ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 145 ความน่ากลัวแต่กำเนิด

            บนท้องฟ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงแสดงพลังหมัดโจมตีออกไปทำให้กระบี่ที่จี๋เล่อน้อยและซูเหยียนประสานร่างสร้างขึ้นมาแตกหัก กลายเป็นเศษชิ้นส่วนนับไม่ถ้วนร่วงหล่นลงไปที่พื้น

            แต่ส่วนที่ถูกทำลายไปมากที่สุดคือส่วนปลายกระบี่แม้ตรงส่วนโคนของกระบี่จะมีรอยแตกร้าว แต่โชคดีที่ยังเป็นกระบี่อยู่

            ในช่วงสุดท้ายจี๋เล่อน้อยพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อปกป้องซูเหยียน แม้ต้องแลกด้วยการที่ร่างตนเองต้องแหลกละเอียดก็ตาม

            “หม่าเมี่ยนออกมา!”

            เสิ่นเสวียนตะโกนออกไปแล้วทันใดนั้นมิติแห่งนี้ก็ถูกพลังแข็งแกร่งปกคลุมไว้ทั้งหมด

            ทุกคนรู้สึกเหมือนได้ลงไปยังแดนนรกรวมไปถึงผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงด้วย ความรู้สึกเย็นยะเยือกนั้นทำให้เสียวสันหลังขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

            โดยเฉพาะผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงที่ยืนอยู่กลางอากาศเขารับรู้ได้ล้ำลึกยิ่งกว่าใคร

            ยิ่งพลังแข็งแกร่งมากเท่าไรยิ่งเข้าใจได้ว่าไอพลังนี้หมายถึงอะไร! ทำให้เขาลืมที่จะโจมตีกระบี่ต่อ

            กระบี่ที่ถูกทำลายนั้นร่วงหล่นลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรงและยังมีเศษชิ้นส่วนอีกนับไม่ถ้วนกระจายออกไป

            ราชามารทิศเหนือมองเศษกระบี่ที่ร่วงหล่นพร้อมน้ำตาไหลเป็นสายแต่เขาไม่ได้ลงไปด้านล่าง ยังพยายามต้านทานลำแสงนั้นด้วยพลังทั้งหมดแม้จะมีไข่มุกแสงต้านทานอยู่ด้วย แต่พวกเขายังทำได้เพียงต่อสู้อย่างสูสีเท่านั้นหากเขาออกไปจากตรงนี้ เริ่นเสี้ยวเทียนและราชามารตะวันตกต้องได้รับบาดเจ็บแน่นอน

            “ใครกัน”

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงกวาดตามองไปรอบๆด้วยแววตาระแวดระวังและสงสัย

            ส่วนอำนาจอื่นๆเบื้องล่าง ตะลึงงันไปนานแล้ว

            พวกเขากำลังครุ่นคิดว่าสิ่งใดทำให้ผู้ศักดิ์สิทธิ์แสดงสีหน้าอารมณ์แบบนั้นออกมา

            อานุภาพของลำแสงลดลงและค่อยๆสลายหายไป เมื่อลำแสงจางหายไปแล้วพวกเริ่นเสี้ยวเทียนจึงรู้สึกกดดันน้อยลงกว่าเดิมมาก

            จากนั้นราชามารทิศเหนือจึงกระโจนลงไปด้านล่างตรงเข้าหาเศษกระบี่ทันที

            เศษกระบี่นี้ยังคงมีขนาดใหญ่มากตัวกระบี่ยาวมากกว่าเก้าฉื่อ ราชามารทิศเหนือใช้มือหยิบเศษกระบี่บางส่วนขึ้นมาด้วยน้ำตานองหน้า

            “เหยียนเอ๋อร์พ่อขอโทษ”

            ราชามารทิศเหนือกล่าวพึมพำโทษว่าเป็นความผิดของตนเองที่ซูเหยียนต้องตาย เพราะเขาดูแลซูเหยียนไม่ดีเองทำให้ซูเหยียนต้องเป็นแบบนี้

            “ใครกันตกลงว่าใคร เลิกซ่อนตัวได้แล้ว ออกมา”

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงกลับไปนั่งบนบัลลังก์แล้วแต่ไอพลังเย็นยะเยือกโดยรอบกลับทำให้เขารู้สึกอึดอัด

            “เจ้าไม่ได้ชื่นชอบการทะเลาะวิวาทหรอกหรือ”

            เสิ่นเสวียนประคองร่างที่บาดเจ็บให้เหาะอยู่กลางอากาศพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็น

            ตอนนี้ในด้านของพลังในที่สุดเขาก็มั่นใจว่าจะสู้กับอีกฝ่ายได้แล้ว

            ในฐานะของคนที่เคยผ่านอดีตมาแล้วเขารู้ดีถึงพลังที่แตกต่างกันในแต่ละระดับขั้นยากที่จะใช้พรสวรรค์เติมเต็มเข้าไปได้

            ตอนนี้ไอพลังของหม่าเมี่ยนทำให้ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงรู้สึกหวาดกลัว

            หม่าเมี่ยนนั้นมิใช่ว่าผู้ศักดิ์สิทธิ์จะเทียบเคียงได้พลังยุทธ์ของเขาถึงขั้นเซียนวิญญาณแล้ว แม้จะไม่ได้สูงเท่าหนิวโถวแต่ก็ยังเป็นหนึ่งในผู้กุมอำนาจในยมโลก

            ด้วยพลังเช่นนี้ยิ่งไม่ใช่สิ่งที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงจะเทียบเคียงได้เลย

            และกระบี่ที่จี๋เล่อน้อยกับซูเหยียนประสานร่างสร้างขึ้นก่อนหน้านี้เคยบีบให้ผู้ศักดิ์สิทธิ์แสดงพลังสูงสุดออกมาแล้ว ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายยังไม่ใช่ผู้ศักดิ์สิทธิ์

            พลังยุทธ์ขั้นศักดิ์สิทธิ์เทียบได้กับยอดฝีมือขั้นมหายานในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรยอดฝีมือระดับนี้สามารถมองเห็นวิถีสวรรค์ได้เหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปขั้นศักดิ์สิทธิ์ก็เช่นเดียวกัน ขั้นพลังไม่ต่างกัน พลังก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไร

            ผู้เฒ่าจี๋เล่อคือขั้นศักดิ์สิทธิ์เรื่องนี้เสิ่นเสวียนดูออก แต่ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงอะไรนี่ยังไม่ถึงขั้นนั้น

            แม้จะไม่ใช่ขั้นศักดิ์สิทธิ์แต่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันสักเท่าไร

            ตามการคิดคำนวณพลังพลังที่แท้จริงของผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงน่าจะอยู่ในขั้นเกียรติยศระดับสูงสุดเทียบได้กับยอดฝีมือขั้นแยกเทวะระดับปลายในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร

            ขั้นแยกเทวะระดับปลายนั้นแข็งแกร่งมากแต่เมื่อเทียบกับขั้นเซียนวิญญาณแล้ว กลับด้อยกว่ากันมากกว่าหนึ่งขั้น มิอาจเทียบเคียงได้เลย

            “เจ้ากำลังใช้กลอุบายอะไร”

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงโดนไอวิญญาณที่เย็นยะเยือกปกคลุมจนรู้สึกอึดอัดจึงหันไปถามเสิ่นเสวียนโดยตรง

            “กลัวแล้วหรือ”

            เสิ่นเสวียนเหาะไปด้านหน้า

            “ระวัง!”

            เริ่นเสี้ยวเทียนที่หมดพลังไปมากตะโกนออกไปไม่อยากให้เสิ่นเสวียนเข้าใกล้อีกฝ่ายมากเกินไป ตอนนี้เขาไม่มีไม้ตายอื่นแล้วจริงๆ

            “ไม่เป็นไรเจ้าลงไปพักก่อนเถอะ”

            เสิ่นเสวียนมาอยู่ข้างๆเริ่นเสี้ยวเทียน แล้วตบบ่าบอกให้เขาลงไปด้านล่าง

            คำของเสิ่นเสวียนทำให้เริ่นเสี้ยวเทียนรู้สึกถึงความปลอดภัยจึงหันไปสบตากับราชามารตะวันตกพลางพยักหน้า

            “เจ้าระวังตัวด้วย”

            จากนั้นทั้งสองก็ประคองกันลงไปที่พื้นด้านล่าง

            พวกเขาไม่รู้ว่าเสิ่นเสวียนเอาอะไรมาสู้กับอีกฝ่ายแต่เขารู้สึกได้ว่าเสิ่นเสวียนมั่นใจมากว่าจะเอาชนะอีกฝ่ายได้ซึ่งดูจากไอพลังที่แผ่ซ่านออกมาทั่วทั้งบริเวณนี้ได้เลย

            “เจ้าไม่กลัวข้าสังหารเจ้าหรอกหรือ”

            เห็นเสิ่นเสวียนเข้ามาใกล้ตนเองมากขนาดนี้ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงรู้สึกขลาดเขลาขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเหมือนว่าเสิ่นเสวียนสร้างภัยคุกคามให้เขาได้จริงๆ

            “เจ้าไม่กล้าหรอก”

            เสิ่นเสวียนกล่าวเบาๆเขายืนอยู่กลางอากาศคล้ายมีพลังที่มองไม่เห็นปกคลุมร่างของเขาไว้ไม่เกรงกลัวพลังโจมตีใดๆ เลย

            “ข้าไม่กล้าหรือ”

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงได้ยินคำของเสิ่นเสวียนจึงหัวเราะเสียงเย็นออกมาทันทีใครให้ความกล้ากับเสิ่นเสวียนเช่นนี้ ถึงได้กล่าวอะไรแบบนี้ออกมา

            ทว่าหลังจากเขาหัวเราะเสียงเย็นออกไปแม้สีหน้าจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ภายในใจกลับสับสนขึ้นมา

            เขาไม่กล้าไม่กล้าจริงๆ!

            ขณะที่เขายังไม่ล่วงรู้ถึงสถานการณ์ตอนนี้เขาไม่กล้าเลย

            แต่ไม่ว่าเขาครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจเลยเสิ่นเสวียนยังมีไม้ตายอะไรอยู่อีก

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์ในใต้หล้าเขาเคยรู้จักมาหมดแล้วไม่มีทางที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์จะมาที่นี่ได้

            แต่หากว่าไม่ใช่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ใครจะแสดงพลังเช่นนี้ออกมาได้ จนถึงขั้นทำให้เขากระวนกระวายใจ

            ส่วนขั้นเกียรติยศเขาไม่เคยกลัว และยังไม่มีทางที่ขั้นเกียรติยศจะมาถึงที่นี่ได้อีกด้วยพลังของเขาไม่ต้องกลัวขั้นเกียรติยศเลยส่วนไอพลังที่ปรากฏอยู่ตอนนี้ทำให้เขารู้สึกถึงความหวาดกลัว

            เป็นความหวาดกลัวอย่างเดียวกับที่พวกเสิ่นเสวียนหวาดกลัวเขา

            “เจ้าลองดูไหมล่ะ”

            เสิ่นเสวียนกล่าวพลางยิ้ม

            “ลองดูก็ลองดูสิ”

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงไม่เชื่อจึงตัดสินใจที่จะลอง

            เจตจำนงสังหารวาวโรจน์ขึ้นในดวงตาพร้อมกับลำแสงสองสายพุ่งตรงเข้าใส่เสิ่นเสวียน

            ทั้งสองคนอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ฉื่อด้วยความเร็วขนาดนี้เสิ่นเสวียนไม่มีทางหลบหลีกได้เลย

            ชี่! ชี่!

            เมื่อได้ยินเสียงนั้นลำแสงสองสายที่พุ่งตรงไปห่างจากเสิ่นเสวียนราวหนึ่งฉื่อครึ่งพลันเลือนหายไปอย่างน่าประหลาด

            “เป็นไปไม่ได้!”

            ผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากหลังจากได้ลองดูแล้วเขาถึงได้รู้ว่าอะไรคือความสิ้นหวัง

            “ท่านเซียนให้ท่านรอนานเลย”

            ทันใดนั้นมีเสียงหนึ่งดังขึ้นระหว่างเสิ่นเสวียนและผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวง

            จากนั้นไอพลังเย็นยะเยือกที่อยู่รอบๆก็พุ่งเข้ามารวมตัวกันตรงกลาง และมีหมอกสีดำปรากฏขึ้นกลางอากาศต่อจากนั้นร่างเงาใหญ่โตร่างหนึ่งก็เดินออกมาจากหมอกสีดำอย่างเชื่องช้า

            ทันทีที่ร่างเงานี้ปรากฏขึ้นทั่วทั้งบริเวณพลันเงียบกริบ แม้แต่เสียงหัวใจเต้นยังได้ยินอย่างชัดเจน

            ตึก! ตึก! ตึก! ตึก!

            นี่คือความน่ากลัวของเซียนวิญญาณแต่กำเนิดมีเพียงหม่าเมี่ยนเท่านั้นที่จะได้ยินเขาสามารถวิเคราะห์ถึงอายุขัยได้จากเสียงหัวใจเต้น

            เมื่อหมอกสีดำจางหายไปร่างเงาคนในนั้นก็ชัดเจนขึ้น

            เขามีร่างสูงเก้าฉื่อมีหัวเป็นม้าตัวเป็นมนุษย์ มือถือสามง่าม ไอพลังสีดำแผ่ซ่านออกมาจากร่างพลังน่ากลัวเสียดแทงเข้าสู่จิตสำนึกของผู้คนโดยรอบไม่หยุดหย่อน

            ในที่สุดเขาก็เคลื่อนย้ายร่างออกมาจากยมโลกได้แล้วถูกเสิ่นเสวียนเรียกตัวมาได้สำเร็จ

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน