หลังจากความฮือฮาจากการขายกระต่ายแสนกลถึง 50 เหรียญทองได้ผ่านพ้นไป บรรยากาศก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้งเมื่อของชิ้นใหญ่ถูกนำขึ้นมา
ชายร่างกำยำสองคนเดินแบกแผ่นหนังสีดำมันวาวขนาดใหญ่ขึ้นมาอย่างทุลักทุเล มันมีขนาดประมาณสองคูณสองเมตร พื้นผิวของมันเล่นแสงไฟเป็นประกายวูบวาบ พร้อมลวดลายสีเหลืองจางๆ ที่วิ่งผ่านเหมือนสายฟ้าฟาด
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องกลืนน้ำลาย คือรอยแหว่งเว้าขนาดใหญ่บริเวณด้านข้าง ที่ดูเหมือนถูก “คว้าน” หายไปในคำเดียวด้วยกรามขนาดมหึมา
ชีตาห์ที่นั่งเท้าคางด้วยความเบื่อหน่ายเพราะของที่ตนจ้องตายังไม่มาสักที จู่ๆ ก็เด้งตัวหลังตรงขึ้นมาทันที ดวงตาภายใต้หน้ากากกะโหลกเป็นประกาย
“นี่มัน...”
“นี่คือหนังของ ‘กระเบนราหูอสุนี’...” หยาดพิรุนประกาศเสียงก้อง สร้างเสียงฮือฮาแก่ฝูงชน “มันคือหนึ่งในสัตว์วิเศษระดับ 4 ที่สามารถพบได้เฉพาะในทะเลดำเท่านั้น ผิวหนังของมันขึ้นชื่อเรื่องความเหนียว ทนทานต่อเวทมนตร์ธาตุน้ำและสายฟ้า กระเบนราหูอสุนีมีความสามารถในการปล่อยเวทมนตร์สายฟ้าระดับสูงได้ ทำให้เหมาะจะนำไปสร้างอุปกรณ์หรือสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ระดับสูงขึ้นไปได้... เราได้มันมาหลังจากที่ล่องเรือในทะเลดำแล้วหลายสัปดาห์ และพบมันพ่ายแพ้ในการดวลกับ ‘ฉลามคว้านสมุทร’ สัตว์อสูรระดับ 5 เจ้าแห่งทะเลดำชั้นเขตนอก”
“น่าเสียดายที่มันยังไม่โตเต็มวัย และการโจมตีนั้นได้พรากเอาส่วนหัวและแก่นมนตราของมันไปด้วย... แต่หนังผืนนี้ยังคงเปี่ยมด้วยพลังสายฟ้าระดับสูง!”
“เราจะเริ่มต้นการประมูลที่... 10 เหรียญทอง!”
“15 เหรียญทอง!”
“18!”
ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะมีตำหนิ แต่วัตถุดิบระดับ 4 ที่มีความเฉพาะตัวนี้ก็คือของหายากยิ่ง มันมีความสามารถทนทานต่อเวทมนตร์น้ำที่เป็นธาตุของผู้วิเศษส่วนใหญ่ ยังไม่นับรวมการทนทานต่อสายฟ้าอีกด้วย
“พี่ชีตาห์สนใจเหรอครับ?” ภัทรถามเมื่อเห็นท่าทีของรุ่นพี่
“ใช่ ฉันเพิ่งเรียนวิชาใหม่มา เลยต้องการอุปกรณ์ที่ทำจากสัตว์วิเศษประเภทสายฟ้าระดับสามขึ้นไป และโป๊ะเชะ! มันอยู่ในรายชื่อพอดี” ชีตาห์หยิบป้ายหมายเลข 33 ขึ้นมา
“25 เหรียญทอง”
เสียงสูดลมหายใจและความไม่พอใจของผู้ประมูลก่อนหน้ารีบชูป้ายแล้วแข่งต่อ
“28 เหรียญทอง”
“30 เหรียญทอง” ชีตาห์พูดอย่างเบื่อๆ
“32 เหรียญทอง”
“35 เหรียญทอง!” ชีตาห์เริ่มมีโทสะขึ้นมาเล็กน้อย
“แม่งเอ๊ย...” เสียงสบถจากคู่แข่งดังขึ้น ก่อนจะวางป้ายลงยอมแพ้
“35 เหรียญทองนับ 1… 2… 3… หมายเลข 33 ได้ไปครับ!”
“สำเร็จ!” ชีตาห์กำหมัดแน่น ร้องออกมาเบาๆ อย่างดีใจ “ถ้าหมอนั่นเพิ่มอีกแค่ 3 เหรียญ ฉันคงหมดทางสู้แล้ว... เอาน่าภัทร ถ้าเกิดฉันตัดชุดแล้วมีเศษหนังเหลือ ฉันจะเอามาให้นายนะ”
“ขอบคุณครับพี่” ภัทรยิ้มรับด้วยความยินดี แค่เศษหนังระดับ 4 ก็ถือว่าเป็นของล้ำค่าสำหรับเขาแล้ว
รายการต่อมาเป็น ‘แก่นเต่ามะเฟืองศิลา’ ระดับ 3 ซึ่งเป็นที่นิยมในการนำไปทำแกนพลังงานหลักหรือหลอมเป็นอาวุธประเภทโล่ ราคาของมันจึงพุ่งไปจบที่ 22 เหรียญทอง
หลังจากนั้นก็มีสินค้าประปรายอีกสองสามอย่าง ซึ่งการแข่งขันไม่ได้ดุเดือดมากนัก จนกระทั่งมาถึง... ชิ้นสุดท้ายของหมวดสัตว์วิเศษ
หญิงสาวคนหนึ่งเข็นตู้กระจกที่คลุมด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงสดออกมา หยาดพิรุนเดินเข้าไปกระตุกผ้านั้นออก พรึ่บ!
เผยให้เห็นวัตถุสีขาวสะอาดทรงสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 12 นิ้ว วางตระหง่านอยู่กลางตู้กระจก แม้จะมีรอยบิ่นเล็กน้อยตรงปลายแหลม แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงไม่ใช่ขนาดของมัน...
แต่เป็น ‘อักขระ’ หน้าตาประหลาดที่สลักลึกอยู่บนผิวฟัน มันส่องแสงสีฟ้าจางๆ กะพริบไหวราวกับชีพจรของสิ่งมีชีวิต
ภัทรจ้องมองมันตาค้าง เขาไม่เคยเห็นตัวอักษรแบบนี้มาก่อน มันดูขลังและทรงพลังจนขนลุก
เขาสังเกตเห็นว่าชีตาห์ทำหน้าตาบิดเบี้ยวเหมือนกินยาขม
“เป็นอะไรไปครับพี่ชีตาห์?”
“ก็ไอ้นั่นไงภัทร... ไอ้นั่นแหละ...” ชีตาห์ชี้มือสั่นๆ “ฟันของไอ้ตัวที่กัดหนังกระเบนของฉันจนแหว่ง!”
หยาดพิรุนสูดลมหายใจลึก ก่อนประกาศด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน
“ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ... นี่คือชิ้นส่วนของสัตว์วิเศษที่ระดับสูงที่สุดในงานประมูลค่ำคืนนี้!”
“เชิญพบกับ... เขี้ยวของฉลามคว้านสมุทร!”
เสียงเฮดังสนั่นฮอลล์ เพราะนานหลายเดือนแล้วที่จะมีชิ้นส่วนสัตว์อสูรระดับ 5 หลุดเข้ามา
หยาดพิรุณรีบอธิบายต่อ “ฟันซี่นี้ไม่ใช่ฟันธรรมดา แต่เป็นฟันซี่เอกที่ได้สัมผัสและซึมซับ ‘รูนธรรมชาติ’ แห่งสายน้ำและวายุมาก่อน! แม้จะน่าเสียดายที่มันสูญเสียพลังส่วนใหญ่ไปจากการปะทะกับกระเบนราหูอสุนี ทำให้ไม่สามารถใช้เรียนรู้วิถีแห่งรูนได้สมบูรณ์... แต่ผู้ที่ครอบครองมัน อาจจะยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของรูนแห่งธรรมชาติเพื่อยกระดับพลังของตนได้!”
“เราจะเริ่มต้นราคาที่... 20 เหรียญทอง!”
ภัทรขมวดคิ้วสงสัย “พี่ชีตาห์ครับ... แล้ว ‘รูน’ คืออะไรเหรอครับ?”
ชีตาห์ละสายตาจากเวทีมาอธิบาย “รูนคือพลังงานพื้นฐานของทุกอย่างบนโลก... เหมือนกับหลักการ ‘เต๋า’ ของ 'สาธารณรัฐผู้วิเศษเทียนหลง' นั่นแหละ ทุกสิ่งมีรูนประทับอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ไฟ ไม้ โลหะ การจะเข้าถึงมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้านายขึ้นไปถึงระดับ 2 วิทยาลัยจะพาพวกนายไปประเมิน ‘เต๋าต้นกำเนิด’ นายอาจจะได้ความสามารถเจ๋งๆ ก็ได้... อย่างเจ๊ริศเองก็มี 'จิตวารี’ ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษจากรูน แต่เจ๊แกหวง ไม่ยอมโชว์ให้ใครดูหรอก” ชีต้าห์ยักไหล่
บทสนทนาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงขานราคาที่เริ่มดุเดือด
“25!”
“30!”
ราคาไหลไปเรื่อยๆ จนเริ่มชะลอตัวที่ 60 เหรียญทอง เพราะหลายคนเริ่มลังเลกับรอยบิ่นที่ปลายฟัน
“70 เหรียญทอง!” เสียงชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำทางฝั่งขวาดังขึ้น
“75!”
“80!” ชายหนุ่มคนเดิมกัดฟันสู้ต่อ
“85!”
“90!”
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำกำหมัดแน่น ก่อนจะตัดสินใจตะโกนก้อง
“สหายทุกท่าน! ผมคือ ‘นายน้อยแห่งตระกูลวารีรักษ์’! ขอให้สหายเห็นแก่หน้าตระกูลของกระผม ยอมถอยให้ด้วยเถิด!”
เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ ไม่บ่อยนักที่จะมีคนกล้าเอ่ยชื่อตระกูลข่มกันกลางงานประมูลแบบนี้ ซึ่งถือเป็นการเสียมารยาทและอาจสร้างความขัดแย้งกับผู้จัดงานได้
แต่ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังสวนขึ้นมาจากมุมมืด
“95 เหรียญทอง... ไอ้หนู นี่มันงานประมูล ใครดีใครได้... แต่เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าแก่ ถ้าเจ้ากล้าจ่ายเพิ่มให้ถึงร้อย ข้าจะไม่สู้ต่อ... ถือว่าทำบุญให้ตระกูลตกอับก็แล้วกัน”
นายน้อยตระกูลวารีรักษ์หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและความอาย แต่เขาไม่มีทางเลือก
“ข...ขอบคุณ! ขอบคุณมาก! ...100 เหรียญทอง!”
หยาดพิรุนมีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยที่งานถูกแทรกแซง แต่เมื่อได้ราคาที่น่าพอใจ เขาจึงเริ่มนับ
“นับหนึ่ง... สอง... สาม... ขายให้หมายเลข 6 ครับ!”
เมื่อการประมูลจบลง ภัทรกระซิบถามชีตาห์เสียงเบา
“พี่ชีตาห์ครับ... นามสกุล ‘วารีรักษ์’ นี่มัน...”
“ใช่...” ชีตาห์ตอบเสียงเย็น ดวงตาภายใต้หน้ากากหรี่ลงด้วยความรังเกียจ
“นามสกุลเดิมของเจ๊ริศไง... ความจริงเจ๊เป็นคนตระกูลใหญ่ หนึ่งในสามตระกูลดังเทียบเท่ากับ ‘โลหกุญชร’ และ ‘ธำรงอัคคี’...”
“แต่หลังจากปู่กับแม่ของเจ๊ตายไป... น้องชายของแม่เจ๊ หรือก็คือน้าแท้ๆ ที่เป็นระดับสูงที่สุดตอนนั้น ก็รวมหัวกับพรรคพวกยึดอำนาจ ขึ้นเป็นผู้นำตระกูล แล้วไล่พี่น้องสามคนของเจ๊ริศออกมาตัวเปล่า เพราะกลัวว่าจะกลับไปทวงตำแหน่งคืน...พวกเธอเลยเปลี่ยนมาใช้นามสกุลฝั่งยายเป็น ‘วรวารินทร์’ แทนเพื่อตัดขาดอย่างสิ้นเชิง”
ชีตาห์แค่นหัวเราะ
“พวกมันไม่ได้มีความสามารถอะไรเลย ดีแต่เลียแข้งเลียขาคนนู้นทีคนนี้ที ถ้าไม่ใช่เพราะปู่ของเจ๊ริศทำคุณงามความดีไว้ พวกมันคงบ้านแตกไปแล้ว... นั่นแหละคือเหตุผลที่เจ๊ริศเกลียดไอ้พวก ‘วารีรักษ์’ เข้าไส้เลยล่ะ”
ภัทรฟังอย่างนั้นก็อดรู้สึกโกรธแทนริศไม่ได้ เขาเกร็งกำมือแน่น ถึงเขาจะเพิ่งมาโลกผู้วิเศษนี้ได้ไม่นาน แต่ริศก็เป็นคนแรกๆ ที่ใส่ใจเขาทั้งที่ไม่ได้มีสายเลือดอะไรเชื่อมโยงกันเลย เขามักเห็นริศแอบไปยืนมองเคียวของแม่ของเธอที่กลับรูปร่างเป็นพลั่วยุทธวิธีในช่วงเวลาที่เธอทุกข์ใจกับเรื่องต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง หญิงสาวที่ใจดีและอ่อนโยนขนาดนั้น ช่วงเวลาหลายปีมานี้เธอต้องทนแบกรับอะไรมาบ้างนะ
เขามองไปที่นั่งของบ้านวารีรักษ์ แล้วพยายามจดจำเรื่องนี้เอาไว้ในใจ 'ถ้าวันนึงเขามีพลังมากพอ... เขาจะต้องทวงสิทธิ์อันชอบธรรมกลับมาให้ริศและรินให้ได้'