผู้สมัครคนอื่นรูปแบบเดียวกันสิ่งที่ผมเห็นด้วยกับ กกต. คือ ต้องขออนุญาตในจุดที่ติดก่อน เพื่อความเป็นระเบียบไม่ใช่เห็นได้เกลื่อนเมือง ตามเสาไฟฟ้า หรือแม้แต่หน้าห้องน้ำ แบบเดียวกับยุคผมดูเป็นขยะมากกว่าสร้างความขลัง

            แน่นอนว่าบริเวณป้ายโฆษณาที่ผมเดินผ่านมีแผ่นโพสเตอร์แปะเพิ่มเติมเป็นใบหน้าของหญิงสาววัยกลางคนที่แต่งตัวสวยงามในชุดไทยโบราณ เจ้าของเวทีหาเสียงที่พวกเรากำลังจะไป โดยมีข้อความเขียนว่า

            อัตลักษณ์ปลื้มปิติ ตัวแทนผู้สมัครผู้ว่าราชการจังหวัดพฤฒธานีหมายเลข 3ตัวแทนจากพรรคอัตตา

            เมื่อเดินมาสักพักก็เริ่มเห็นจุดหมายปลายทางเป็นลานโล่ง ๆ กลางแจ้งขนาดใหญ่ซึ่งมีอาณาเขตที่กำหนดไว้ชัดเจนด้วยเสาที่วางห่างกันเป็นระยะและมีเทปขึงเชื่อมระหว่างเสา เหมือนกับที่เห็นได้ตามสถานที่เกิดอาชญากรรมผมเห็นสิ่งนี้มาแล้วครั้งหนึ่งตั้งแต่อุบัติเหตุรถชนบนท้องถนนครั้งที่ไปกับธรณีเพียงแต่ว่ารอบนั้นยืนรอบนอก ไม่ได้ย่างกรายผ่านที่กั้นเข้าไป

            พวกเราตรงไปหาเจ้าหน้าที่ชายหญิงสองคนซึ่งสวมเสื้อแจ็กเกตที่เป็นสีชมพูเหลืองซึ่งเป็นสีประจำตัวของพรรคอัตตาด้านหลังเสื้อก็มีชื่อและสัญลักษณ์ของพรรคเขียนไว้ชัดเจน พอเข้ามาใกล้ๆ ผมจึงเห็นว่าเทปสีเหลืองฟ้าที่พาดระหว่างเสาไม่ใช่พลาสติกบาง ๆแต่เป็นโลหะยืดหยุ่นที่หนาประมาณครึ่งไม้บรรทัดแถบสีเหลืองตรงกลางเปล่งแสงสีแดงเป็นตัวอักษรเรียงกันว่า ‘ห้ามผ่าน’ราวกับเป็นจอภาพขนาดเล็กธรณีเคยบอกว่าตรงขอบที่นูนออกมาด้านบนล่างจะฝังเซนเซอร์ทักทอไว้ตลอดความยาวของเทปเพื่อตรวจจับคนที่ก้าวข้ามหรือลอดผ่านได้บริเวณเสาแต่ละต้นยังฝังกล้องความละเอียดสูง 360องศาไว้ตรงหัวเสา ซึ่งจะบันทึกเหตุการณ์รอบ ๆ ไว้เสริมระบบความปลอดภัยโดยเอไอจะช่วยคัดกรองแยกว่าสิ่งที่ผ่านเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ และบันทึกข้อมูลสำรองเผื่อดูย้อนหลังไว้ด้วยได้รู้ภายหลังว่าสิ่งนี้ถูกตั้งชื่อเรียกง่ายๆ ว่า ‘เสาตำรวจและเทปอัจฉริยะ’ (Smartpolice pole and tape : SPPT) ผมจ้องเลนส์สีดำสนิทที่ซ่อนอยู่พลางรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับตามองโดยสิ่งไม่มีชีวิตที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา

            พวกเราเดินไปต่อคิวประชาชนที่มาก่อนหน้าแค่สองคิวก็ได้ไปถึงประตูทางเข้าคิวก่อนหน้าผมยกกันมาฟังทั้งครอบครัวสามรุ่น พ่อแม่ลูก กับรุ่นปู่ย่าตายายผมอดอมยิ้มตามในความน่ารักนั้นไม่ได้

            “พวกเรามาจากสำนักข่าวซัมนิวส์ค่ะ” อิสราแนะนำตัวสั้น ๆ แค่นี้เจ้าหน้าทั้งสองคนก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ อาจเพราะเห็นตราสัญลักษณ์ซิกมาบนเสื้ออิสราแต่พอไม่ถามผมด้วยทั้งที่สวมเสื้อเชิ้ตปกติเพราะยังไม่ได้ซื้อเสื้อบริษัทเลยสรุปได้ว่าพวกเขาไม่สนใจอยู่แล้วว่าจะเป็นใคร ประชาชน หรือนักข่าว ตรงตามที่ธรณีบอกไว้แต่แรกถ้าฉุกเฉินขึ้นมาผมมีเข็มกลัดพนักงานบริษัทเก็บไว้ในกระเป๋าพร้อมใช้งาน

            ผมกับอิสราเดินผ่านเครื่องแสกนเพื่อตรวจหาของมีคมวัตถุอันตราย ตามมาตรฐานทั่วไปทีแรกผมก็กังวลว่าเขาจะถามหาบัตรประจำตัวประชาชนหรือไม่จึงไปแอบกระซิบถามธรณีตั้งแต่เลิกประชุมช่วงเช้า เพื่อนยิ้มอย่างสบายใจก่อนบอกว่าพวกเขาไม่มีสิทธิขอข้อมูลนั้นเพราะไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐอีกอย่างเวทีแบบนี้ควรเปิดกว้างให้ประชาชนทุกคนอยู่แล้วไม่ว่าจะชอบหรือเกลียดพรรคก็ตาม การรู้ว่าใครเข้าไปบ้างมีแต่จะสร้างอคติเปล่า ๆสิ่งที่พนักงานจะทำคือรักษาความสงบเรียบร้อยภายในบริเวณเท่านั้น

            ผมถอดกระเป๋าเป้ที่สะพายออกมายื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นตามประสบการณ์ที่เคยทำมาแต่หนึ่งในนั้นยกมือห้าม แล้วบอกให้ตรงไปเข้าเครื่องเลยผมจึงเข้าใจว่าจะตรวจเบ็ดเสร็จโดยการผ่านเครื่องรอบเดียว เครื่องใช้เวลา scanผมกับอิสราคนละหนึ่งนาทีได้ รวมเวลาที่เจ้าหน้าที่ยืนยันผลการวิเคราะห์ด้วยเอไอของเครื่องจากหน้าจอด้วยขนาดเครื่องดูใหญ่กว่าปากประตูทางเข้าบริษัทซัมนิวส์ บ่งชี้ว่าละเอียดกว่าแต่แลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้นไม่รู้กี่เท่า

            “ท่านมีสิ่งของโลหะสี่ชิ้นในตัวกล้องวีดีโอ นาฬิกาข้อมือ บัตรใบหนึ่ง กับโทรศัพท์มือถือใช่หรือไม่”เจ้าหน้าที่ชายถามยืนยันอีกครั้งหลังจากผมเดินผ่านเครื่องกล้องด้านหน้าดวงตาข้างหนึ่งของเขากำลังจับจ้องผมคงเก็บคำตอบไว้เป็นหลักฐานเผื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้น อิสราเองก็ถูกถามแบบเดียวกันจากเจ้าหน้าที่หญิงที่ยืนข้างๆ

            “ใช่ครับ”ผมพกพาสิ่งของมาแค่นี้ ของที่เหลือที่อยู่ในเป้ก็เป็นพวกอาหารของว่าง

            “เอาเข็มกลัดติดบนเสื้อไว้แล้วสวมกำไลเอ็มซีเอสซี (MCSC) ไว้ด้วยครับ”เจ้าหน้าที่ยื่นเข็มกลัดอันหนึ่งให้ผม มีอักษรเขียนว่า แขกผู้มาเยือนกับสิ่งของที่เป็นกำไลสายรัดซึ่งมีแผ่นเหล็กสองอันคล้ายกับกำไลอีเอ็มที่ธรณีเคยให้ผมสวมเขามองอย่างเคร่งขรึมขณะที่ผมสวมอุปกรณ์นี้บนข้อมือข้อเท้าทั้งสี่รยางค์โชคดีที่ผมเคยมีประสบการณ์คล้ายกันมาก่อนจึงทำได้อย่างรวดเร็วเมื่อเสร็จเจ้าหน้าที่ก็ยื่นมือซึ่งน่าจะฝังไมโครชิปไว้เข้าไปใกล้ข้อมือข้อเท้าผมเสียงแกร็กดังขึ้นแสดงถึงการล็อกไม่ให้ถอดออกได้ทีละชิ้นจนครบสี่พวกมันจะได้รับการปลดอีกทีจากเจ้าหน้าที่เฝ้าประตูขาออก

            “เอาอันนี้ไปด้วยครับ”เจ้าหน้าที่วางพลาสติกสีดำเล็ก ๆ ไว้ในมือยื่นให้ผม เป็นเหมือนกุญแจรีโมทรถยนต์เมื่อเลื่อนฝาปิดออกก็จะมีปุ่มสีแดงปุ่มเดียวโชคดีที่ธรณีบอกผมไว้ล่วงหน้าว่าจะเจอสิ่งนี้ผมจึงไม่แสดงกิริยาประหลาดใจจนมีพิรุธ หลังจากที่ผมถามเพื่อนเรื่องบัตรประชาชนแล้วธรณีก็บอกว่าตอนเข้ามาในพื้นที่ทุกคนจะต้องสวมใส่เอ็มซีเอสซีหรือ ‘สายรัดไฟฟ้าซึ่งควบคุมด้วยเสียงข้างมาก’ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในหน่วยงานของรัฐส่วนเอกชนจะใช้หรือไม่ก็ได้ตามความสมัครใจตอนได้ยินชื่อครั้งแรกผมอดหัวเราะชื่อพิลึกกึกกือนี้ไม่ได้ แต่พอได้ฟังหลักการแล้วก็น่าสนใจไม่เบา

            { แผ่นโลหะบนอุปกรณ์เอ็มซีเอสซีนี้จะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าบางอย่างขึ้นมารบกวนการส่งสัญญาณไฟฟ้าของเส้นประสาทไปสู่กล้ามเนื้อจะให้ไม่สามารถใช้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นได้หนึ่งนาทีกลไกการทำงานคล้ายกับปืนไฟฟ้าที่ตำรวจใช้เพียงแต่จะเกิดขึ้นบริเวณรอบกำไลที่สวมอยู่ทั้งสี่รยางค์พร้อม ๆ กันทำให้ผู้ที่ก่อความไม่สงบบนพื้นที่หยุดนิ่งในทันที ขยับแขนขาไม่ได้และทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วก่อนที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะระงับตัวและเรียกกำลังตำรวจมาเสริม ความแปลกประหลาดจริง ๆซึ่งเป็นที่มาของชื่อคือขั้นตอนการใช้งาน เครื่องนี้จะไม่ฟังคำสั่งของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนเดียวแต่ประชาชนทุกคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวผู้ก่อเหตุในรัศมี 20 เมตรต้องกดปุ่มสีแดงที่รีโมท แล้วเล็งไปที่บุคคลนั้นหากเข้าเกณฑ์เสียงส่วนใหญ่ที่กำหนดไว้ระบบช็อกก็จะทำงาน

            “นั่นหมายความว่าไม่มีใครที่ผูกขาดอาวุธชนิดนี้ “ธรณีอธิบายให้ผมฟัง น้ำเสียงเขาดูภาคภูมิใจ ราวกับว่าเป็นคนคิดค้นเจ้าสิ่งนี้เอง

            หากเกิดการชกต่อยทะเลาะเบาะแว้งกันแต่ไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ในบริเวณนั้นประชาชนที่มุงดูอยู่ก็สามารถระงับเหตุได้ด้วยตนเองอย่างง่ายดายหรือแม้แต่กรณีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเกิดคุ้มคลั่งขึ้นมาก็ไม่สามารถกราดยิงอาวุธหรือกดสัญญาณช็อกใส่คนอื่นได้เกณฑ์เสียงส่วนใหญ่ที่ตั้งไว้จะแตกต่างกันในแต่ละสถานการณ์ขึ้นกับทั้งจำนวนคนที่เข้าร่วม ความหนาแน่นผู้คนในพื้นที่และลักษณะจำเพาะบางอย่างของพื้นที่ โดยเอไอจะช่วยคำนวณให้แถมยังปรับตามระยะที่ห่างจากผู้ก่อเหตุ ยิ่งไกลยิ่งต้องใช้คนมากผมลองยกตัวอย่างเล่น ๆ หากยืนในรัศมี 20 เมตร ต้องใช้เสียงส่วนใหญ่ 50% จึงจะเข้าเกณฑ์ แต่ในระยะ 300 เมตร เสียงส่วนใหญ่ที่ต้องใช้อาจเพิ่มไปถึง70% เงื่อนไขแต่ระระยะก็จะถูกตั้งค่าไว้ตั้งแต่ต้นถ้าเข้าเกณฑ์อันใดอันหนึ่งระบบช็อกก็จะทำงาน

            ผมยอมรับว่าหลักการเข้ากับระบอบประชาธิปไตยดีแต่ต้องมีข้อเสียสักอย่าง ต้องมีสักครั้งที่ระงับเหตุล้มเหลวเกิดความเสียหายเพียงเพราะเสียงไม่พอหรือไม่ทันกาล ที่ผมนึกออกในตอนนี้คือ กรณีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งเห็นคนร้ายถืออาวุธปืนเดินกร่างเข้ามาในพื้นที่เขาจะไม่สามารถเผ่นโผนเข้าจับกุมได้ แต่ต้องตะโกนบอกผู้คนรอบ ๆว่ามีคนถือปืนให้ช่วยกันรุมประชาทัณฑ์แทนถ้าระหว่างที่รอมีคนโดนยิงไปแล้วจะทำเช่นไร }     

            “เสร็จรึยัง”เสียงนุ่ม ๆ ของอิสราดังขึ้น ปลุกผมจากห้วงความคิด

            “ขอโทษที่ให้รอเราพร้อมแล้ว” ผมฝืนยิ้ม แล้วเดินดุ่ม ๆ ตามเธอไป

            ห่างออกไปไม่เกิน100 เมตรก็เป็นพื้นที่ของเวทีที่ 1 ซึ่งจัดอยู่ในพื้นที่กลางแจ้งโชคดีเมฆช่วยบังแสงแดดไว้หมดจึงไม่ร้อนที่ตรงกลางทรุดตัวลงเป็นหลุมต่ำกว่าระดับที่ผมยืนตอนนี้ วงกลมรอบ ๆ ค่อย ๆลดระดับเป็นขั้นบันไดถึงจุดต่ำสุดตรงกลาง เป็นเหมือนอัฒจันทร์ที่สร้างจากหลุมกว้างพอสมควรจุคนได้ราว ๆ 1,000 คนมีเวที และเก้าอี้นั่งเรียงเป็นแถบ นักการเมืองคนหนึ่งยืนบนเวทีด้านล่างที่แท่นยืน อยู่ใกล้ ๆ คนที่มาฟัง มีโต๊ะฮอโลแกรมวางอยู่ ตอนนี้บนที่นั่งเต็มไปด้วยคนที่สนใจมารอฟังกินพื้นที่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์แล้วผมแปลกใจว่าในวันจันทร์เช้าแบบนี้ ทำไมพวกเขาถึงว่างมาได้ผมมารู้ภายหลังว่าหลายคนลางานมาฟัง คนยุคนี้สนใจการเมืองเกินพิกัดจริง ๆ

            “นี่เรามาดูการแสดงกีฬาอะไรรึเปล่า”ผมนึกถึงภาพในสเตเดียมแต่ด้านบนเปิดโล่งแทนที่จะมีหลังคาปกคลุม

            “ที่ไหนก็จัดแบบนี้ทั้งนั้นยิ่งถ้าเป็นการปราศรัยยิ่งใช่ ประชาชนก็ควรอยู่สูงกว่านักการเมืองอยู่แล้วนี่”

            ผมไม่ได้โต้ตอบอะไรใจยังนึกถึงความแปลกประหลาดของเวทีปราศรัยหาเสียงที่สุดที่ผมเคยเห็นภายในบริเวณงานจะมีอยู่สามจุดใหญ่เวทีแรกอยู่กลางแจ้งจะพูดเกี่ยวกับผลงานในอดีตของพรรค และแนะนำผู้สมัครในขณะที่เวทีที่สองซึ่งอยู่ในอาคารใกล้ ๆ กันจะพูดถึงนโยบายในอนาคตและเคโอไออย่างละเอียดผมมารู้ภายหลังว่าสาเหตุที่ไม่รวมสองเวทีเป็นอันเดียวแล้วเพิ่มเวลาเป็นสามชั่วโมงแทนเป็นเพราะคนยุคนี้ไม่ชอบฟังอะไรยาว ๆ และพรรคก็ไม่อยากเช่าสถานที่สาธารณะนานเกินไปในบริเวณนี้ยังมีจุดพักผ่อนหย่อนใจที่ประกอบด้วยร้านรวงต่าง ๆ อยู่บริเวณโดยรอบน้ำพุที่คั่นกลางระหว่างสองเวที

            ผมเห็นก้อนเมฆมหึมาทะมึนลงทุกทีมีแสงสว่างวาบปรากฏบนท้องฟ้าจากที่ไกล ๆ ครั้งหนึ่งอีกห้าวินาทีต่อมาก็มีเสียงครืน ๆ ดังสนั่นตามมา ผมยิ่งมั่นใจว่าฝนตกในไม่ช้า

            “ไม่ต้องห่วงหรอกเราดูพยากรอากาศมาแล้ว ฝนจะเริ่มตกตั้งแต่บ่ายสองโมงเป็นต้นไป จึงยังพอมีเวลา”อิสราพูดสีหน้าเรียบเฉย แววตาไม่เจือปนความกังวลแม้แต่น้อย“กรมอุตุนิยมวิทยาทำนายถูก 95 เปอร์เซ็นต์เชียวนะเราให้เตรียมร่มมาเผื่อว่าจะติดพัน ต้องอยู่เกินบ่ายสองโมงเฉย ๆ”

            ผมไม่ได้โล่งใจขึ้นเลยในยุคผมการพยากรอากาศผิดเป็นเรื่องที่พบเห็นได้เป็นประจำหญิงสาวคงเห็นว่าผมดูพะว้าพะวงกับกล้องที่อยู่ในมือจึงบอกว่าไม่ต้องกังวลเพราะอุปกรณ์เหล่านี้เคลือบสารกันน้ำไว้ถ้ามันเปียกเพราะน้ำเข้าจากการชำรุด ผู้รับผิดชอบก็เป็นบริษัท ไม่ใช่ประชาผมได้ฟังก็สบายใจขึ้นหนึ่งเรื่อง

            “เดี๋ยวเราต้องเข้าไปในนี้”

            พอพูดจบอิสราก็เดินนำผ่านฝูงชนที่ยืนรอบๆ เข้ามาขอบเขตของเวทีที่หนึ่ง พวกเราเดินหลบคนที่นั่งบนอัฒจันทร์ไปมาเหมือนเดินในเขาวงกต ผมจับกล้อง ระวังไม่ให้ไปชนชาวบ้านคนไหนบริษัทให้กล้องวีดีโอสีเงาดำผมมาอันหนึ่งมันมีรูปร่างเรียบหรูคล้ายกับกล้องวีดีโอระดับมืออาชีพที่ใช้ในยุคผมดูล้ำสมัยกว่าเพียงเล็กน้อย ปุ่มควบคุมวางไว้เป็นระเบียบแต่ซับซ้อนกว่าที่ผมคิด บนด้ามจับมีปุ่มซูมปุ่มปรับโฟกัส และปุ่มบันทึกภาพ ด้านข้างกล้องมีช่องเสียบสำหรับอุปกรณ์เสริมต่าง ๆเช่น ไมโครโฟน หูฟัง และสายเคเบิ้ล ผมไม่ได้เอาตัวส่งสัญญาณคลื่น 9G มาด้วยเพราะไม่ได้จำเป็นต้องรีบภาพกลับสถานีเพราะไม่ใช่ทีมข่าวเนื้อสดแม้ผมจะลองใช้กล้องตัวนี้มาบ้างตอนที่ได้มา แต่ก็ยังอดกังวลไม่ได้

            ในที่สุดพวกเราก็ยืนอยู่แถวที่ห้านับจากล่างสุดพอจะเห็นคนที่เป็นเป้าหมายได้ชัดเธอชี้ให้ดูชายวัยกลางคนสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวที่พับแขนเสื้อมาถึงศอกกางเกงแสลกสีน้ำตาล ซึ่งนั่งอยู่แถวที่สองจากหน้าสุด

            “นั่นคือ บุญธรรม คนที่ท่านต้องดักไว้เรานัดเขาไว้ตอน 11.20 น.”อิสราตะโกนบอกผม เพื่อตัดกับเสียงอื้ออึงของผู้คนรอบ ๆ

            “ระหว่างรอให้ทำอะไร” ผมถามเสียงดังนาฬิกาข้อมือผมบอกเวลา 10.20น. ยังมีเวลาอีกตั้งชั่วโมง

            “ถ่ายบรรยากาศรอบ ๆ อะไรก็ได้หรือจะไปสัมภาษณ์ผู้ชมไว้ก่อนสักคนสองคนก็ได้ จะได้ไม่ต้องสัมภาษณ์ทีเดียวตอนเลิก”

            ผมเข้าใจที่เธอพูดอิสราบรีฟให้ผมฟังตั้งแต่ก่อนขึ้นรถ แล้วว่าภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่มาฟังการหาเสียงหรือมาตั้งกล้องถ่ายวีดีโอการปราศรัยทั้งชั่วโมงครึ่ง เพราะไปดูได้จากเว็บไซต์ของผู้สมัครอยู่แล้วแถมยังได้ภาพเสียงที่ดีกว่าถ่ายเองเป็นไหน ๆ พวกเราต้องแยกกันทำงานถ้าจำเป็นอิสราสามารถใช้มือถือร่วมกับสเตดีแคม[1]อันเล็กๆ ที่เธอพกมาภาพก็ละเอียดพอก็ทำงานได้ หรือจะใช้ภาพจากเอวีเอสอีในยามฉุกเฉินก็ได้สิ่งที่ไมตรีต้องการจริง ๆคือการสัมภาษณ์บุคคลที่มาเข้าร่วมฟังซึ่งมาจากพรรคการเมืองที่หลากหลายทั้งหมดห้าคนตามคำถามที่เตรียมไว้ล่วงหน้า หลัก ๆ ก็จะเกี่ยวข้องกับนโยบายที่ผู้สมัครเอามาพูดบนเวทีอิสราอาสาจะทำหน้าสัมภาษณ์พวกเขาเอง ส่วนคำสัมภาษณ์คุณอัตลักษณ์ผู้สมัครสามารถหามาได้จากสภาวิชาชีพนักข่าวซึ่งสำนักข่าวซัมนิวส์รอบนี้ไม่ได้รับการสุ่มคัดเลือกเป็นตัวแทนผู้สัมภาษณ์

            “ประเด็นอยู่ที่มีสามคนที่ติดภารกิจอื่น จะไม่รออยู่ฟังจนจบ เราเลยต้องรีบสัมภาษณ์เขาก่อนเรานัดพวกเขาไว้แล้ว”อิสราอธิบายให้ผมฟังเมื่อเช้านี้ระหว่างที่ลงลิฟต์มาก่อนขึ้นรถแท็กซี่ เธอบอกให้ผมเปิดดูในไฟล์ในแชตของกลุ่มผมหยิบมือถือขึ้นมากดแล้วต้องใช้นิ้วซูมภาพเข้าไปอ่านหน้าแรกเป็นกำหนดการของการปราศรัยระบุหัวข้อและเวลาของแต่ละเวทีอีกหน้าหนึ่งเป็นภารกิจที่อิสราน่าจะเป็นคนเขียนเองมีรายชื่อของเป้าหมายที่ต้องสัมภาษณ์ทั้งห้าคน อีกสองคนที่เหลือไม่ได้ติดภารกิจอื่นจึงมีเวลาสัมภาษณ์หลังการปราศรัยเสร็จสิ้นได้

            “เรานัดคนแรกไว้ตอน 11.00-11.20 น.ติด ๆ กันคนละ 20 นาทีคนที่สองเริ่มตอน 11.20 อีกคนก็11.40 แต่ปกติคนเหล่านี้ชอบพูดเลยเวลาอยู่แล้วหน้าที่ของท่านคือ ต้องคอยดักทางไว้รอจนกว่าเราจะสัมภาษณ์คนก่อนหน้าเสร็จแล้วก็มาคนนี้ต่อ...” อิสราชี้แจงแผนการอย่างละเอียดและรวดเร็วถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมาเป็นเหมือนสายน้ำเชี่ยวกราก ผมทำได้เพียงพยักหน้ารับรู้แม้ผมจะบอกให้ทวนอีกรอบหนึ่ง ก็ยังจับใจความไม่ได้ครบถ้วนเช่นเดิมช่วงเวลาที่เธออธิบายขยายความช่างแตกต่างจากตอนพูดคุยปกติลิบลับ

            “เข้าใจรึยังค่ะ”

            “โอเค” ผมพยักเพยิดส่ง ๆไม่กล้าตอบว่าเข้าใจ ถ้าให้เธอร่ายวาวใหม่อีกรอบคงโมโหแน่ อีกทั้งถ้าผมทำตัวแปลก ๆอาจทำให้เธอสงสัยมากขึ้นอีก แม้ว่าจะอิสราจะไม่เคยเอ่ยถึงเลยผมมั่นใจว่ารฐรักษ์เพื่อนสนิทของเธอน่าจะเล่าพฤติกรรมหลุดยุคสมัยของผมให้ฟังไม่มากก็น้อยถ้าไม่นับเรื่องที่ผมเผลอทำสัญญาณกันขโมยดังยังมีอีกครั้งหนึ่งที่ผมเผลอปล่อยไก่ชวนเธอคุยเรื่องสรรพเพเหระเมื่อสองสัปดาห์แรกที่ทำงานจำไม่ได้ว่าตั้งต้นจากอะไรแต่มีการพูดถึงที่ประชุมสหประชาชาติแห่งประชาธิปไตยกำลังพิจารณาข้อเสนอที่จะรับประเทศอินเดียเข้าเป็นสมาชิกผมคิดว่าจีนกับรัสเซียไม่มีทางยอมเพราะจะเสียพันธมิตรไปเลยถามว่ามตินี้ไม่โดนทั้งสองประเทศวีโต[2]เหรอเพราะเป็นหนึ่งในห้าประเทศที่เป็นสมาชิกความมั่นคงแห่งสหประชาชาติถาวรอิสราทำหน้างุนงง แล้วมองหน้ารฐรักษ์สลับกับธรณีซึ่งยืนที่นั่นด้วยผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพูดอะไรผิด จนธรณีแก้สถานการณ์ให้โดยบอกว่าผมฟังผิดจากยูเอ็นดีเป็นยูเอ็นเลยรอดตัว ตอนค่ำเพื่อนผมจึงมาย้ำอีกทีว่าเป็นคนละองค์กรกันซึ่งที่จริงผมรู้อยู่แล้วแค่เผลอเรอไปไม่ทันคิดในตอนนั้นคงกำลังตื่นเต้นที่ได้คุยกับหญิงสาวที่ชอบผมจึงได้บทเรียนว่าเงียบไว้ก่อนปลอดภัยกว่า 

            ผมอาศัยทักษะนักจับใจความที่ฝึกฝนมาจับใจความได้ว่านักข่าวสาวมอบหมายงานให้ผมสามอย่าง ภารกิจแรกคือการถ่ายภาพบรรยากาศโดยรอบทั่ว ๆ ไปอย่างอิสระอย่างที่สองคือช่วยไปสัมภาษณ์ประชาชนที่มาเข้าฟังคนไหนก็ได้สามคนแบบสุ่มถือเป็นตัวแทนฝั่งผู้ชม เธอได้เตรียมคำถามไว้ให้แล้วจึงไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมากมายภารกิจสุดท้ายคือการไปรอดักนักการเมืองที่เป็นเป้าหมายหนึ่งในสามคน เมื่อเห็นคน ๆนั้นลุกขึ้นเดินออกมาจากที่นั่งบนอัฒจันทร์ ให้รีบเข้าไปแนะนำตัวและพามาที่บริเวณน้ำพุจุดนัดพบซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างสองเวที จากนั้นก็รออิสราเข้ามาสมทบเพื่อมารับไม้ต่อสัมภาษณ์

    “ทำไมต้องไปดักทางด้วยเหรอท่านนัดเวลาสัมภาษณ์พวกเขาไว้ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ” ผมถามเพราะสงสัยจริงเข้าใจว่าเธอจะพุ่งเข้าประเด็นเลย ไม่เหมือนโอจีดีที่ต้องถามจนสิ้นสงสัยแต่ที่ผมกังขาคือ เวลาของแต่ละคนไม่ได้เหลื่อมกันการที่พวกเขาตอบรับก็ต้องมั่นใจว่าจะเดินทางไปทำภารกิจต่อไปได้ทันอยู่แล้วเพราะการเดินทางบนท้องถนนสามารถคำนวณเวลาที่แน่นอนได้จากแอปเนวี

            “เรากลัวว่าเขาจะตอบยาวเกินเวลาแถมเวทีก็อยู่ห่างกัน ถ้าไม่ดักไว้ก่อน พอเขาไม่เห็นพวกเราตอนเวลาเริ่มอาจจะไม่อยู่รอ ก็จะคิดว่าเราไม่สัมภาษณ์แล้วเขาก็จะไปเลยโดยที่ไม่รอไม่ว่าเราจะขอเวลาเขาไปแล้ว หรือว่าท่านไม่สะดวกใจที่จะทำเราจะได้บอกไมตรี” อิสราส่งสายตาคาดคั้นใส่ผม จนผมขนลุกที่น่ากลัวกว่าคือไมตรีจะหาข้ออ้างตัดเงินเดือนผมในฐานะที่ทำงานไร้ประสิทธิภาพ

            “เปล่า เราทำได้ แค่สงสัยเฉย ๆ”ผมจำต้องแสร้งตอบรับ ใจยังรู้สึกกังวลอยู่ มีลางสังหรณ์ว่าจะทำได้ไม่ดี

            อิสราแยกตัวไปเฝ้าเป้าหมายคนแรกที่ชื่อทาลี่ ซึ่งนั่งอยู่เวทีที่สองแล้ว ก่อนไปเธอถามว่าผมจะไปดูสถานที่ก่อนไหมความคิดแวบแรกผมคือจะได้มีเวลาอยู่กับเธอมากขึ้นอีกแต่เมื่อคิดซ้ำอีกชั้นก็พบว่าเธอคงวิตกเรื่องงานเกินกว่าจะสนใจผมอยู่ดีแถมผมต้องแบกเป้ที่บรรจุกล้องเกินไปแล้วก็เดินกลับมาอีก เลยปฏิเสธไปค่อยให้เธอส่งพิกัดที่นั่งของเป้าหมายคนที่สามมาให้ภายหลังเอา

            ตอนนี้ผมยืนอยู่ชั้นนอกสุดของฝูงชนที่ยืนรายล้อมอัฒจันทร์ชั้นบนสุดกะว่าถ้าเริ่มได้ยินเสียงพิธีกรพูดค่อยแทรกตัวเข้าไปถ่ายบรรยากาศซึ่งน่าจะเริ่มในอีกไม่เกินห้านาที

     


    [1]Steadicam คืออุปกรณ์ช่วยพยุงกล้องเพื่อให้ภาพราบรื่นและมั่นคงแม้กำลังเคลื่อนที่

    [2]Veto หมายถึงอำนาจการโหวตยับยั้งมติต่าง ๆ ในที่ประชุมในระดับสหประชาชาติผู้ที่มีสิทธิใช้อำนาจวีโตมีแค่ 5 ประเทศที่เป็นสมาชิกถาวร