เจ้าหญิงเทย่า กับ เทพธิดาแห่งโชค

    เจ้าหญิงอัจฉราและเทพธิดาผู้นำโชค (2/8)

            บ่ายวันต่อมา ณ สนามบินอาณาจักรริปโปเซีย เจ้าหญิงทั้งสองผ่านด่านตรวจพาสปอร์ตในฐานะพลเรือนที่เดินทางมาท่องเที่ยว เมื่อทั้งสองรับกระเป๋าเดินทางเสร็จก็เรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่งที่โรงแรมแห่งหนึ่ง พวกเธอสุ่มเลือกที่พักโดยไม่ได้จองห้องล่วงหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้มีการวางกับดักโดยคนของราชินีแคโรส

            เมื่อทั้งสองเปิดห้องพักโรงแรมแล้วบุญกลับพาเจ้าหญิงเทย่าไปเรียกรถแท็กซี่อีกคันให้ไปส่งพวกเธอที่โรงแรมอีกแห่ง


            “พี่บุญจะทำอะไรของพี่คะ?”


            เจ้าหญิงเทย่าสงสัยพฤติกรรมแปลกๆ ของบุญจึงถามบุญเมื่อเข้ามาในโรงแรมแห่งที่สอง พวกเธอเลี่ยงการใช้คำพูดที่ใช้ในวังเพื่อไม่ให้คนอื่นสงสัยฐานะของพวกเธอ


            “หาที่พักของเรากันไงคะ”


            บุญยิ้มและบอกเธอ


            “แล้วโรงแรมเมื่อกี้ล่ะคะ?”


            เจ้าหญิงเทย่าถามอย่างงุนงง


            “ที่นั่นเอาไว้ให้ทหารของราชินีอยู่กันคืนนี้ค่ะ โรงแรมนั้นเราไม่ต้องคืนกุญแจทุกครั้งที่ออกนอกโรงแรม เค้าก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าเราอยู่กันรึเปล่า”


            บุญอธิบายให้ฟัง


            “หืมมม…เห็นซื่อๆ แบบนี้ พี่ก็ร้ายไม่เบาเลยนะคะ แม่เทพธิดาเจ้าเล่ห์”


            เจ้าหญิงเทย่าแซวบุญเล่น


            “แล้วแบบนี้พอจะรับมือกับราชินีที่ร้ายกาจไหวรึเปล่าล่ะคะ?”


            บุญถามเรื่องที่เจ้าหญิงเทย่าเคยรู้สึกสงสัยก่อนที่จะเดินทางมา


            “พี่บุญร้ายกาจกว่านางซะอีก หญิงไม่สงสัยพี่บุญแล้วค่ะ ควรจะถามว่า องค์ราชินีจะรับมือเจ้าหญิงอัจฉราที่ร้ายกาจได้รึเปล่าต่างหากค่ะ”


            เจ้าหญิงเทย่าตอบแล้วทั้งสองคนก็เดินหัวเราะคิกคักไปเปิดห้องพักใหม่ด้วยกัน




            ในขณะเดียวกัน ที่พระราชวังของราชินีแคโรส ราชครูได้รายองค์งานราชินีแคโรสเรื่องการเดินทางมาถึงของเจ้าหญิงอัจฉรา


            “ทางด่านตรวจคนเข้าเมืองรายงานว่า มีบุคคลซึ่งข้อมูลตรงกับเจ้าหญิงอัจราได้เดินทางมาจากประเทศไทยถึงประเทศเราเมื่อบ่ายวันนี้ พร้อมกับผู้หญิงชาวอาณาจักรซานเตียเรสอีกคนหนึ่งซึ่งคงจะเป็นสาวใช้ของนางพะยะค่ะ เราได้ให้ทหารของเราปลอมเป็นคนขับรถแท็กซี่ไปส่งพวกนาง จึงได้ทราบว่าพวกนางพักที่โรงแรมไหนพะยะค่ะ”


            ราชครูกล่าว


            “ระวังหน่อยนะ เพราะนางมีพลังเหนือคนธรรมดาและคนของเราก็สืบมาแล้วว่านางเป็นคนเชียงใหม่ เป็นไปได้ที่นางจะเป็นเทพธิดาที่พระอาจารย์วรเวทย์เคยพยายามกำจัดตอนที่นางยังเป็นเด็กเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ท่านส่งคนไปตรวจสอบว่านางพักห้องไหน แล้วหาโอกาสลองกำจัดนาง ผลเป็นอย่างไรให้มารายงานเรา”


            ราชินีแคโรสสั่งการ


            “พะยะค่ะ”




            ที่ห้องพักของเจ้าหญิงทั้งสอง หลังจากยกกระเป๋าเดินทางเข้ามาเก็บไว้ในห้องกันแล้ว บุญจึงบอกกับเจ้าหญิงเทย่า


            “เดี๋ยวหม่อมฉันขอไปเยี่ยมทหารของราชินีที่ไปหาเราที่โรงแรมโน้นหน่อยนะเพคะ”


            “หา! พี่บุญจะไปเยี่ยมเค้าทำไมกันเพคะ?”


            เจ้าหญิงเทย่าถามอย่างแปลกใจ


            “ไปให้เค้าเห็นหน้าเพคะ ไม่เช่นนั้นเค้าก็จะสงสัย และรู้ว่าเราไม่อยู่ และอาจตรวจสอบตามโรงแรมอื่นๆ จนมาถึงที่นี่ได้ คืนนี้เราก็ไม่ได้หลับได้นอนกันพอดีเพคะ หม่อมฉันจะไปจัดการเรื่องนี้ให้เอง น้องหญิงรออยู่ที่นี่ปลอดภัยแน่นอนเพคะ”


            บุญบอกเธอ


            “พี่บุญนี่รอบคอบดีจัง แต่ต้องระวังตัวด้วยนะเพคะ”


            เจ้าหญิงเทย่าเตือนบุญด้วยความเป็นห่วง


            “เพคะ หม่อมฉันต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน เพราะหม่อมฉันจะต้องพาน้องหญิงกลับไปหาประชาชนของพระองค์อย่างปลอดภัยเพคะ”


            บุญยิ้มและกล่าวอย่างมั่นใจก่อนจะออกจากห้องไป




            เมื่อบุญกลับมาที่โรงแรมแห่งแรกอีกครั้ง ก็รู้สึกได้ถึงอันตรายที่อยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ เธอรู้สึกเช่นนี้ตั้งแต่ตอนที่รถแท็กซี่จากสนามบินมาส่งเธอและเจ้าหญิงเทย่าที่นี่แล้ว แต่เที่ยวนี้ความรู้สึกนี้รุนแรงขึ้นเนื่องจากชายที่คิดร้ายกับเธอกำลังนั่งเฝ้าพวกเธออยู่ในล็อบบี้ของโรงแรม บุญรู้ได้ทันทีที่เห็นเขา แต่เธอทำเป็นไม่เห็นและเดินไปหาพนักงานต้อนรับที่เคาเตอร์


            “มีใครมาถามหาฉันรึเปล่าคะ?”


            บุญถามพนักงานโรงแรม


            “อ๋อ คุณอัจฉราใช่หรือเปล่าครับ? มีครับ เมื่อครู่มีคนมาถามหมายเลขห้องพักของคุณอัจฉราครับ ผมก็เลยบอกเค้าไป”


            พนักงานผู้นี้บอกเธอ เขาจำหน้าและชื่อบุญได้เพราะความสวยสะดุดตาของเธอ


            “ดีแล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวเค้าก็คงจะติดต่อฉันอีกที”


            บุญพูดยิ้มๆ เพราะเป็นไปตามที่เธอคาดไว้ จากนั้นเธอจึงเดินไปขึ้นลิฟท์เพื่อไปรอพบคนของราชินีที่ห้องพัก


            บุญนั่งรอได้ไม่นานก็รู้สึกถึงอันตรายที่ใกล้ตัวเธอเข้ามา เนื่องจากชายผู้นั้นได้เห็นเธอขึ้นลิฟท์เพื่อกลับเข้าห้อง จึงเริ่มปฏิบัติงานกำจัดเทพธิดาตามคำสั่งของราชินี เขาเดินออกจากลิฟท์และมาหยุดอยู่หน้าห้องพักของเธอแล้วเคาะประตูห้อง เขาตั้งใจจะหลอกเธอว่าเขาเป็นพนักงานของโรงแรม แต่ยังไม่ทันที่จะได้พูดอะไร เสียงของบุญก็ดังมาจากภายในห้องซะก่อน


            “เชิญเข้ามาได้เลยค่ะ ประตูไม่ได้ล็อกค่ะ”


            เขาเปิดประตูแล้วเข้าไปในห้อง แต่เริ่มรู้สึกระแวงเพราะเห็นว่าดูง่ายเกินไป อีกทั้งราชินีแคโรสได้เตือนเขาไว้เรื่องความฉลาดของเจ้าหญิงอัจราที่ทำให้คนของนางทำงานพลาดมาตลอด สิ่งที่เขาเห็นยิ่งทำให้เขาระแวงมากขึ้นเพราะบุญกำลังนั่งยิ้มกริ่มมองมาทางเขา


            “ปิดประตูก่อนดีกว่าค่ะ”


            บุญพูดขณะที่ยังคงนั่งสงบนิ่งแต่กลับเป็นชายผู้นี้ที่ดูขาดความมั่นใจจนทำอะไรไม่ถูก


            “หรือจะเปิดทิ้งไว้อย่างนั้นก็ตามใจนะคะ”


            เมื่อบุญกล่าวเช่นนั้น เขาจึงได้หันกลับไปปิดประตู


            “องค์ราชินีแคโรสรับสั่งให้เธอมาหาเราใช่มั๊ยคะ?”


            บุญถามเขาซึ่งดูเหมือนยิ่งมีท่าทางประหม่าและได้แต่พยักหน้าตอบเธอ บุญจึงถามเขาต่อ


            “พระองค์รับสั่งว่าอย่างไรคะ?”


            “องค์ราชินีทรงให้กระหม่อมมากำจัดเทพธิดาพะยะค่ะ”


            ชายผู้นี้ตอบ ทำให้บุญรู้สึกแปลกใจที่ได้ยินเช่นนั้น


            “เทพธิดาหรือ? พระองค์ทรงเรียกเราว่าอย่างนั้นหรือ?”


            บุญแปลกใจที่ราชินีแคโรสคิดว่าเธอเป็นเทพธิดา


            “พระองค์ตรัสว่าเจ้าหญิงอัจฉราเป็นเทพธิดาที่รอดชีวิตจากการลอบสังหารเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน และมีพระบัญชาให้กระหม่อมมากำจัดเทพธิดาให้ได้พะยะค่ะ”


            เขาบอกกับเธอ


            ‘พระองค์ทรงทราบเรื่องนี้ด้วยหรือเนี่ย? หรือว่าพระองค์ทรงเกี่ยวข้องกับคดีนี้ด้วย?’


            บุญรำพึงเบาๆ ก่อนจะพูดกับเขา


            “ถ้าหากเราเป็นเทพธิดาจริงๆ แล้วเธอคิดว่าจะสู้เราได้หรือคะ?”


            “กระหม่อมก็ไม่มีทางเลือก ในเมื่อเป็นพระบัญชาขององค์ราชินีพะยะค่ะ”


            เขาพูดแล้วควักมีดพกออกมาจากกระเป๋ากางเกง


            “งั้นเธอก็ลองดูนะ แต่ถ้าเธอทำอะไรเราไม่ได้ เราจะเสนอทางเลือกให้เธอเอง สนใจมั๊ยคะ?”


            บุญยังคงนั่งยิ้มและพูดกับเขาอย่างใจเย็นโดยไม่มีอาการหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ทำให้เขายังคงระแวงและลังเล


            “ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมไม่เกรงใจนะพะยะค่ะ”


            เขารวบรวมความกล้าเดินเข้าไปเหวี่ยงมีดเข้าใส่บุญ แต่บุญเบี่ยงตัวหลบได้ก่อนและลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อม เขาแทงไปตรงๆ กลางตัวเธอ แต่เธอก็ขยับหนีได้ก่อนอีกครั้ง เขาพยามใช้มืออีกข้างจับเธอไว้แต่บุญยังคงเอี้ยวตัวหลบและปัดมือเขาพ้นตัวได้ เขากวัดแกว่งมีดพยายามฟันแทงอีกหลายครั้งหลายหนแต่ก็ยังช้ากว่าบุญอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ ห้องพักของเธอกว้างพอให้เธอถอยวนหนีไปได้รอบห้องอย่างคล่องแคล่วว่องไว

    จนเขาเริ่มหอบด้วยความเหนื่อยและถอดใจเก็บมีดใส่กระเป๋ากางเกงไว้ตามเดิม คราวนี้เขาหยิบปืนที่ซ่อนไว้ใต้เสื้อของเขาออกมาแทน


            “อ๊ะ ขี้โกงนี่นา!”


            บุญประท้วง


            “กับเทพธิดาอย่างเจ้าหญิง หากไม่โกง กระหม่อมก็คงสู้เจ้าหญิงไม่ได้พะยะค่ะ”


            เขาบอกเธอและยิ้มอย่างผู้ชนะ




            “นี่องค์ราชินีไม่ได้ทรงเล่าให้เธอฟังเลยหรือว่าเรารอดชีวิตมาได้อย่างไรเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน และเกิดอะไรขึ้นกับคนที่พยายามจะยิงเรา?”


            บุญถามเขา ทำให้เขาชะงักและสงสัยว่าจะเป็นแผนของเธอแต่ก็ยังลังเล


            “พระองค์หาได้ทรงเล่ารายละเอียดไม่พะยะค่ะ เกิดอะไรขึ้นกับคนผู้นั้นหรือพะยะค่ะ?”


            เขาถามเพราะอยากรู้


            “หลังจากที่เขาใช้ปืนยิงเราแล้ว เราก็ไม่เป็นอะไรค่ะ และก่อนที่เขาจะยิงเราซ้ำอีกครั้งก็มีรถพุ่งเข้ามาชนเขาจนเสียชีวิต ถ้าหากเธอยิงเราล่ะก็ นอกจากเธอจะทำอะไรเราไม่ได้แล้ว เธอเองก็จะประสบเหตุจนเสียชีวิตเช่นเดียวกับชายผู้นั้น เธอจะโทรไปถามองค์ราชินีก่อนก็ได้นะว่าสิ่งที่เราพูดเป็นความจริงหรือไม่ เราจะนั่งรออยู่ตรงนี้แหล่ะค่ะ หรือว่าเธอจะลองเสี่ยงดูก็ตามใจ เราก็ช่วยชีวิตเธอไม่ได้แล้วนะ”


            บุญพูดและนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม เธอยิ้มและรอดูการตัดสินใจของเขา


            “หากที่เจ้าหญิงพูดไม่เป็นความจริง เจ้าหญิงก็คงไม่มีพระชนม์ชีพมาจนถึงวันนี้ได้หรอกพะยะค่ะ กระหม่อมจะยอมเชื่อพระองค์พะยะค่ะ”


            เขาตัดสินใจเชื่อบุญ


            “นับว่าเธอฉลาดที่คิดได้อย่างนั้น ถ้าเช่นนั้นเราจะเสนอทางเลือกให้เธอนะคะ วันพรุ่งนี้เราจะไปเข้าเฝ้าองค์ราชินีของเธอ หากพระองค์ทรงคิดจะกำจัดเราก็รอให้ถึงตอนนั้นก็ยังไม่สาย ให้เราได้มีโอกาสเจรจากับพระองค์ก่อนนะคะ เธอไปทูลพระองค์ตามนี้แล้วเธอก็จะไม่ถูกลงโทษ ทั้งยังไม่ต้องเอาชีวิตมาทิ้งจากการพยายามสังหารเราด้วยตัวเองอีกด้วยค่ะ”


            บุญบอกกับเขา และความรู้สึกถึงอันตรายจากชายผู้นี้ก็ได้หายไปหมดสิ้นแล้ว


            “พะยะค่ะ ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลาพะยะค่ะ”


            เขากล่าวลาแล้วจึงได้ออกจากห้องไป ทำให้บุญถอนหายใจด้วยความโล่งออก


            “เฮ้อ... เกือบตายซะแล้วสิเรา”




            หลังจากที่บุญได้เกลี้ยกล่อมให้คนของราชินีแคโรสล้มเลิกความพยายามในการกำจัดเธอ ทั้งยังปกปิดเรื่องที่เจ้าหญิงเทย่าเดินทางมาด้วยได้แล้ว บุญได้ลงมานั่งที่ล็อบบี้โรงแรมและรอคอยจังหวะที่พนักงานโรงแรมหันไปทำธุระทางอื่น เมื่อได้โอกาสบุญจึงรีบออกจากโรงแรมแล้วเรียกรถแท็กซี่ไปส่งเธอที่โรงแรมที่เธอพัก เมื่อถึงห้อง บุญได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เจ้าหญิงเทย่าฟัง


            “ทำไมพี่บุญต้องไปเสี่ยงขนาดนั้นด้วยเพคะ? ถ้าเกิดเค้ายิงพี่ขึ้นมาจริงๆ แล้วจะทำยังไงกันล่ะเพคะ?”


            เจ้าหญิงเทย่าพูดด้วยความตกใจและเป็นห่วงบุญเพราะไม่นึกว่าเธอจะทำเรื่องที่เสี่ยงเช่นนี้


            “ถ้าน้องหญิงเชื่อมั่นว่าหม่อมฉันเป็นเทพธิดาแห่งโชค น้องหญิงก็ต้องมั่นใจว่าหม่อมฉันต้องปลอดภัยด้วยสิเพคะ พรุ่งนี้เราทั้งสองต้องเข้าไปในวังขององค์ราชินี ท่ามกลางทหารจำนวนมากของพระองค์ มีอันตรายมากกว่าที่หม่อมฉันเผชิญในวันนี้มากนะเพคะ หากเรื่องในวันนี้หม่อมฉันยังไม่สามารถผ่านไปได้ เรื่องวันพรุ่งนี้เราก็ล้มเลิกความคิดที่จะทำได้เลยเพคะ”


            บุญบอกเจ้าหญิงเทย่า


            “การที่พี่บุญกลับมาอย่างปลอดภัยก็บอกเราได้แค่ว่าเรายังไม่จำเป็นต้องถอยเท่านั้นเองนะเพคะ ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้เราจะปลอดภัยด้วย ไม่คุ้มกับที่พี่บุญต้องไปเสี่ยงอย่างนั้นเลยเพคะ”


            เจ้าหญิงเทย่ายังไม่ค่อยเห็นด้วยกับบุญ


            “ไม่ใช่แค่นั้นนะเพคะ ยังทำให้หม่อมฉันทราบว่าราชินีแคโรสเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเด็ก 13 คน เมื่อ 22 ปีที่แล้ว และราชินีก็ยังไม่ทราบว่าเจ้าหญิงเทย่ามากับหม่อมฉันที่นี่ด้วยเพคะ นอกจากนั้นยังทำให้เราสองคนนอนหลับได้อย่างสบายใจในคืนนี้เพราะไม่มีใครมาตามกำจัดเราที่นี่เพคะ หม่อมฉันว่าเป็นการเสี่ยงที่คุ้มมากเลยนะเพคะ”


            บุญกล่าวและยิ้มให้เธอคลายความเป็นห่วง


            “ท่านพ่อเคยบอกหม่อมฉันว่าราชินีแคโรสมีผู้มีเวทมนต์คอยช่วยเหลืออยู่ เขาอาจเป็นคนที่ก่อเหตุในอดีตเพื่อกำจัดเทพธิดาก็ได้เพคะ พรุ่งนี้พี่บุญต้องระวังคนผู้นี้นะเพคะ”


            เจ้าหญิงเทย่ายังคงเป็นห่วงบุญอยู่ดี


            “เพคะน้องหญิง หม่อมฉันจะคอยระมัดระวัง แต่ว่าตอนนี้หม่อมฉันหิวมากเลย เราออกไปหาร้านอาหารแถวนี้กันดีกว่านะเพคะ”


            บุญชวนเจ้าหญิงเทย่าออกไปเดินเที่ยวในเมืองเพื่อลดความกังวลของพวกเธอเรื่องการเข้าเฝ้าราชินีแคโรสในวันรุ่งขึ้นลงบ้าง




            เจ้าหญิงทั้งสองได้ออกจากโรงแรมเพื่อเดินเที่ยวดูร้านค้าต่างๆ ในตลาดกลางเมืองและทานอาหารค่ำโดยไม่มีคนของราชินีแคโรสมาตามสอดแนมแต่อย่างใดเนื่องจากองค์ราชินียังคงให้ทหารคอยเฝ้าดูเจ้าหญิงอัจฉราอยู่ที่โรงแรมอีกแห่ง และองค์ราชินีได้เปลี่ยนใจต้องการที่จะพบเทพธิดา โดยเธอคิดจะชักจูงให้เทพธิดามาช่วยเสริมสร้างอำนาจให้กับเธอ คืนนั้นเจ้าหญิงทั้งสองจึงได้นอนหลับสนิทปราศจากความกังวลใดๆ




            ณ ดินแดนแห่งหนึ่งซึ่งงดงามราวกับสรวงสวรรค์


            “ราชินีสุริยะจะมีอยู่จริงหรือคะท่านแม่?”


            เทพธิดาไลล่าถามแม่ของเธอด้วยความสงสัยขณะที่ทั้งสองนั่งดูเทพธิดากลุ่มหนึ่งกำลังเต้นรำทำเพลงและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน เธอเป็นเทพธิดาที่มีความงดงามโดดเด่นกว่าเทพธิดาองค์อื่นๆ


            “เรื่องนี้เป็นตำนานที่เทพเจ้าต่างเล่าต่อๆ กันมานานมากแล้วล่ะลูก จนไม่มีใครรู้ว่ามีที่มาอย่างไร แต่ว่าท่านเทพเทริอุสทรงตั้งพระทัยในการออกตามหาองค์ราชินี จนถึงกับทรงสละราชบัลลังก์ราชาเทพเจ้าให้กับท่านเทพเดวิด แสดงว่าพระองค์ทรงเชื่อในตำนานราชินีสุริยะ และเวลานี้พระองค์ทรงฝากความหวังนี้ไว้กับลูกแล้วนะ”


            เทพธิดาโบเน่อซึ่งเป็นแม่ของเธอบอก


            “ขนาดท่านเทพเทริอุสทรงตามหาราชินีสุริยะร่วมกับท่านเทพโปเตชและท่านแม่มานานแล้ว ก็ยังไม่พบ แล้วลูกออกตามหาเพียงลำพังจะพบองค์ราชินีได้หรือคะ?”


            เทพธิดาไลล่าระบายความหนักใจให้แม่ของเธอฟัง


            “ลูกไลล่าเป็นเทพธิดาที่มีพร้อมทุกด้าน ทั้งพลังเทพเจ้าและสติปัญญาที่เหนือกว่าเทพเจ้าองค์อื่นๆ ในเวลานี้ ทั้งยังติดตามเราทั้งสามมาตั้งแต่เด็กจนมีประสบการณ์และฝีมือมากแล้ว พวกเราเชื่อว่าลูกต้องทำได้แน่ ถึงได้มอบหน้าที่ที่สำคัญที่สุดนี้ให้กับลูก”


            เทพธิดาโบเน่อให้กำลังใจลูกของนาง


            “แล้วมีที่ไหนที่พวกท่านยังไม่ได้ลองไปหาบ้างคะ ที่ยอดเขาศักสิทธิ์ลองไปกันหรือยังคะ?”


            เทพธิดาไลล่าถามเทพธิดาโบเน่อ ทำให้นางตกใจและเป็นห่วงลูกของนางที่พูดถึงยอดเขาแห่งนี้


            “อุ๊ย! ไม่ได้นะลูก ที่นั่นอันตรายมาก ถ้ำศักสิทธิ์บนยอดเขานั้นมีพลังที่รุนแรงมาก เคยมีเทพเจ้าหลายองค์เข้าไปแต่ไม่เคยมีใครกลับออกมาได้เลย ถึงเทพเจ้าอย่างเราจะเป็นอมตะ แต่หากมีใครถูกพลังที่รุนแรงเช่นนั้นเข้า ร่างก็จะแตกสลายได้เหมือนกัน ลูกต้องรับปากแม่นะว่าจะไม่ไปที่นั่นเด็ดขาด”


            “ไม่ได้หรอกค่ะ ตั้งแต่เด็กแล้วที่ลูกรู้สึกราวกับถูกดึงดูดให้ไปที่นั่น แต่ลูกก็ยังไม่มีความกล้าพอ ยิ่งพลังในตัวลูกมากขึ้นเท่าไหร่ แรงที่ดึงดูดก็ดูเหมือนจะมากขึ้นไปด้วยค่ะ เวลาหนึ่งลูกคงต้องไปที่นั่นค่ะ”


            เทพธิดาไลล่าบอกนาง


            ในขณะนั้น ได้มีเทพเจ้าองค์หนึ่งปรากฏตัวขึ้น แล้วเดินมาหาเธอทั้งสอง


            “กระผมได้รับพระบัญชาจากองค์ราชาเทพให้มาเรียนเชิญท่านเทพธิดาไลล่าไปเข้าเฝ้าขอรับ”


            เทพเจ้าผู้นี้ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าเทพองครักษ์ของราชาเทพเดวิดบอกกับพวกเธอ


            “พระองค์คงจะรับสั่งกับลูกเรื่องนั้น ลูกจะทำทั้งสองสิ่งพร้อมกันไม่ได้นะ ลูกจงตัดสินใจให้ดี”


            เทพธิดาโบเน่อพูดถึงภาระหน้าที่อีกอย่างหนึ่งของเทพธิดาไลล่าที่นอกเหนือจากหน้าที่ในการตามหาราชินีสุริยะในตำนาน


            “ลูกจะต้องหาเทพเจ้าที่มีความเหมาะสมมารับภาระหน้าที่ต่อจากลูกไปสักเรื่องแล้วล่ะค่ะ”


            เทพธิดาไลล่าบอกแม่ของเธอ

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงเทย่า กับ เทพธิดาแห่งโชค ที่คุณอ่าน