“องค์ชาย หม่อมฉันได้ยินว่าครรภ์ของพระชายามีปัญหาเมื่อคืนนี้ คงไม่ใช่เพราะหม่อมฉันใช่หรือไม่...”
"ไม่ได้เป็นเพราะเจ้า เดิมตัวนางก็มีความสามารถในการสร้างเรื่องให้กับตนเองอยู่แล้ว"อิ้นถังขัดจังหวะคำพูดที่กล่าวโทษตัวเองของหว่านซีและเมื่อเขาคิดถึงสิ่งที่หมอหลวงพูดเขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะก่อนเอ่ยต่อ "แทนที่จะกังวลเกี่ยวกับร่างกายของต่งเอ้อซื่อ ข้าควรจุดธูปและอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้นางคลอดบุตรออกมาอย่างราบรื่นดีกว่า”
ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคลอดบุตร?
ไม่รู้ว่าต่งเอ้อซื่อยังมีสิ่งใดที่ต้องกังวลอีกตั้งแต่นางตั้งท้องแม้แต่คนอย่างอิ้นถังที่ไม่ใช่คนอดทนก็ยังทนนางได้ แต่ต่งเอ้อซื่อกลับไม่รู้จักพอคิดแต่จะทำตัวเอาแต่ใจมากขึ้นโดยการอวดอ้างฐานะของตนเอง ไม่สนใจแม้แต่ลูกในท้องการกระทำเช่นนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจที่อิ้นถังจะผิดหวังในตัวนาง
“องค์ชาย หญิงมีครรภ์มักจะคิดมากกันทั้งนั้น ดูอย่างหม่อมฉัน…”หว่านซีอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงเมื่อนางคิดว่าตนก็เคยแยกเขี้ยวยิงฟันเผยกรงเล็บไปมากมายเพียงใดตอนที่กำลังท้อง
เมื่อเห็นท่าทางเขินอายของนางอิ้นถังก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่รอยเขี้ยวที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนฝ่ามือของเขา "ข้าลืมไป ตอนที่เจ้าท้องก็เคยอวดเขี้ยวกับข้าอยู่บ่อยๆ”
เมื่อเห็นความขี้เล่นในดวงตาของอิ้นถัง หว่านซีก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปกอดทารกน้อยหงหมินท่าทางทั้งเขินอายทั้งขุ่นเคือง “องค์ชายทำให้หม่อมฉันเสียนิสัย"
อิ้นถังจิบชาอยู่เงียบๆ ในความคิดของเขา หว่านซีเป็นเหมือนแมวตัวน้อยที่แสร้งทำเป็นดุร้ายน่าเกรงขามแต่กลับไร้ซึ่งไหวพริบหรือกลอุบายอย่างสิ้นเชิง
"ใช่แล้ว เจียวเจียวของข้าสมควรได้รับการทะนุถนอมเป็นอย่างดี”
หว่านซีนิ่งงันไปเล็กน้อย ราวกับว่านางจะได้ยินเขาเอ่ยประโยคเช่นนั้นออกมานางกอดร่างน้อยของบุตรชายเอาไว้แน่น ปิดตาลงเพื่อซ่อนความซับซ้อนในดวงตาของตนเองเมื่อใดกันที่อิ้นถังผู้เจ้าอารมณ์และเผด็จการเรียนรู้ที่จะพูดประโยคหวานหูเช่นนี้ออกมาได้
“องค์ชาย...”
เมื่อเห็นท่าทางงุนงงของหว่านซี อิ้นถังก็อดขำกับท่าทางไร้เดียงสานั้นไม่ได้ปฏิกิริยาสตรีตรงหน้าเกินความคาดหมายของเขาอยู่เสมอ
"เจียวเจียวของข้าเป็นคนพิเศษถึงเพียงนี้แล้วจะให้ข้าปล่อยมือไปได้อย่างไร" เห็นท่าทางใสซื่อเช่นนี้ของนางอิ้นถังพลันนึกว่าหรือเขาต้องพานางออกไปพบโลกภายนอกมากกว่านี้เพื่อป้องกันไม่ให้นางถูกหลอกโดยไม่รู้ตัว“หากไม่ปล่อยหม่อมฉันไปจริงๆ ก็ยิ่งดี!”หว่านซีขยับริมฝีปากพึมพำด้วยความไม่พอใจ
"เจ้าไม่คิดถึงความสำเร็จอื่นบ้างเลยหรือ"อิ้นถังยื่นมือออกไปและแตะหน้าผากของนางเบาๆด้วยใบหน้าที่เต็มไปความอ่อนใจ
“มีองค์ชายอยู่เหตุใดหม่อมฉันจำเป็นจะต้องไปไขว่คว้าอนาคตอื่นด้วยเล่า”
"ถ้าข้าไม่อยู่ที่นี่ เจ้าจะทำอย่างไร!"เมื่อมองเข้าไปในดวงตาที่ใสบริสุทธิ์ของหว่านซีแม้จะรู้สึกฝืนใจแต่เขาก็รู้ว่าเรือนหลังแห่งนี้เต็มไปด้วยความสกปรกชั่วร้ายเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายมากมาย หากไม่ระวังก็อาจถึงแก่ชีวิต แล้วนี่จะให้เขาทำอย่างไร
หว่านซีเอนกายอิงแอบอีกฝ่ายพลางถูไถใบหน้าเล็กๆ ของนางกับหน้าอกเขาพลางหัวเราะไม่ใช่ว่านางกำลังป้องกันสิ่งนี้อยู่หรอกหรือชีวิตที่แล้วของนางจบลงด้วยความตายอย่างอนาถ ดังนั้นชีวิตนี้นางจึงคิดคำนวณทุกอย่างเพื่อที่จะเพิ่มน้ำหนักของตนเองภายในใจของอิ้นถังอาศัยความรักของเขาเพื่อทำให้คนที่กำลังวางแผนสารพัดพวกนั้นไม่กล้ายื่นมือเข้ามาอีก
“แล้วหม่อมฉันต้องทำอย่างไรเล่า”
เห็นท่าทางจ่อมจมอยู่กับความคิดของนาง ทำให้อิ้นถังรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อยชายหนุ่มถอนหายใจ จากนั้นก็อ้าปากกัดคอนางอย่างแรกเมื่อได้ยินนางร้องออกมาด้วยคาวมเจ็บปวด เขาจึงค่อยปล่อยริมฝีปากออกและจ้องมองนาง
"ข้ากำลังถามเจ้า!" อิ้นถังสบตานางเขม็ง น้ำเสียงเข้มงวด
"องค์ชาย..." หว่านซีสบตากับอิ้นถังที่จู่ๆ ก็มีท่าทีก้าวร้าวเล็กน้อยก่อนจะขมวดคิ้วไม่แน่ใจว่าเหตุใดเขาจึงมีท่าทีแข็งกร้าวขึ้นมาเช่นนี้
อิ้นถังเห็นสีหน้างุนงงของนางก็พูดว่า "หลินชูจิ่ว ท่านชายน้อยหลับไปแล้วให้แม่นมมาอุ้มเขาไปพักผ่อน”
หลินชูจิ่วที่เฝ้าประตูอยู่พาแม่นมเข้ามาในห้องทันทีที่ได้ยินคำสั่ง
หว่านซีก้มลงมองลูกน้อย หงหมินตัวน้อยไม่รู้ว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อใดแล้วนางแค่อยากจะปฏิเสธ 'ความกรุณา' ของอิ้นถัง แต่ดูเหมือนนางจะหาเหตุผลไม่ได้ดังนั้นนางจึงได้แต่ปล่อยให้แม่นมอุ้มหงหมินออกไปแต่โดยดี
เมื่อเห็นท่าทางแข็งกระด้างของอิ้นถัง หว่านซีก็ยื่นมือดึงแขนเสื้อของเขาพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “องค์ชายอยากให้หม่อมฉันทำอย่างไรเพคะ"
"เจ้าก็รู้ว่าข้าต้องการให้เจ้าทำอย่างไรไม่จำเป็นต้องแกล้งโง่" อิ้นถังคุ้นเคยกับการหลอกล่อของนางจึงหลบหลีกไปได้อย่างง่ายดาย
"องค์ชายต้องการให้หม่อมฉันทำอย่างไร หากองค์ชายไม่อยู่ พระชายาก็จะเป็นผู้มีอำนาจในเรือนหลังชายารองอย่างหม่อมฉันก็ต้องเคารพชายาเอกอย่างนางตามธรรมเนียม และปฏิบัติตนอย่างระมัดระวังในทุกด้านอยู่แล้ว"สิ่งที่หว่านซีต้องการพูดจริงๆคือ หากสตรีเหล่านั้นกล้าวางแผนต่อต้านนาง นางก็จะโจมตีกลับหากคนเหล่านั้นกล้าเอ่ยปาก นางก็จะตบปากคนเหล่านั้นให้เงียบเสียงและหากพวกนางกล้าลงมือทำ หว่านซีก็พร้อมที่จะตัดแขนขาคนเหล่านั้นออก
แน่นอน คำพูดเหล่านี้คงไม่อาจพูดออกมาได้ตรงๆเพราะไม่ว่าอย่างไรสตรีเหล่านั้นก็เป็นภรรยาและอนุของเขาอยู่ดี
อิ้นถังได้ฟังคำพูดของหว่านซีแล้ว ราวกับว่าถ้าหากเขาไม่อยู่แล้วนางก็จะยอมให้คนมารังแกตนเองถูกตีไม่ตอบโต้ ถูกด่าไม่ตอบกลับ ใบหน้าของเขาพลันซีดเผือดรีบยื่นมือออกไปจับข้อมือนางแล้วดึงร่างบอบบางนั้นเข้ามาไว้ในอ้อมแขนของตนเอง "โง่! จะให้ข้าสอนให้เจ้ารักษาสถานะของตนเองอย่างนั้นหรือ”
หว่านซีเงยหน้าขึ้นอย่างและเหลือบมองเขานี่จะไม่ทำให้นางต้องประสบพบเจอเรื่องราวเหมือนชาติที่แล้วใช่หรือไม่
นางรับเรื่องเช่นนั้นไม่ได้อีกแล้ว
“แล้วหม่อมฉันต้องทำอย่างไรจะให้หม่อมฉันพึ่งพาความโปรดปรานขององค์ชายทำตัวเย่อหยิ่งและเผชิญหน้ากับพวกนางอย่างเปิดเผยหรือ!”
“กับคนที่ไม่มีตา[1]เหล่านั้นเจ้าจะอาศัยความโปรดปรานสั่งสอนพวกนางบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร”อิ้นถังเผยรอยยิ้มขี้เล่นหากสตรีตัวเล็กๆ ผู้นี้จะเผยเขี้ยวเล็บของตนเองบ้าง เขาก็ไม่ติดขัดอะไร
ในเรือนหลังนี้ไม่มีผู้ใดเรียบง่าย เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์หลังจากหว่านซีตั้งครรภ์ผู้หญิงเหล่านั้นมีวิธีการมากกว่าที่เขาจินตนาการไว้สตรีตัวเล็กๆที่มีสีหน้าไร้เดียงสาคนนี้ทำให้เขารู้สึกกังวลว่านางจะหลงกลคนเหล่านั้นในสักวัน
ไม่เคยมีใครในเรือนหลังแห่งนี้ที่สามารถเข้าไปอยู่ในใจของอิ้นถังได้ ดังนั้นเขาจึงปล่อยให้พวกนางต่อสู้กันไปเรื่อยๆ ตราบใดที่คนเหล่านั้นไม่ได้ทำเกินเลยเขาก็ไม่สนใจว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้หว่านซีกลายเป็นคนในใจเขาแล้วเขาอาจทนให้นางโต้เถียงกับสตรีเหล่านั้นได้แต่ไม่อาจให้นางถูกคนเหล่านั้นวางกลอุบายใดๆ ได้
“องค์ชายจะสอนหม่อมฉันอย่างไร ให้ใช้ไม้นวมหรือไม้แข็งหรือ”หว่านซีถามอย่างไม่แน่ใจ
หากต้องการโจมตีผู้ที่มีสถานะต่ำกว่าก็เพียงแค่ต้องหาข้อผิดพลาดของพวกเขา แต่กับต่งเอ้อซื่อหากไม่ดำเนินการอย่างระมัดระวังอีกฝ่ายอาจใช้วิธีการของนางเพื่อจัดการกับตัวนางเองได้ และเมื่อถึงตอนนั้นนางควรจะยอมรับหรือต่อต้านดีเล่า
นางจำเป็นต้องรู้ขีดจำกัดขั้นต่ำสุดของเขา
เมื่อเห็นหว่านซีที่กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้อิ้นถังพลันรู้สึกลังเลอย่างอธิบายไม่ถูกราวกับว่าเขากำลังสอนวิธีการชั่วร้ายให้แก่ผู้อื่นอยู่"ถ้าคนที่ไม่รู้ขอบเขตจะใช้ไม้นวมหรือไม้แข็งก็ขึ้นอยู่กับเจ้าว่าจะเลือกสิ่งใด”
“ทำได้จริงหรือ” หว่านซีถามเขาอย่างไม่แน่ใจ
"เหตุใดจึงไม่ได้" อิ้นถังเลิกคิ้วพูดอย่างเฉยเมย
หว่านซีมองอิ้นถังที่มีสีหน้าราบเรียบไร้กังวล ก่อนจะรู้สึกว่าเขาเป็นคนบ้าบิ่นมากขึ้นเรื่อยๆไม่น่าแปลกใจที่บางคนเรียกเขาว่างูพิษเฒ่าเก้าดูเหมือนที่ผ่านมาเขาจะยังไม่ได้เผยใบหน้าที่แท้จริงของตนเองออกมาหากฮ่องเต้ได้รู้พิษสงของเขา ก็อาจจะประทานเหล้าพิษให้เขาในสักวันหนึ่งก็เป็นได้
ความคิดของหว่านซีพลุ่งพล่านประดุจสายน้ำ ทันใดนั้นเองประกายแห่งความเข้าใจบางอย่างก็แวบขึ้นมา ราวกับว่านางได้รู้อะไรบางอย่างนางโอบคอของเขาแล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "องค์ชายต้องออกไปข้างนอกหรือเพคะ“
อิ้นถังยื่นมือออกไปบีบคางอันบอบบางของนาง จูบริมฝีปากอิ่มพลางเอ่ยว่า "ใช่ ฝ่าบาทอยากให้ข้าร่วมเดินทางไปกับองค์ชายสี่ระยะเวลาสั้นที่สุดสามเดือน ยาวที่สุดครึ่งปี”
“องค์ชายสี่?” ไม่ใช่ว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกันหรอกหรือเหตุใดจึงเรียกเสียสนิทสนมเช่นนั้น
"อืม" อิ้นถังเหลือบมองหว่านซีที่ยังคงไม่อาจฟื้นตัวจากสิ่งที่ได้ยินก่อนเปล่งเสียง'ชู่'เบาๆ หากเขาไม่จัดการอะไรบางอย่างให้เด็ดขาดชั่วเวลาที่เขาไม่ได้อยู่ที่นี่เจียวเจียวของเขาอาจจะถูกสตรีในเรือนหลังเฉือนเนื้อเถือกระดูกจนหมดก็เป็นได้
"องค์ชายแปดล่ะเพคะ" นางรู้สึกงุนงงอย่างแท้จริงชีวิตก่อนนางไม่เคยรู้ว่าอิ้นถังสนิทสนมกับองค์ชายสี่
เป็นไปได้หรือไม่ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ
"พี่แปดเกี่ยวอันใดด้วย" อิ้นถังประคองใบหน้านางมามอบจุมพิตลึกซึ้งให้
"องค์ชายไม่ได้สนิทสนมกับองค์ชายแปดหรือเพคะ"หว่านซีแทบจะหายใจไม่ออกหลังจากถูกจูบในสมองยังคงสับสน หากเป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆแสดงว่าเขาไม่ได้ติดตามองค์ชายแปดอีกแล้วและหมายความว่าเขาจะไม่ต่อต้านองค์ชายสี่เพราะองค์ชายแปดแล้วใช่หรือไม่
"ตอนนี้ยังพอมีเวลา!" อิ้นถังเห็นนางกำลังคิดฟุ้งซ่านก็อดไม่ได้ที่จะกัดริมฝีปากบางก่อนเอ่ยอย่างขุ่นเคืองว่า“เหตุใดเจียวเจียวของข้าจึงมักฟุ้งซ่านในเวลาเช่นนี้ด้วย หืม?”จุมพิตอ่อนหวานเร่าร้อนพร่างพรมลงมาหลังจบประโยค ทำให้หว่านซีหลงลืมเรื่องอื่นๆไปในบันดล
กว่านางจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากถูกกินไปตลอดตัวก็ล่วงเข้ากลางคืนแล้วหว่านซีพลิกตัวเล็กน้อยความเจ็บปวดพลันแล่นไปทั่วร่างทำให้นางขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
โหดเหี้ยม
ใช่ว่าเขาไม่เคยไปเรือนของคนอื่นเลยจำเป็นที่จะต้องเรียกร้องเอากับนางถึงเพียงนี้เลยหรือหากใครไม่รู้คงคิดว่าเขากำลังพยายามเอาชีวิตนางอยู่เป็นแน่!
แต่ต่อให้นางจะคร่ำครวญเพียงใดก็ไม่เคยคิดที่จะผลักไสให้อิ้นถังไปหาคนอื่นเลยแม้สักนิดนางสาบานกับตนเองแล้วว่าในชีวิตนี้จะไม่ยอมเอ่ยปากให้เขาไปหาสตรีอื่นแต่จะเอ่ยปากอ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เขารั้งอยู่ในเรือนชิงอี้ให้ได้
ไม่กี่วันต่อมาหลินชูจิ่วได้ส่งนางกำนัลอีกสองคนที่มีความชำนาญในศิลปะการต่อสู้มาทำหน้าที่เป็นสาวใช้ขั้นสองให้กับหว่านซี
"ชายารองจะประทานชื่อให้พวกเขาหรือไม่"หลินชูจิ่วปฏิบัติต่อหว่านซีอย่างเคารพและเอาใจใส่เสมอมา
หว่านซีมองดูหญิงงามซึ่งน่าจะมีอายุประมาณสิบสามสิบสี่ปีทั้งคู่ยืนด้วยแววตาและท่าทางสงบนิ่งเทียบกับสาวใช้ที่อายุมากกว่าพวกนางที่รายล้อมรอบตัวหว่านซีแล้วสองคนนี้เหมาะที่จะเป็นผู้คุ้มกันให้นางจริงๆ เดิมนางนึกว่าเขาเพียงพูดให้ฟังใครจะคิดว่าเขาจะ 'ยุยง' นางจริงๆ
แม้ว่าหว่านซีจะไม่เข้าใจความตั้งใจที่แท้จริงของอิ้นถังแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธความเมตตาจากเขาแต่อย่างใดชาติก่อนนางไม่เคยวางแผนที่จะจัดการกับสตรีเรือนหลัง แต่ในชีวิตนี้นางจะตอบโต้ความคับแค้นใจด้วยความชั่วร้ายยิ่งกว่า
“ทิงซู ทิงเหอ" หว่านซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และยังคงใช้คำว่า‘ทิง’ ในการตั้งชื่อสาวใช้ต่อไป
"บ่าว ทิงซู ทิงเหอ ขอบคุณชายารองที่ประทานชื่อเจ้าค่ะ"ทิงซูและทิงเหอมองหน้ากันก่อนก้าวไปข้างหน้าเพื่อคำนับขอบคุณ
เมื่อเห็นเช่นนี้หลินชูจิ่วก็ก้าวไปเอ่ยถ้อยคำชื่นชมหว่านซีก่อนจะกลับออกไปพร้อมกับของรางวัลที่ชายารองหวันเหยียนมอบให้เพื่อไปรายงานแก่อิ้นถังต่อไป
ในความเป็นจริง หลินชูจิ่วคุ้นเคยกับการผ่อนปรนซ้ำๆ ให้กับหว่านซีและเมื่อเห็นผู้เป็นนายให้ความสำคัญกับหว่านซีมากขึ้นเรื่อยๆเขาก็ต้องเปลี่ยนความคิดที่มีต่อนางอีกหลายครั้ง
หว่านซีไม่รู้เรื่องนี้ เมื่อลับตาหลินชูจิ่วนางก็มอบหมายทิงจู๋เป็นผู้จัดการดูแลทิงซูและทิงเหอต่อไป เมื่อพวกนางถูกกำหนดให้เป็นสาวใช้ขั้นสองพวกนางก็ต้องเริ่มจากการเป็นสาวใช้ขั้นสองก่อนหากมีความจำเป็นในภายหลังก็ค่อยเลื่อนขั้นเป็นสาวใช้ชั้นหนึ่งได้เช่นเดียวกับทิงหลานและทิงเสวี่ยที่เข้าเรือนมาช้ากว่าทิงอวี่และทิงฉินพวกนางก็เป็นสาวใช้ขั้นสอง แต่ได้รับเงินเดือนเทียบเท่ากับสาวใช้ชั้นหนึ่ง
[1] หมายถึงคนที่ไม่รู้จักพินิจพิเคราะห์ มีความหมายคล้ายกับคำว่าไม่ดูตาม้าตาเรือ