แสงอรุณสาดส่องลงบนลานพิธีของตระกูลเอี้ยแต่ความอบอุ่นของมันไม่อาจละลายความหนาวเหน็บในใจของ เอี้ยหลาน ได้เขายืนตัวตรงในแถวของเหล่าบุตรหลานสายตาทอดมองธงสีแดงเลือดที่สะบัดพลิ้วราวกับเปลวไฟที่กำลังร่ำร้อง
บนแท่นพิธี เอี้ยหลิง ผู้เป็นประมุขและเป็นท่านอาของเขายืนสงบนิ่งแต่ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมานั้นหนักหน่วงดุจค้อนเหล็ก
“...การแข่งขันคราวก่อน ตระกูลเอี้ยสูญเสียคนไปมากบุตรหลานของเราหลายคน...ไม่มีโอกาสได้กลับมา”
คำพูดนั้นแทงทะลุหัวใจของเอี้ยหลานภาพของพี่ชายและสหายที่เคยหัวเราะอยู่ข้างกายเขาเมื่อปีก่อนฉายชัดขึ้นมาในมโนภาพพวกเขาไปแล้ว ไปในการแข่งขันที่พรากทุกอย่างไปจากตระกูล
“ครั้งนี้ข้าจะไม่ยอมให้ใครที่ไม่พร้อมต้องตายกลางสนามประลอง!” เสียงของเอี้ยหลิงกึกก้อง“การฝึกจะเริ่มขึ้นบัดนี้ ผู้ที่รอด...คือผู้ที่คู่ควร!”
จ้าวเสินหลง หัวหน้าองครักษ์ ในชุดดำ เดินเข้ามาพร้อมทั้งกล่าวว่า“ข้าจ้าวเสินหลง คิดว่าคุณชายและคุณหนูทุกท่านคงจะรู้จักข้าแล้วแต่ในช่วงการฝึกต่อไปนี้พวกท่านจะไม่ได้รับการดูแลแบบคุณชายและคุณหนูอีกแล้วดังนั้นข้าขอแนะนำให้ทุกท่านสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วจดจำช่วงเวลานี้ไว้”
จ้าวเสินหลง หันหลังและกล่าวกับบรรดาบุตรหลานของตระกูลเอี้ย “ตามข้ามา!”
ทุกคนเดินตาม จ้าวเสินหลง ไปด้วยความสงสัย ก่อนที่จะพบว่าด้านหน้าเป็นห้องโถงกว้างขวางที่แบ่งออกเป็น ห้องขนาดประมาณ ห้องโถงเล็กๆจำนวนกว่า 100 ห้อง ที่คาดว่าสามารถจุคนได้มากกว่า 2000 คนก่อนที่ทุกคนจะได้ยินเสียง จ้าวเสินหลง พูดขึ้นว่า
“นับจากวันนี้เป็นต้นไป ทุกคนจะต้องเข้าไปฝึกอยู่ในห้องเหล่านี้ โดย 1คนต่อ 1 ห้อง ในห้องจะมี ตำราวิชาอยู่ 3 วิชา พวกท่านจะต้องฝึกฝนทั้ง 3วิชาในห้องนั้น โดยทุกๆ 3ชั่วยามทุกท่านจะได้พัก ครึ่งชั่วยาม และทำการฝึกต่อ”
“แล้วถ้าครบ ครึ่งชั่วยามแล้วข้าไม่ฝึกจะทำอะไรข้า?”เสียงหนึ่งดังขึ้น โดยมีน้ำเสียงแบบที่ไม่สนใจใดๆ
จ้าวเสินหลงยิ้มเย็นก่อนที่จะตอบว่า “เจ้ามี 2 ทางเลือก คือเปิดประตูออกมาแล้วขอถอนตัว หรือ จะโดนลงโทษซึ่งข้าไม่รู้ว่าโทษที่พวกท่านจะโดนคืออะไร แต่ข้าไม่แนะนำให้พวกเจ้าทดสอบมันไม่น่าอภิรมย์แน่ๆ”
“โอ้ว ดูน่ากลัวจังเลย!ข้าชักจะกลัวซะแล้วสิ?” เสียงนั้นยังดังออกมาแบบเดิม
จ้าวเสินหลงประกาศก้อง”เริ่มฝึกได้ ทุกคนเลือกห้องที่ตนเองจะฝึกได้เลยทุกห้องเหมือนกัน แต่ ต่อไปนี้หมายเลขหน้าห้องคือชื่อเรียกของพวกเจ้าพวกเจ้าจะได้ชื่อคืนมาต่อเมื่อจบการฝึกแล้วเท่านั้น”
“ใครที่ไม่สามารถผ่านการฝึกได้ จะถูกกักขังในตระกูลเป็นเวลาสามปี!” ทันทีที่เสียงนั้นสิ้นสุดลง บรรดาศิษย์ทั้งหลายถึงกับตกตะลึง
“อะไรนะสามปี? เล่นบ้าอะไรกันใครให้อำนาจกับเจ้า?”เสียงของบุตรหลานตระกูลเอี้ยที่ได้ฟังต่างส่งเสียงโหวกเหวกขึ้นมา
“ข้าเองเป็นคนสั่ง! ใครที่มีปัญหาให้ออกไป?”เสียงประกาศหนักหน่วงดังขึ้นก่อนที่เอี้ยหลิงประมุขแห่งตระกูลจะก้าวออกมาด้วยท่าทางหนักแน่นและแววตาที่เด็ดขาด
เมื่อบรรดาบุตรหลานตระกูลเอี้ยได้ยินดังนั้นก็เงียบเสียงลงก่อนที่จะพากันหายเข้าไปในห้องฝึกฝนโดยในห้องฝีกมีเพียงกำแพงสี่หลี่ยมล้อมรอบและเพดานทึบประตูที่ปิดตายทำจากหินขนาดใหญ่ที่น่าแปลกใจคือบริเวณพื้นมีลายอักขระที่ดูแผ่พลังที่หนักแน่นออกมา
ในช่วงสามวันที่แรกเป็นช่วงที่เอี้ยเสวียนได้กำหนดไว้ให้เป็นการเรียนรู้กระบวนท่าและการฝึกพลังโดยไม่ได้ใช้พลังแรงโน้มถ่วงใดๆ เพื่อให้ทุกคนปรับตัวเข้ากับวิชาที่ฝึกฝน
ในช่วงเช้าวันที่สี่ขณะที่ทุกคนกำลังจะเข้าสู่การฝึกฝนตามปกติเอี้ยเสวียนกล่าวกับ จ้าวเสินหลง ว่า” ปรับเป็นแรงโน้มถ่วง 1เท่าตัว 4 วัน และหลังจากนั้นทุกๆ 4 วัน ให้ปรับขึ้นวันละ 1 เท่า จนกว่าจะถึงแปดเท่า”
ทันทีที่สิ้นเสียง วงเวทย์บนพื้นก็เปล่งแสงเจิดจ้าร่างของทุกคนพลันรู้สึกหนักอึ้งราวกับมีหินก้อนมหึมากดทับนี่คือแรงโน้มถ่วงหนึ่งเท่าที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเข้มข้นเอี้ยหลานรู้สึกถึงกล้ามเนื้อขาที่เริ่มตึง เขาพยายามโคจรปราณเพื่อปรับตัวในขณะที่เอี้ยซิงหยูผู้มีพลังกายมหาศาลยังคงยืนนิ่งได้แต่ก็เริ่มมีสีหน้าจริงจังขึ้น
“เฮ้ย! นี่มันอะไรกันวะ!”เสียงก่นด่าเริ่มดังขึ้นจากกลุ่มศิษย์ที่ปรับตัวไม่ได้บางคนทรุดลงกับพื้นด้วยอาการหอบเหนื่อย
“นี่แค่เริ่มต้น” จ้าวเสินหลงส่งเสียงขึ้นมาด้วยวิธีใดไม่ทราบแต่ทุกคนได้ยินกันหมด“การฝึกแรกของพวกเจ้าคือวิชาท่าเท้าประจำตระกูลเอี้ย ‘ท่าเท้าพายุโหม’ ซึ่งคิดว่าตลอดสามวันมานี้พวกเจ้าคงจะเข้าใจเบื้องต้นกันแล้วดังนั้นจงเริ่มฝึกเดี๋ยวนี้”
วันแล้ววันเล่า การฝึกดำเนินไปอย่างทรมานแรงโน้มถ่วงถูกปรับเพิ่มขึ้นทีละน้อย จากหนึ่งเท่าเป็นสองเท่า…สามเท่า…สี่เท่า…
“อั่ก! ให้ตายเถอะ! นี่มันไม่ใช่คนแล้ว!”เสียงบ่นดังระงมเมื่อแรงโน้มถ่วงพุ่งขึ้นถึงห้าเท่าการยกขาแต่ละครั้งราวกับยกภูเขา เอี้ยหลานต้องใช้พลังปราณทั้งหมดเพื่อรักษาสมดุลร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้า แต่เขาก็ยังคงฝึกฝน “ท่าเท้าพายุโหม”อย่างไม่ย่อท้อ ก้าวเท้าพลิ้วไหวราวกับพายุที่แม้จะเชื่องช้าลงแต่ก็ยังคงความหนักแน่น
เอี้ยซิงหยูในตอนนี้ถึงกับเหงื่อท่วมกาย“ไอ้คนออกแบบด่านนี่มันคิดอะไรอยู่? อยากจะฆ่าคนชัดๆ!”แม้จะบ่น แต่เขาก็ยังคงก้าวเดินด้วยท่าเท้าที่มั่นคง ทว่าดูเชื่องช้าลงไปมาก
เอี้ยเหยียนจิงผู้เงียบขรึมกัดฟันแน่นใบหน้าซีดขาวจากการใช้ปราณควบคุมร่างกายอย่างต่อเนื่อง เขาสะดุดล้มหลายครั้งแต่ก็ลุกขึ้นใหม่ทุกครั้งด้วยสายตาที่มุ่งมั่น
“แรงโน้มถ่วงห้าเท่าเชียวหรือ?” ผู้อาวุโสคนหนึ่งอุทาน“นี่มันเกินกำลังของศิษย์ขั้นก่อชีพจรไปมากแล้ว!”
“อย่าเพิ่งตัดสิน” ผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวเรียบๆ“เอี้ยเสวียนย่อมมีเหตุผลของตน ศิษย์ที่สามารถยืนหยัดได้ภายใต้แรงกดดันเช่นนี้ย่อมมีจิตใจที่ไม่ธรรมดา”
เมื่อแรงโน้มถ่วงทะยานไปถึงแปดเท่า ห้องทุกห้องเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและเสียงสบถกลุ่มศิษย์กว่าครึ่งทรุดตัวลงนอนกับพื้น ร่างกายของพวกเขาหนักอึ้งจนขยับแทบไม่ได้แต่ก็ยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังคงยืนหยัดและพยายามฝึกฝนต่อไปเอี้ยหลานในตอนนี้รู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับอยู่บนบ่า แต่เขาก็ยังคงพยายามเคลื่อนที่ด้วย“ท่าเท้าพายุโหม” อย่างมุ่งมั่น เขาต้องการที่จะพิสูจน์ตัวเอง
หลังจากสามชั่วยามอันยาวนาน แรงโน้มถ่วงก็คลายลงศิษย์ทุกคนต่างทรุดลงกับพื้นด้วยความอ่อนล้า แต่แล้วเอี้ยเสวียนก็กล่าวขึ้น“พักครึ่งชั่วยาม หลังจากนั้น เตรียมตัวฝึก ‘พลังปราณอัคคีหลอมฟ้า’”
ในขณะที่บุตรหลานบางคนถึงกับหมดแรง เมื่อครบสามชั่วยามถึงกับลงไปนอนแผ่ที่พื้น “ไม่ไหวแล้วขอพักหน่อย”เวลาครึ่งชั่วยามผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นแรงโน้มถ่วงที่หายไปก็กลับมาแต่ก็ยังมีหลายคนที่ไม่ยอมลุก
“หมายเลข สามสิบ, สี่สิบสอง, สี่สิบห้า, แปดสิบเก้าถ้าไม่ฝึกให้เปิดประตูออกมาถือว่าเจ้าสละสิทธิ์” เสียงเย็นชาของจ้าวเสินหลงดังขึ้น
“ไม่ยอมโว้ย! แต่ขอพักหน่อยไม่ไหวแล้ว!”เสียงจากห้องที่ถูกเรียกชื่อดังขึ้น
จ้าวเสินหลง หน้าเรียบเฉยก่อนที่จะให้บรรดายามด้านล่างเดินไปกดที่อักขระหน้าห้องที่ถูกระบุ ทันใดนั้นเอง ประกายสายฟ้าเล็กๆก็ฟาดเข้าไปที่ร่างกายของบรรดาพวกที่ไม่ยอมลุกมาฝึกจนทุกคนสะดุ้งกระโดดขึ้นมายืนหน้าซีด
“บัดซบ จ้าวเสินหลง นี่มันอะไรกัน?”
“นี่คือบทลงโทษของคนที่ไม่ยอมทำตามกฎ บัดนี้เจ้ามีสองตัวเลือกยอมแพ้หรือฝึกต่อ” จ้าวเสินหลงกล่าว
“ไม่ยอมโว้ย!” ชายคนหนึ่งกัดฟันตอบ
“เยี่ยมยอด แต่ เนื่องจากเป็นการลงโทษดังนั้นพวกเจ้าจะถูกลงโทษด้วยการฝึกในแรงโน้มถ่วงห้าเท่าพร้อมกับจะโดนสายฟ้านี้ฟาดใส่ทุกๆ ครึ่งชั่วยาม” จ้าวเสินหลงกล่างเสียงราบเรียบเหมือนกับว่านี่ไม่ใช่การลงโทษแต่เป็นการชวนกินข้าวปกติ
ทันใดนั้นเสียงก่นด่าสารพัดที่บรรดาบุตรหลานตระกูลเอี้ยจะนึกออกก็ตะโกนทักทายบรรพบุรุษ ของจ้าวเสินหลง ทั้งสิบแปดรุ่นดังระงม
จ้าวเสินหลงหันไปมอง เอี้ยหลิง “ท่านประมุขท่านเอาข้ามาเป็นหนังหน้าไฟแท้ๆ”
“ไปโทษไอ้บ้าคนนั้นเถอะ” เอี้ยหลิงปัดภาระไปที่ เอี้ยเสวียนทันที
การฝึกปราณอัคคีหลอมฟ้าที่ดัดแปลงมาจาก ‘พลังอัคคีสังหาร’ของสำนักไร้พรมแดนนั้นรุนแรงยิ่งกว่าที่คิดอักขระบนผนังห้องจะเปล่งแสงสีแดงร้อนแรง คลื่นพลังงานอัคคีจะแผ่ซ่านเข้ามาในร่างผู้ฝึกจะต้องโคจรปราณเพื่อหลอมรวมพลังงานเหล่านี้เข้ากับปราณของตนเอง เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นหลายครั้งจากศิษย์ที่ปราณไม่แข็งแกร่งพอเส้นปราณของบางคนถึงกับแตกร้าว แต่เอี้ยเสวียนกลับไม่แยแสเขาต้องการให้พวกเขาแข็งแกร่ง
“เผาผลาญความอ่อนแอของพวกเจ้าเสีย!” เสียงของจ้าวเสินหลงดังคำราม“หากแม้แต่ความร้อนเพียงแค่นี้ยังรับไม่ได้แล้วจะไปเผชิญหน้ากับเปลวเพลิงสงครามได้อย่างไร!”
เอี้ยหลานกัดฟันแน่น ปราณในร่างของเขาเดือดพล่านราวกับลาวาผิวหนังแดงก่ำและมีควันจางๆ ลอยขึ้นเขาใช้พลังทั้งหมดควบคุมเปลวเพลิงที่กำลังเผาไหม้ภายในหลอมรวมมันให้เป็นส่วนหนึ่งของปราณตนเอง วิชา “พลังปราณอัคคีหลอมฟ้า”นี้ไม่เพียงเพิ่มความแข็งแกร่งของปราณ แต่ยังทำให้ปราณของเขามีคุณสมบัติของธาตุไฟที่บริสุทธิ์และรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เอี้ยซิงหยูผู้มีร่างกายที่แข็งแกร่งก็ยังต้องเหงื่อตกกับความร้อนนี้แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง พยายามดูดซับพลังงานอัคคีเข้าสู่ร่างกาย ส่วนเอี้ยเหยียนจิงผู้เป็นนักจารึกอักขระมักจะใช้ปราณควบคุมเพื่อสร้างเกราะป้องกันตัวเองจากความร้อนแต่ก็ยังคงมุ่งมั่นกับการฝึกปราณอัคคีนี้
เมื่อสิ้นสุดการฝึกปราณ เหล่าศิษย์ที่รอดชีวิตมาได้ก็แทบจะหมดแรงแต่การทดสอบยังไม่จบสิ้น
“พักครึ่งชั่วยาม”จ้าวเสินหลงกล่าว“แล้วเตรียมตัวฝึกกระบวนท่าดาบ ‘พันจันทรา’ โดยกระบวนท่าดาบนี้เป็นเอี้ยเสวียนที่นำเอาวิชาท่าดาบจันทราพิฆาตแปรผันของอารามจันทรามาทำการแก้ไขปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
กระบวนท่าดาบ ‘พันจันทรา’ เป็นวิชาดาบที่พลิกแพลงและซับซ้อนแต่ก็แฝงไว้ด้วยความรุนแรงและแม่นยำ ทุกการเคลื่อนไหวมีเป้าหมายเพื่อปลิดชีวิตศิษย์ทุกคนได้รับดาบไม้คนละเล่มและต้องฝึกฝนภายใต้การชี้นำของอักขระที่ฉายภาพกระบวนท่าขึ้นบนอากาศ
เอี้ยหลานใช้ “ท่าเท้าพายุโหม” ที่ฝึกมาเมื่อครู่ ประกอบกับ“พลังปราณอัคคีหลอมฟ้า” ที่ทำให้ร่างกายของเขาร้อนแรงและว่องไวขึ้นอย่างผิดหูผิดตาเขาตวัดดาบไม้เป็นเงาจันทรานับพันพุ่งเข้าโจมตีจุดตายที่ถูกกำหนดไว้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ร่างกายจะอ่อนล้าแต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำให้ทุกกระบวนท่าสมบูรณ์แบบ
ผู้อาวุโสหลายคนมองดูด้วยความชื่นชม“วิชาดาบพันจันทรานี้งดงามและร้ายกาจยิ่งนักเป็นการผสมผสานวิชาของตระกูลเอี้ยกับวิชาภายนอกได้อย่างลงตัว”
“ใช่” ผู้อาวุโสสูงสุดกล่าว“เอี้ยเสวียนเข้าใจแก่นแท้ของวิชาดาบจันทราพิฆาตแปรผันอย่างลึกซึ้งและสามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างยอดเยี่ยม”
หลังจากการฝึกฝนอันยาวนานสามช่วงตลอดทั้งวันร่างกายของศิษย์ทุกคนต่างบอบช้ำแต่ภายในแววตาของพวกเขากลับมีประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้พวกเขาผ่านด่านแรกมาได้ด้วยความยากลำบาก และได้รับรู้ถึงพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัว
เมื่อด่านแรกสิ้นสุดลง สิ่งที่น่าแปลกใจคือไม่มีผู้ใดยอมถอนตัวส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่ร่างกายรับแรงกดดันไม่ไหว ทำให้ต้องถอนตัวออกจากการฝึกฝนซึ่งมีเพียงสิบกว่าคนเท่านั้นเมื่อออกมาพักช่วงหนึ่งร่างกายก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาได้
ซึ่งเรื่องนี้บรรดาผู้อาวุโสและเอี้ยเสวียนเห็นตรงกันว่าสามารถอนุโลมให้ผ่านการฝึกแรกมาได้เพื่อเข้าสู่การฝึกฝนช่วงที่สอง