ช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์

    บทที่ 36 งานประมูลอันดุเดือด (กลาง)

           หลังจากความฮือฮาจากการขายกระต่ายแสนกลถึง 50 เหรียญทองได้ผ่านพ้นไป บรรยากาศก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้งเมื่อของชิ้นใหญ่ถูกนำขึ้นมา


           ​ชายร่างกำยำสองคนเดินแบกแผ่นหนังสีดำมันวาวขนาดใหญ่ขึ้นมาอย่างทุลักทุเล มันมีขนาดประมาณสองคูณสองเมตร พื้นผิวของมันเล่นแสงไฟเป็นประกายวูบวาบ พร้อมลวดลายสีเหลืองจางๆ ที่วิ่งผ่านเหมือนสายฟ้าฟาด

    ​แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องกลืนน้ำลาย คือรอยแหว่งเว้าขนาดใหญ่บริเวณด้านข้าง ที่ดูเหมือนถูก “คว้าน” หายไปในคำเดียวด้วยกรามขนาดมหึมา

    ​ชีตาห์ที่นั่งเท้าคางด้วยความเบื่อหน่ายเพราะของที่ตนจ้องตายังไม่มาสักที จู่ๆ ก็เด้งตัวหลังตรงขึ้นมาทันที ดวงตาภายใต้หน้ากากกะโหลกเป็นประกาย

    ​

           “นี่มัน...”

    ​

           “นี่คือหนังของ ‘กระเบนราหูอสุนี’...” หยาดพิรุนประกาศเสียงก้อง สร้างเสียงฮือฮาแก่ฝูงชน “มันคือหนึ่งในสัตว์วิเศษระดับ 4 ที่สามารถพบได้เฉพาะในทะเลดำเท่านั้น ผิวหนังของมันขึ้นชื่อเรื่องความเหนียว ทนทานต่อเวทมนตร์ธาตุน้ำและสายฟ้า กระเบนราหูอสุนีมีความสามารถในการปล่อยเวทมนตร์สายฟ้าระดับสูงได้ ทำให้เหมาะจะนำไปสร้างอุปกรณ์หรือสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ระดับสูงขึ้นไปได้... เราได้มันมาหลังจากที่ล่องเรือในทะเลดำแล้วหลายสัปดาห์ และพบมันพ่ายแพ้ในการดวลกับ ‘ฉลามคว้านสมุทร’ สัตว์อสูรระดับ 5 เจ้าแห่งทะเลดำชั้นเขตนอก”


           ​“น่าเสียดายที่มันยังไม่โตเต็มวัย และการโจมตีนั้นได้พรากเอาส่วนหัวและแก่นมนตราของมันไปด้วย... แต่หนังผืนนี้ยังคงเปี่ยมด้วยพลังสายฟ้าระดับสูง!”


           ​“เราจะเริ่มต้นการประมูลที่... 10 เหรียญทอง!”

    ​

           “15 เหรียญทอง!”

    ​

           “18!”


           ​ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะมีตำหนิ แต่วัตถุดิบระดับ 4 ที่มีความเฉพาะตัวนี้ก็คือของหายากยิ่ง มันมีความสามารถทนทานต่อเวทมนตร์น้ำที่เป็นธาตุของผู้วิเศษส่วนใหญ่ ยังไม่นับรวมการทนทานต่อสายฟ้าอีกด้วย

    ​

           “พี่ชีตาห์สนใจเหรอครับ?” ภัทรถามเมื่อเห็นท่าทีของรุ่นพี่


           ​“ใช่ ฉันเพิ่งเรียนวิชาใหม่มา เลยต้องการอุปกรณ์ที่ทำจากสัตว์วิเศษประเภทสายฟ้าระดับสามขึ้นไป และโป๊ะเชะ! มันอยู่ในรายชื่อพอดี” ชีตาห์หยิบป้ายหมายเลข 33 ขึ้นมา


           ​“25 เหรียญทอง”

    ​

           เสียงสูดลมหายใจและความไม่พอใจของผู้ประมูลก่อนหน้ารีบชูป้ายแล้วแข่งต่อ

    ​

          “28 เหรียญทอง”

    ​

          “30 เหรียญทอง” ชีตาห์พูดอย่างเบื่อๆ


          ​“32 เหรียญทอง”

    ​

          “35 เหรียญทอง!” ชีตาห์เริ่มมีโทสะขึ้นมาเล็กน้อย


           ​“แม่งเอ๊ย...” เสียงสบถจากคู่แข่งดังขึ้น ก่อนจะวางป้ายลงยอมแพ้


           ​“35 เหรียญทองนับ 1… 2… 3… หมายเลข 33 ได้ไปครับ!”


           ​“สำเร็จ!” ชีตาห์กำหมัดแน่น ร้องออกมาเบาๆ อย่างดีใจ “ถ้าหมอนั่นเพิ่มอีกแค่ 3 เหรียญ ฉันคงหมดทางสู้แล้ว... เอาน่าภัทร ถ้าเกิดฉันตัดชุดแล้วมีเศษหนังเหลือ ฉันจะเอามาให้นายนะ”


           ​“ขอบคุณครับพี่” ภัทรยิ้มรับด้วยความยินดี แค่เศษหนังระดับ 4 ก็ถือว่าเป็นของล้ำค่าสำหรับเขาแล้ว

    ​รายการต่อมาเป็น ‘แก่นเต่ามะเฟืองศิลา’ ระดับ 3 ซึ่งเป็นที่นิยมในการนำไปทำแกนพลังงานหลักหรือหลอมเป็นอาวุธประเภทโล่ ราคาของมันจึงพุ่งไปจบที่ 22 เหรียญทอง

    ​หลังจากนั้นก็มีสินค้าประปรายอีกสองสามอย่าง ซึ่งการแข่งขันไม่ได้ดุเดือดมากนัก จนกระทั่งมาถึง... ชิ้นสุดท้ายของหมวดสัตว์วิเศษ

    ​

           หญิงสาวคนหนึ่งเข็นตู้กระจกที่คลุมด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงสดออกมา ​หยาดพิรุนเดินเข้าไปกระตุกผ้านั้นออก พรึ่บ!

    ​เผยให้เห็นวัตถุสีขาวสะอาดทรงสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 12 นิ้ว วางตระหง่านอยู่กลางตู้กระจก แม้จะมีรอยบิ่นเล็กน้อยตรงปลายแหลม แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงไม่ใช่ขนาดของมัน...

    ​แต่เป็น ‘อักขระ’ หน้าตาประหลาดที่สลักลึกอยู่บนผิวฟัน มันส่องแสงสีฟ้าจางๆ กะพริบไหวราวกับชีพจรของสิ่งมีชีวิต


           ​ภัทรจ้องมองมันตาค้าง เขาไม่เคยเห็นตัวอักษรแบบนี้มาก่อน มันดูขลังและทรงพลังจนขนลุก


           ​เขาสังเกตเห็นว่าชีตาห์ทำหน้าตาบิดเบี้ยวเหมือนกินยาขม

    ​

           “เป็นอะไรไปครับพี่ชีตาห์?”


           ​“ก็ไอ้นั่นไงภัทร... ไอ้นั่นแหละ...” ชีตาห์ชี้มือสั่นๆ “ฟันของไอ้ตัวที่กัดหนังกระเบนของฉันจนแหว่ง!”

    ​หยาดพิรุนสูดลมหายใจลึก ก่อนประกาศด้วยน้ำเสียงก้องกังวาน


           ​“ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ... นี่คือชิ้นส่วนของสัตว์วิเศษที่ระดับสูงที่สุดในงานประมูลค่ำคืนนี้!”


           ​“เชิญพบกับ... เขี้ยวของฉลามคว้านสมุทร!”

    ​เสียงเฮดังสนั่นฮอลล์ เพราะนานหลายเดือนแล้วที่จะมีชิ้นส่วนสัตว์อสูรระดับ 5 หลุดเข้ามา


          ​หยาดพิรุณรีบอธิบายต่อ “ฟันซี่นี้ไม่ใช่ฟันธรรมดา แต่เป็นฟันซี่เอกที่ได้สัมผัสและซึมซับ ‘รูนธรรมชาติ’ แห่งสายน้ำและวายุมาก่อน! แม้จะน่าเสียดายที่มันสูญเสียพลังส่วนใหญ่ไปจากการปะทะกับกระเบนราหูอสุนี ทำให้ไม่สามารถใช้เรียนรู้วิถีแห่งรูนได้สมบูรณ์... แต่ผู้ที่ครอบครองมัน อาจจะยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของรูนแห่งธรรมชาติเพื่อยกระดับพลังของตนได้!”

    ​“เราจะเริ่มต้นราคาที่... 20 เหรียญทอง!”

    ​

           ภัทรขมวดคิ้วสงสัย “พี่ชีตาห์ครับ... แล้ว ‘รูน’ คืออะไรเหรอครับ?”


          ​ชีตาห์ละสายตาจากเวทีมาอธิบาย “รูนคือพลังงานพื้นฐานของทุกอย่างบนโลก... เหมือนกับหลักการ ‘เต๋า’ ของ 'สาธารณรัฐผู้วิเศษเทียนหลง' นั่นแหละ ทุกสิ่งมีรูนประทับอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ไฟ ไม้ โลหะ การจะเข้าถึงมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้านายขึ้นไปถึงระดับ 2 วิทยาลัยจะพาพวกนายไปประเมิน ‘เต๋าต้นกำเนิด’ นายอาจจะได้ความสามารถเจ๋งๆ ก็ได้... อย่างเจ๊ริศเองก็มี 'จิตวารี’ ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษจากรูน แต่เจ๊แกหวง ไม่ยอมโชว์ให้ใครดูหรอก” ชีต้าห์ยักไหล่

    ​บทสนทนาถูกขัดจังหวะด้วยเสียงขานราคาที่เริ่มดุเดือด

    ​

           “25!”


           ​“30!”


           ​ราคาไหลไปเรื่อยๆ จนเริ่มชะลอตัวที่ 60 เหรียญทอง เพราะหลายคนเริ่มลังเลกับรอยบิ่นที่ปลายฟัน

    ​

          “70 เหรียญทอง!” เสียงชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำทางฝั่งขวาดังขึ้น


          ​“75!”


          ​“80!” ชายหนุ่มคนเดิมกัดฟันสู้ต่อ


          ​“85!”


          ​“90!”

    ​

          ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำกำหมัดแน่น ก่อนจะตัดสินใจตะโกนก้อง


          ​“สหายทุกท่าน! ผมคือ ‘นายน้อยแห่งตระกูลวารีรักษ์’! ขอให้สหายเห็นแก่หน้าตระกูลของกระผม ยอมถอยให้ด้วยเถิด!”


           ​เสียงฮือฮาดังเซ็งแซ่ ไม่บ่อยนักที่จะมีคนกล้าเอ่ยชื่อตระกูลข่มกันกลางงานประมูลแบบนี้ ซึ่งถือเป็นการเสียมารยาทและอาจสร้างความขัดแย้งกับผู้จัดงานได้

    ​แต่ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังสวนขึ้นมาจากมุมมืด


          ​“95 เหรียญทอง... ไอ้หนู นี่มันงานประมูล ใครดีใครได้... แต่เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าแก่ ถ้าเจ้ากล้าจ่ายเพิ่มให้ถึงร้อย ข้าจะไม่สู้ต่อ... ถือว่าทำบุญให้ตระกูลตกอับก็แล้วกัน”

    ​

           นายน้อยตระกูลวารีรักษ์หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธและความอาย แต่เขาไม่มีทางเลือก


           ​“ข...ขอบคุณ! ขอบคุณมาก! ...100 เหรียญทอง!”

    ​

           หยาดพิรุนมีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยที่งานถูกแทรกแซง แต่เมื่อได้ราคาที่น่าพอใจ เขาจึงเริ่มนับ

    ​

           “นับหนึ่ง... สอง... สาม... ขายให้หมายเลข 6 ครับ!”

    ​เมื่อการประมูลจบลง ภัทรกระซิบถามชีตาห์เสียงเบา


           ​“พี่ชีตาห์ครับ... นามสกุล ‘วารีรักษ์’ นี่มัน...”

    ​

           “ใช่...” ชีตาห์ตอบเสียงเย็น ดวงตาภายใต้หน้ากากหรี่ลงด้วยความรังเกียจ


           ​“นามสกุลเดิมของเจ๊ริศไง... ความจริงเจ๊เป็นคนตระกูลใหญ่ หนึ่งในสามตระกูลดังเทียบเท่ากับ ‘โลหกุญชร’ และ ‘ธำรงอัคคี’...”


           ​“แต่หลังจากปู่กับแม่ของเจ๊ตายไป... น้องชายของแม่เจ๊ หรือก็คือน้าแท้ๆ ที่เป็นระดับสูงที่สุดตอนนั้น ก็รวมหัวกับพรรคพวกยึดอำนาจ ขึ้นเป็นผู้นำตระกูล แล้วไล่พี่น้องสามคนของเจ๊ริศออกมาตัวเปล่า เพราะกลัวว่าจะกลับไปทวงตำแหน่งคืน...พวกเธอเลยเปลี่ยนมาใช้นามสกุลฝั่งยายเป็น ‘วรวารินทร์’ แทนเพื่อตัดขาดอย่างสิ้นเชิง”

    ​ชีตาห์แค่นหัวเราะ


           ​“พวกมันไม่ได้มีความสามารถอะไรเลย ดีแต่เลียแข้งเลียขาคนนู้นทีคนนี้ที ถ้าไม่ใช่เพราะปู่ของเจ๊ริศทำคุณงามความดีไว้ พวกมันคงบ้านแตกไปแล้ว... นั่นแหละคือเหตุผลที่เจ๊ริศเกลียดไอ้พวก ‘วารีรักษ์’ เข้าไส้เลยล่ะ”

    ​

           ภัทรฟังอย่างนั้นก็อดรู้สึกโกรธแทนริศไม่ได้ เขาเกร็งกำมือแน่น ถึงเขาจะเพิ่งมาโลกผู้วิเศษนี้ได้ไม่นาน แต่ริศก็เป็นคนแรกๆ ที่ใส่ใจเขาทั้งที่ไม่ได้มีสายเลือดอะไรเชื่อมโยงกันเลย เขามักเห็นริศแอบไปยืนมองเคียวของแม่ของเธอที่กลับรูปร่างเป็นพลั่วยุทธวิธีในช่วงเวลาที่เธอทุกข์ใจกับเรื่องต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง หญิงสาวที่ใจดีและอ่อนโยนขนาดนั้น ช่วงเวลาหลายปีมานี้เธอต้องทนแบกรับอะไรมาบ้างนะ

    ​

           เขามองไปที่นั่งของบ้านวารีรักษ์ แล้วพยายามจดจำเรื่องนี้เอาไว้ในใจ 'ถ้าวันนึงเขามีพลังมากพอ... เขาจะต้องทวงสิทธิ์อันชอบธรรมกลับมาให้ริศและรินให้ได้'

    คล้ายกับเรื่องช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์ ที่คุณอ่าน