นิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว**

    Re-new ตอนที่ 45 รวย รวย รวย

    ตอนที่ 45 รวย รวย รวย

     

    “อ้าว !เสี่ยวเฉาหนาวถึงเพียงนี้เจ้ายังขึ้นเขาไปวางกับดักอยู่อีกรึ ? ” ขณะที่นางกำลังลังเลเสียงของคุณชายสามก็ดังขึ้น

     

    หยูเสี่ยวเฉาหันไปมองและเห็นเด็กหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มก้าวลงมาจากรถม้าคันหรูนี่มันคุณชายสามตระกูลโจวมิใช่รึ ?

     

    “คุณชายสาม บังเอิญจังเลยเจ้าค่ะ ข้ากำลังจะไปส่งสัตว์ที่ท่านสั่งไว้อยู่พอดี! วันนี้เราจับมาได้เยอะเลยทีเดียว ข้าแบกมาเองมิไหวก็เลยขอให้ท่านพ่อมาช่วยแบก! ” หยูเสี่ยวเฉาดันตัวพ่อให้เข้าไปใกล้โจวซือชู่

     

    หยูไห่ยิ้มเป็นเชิงขอโทษ “ท่านผู้จัดการหลิวข้าต้องขอโทษด้วยจริง ๆ !ร้านเจินซิวสั่งจองสัตว์พวกนี้กับลูกสาวของข้าเอาไว้ทั้งหมดแล้ว คราหน้าถ้ามีโอกาสข้าจะนำมาขายให้กับผู้จัดการหลิวนะขอรับ”

     

    สีหน้าของผู้จัดการหลิวบึ้งตึงขึ้นมาทันทีเขาถ่มน้ำลายตามหลังหยูไห่ “เป็นแค่พรานจน ๆ สกปรกแท้ ๆ สมควรจะมาคุย ‘ธุรกิจ’ กับข้ารึเยี่ยงไรกัน ? พนักงานทุกคนจงฟัง ! วันหน้าเราจะไม่รับสัตว์ที่ตระกูลหยูส่งมาเป็นอันขาด ! ให้พวกมันเกาะติดร้านเจินซิวไปนั่นแหละ ! ฮึ่ม ! ”

     

    ถึงผู้จัดการหลิวจะพูดอย่างหยิ่งยโสเช่นนั้นแต่ในใจของเขากลับรู้สึกทุกข์ใจเป็นอย่างมาก ปีนี้หิมะตกหนักมากจริง ๆช่วงพายุหิมะเช่นนี้มีพรานเพียงไม่กี่คนเท่านั้นมิใช่รึ ? ที่กล้าขึ้นภูเขาไปล่าสัตว์ดังนั้นร้านอาหารในเมืองทุกร้านจึงขาดแคลนเนื้อสัตว์ เยี่ยงนั้นเขาคงไม่ลดตัวลงไปทำท่าสนิทสนมกับคนที่เป็นแค่พรานหรอก!

     

    ผู้จัดการหลิวได้แต่มองสัตว์พวกนั้นอย่างอิจฉาส่วนคุณชายสามก็รู้สึกแปลกใจและพอใจเป็นอย่างมาก โจวซือชู่ยิ้มอย่างดีใจขณะที่มองกวางบนบ่าของหยูไห่

     

    “ท่านอาหยูนี่เป็นผู้ช่วยชีวิตของข้าจริงๆ !ตอนสิ้นปีท่านผู้พิพากษากับพวกขุนนางชนชั้นสูงในเมืองจองโต๊ะที่ร้านเจินซิวไว้หมดแล้วข้ากำลังกังวลอยู่ว่าจะมิมีอาหารจานเด็ดให้พวกเขา ! หากมีกวางตัวนี้เพิ่มเข้ามาชื่อเสียงของร้านเจินซิวของข้าจะขึ้นไปอีกระดับอย่างแน่นอน !”

     

    “ชู่เอ้อร์ นี่คือผู้ช่วยชีวิตร้านเจินซิวที่ลูกพูดถึงเยี่ยงนั้นรึ? ” เสียงอันอ่อนโยนและนุ่มนวลดังออกมาจากรถม้า

     

    คุณชายสามโจวยิ้มให้เสี่ยวเฉา แล้วตอบคนที่อยู่ในรถม้าว่า“ท่านแม่ เด็กผู้หญิงคนนี้เป็นคนให้สูตรซอสหอยนางรมกับพวกเรามาขอรับ นางชื่อหยูเสี่ยวเฉาที่ร้านเจินซิวของเราชนะร้านฝูหลินที่เก่าแก่กว่าและมีชื่อเสียงมากกว่าได้ก็เพราะซอสหอยนางรมของนางนี่แหละขอรับเยี่ยงนั้นมันมิใช่การพูดเกินจริงแต่อย่างใด ที่ว่านางคือผู้ช่วยชีวิตของร้านเจินซิว”

     

    นางโจวไม่สะดวกออกมาจากรถม้าเพราะมีชายแปลกหน้าอยู่ด้วยนางจึงทำได้เพียงแสดงความขอบคุณอยู่ในรถม้า “ข้าขอขอบคุณเป็นอย่างมากคุณหนูหยูที่มีน้ำใจสอนสูตรลับของคุณหนูให้กับพวกเราชู่เอ้อร์ เจ้าอย่าลืมเชิญคุณหนูหยูคนนี้ไปที่บ้านเราบ้างล่ะ แม่อยากขอบคุณนางด้วยตนเอง”

     

    หยูเสี่ยวเฉารีบเอ่ยขึ้นมาว่า “ท่านฮูหยินเกรงใจเกินไปแล้วเจ้าค่ะถ้าข้าเก็บสูตรซอสหอยนางรมเอาไว้กับตัว ก็มีแค่ครอบครัวของข้าที่ได้กิน แต่ถ้าข้าเอาสูตรให้ร้านเจินซิวล่ะก็  จะมีคนอีกมากมายที่ได้กินอาหารอร่อย ๆสูตรอาหารจะสะท้อนคุณค่าของมันออกมาได้เมื่ออยู่ในมือของคนที่เห็นคุณค่าและใช้มันเป็นท่านฮูหยินมิคิดเยี่ยงนั้นรึเจ้าคะ ? ”

     

    เมื่อนางโจวได้ยินคำตอบของเสี่ยวเฉาก็อดมองเด็กหญิงชาวบ้านคนนี้ด้วยสายตาที่แตกต่างออกไปมิได้วิธีการพูดจาและความคิดของนางดีกว่าสตรีสูงศักดิ์บางคนในเมืองเสียอีก

     

    “ท่านแม่กลับไปก่อนเถอะนะขอรับ ข้าต้องไปจัดการงานที่ร้านอาหาร”ตอนนี้โจวซือชู่สนใจแค่สัตว์ที่หยูไห่จับมาเขาไม่ห่วงเรื่องเงินเพราะเรื่องนี้มีผลกระทบกับชื่อเสียงของร้านด้วย

     

    หากร้านเจินซิวนำกวางทั้งตัวขึ้นโต๊ะของงานเลี้ยงได้ในขณะที่ร้านอาหารอื่นๆ มิสามารถหาเนื้อสัตว์มาขายได้ ชื่อเสียงของร้านเจินซิวจะต้องสูงขึ้นไปอีกระดับเป็นแน่

     

    “เสี่ยวเฉา เจ้าเป็นดาวนำโชคของข้าจริง ๆ! เนื้อสัตว์ที่เราเก็บไว้ก่อนหิมะตกได้ขายหมดไปนานแล้ว ตอนนี้ลูกค้าประจำที่มีชื่อเสียงบางคนเริ่มร้องขออาหารจานเนื้อที่สดๆ ใหม่ ๆ ตอนนี้ข้าเป็นกังวลเสียจนผมจะหงอกทั้งหัวอยู่แล้ว ตอนสิ้นปีถ้าอาหารร้านของข้ายังธรรมดาเกินไปแล้วล่ะก็มันคงไม่เข้าท่าเป็นแน่ ! ”โจวซือชู่รับสัตว์จากมือของเสี่ยวเฉาแล้วเดินอยู่ข้าง ๆ นาง

     

    หยูไห่ที่เดินอยู่ด้านหลังรู้สึกตกตะลึงอยู่ภายในใจ‘ลูกสาวของเราไปสนิทสนมกับนายน้อยร้านเจินซิวตั้งแต่เมื่อใดกัน ? ’

     

    เมื่อพวกเขาไปถึงร้านเจินซิว คุณชายสามโจวก็ได้สั่งให้พนักงานเอาสัตว์พวกนั้นเข้าไปในครัวหลังจากนั้นเขาก็ได้เชิญหยูไห่และหยูเสี่ยวเฉาเข้าไปในห้องส่วนตัวของเขา และได้จุดไฟที่เตาผิงเขามองใบหน้าที่แดงขึ้นของเสี่ยวเฉาแล้วอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้

     

    “เจ้าต้องหนาวมากเป็นแน่เลยใช่หรือไม่ ?มาอยู่ข้าง ๆ เตาเร็วเข้า ร่างกายจะได้อุ่น ๆ บนภูเขามีหิมะตั้งมากมายกองพะเนิน ไปล่าสัตว์ในเวลาเยี่ยงนี้ต้องลำบากมากเป็นแน่ท่านอาหยู ฝีมือการล่าสัตว์ของท่านอานี่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง ! ”

     

    หยูไห่เอามือกุมถ้วยชาร้อน ๆ ไว้เพื่อให้ร่างกายอุ่นขึ้นเขามองการตกแต่งที่หรูหราอลังการในห้องส่วนตัวแล้วลอบถอนหายใจ ‘ข้ามาขายสัตว์ที่ร้านเจินซิวไม่รู้ตั้งกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่มิเคยได้รับการปฏิบัติเยี่ยงนี้เลยแม้แต่คราเดียวต้องขอบคุณเสี่ยวเฉาจริง ๆ ! ’

     

    เห็นนางโจวบอกว่าพวกเขาเรียนสูตรทำซอสหอยนางรมจากลูกสาวของเขาเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าลูกสาวของเขามีความสามารถเช่นนี้ด้วยในใจของหยูไห่รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

     

    เมื่อหยูไห่ได้ยินนายน้อยของร้านเจินซิวพูดกับเขาอย่างสุภาพเขาก็รีบยืดตัวทำหลังตรงแล้วตอบกลับว่า “คุณชายสามโจวชมข้าเกินไปแล้ว วันนี้ข้าก็เพียงแค่โชคดีเท่านั้นไม่คิดด้วยซ้ำว่าแค่วางกับดักข้าจะจับสัตว์มาได้มากถึงเพียงนี้”

     

    “ท่านอาหยูเรียกข้าว่าซือชู่เถิดขอรับ ข้ารู้ว่าเสี่ยวเฉาเก่งเรื่องวางกับดักแต่มิรู้ว่าจะเป็นความสามารถที่สืบทอดต่อกันมาในตระกูลหยู ! ” น้ำขิงที่โจวซือชู่สั่งให้ต้มมาถึงแล้ว  เขาส่งมันให้หยูไห่กับเสี่ยวเฉาด้วยตนเอง

     

    เมื่อเห็นว่าลูกสาวรับน้ำขิงไปด้วยท่าทางสบายๆ หยูไห่จึงทิ้งพิธีการและท่าทางแบบเป็นทางการลง เขาดื่มน้ำขิงตอนที่มันยังคงอุ่น ๆและเมื่อร่างกายของเขาอุ่นขึ้นแล้วเขาจึงยิ้มและเอ่ยว่า “พวกเรามิใช่ครอบครัวที่ทุ่มเทให้กับการล่าสัตว์หรอกข้าเรียนวิธีการล่าสัตว์มาจากท่านพี่จ้าวที่เป็นพรานเช่นกัน ท่านพี่จ้าวปู้ฝานคือผู้เชี่ยวชาญการล่าสัตว์อย่างแท้จริง! ”

     

    “ร้านเจินซิวของเราต้องขอบคุณท่านอาหยูกับท่านอาจ้าวที่ช่วยเหลือเรามาตลอดเพื่อแสดงความขอบคุณ ข้าขอเลี้ยงอาหารพวกท่านตอนบ่ายนี้นะขอรับ หวังว่าท่านอาหยูจะรับความจริงใจนี้ของข้า...” ไม่ต้องพูดถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจของพวกเขา โจวซือชู่ก็รู้สึกได้ว่าความใจกว้างมีน้ำใจและความช่วยเหลือที่ลูกสาวของหยูไห่มีให้กับเขาก็มากพอที่จะทำให้เขาปฏิบัติกับสองพ่อลูกอย่างอบอุ่นและจริงใจ

     

    หยูไห่รีบปฏิเสธ “คุณชายสามโจวอย่าได้สิ้นเปลืองเงินทองเลยข้ายังต้องรีบไปที่ร้านยาถงเหรินและขอให้ท่านหมอซุนตรวจอาการของเฉาเอ้อร์อีก ! ”

     

    “เสี่ยวเฉามิสบายเยี่ยงนั้นรึ ?หมอซุนแห่งร้านยาถงเหรินเก่งมากเลยขอรับ ข้าให้คนไปเชิญหมอซุนมาที่นี่ดีหรือไม่ ? ”โจวซือชู่มองสำรวจหยูเสี่ยวเฉาอย่างละเอียดและรู้สึกโล่งอกที่เห็นว่านางไม่ได้ป่วย

     

    หยูเสี่ยวเฉาดื่มน้ำขิงขม ๆ ด้วยใบหน้าเหยเกแล้วโบกมือปฏิเสธเขา “ข้าสบายดี เพียงแค่ตกใจนิดหน่อยเมื่อตอนเช้า แต่ตอนนี้มิเป็นอะไรแล้วท่านพ่อของข้าขี้กังวลเกินไปแล้ว ! ”

     

    หยูไห่คิดในใจ ‘เมื่อเช้าลูกถึงกับเป็นลมเลยมิใช่รึ จะบอกว่าพ่อขี้กังวลเกินไปได้เยี่ยงไรกัน? ’

     

    หยูเสี่ยวเฉาพูดต่ออีกว่า“แต่ช่วงนี้อากาศหนาวขึ้นทุกที ไม่รู้ว่าท่านพี่ใหญ่มีเสื้อผ้าอุ่น ๆ ใส่บ้างหรือไม่? คุณชายสามโจวเจ้าคะ แถวนี้มีร้านขายเสื้อผ้ารึไม่ ? ข้าอยากซื้อเสื้อกันหนาวให้พี่ใหญ่ใส่”

     

    โจวซือชู่พูดด้วยสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย“บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกข้าว่า ‘คุณชายสามโจว’ ฟังดูแล้วเหมือนคนแปลกหน้า ข้าแก่กว่าเจ้าเพียง 5 ปี จะเรียก ‘พี่โจว’ ก็ไม่ผิดอันใดมิใช่รึ ? เจ้ามิต้องไปซื้อเสื้อกันหนาวหรอกข้ามีเสื้อกันหนาวที่บ้านอยู่หลายตัว บางตัวมันเล็กเกินไปข้ายังมิได้ใส่เลยด้วยซ้ำถ้าหากเจ้ามิรังเกียจก็เอาไปให้พี่ชายของเจ้าใส่ก็ได้”

     

    “ไม่ มิได้ ! พี่ชายของข้าเป็นเด็กฝึกงานที่ร้านไม้ ไม่เหมาะเป็นแน่ถ้าให้เขาสวมเสื้อผ้าชั้นดีของท่าน! ข้าซื้อเสื้อกันหนาวที่ทำจากผ้าฝ้ายหยาบ ๆ ดีกว่าเจ้าค่ะ จะได้ไม่ทำสะดุดตามากเกินไป! ” หยูเสี่ยวเฉามองชุดคลุมผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มบนตัวของคุณชายสามโจวมันไม่เหมาะกับชาวบ้านยากจนอย่างพวกเขาเป็นแน่

     

    บ่าวรับใช้ของโจวซือชู่ที่ทำตัวเหมือนเงาไม่มีตัวตนก็ได้พูดขึ้น“คุณชายขอรับ ท่านแม่ของข้าทำเสื้อกันหนาวให้ข้าตอนต้นปี เมื่อหลายวันก่อนข้าเอามาลองแล้วมันสั้นเกินไป  เสื้อทำจากผ้าฝ้าย ข้ายังมิเคยใส่เลยสักคราถ้าคุณหนูหยูมิรังเกียจล่ะก็... ”

     

    “เอามาให้ข้าดูสิ ! แล้วก็เอาผ้านวมที่บ้านของข้ามา 2 ผืนด้วย อากาศหนาวเยี่ยงนี้ ข้ามิอยากให้น้องหยูฮังได้รับความหนาวมากจนเกินไป! ” หลังจากโจวซือชู่ออกคำสั่งเสร็จ  เขาก็รู้ว่าหยูเสี่ยวเฉาจะไม่อยู่กินข้าวจึงสั่งพนักงานให้เอาสัตว์พวกนั้นไปชั่ง

     

    สักพักพนักงานก็กลับมาจากในครัวและรายงานว่า“กวางตัวผู้ 260 ชั่ง ส่วนพวกตัวเล็ก ๆ รวมกันได้ทั้งหมด 35 ชั่งขอรับ”

     

    โจวซือชู่ย่อมไม่กดราคาพวกเขาอยู่แล้วหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็พูดว่า “ช่วงก่อนที่หิมะจะตกกวางจะราคาอยู่ที่ 60อีแปะต่อชั่ง แต่ราคาตลาดของฤดูหนาวนี้มันขึ้นถึง 100 อีแปะต่อชั่ง กวางที่พวกท่านจับมายังมีชีวิตอยู่เลือดกวางกับอัณฑะกวางเป็นของดีทั้งคู่...เยี่ยงนั้นเอางี้ก็แล้วกัน กวางตัวนี้ข้าให้120 อีแปะต่อชั่ง ส่วนพวกตัวเล็ก ๆ ก็ให้ราคาเป็นสองเท่าเหมือนกัน พวกเจ้าคิดว่าเป็นเยี่ยงไร? ”

     

    “เนื้อกวางขายได้ 100 อีแปะ แต่กวางของข้าหนักขนาดนั้นก็เพราะขนจะให้เราเรียกราคา 120 อีแปะต่อชั่งได้เยี่ยงไรกันแค่ 100 อีแปะต่อชั่งก็เอาเปรียบท่านมากเกินไปแล้ว! ” หยูไห่ไม่ใช่คนที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น

     

    โจวซือชู่หัวเราะลั่น “ถ้ากล่าวถึงเรื่องการเอาเปรียบข้าต่างหากที่เป็นฝ่ายได้กำไรมากที่สุด ข้าสามารถขายกวางตัวนี้ได้ในราคาที่สูงขึ้นอย่างน้อย10 เท่าจากราคาที่ซื้อมา ถ้าท่านอาหยูไม่ส่งกวางตัวนี้มาที่ร้านเจินซิวเพราะเห็นแก่มิตรภาพของเราข้าจะใช้มันทำเงินได้เยี่ยงไร ? ข้ามิได้จะว่าท่านอาหยูนะขอรับ แต่ท่านอามิได้ตรงไปตรงมาดังเช่นลูกสาวของท่านอาเลย”

     

    หยูไห่ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นเมื่อเห็นท่าทางผ่อนคลายและสบายใจของลูกสาวของเขา‘ดูท่าทางแล้วนี่คงมิใช่การตกลงซื้อขายครั้งแรกของพวกเขาเป็นแน่ ลูกสาวของเขาเริ่มทำธุรกิจกับร้านเจินซิวตั้งแต่เมื่อใดกัน? ’

     

    กวางที่หนัก 200 กว่าชั่งนั้นขายได้ 31ตำลึง 200 อีแปะ พวกสัตว์ตัวเล็กขายได้ 1,750 อีแปะ สุดท้ายคุณชายสามโจวก็ได้ปัดให้เป็น33 ตำลึงถ้วน

     

    “หนังกวางมีค่าเป็นอย่างมาก พวกท่านอยากได้หรือไม่? ” ราคาของหนังกวางจะคำนวนแยกต่างหาก หนังกวางที่ครบสมบูรณ์ไม่เสียหายจะมีราคาอย่างน้อย10 ตำลึง

     

    หยูไห่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยกับลูกสาวว่า“เก็บหนังกวางไว้เถิด พอฟอกแล้วมันจะนุ่มและแข็งแรงเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังกันน้ำได้อีกด้วยพ่อสามารถทำรองเท้าหนังกวางให้พวกเจ้าได้ถึง 2 คู่ คราวหน้าเวลาไปหาของทะเลที่ชายหาดเท้าของเจ้าจะได้มิเปียก”

     

    ถ้าเขามิใช่พ่อของนางหยูเสี่ยวเฉาคงตอบเขาไปว่า ‘โง่รึไง ?! ’ 10 ตำลึงซื้อรองเท้าได้ตั้งหลายคู่ยิ่งกว่านั้นเขายังจะให้นางใส่รองเท้าหนังกวางไปเก็บของทะเลที่ชายหาดอีกด้วย  นางต้องเก็บของทะเลมากเท่าใดกัน ถึงจะเท่าราคารองเท้าหนังกวางหนึ่งคู่?

     

    “เรามิอยากได้หนังกวางหรอกให้เป็นเงินมาเลยเจ้าค่ะ ! ”หยูเสี่ยวเฉาตัดสินใจเอง ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าพ่อของนางรักลูกมากจริง ๆ แต่บางครั้งเขาก็ไม่เด็ดขาด

     

    โจวซือชู่ไม่พูดอะไรและเอาตั๋วแลกเงินที่มีค่า50 ตำลึงออกมาหนึ่งใบ หยูเสี่ยวเฉายื่นมือไปรับตั๋วแลกเงินใบนั้นมาโดยไม่ให้หยูไห่ได้มีโอกาสปฏิเสธ“ว้าว ! นี่คือตั๋วแลกเงินนี่ ! มีข้อจำกัดในการใช้หรือไม่ ?จะมิหมดอายุใช่หรือไม่ ? ”

     

    โจวซือชู่กรอกตากับท่าทางที่ไม่เรียบร้อยเอาเสียเลยของนางเขายิ้มพร้อมกับหยิกแก้มนางแล้วตอบกลับว่า “มิต้องห่วง ! ตั๋วแลกเงินใบนี้มาจากร้านแลกเงินที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่ดำเนินงานโดยตระกูลซางพวกเขาเป็นตระกูลที่รวยที่สุดในราชวงศ์หมิง ร้นแลกเงินนี้ไม่ล้มละลายเป็นแน่ ! หรือต่อให้ล้มละลายขึ้นมาเสียจริง ๆ เจ้าก็เอามันมาแลกเงินกับข้าก็ยังได้”

     

    คล้ายกับเรื่องนิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน