ตอนที่ 187
ราตรีนี้เงียบงันท้องฟ้านั้นถูกขีดเขียนทับด้วยน้ำหมึกสีดำสนิท แต่ก็ยังมีแสงสว่างจากจันทราและดวงดาราที่คอยส่องแสงสว่างกลางฟากฟ้ายามราตรีเช่นนี้
รอบสำนักขนาดใหญ่ที่ตั้งเด่นอยู่บนยอดเขามีเพียงความเงียบเท่านั้นที่เข้าปกคลุม เสียงจิ้งหรีดยามค่ำคืนขับขานดังแว่วประสานกับสายลมเกิดเป็นเสียงดนตรีอันไพเราะ
สำนักยาเทวะที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาที่มีความสูงไม่มากนักตอนนี้มีเวรยามตรวจตาอย่างแน่นหนาเช่นทุกครั้ง คบเพลิงทุกจุดประดับเอาไว้ในส่วนต่างๆของทางเดินและทำตำแหน่งสำคัญ
เหล่าชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ฝึกตนระดับหยั่งรู้เดินตรวจตารอบสำนักอย่างขะมักเขม้น บันไดที่สูงประมาณหนึ่งหมื่นขั้นบัดนี้ทางเดินนั้นมืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่าง แต่ก็มีเสียงฝีเท้านึงดังกึกก้องขึ้นมาจากบริเวณทางเดินมาให้ผู้เฝ้ายามทั้งสองที่เฝ้าอยู่บริเวณปากทางเดินของสำนักขนลุกซู่
ชายร่างกายกำยำทั้งสองที่หนึ่งมือถือดาบอีกหนึ่งมือถือคบเพลิงอยู่ก็ต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดกลัว ทางเดินหลายหมื่นขั้นในยามค่ำคืนแห่งนี้มืดมิดไร้แสงแต่เหตุใดพวกมันถึงได้ยินเสียงเท้าดังแว่วลอยขึ้นมาจากด้านล่าง
“ เฮ้ย!!! ได้ยินหรือเปล่า ”
“ ได้ยิน!!! ”
มันเริ่มถามอีกฝ่ายด้วยใบหน้าที่ซีดเผือกเพราะเกรงว่าเจ้าของเสียงฝีเท้านั้นจะไม่ใช่มนุษย์เกรงว่ามันจะเป็นผีหรือวิญญาณร้าย
เสียงเท้านั้นเริ่มลอยใกล้เข้ามาเรื่อยๆพลันให้ดวงตาทั้งสองข้างของพวกมันจับจ้องเข้าไปภายในความมืดอย่างไม่กระพริบ อันใดกันกำลังจะปรากฏกายออกมาและเมื่อลองยื่นคบเพลิงในมือออกไปด้านหน้าก็เห็นร่างเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่สวมใส่อาภรณ์สีดำทมิฬท่าทางแตกต่างจากเด็กหนุ่มธรรมดากำลังเดินขึ้นมา
“ เฮ้อ!!! ” พวกมันต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งใจก่อนจะตั้งสติแล้วเริ่มสนใจกับเด็กหนุ่มผู้เป็นแขกในยามค่ำคืน
“ เจ้าหนุ่มเจ้ามาทึ่แห่งนี้ด้วยเหตุอันใดกัน ที่นี่คือสำนักยาเทวะไม่ต้อนรับคนเช่นเจ้ากับไปซะ ” เมื่อคลายความกังวลจากวิญญาณร้ายได้สำเร็จมันก็เอ่ยต่อทันที
ทว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นไม่มีท่าทางจะหยุดฝีเท้าที่ก้าวขึ้นมาบนบันไดแต่ละขั้น จนพวกมันนั้นเริ่มสงสัยกับท่าทางจึงหันไปมองหน้ากันและกันเพื่อปรึกษา ชายฉกรรจ์อีกผู้นึงได้พยักหน้าส่งสัญญาณทำให้ชายฉกรรจ์ที่รอคำตอบผู้นั้นก้าวเท้าลงไปหาเด็กหนุ่มที่กำลังเดินขึ้นมา
“ เฮ้ย!!! บอกให้กลับไปอย่างไร ” มันเริ่มกล่าวเสียงเข้มด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียว
แต่ทันใดนั้นเองดวงตาของพวกมันทั้งสองก็เริ่มพร่ามัวจนพวกมันนั้นล้มหมดสติลงไปกับพื้น หลิงเฉินได้ลงมือไปก่อนหน้านี้สักพักแล้วเขาวาดอักขระทำให้พวกมันนั่นสลบไสล แต่เพราะว่าพวกมันมีพลังวิญญาณมากพอสมควรอักขระจะออกฤทธิ์ก็ต้องรอสักพัก
เมื่อเท้าข้างขวาก้าวขึ้นมาที่บันไดขั้นที่หนึ่งหมื่นตอนนี้เขาก็มาถึงสำนักยาเทวะเรียบร้อยแล้ว ประตูขนาดใหญ่เบื้องหน้าด้านบนของมันมีป้ายขนาดใหญ่ที่ถูกติดและสลักชื่อของสำนักเอาไว้อย่างเห็นได้ชัด
หลิงเฉินเดินไปหยุดลงตรงหน้าประตูของสำนัก ดวงตาทั้งสองข้างมองทางเข้าที่ถูกเปิดเอาไว้อย่างมีอันใด
มันไม่ใช่ทางเข้าธรรมดาตัวของหลิงเฉินสัมผัสได้ว่าทางเข้านี้มีอักขระเขตแดนที่แน่นหนาถูกสร้างเอาไว้ มันถูกซ่อนเร้นจากสายตาเอาไว้ได้อย่างดี ถ้าเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปก็คงจะหลงกลแล้วเดินผ่านไปอย่างไม่ได้คิดอะไร แต่นั่นมันไม่ใช่เขาเขาเป็นจักรพรรดิอักขระของแค่นี้หรือจะมองไม่ออก
มันคืออักขระเขตแดนเตือนภัยที่เมื่อมีผู้บุกรุกผู้ที่เป็นเจ้าของเขตแดนจะสามารถล่วงรู้ได้ทันที แต่ไม่ได้มีแค่นั้นมันมีอักขระเขตแดนอีกชั้นหนึ่งที่ถูกสร้างเอาไว้ด้านใน อักขระเขตแดนสายฟ้าย้อนกลับอักขระป้องกันชั้นสูง
ถ้าตัวของเขามาในที่แห่งนี้ตอนที่ระดับพลังวิญญาณยังไม่ถึงรากฐานเซียนคงจะย่ำแย่ในการบุกรุกเข้าไป แต่ตอนนี้เขามีระดับพลังวิญญาณอยู่ที่รากฐานเซียนขั้นที่ 2 การจะแฝงเร้นกายเข้าไปไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น
หลิงเฉินยกมือข้างขวาของตนเองขึ้นมาแล้วยื่นไปสัมผัสกับอักขระเขตแดนอย่างนุ่มนวล ผ่านไปเพียงครู่เดียวเท่านั้นร่างของเขาก็สามารถผ่านเข้าไปในอักขระเขตแดนที่ถูกสร้างขึ้นไว้ถึง 2 ชั้นได้อย่างง่ายดาย
เมื่อสามารถผ่านอักขระเขตแดนที่ถูกสร้างเอาไว้เข้าไปด้านในอย่างง่ายดายโดยไม่ให้ผู้ที่สร้างรู้ตัวได้สำเร็จ หลิงเฉินก็เริ่มมองหาลู่ทางที่จะให้ตนเองเดินไปได้อย่างปลอดภัยที่สุดโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
ถ้าเขานั้นคาดเดาไม่ผิดทางภายในสำนักยาเทวะมันน่าจะยังเหมือนเดิมและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ภายในนี้เมื่อก่อนเขาเองก็เดินเล่นอยู่บ่อยครั้งจนจำทางทั้งหมดได้ดี
หลิงเฉินเริ่มแฝงกายเดินไปบนทางเดินที่มืดมิดโดยใช้ซอกมุมต่างๆในการหลบซ่อนเหล่าผู้คุ้มกันที่เดินตรวจตาอยู่อย่างขะมักเขม้น
หลิงเฉินเขามีวิธีในการเก็บซ่อนพลังวิญญาณของตนเองที่ได้มาจากการฝึกฝนในการซ่อนเร้นพลังวิญญาณและใช้อักขระลบพลังวิญญาณที่แฝงออกมาทำให้การแฝงเร้นกายของเขาในความมืดนั้นแนบเนียนโดยแม้แต่ผู้คุ้มกันที่เป็นผู้ฝึกตนระดับหยั่งรู้ยังไม่สามารถสัมผัสได้
ชุดสีดำทมิฬที่กลมกลืนกับความมืดเคลื่อนการมุ่งตรงไปด้านหน้าโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ภายในสำนักเจ้าเทวะแห่งนี้มีทั้งหมด 5 อารามใหญ่ๆ โดยหลิงเฉินต้องใจจะเข้าไปที่อารามที่เป็นที่อยู่ของเยี่ยหวนผู้เป็นสหายในการสืบหาอันใดบางอย่าง
หลังจากได้ฟังความจากผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านที่อยู่บริเวณตีนเขามันทำให้หลิงเฉินรู้สึกว่ามันต้องเกิดอะไรขึ้นกับผู้เป็นสหายของเขาอย่างแน่นอน ตามคำบอกเล่าของผู้คนกล่าวเอาไว้ว่าเยี่ยหวนเป็นผู้ฝึกตนระดับเซียนที่เป็น 1 ใน 8 ราชันย์
แต่หลิงเฉินรู้ดีว่าถึงแม้ว่าสหายของตนเองจะเป็นผู้ฝึกตนระดับไหนแต่เขาก็ไม่ได้ศึกษามาในทางด้านการต่อสู้เช่นผู้ฝึกตนผู้อื่น ถึงแม้ว่าเขานั้นจะมีระดับพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งแต่ก็ไม่ได้มีความสามารถในด้านการต่อสู้ที่แข็งแกร่งเช่นพลังวิญญาณ
สำหรับผู้ฝึกตนเช่นนั้นมีวิธีการมากมายที่สามารถเอาชนะได้อย่างไม่ยากเย็น
เมื่อไปถึงอารามสามชั้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในสำนักยาเทวะที่น่าจะเป็นที่อยู่ของเยี่ยหวนหลิงเฉินเองก็ไม่รีรอที่จะแทรกตัวเข้าไป
การแทรกตัวเข้าไปของหลิงเฉินมันไม่ใช่การเดินเข้าไปทางประตู แต่มันคือการที่เขานั้นปีนป่ายขึ้นไปบริเวณหน้าต่าง ห้องของเยี่ยหวนอยู่ประมาณชั้นที่สามทางด้านขวาสุดหลิงเฉินยังจำได้ดี
เมื่อไปถึงห้องนั้นเขาก็ไม่รีรอที่จะเปิดหน้าต่างแล้วพากายเข้าไปทันที ห้องอันกว้างขวางนั้นมืดมิดไร้แสงสว่างนิ้วมือของหลิงเฉินยกขึ้นมาเขียนอักขระสีขาวกลางอากาศเกิดเป็นดวงไฟเล็กๆให้ความสว่างไสว
ทัศนียภาพรอบกายที่มืดมิดถูกปัดเป่าโดยแสงจากพลังของอักขระที่ถูกสร้างขึ้นมา เมื่อเห็นทัศนียภาพรอบกายดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างแสดงความจริงจังมากขึ้น
“ คิดไม่ผิดจริงๆ ” หลิงเฉินพูดออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาขณะที่ดวงตานั้นกวาดมองไปทั่วบริเวณห้องที่บัดนี้มันทั้งรกและมีฝุ่นหนาจับตามบริเวณต่างๆ
ห้องที่เคยเป็นห้องนอนของเยี่ยหวนแห่งนี้ตอนนี้มันถูกปล่อยร้างมาเป็นเวลานาน
ข้อสงสัยที่ติดอยู่ภายในใจของหลิงเฉินมาสักพักมันได้เริ่มเด่นชัดขึ้นจนตอนนี้เขาเริ่มรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับสำนักยาเทวะ หลิงเฉินเริ่มเดินสำรวจตามจุดต่างๆห้องแห่งนี้ไม่มีผู้ที่เข้ามาอยู่อาศัยหลายปีแล้ว
ทว่า...ในขณะที่กำลังเดินสำรวจมุมต่างๆภายในห้องเผื่อว่าจะได้เบาะแสอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น หูของหลิงเฉินก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังแว่วทะลุผ่านกำแพงที่มีความหนาไม่มากนักมา
“ ไปเติมพลังของอักขระที่ใช้ผนึกเยี่ยหวนซะ ”
“ ขอรับ!!!! ”
“ นี่กุญแจคุกใต้ดิน ”
หลิงเฉินที่กำลังเอี้ยวหูฟังบทสนทนาของผู้ที่อยู่ข้างห้องอยู่นั้นก็ได้ยินอย่างชัดเจน พวกมันบอกว่าอักขระที่ใช้ผนึกเยี่ยหวนนั้นย่อมแปลว่าความคิดของเขาในตอนนี้มันไม่ผิด เยี่ยหวนกำลังถูกผนึกอยู่และสำนักยาเทวะกำลังโดนควบคุมจากผู้ใดสักคนอยู่
หลิงเฉินเริ่มใช้ความคิดทั้งหมดประเมินจากบทสนทนาอันน้อยนิดที่เขาได้ยินมาเมื่อสักครู่
“ คุกใต้ดิน... ” พวกมันบอกว่าจะต้องไปเติมพลังวิญญาณของอักขระผนึกและพูดว่ากุญแจคุกใต้ดิน มันทำให้หลิงเฉินรู้แล้วว่าตอนนี้เยี่ยหวนอยู่ที่ใด
หลิงเฉินรีบมุ่งหน้าตรงไปที่คุกใต้ดินที่อยู่บริเวณด้านหลังของสำนักยาเทวะ สำนักยาเทวะแห่งนี้มันเป็นสำนักที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใดและไม่ทำการสู้รบกับผู้ใด แต่ว่าการที่มีคุกใต้ดินเอาไว้ก็เพื่อจะเอาไว้คุมขังเหล่าขโมยที่มักจะเข้ามาขโมยยาอยู่บ่อยครั้งก่อนที่จะส่งตัวให้ราชสำนัก
ทางเดินที่มืดมิดบริเวณด้านหลังของสำนักยาเทวะหลิงเฉินเดินทางมาถึงก่อนผู้ที่ถือกุญแจสักพักนึง เขาหลบซ่อนอยู่ภายในเงามืดข้างเสาขนาดใหญ่
ไม่นานนักผู้ที่เขากำลังเฝ้ารอก็ปรากฏกายออกมา ชายชราร่างกายอ้วนท้วนมีความสูงไม่มากนักกำลังเดินมาจากทางเดินที่มีไฟจากตะเกียงประดับอยู่สลัวๆ
มันเดินตรงเข้ามาที่ประตูคุกใต้ดินที่มีผู้คุ้มกันสองผู้กำลังยืนเฝ้าอยู่อย่างแน่นหนา หลิงเฉินเฝ้ามองชายชราร่างกายอ้วนท้วนผู้นั้นเดินผ่านเข้าไปภายในประตูทางเข้าสักพักก่อนที่เขาจะเผยตัวออกไปแล้วเข้าโจมตีผู้เฝ้าประตู 2 คนอย่างรวดเร็ว
การเคลื่อนไหวรวดเร็วเงียบสงัดราวกับไร้เสียงกระทบของฝีเท้า มุ่งตรงเข้าหาผู้คุ้มกันร่างกายกำยำสองคนนั้นที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัว
ฉึบ!!! ฉึบ!!!
พวกมันเพียงได้ยินแค่เสียงกระบี่ที่ถูกชักออกมาจากฝักเท่านั้นชีวิตของพวกมันก็แตกดับลงทันที หลิงเฉินทำการสังหารพวกมันอย่างเงียบสนิทราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ร่างของผู้คุ้มกันสองคนล้มลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น หลิงเฉินเดินเข้าไปภายในทางเดินที่ชายชราผู้นั้นเดินนำลงไปก่อน
ทางเดินลงไปข้างล่างที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนักนำพาให้หลิงเฉินลงไปพบกับสิ่งที่ตนเองนั้นกำลังตามหาอยู่ร่างของผู้เป็นสหายที่ไม่ได้เจอกันนานนับร้อยปี
“ เจอแล้ว.. ” หลิงเฉินเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาหลังจากที่เขานั้นมองเห็นร่างของสหายที่กำลังถูกปิดผนึกอยู่ปรายสายตา
จบตอน